ตอนที่ 1442 แกอยากล้างแค้นไหม?
“ได้ ผมรับคำท้าของคุณ” จางเซวียนพยักหน้า
ถึงเขาจะไม่แน่ใจนักว่าตัวเองจะเก่งกาจพอที่จะทำให้อสูรระดับเซียนตัวนั้นยอมจำนนหรือไม่ แต่ก็ไม่คิดว่าการทำลายสถิติของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าจะทำได้ยากจนเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น อสูรระดับเซียนตัวนั้นยังถูกจับโดยท่านพ่อของทายาทน้อย บางที ถ้าเขาทำให้มันยอมจำนนได้สำเร็จ อาจจะเป็นการบีบให้ทายาทน้อยปรากฏตัวก็ได้
และที่ดีกว่านั้นก็คือจะได้เป็นการล้างแค้นให้เจี้ยนชิงเซินแทนที่จะต้องซ้อมลูกชายของเขา
แน่นอนว่าถ้าถึงอย่างนั้นแล้วทายาทน้อยยังไม่กล้าปรากฏตัว อย่างน้อยที่สุดท่านพ่อของเขาก็จะต้องปรากฏตัวแน่ แม้มันออกจะน่าเสียใจอยู่สักหน่อยที่ไม่มีโอกาสได้ซ้อมทายาทน้อย แต่หากได้ซ้อมท่านพ่อ ก็พอจะระบำยความโมโหของเขาได้บ้าง อีกอย่าง…ใครใช้ให้เขาเลี้ยงลูกให้เป็นคนไร้ยางอายแบบนั้นล่ะ? อย่างคำพูดที่ว่ากันว่า “ลูกชายตัวร้าย ก็เป็นความผิดของบิดา!”
“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มกันเถอะ!” เมื่อได้การตอบตกลงจากจางเซวียน นัยน์ตาของจางเจี้ยงปรากฏความตื่นเต้น เขาโบกมือ แล้วผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ออกไปจากพื้นที่นั้น
ไม่ช้าผู้อาวุโสก็กลับมายังจัตุรัส ด้วยการโบกมือของเขา กรงสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน กรงนั้นมีความยาว 40 เมตร มีอักษรจารึกที่ดูลึกลับอยู่บนผิวหน้าของมัน ดูเหมือนจะมีค่ายกลอันทรงพลังบางอย่างถูกติดตั้งเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ด้านในหลบหนีออกมาได้
ภายในกรงนั้น อสูรระดับเซียนตัวหนึ่งซึ่งมีหน้ำตาคล้ายกับสิงโตนอนอยู่กับพื้น มันมองไปรอบๆ อย่างเกียจคร้านอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตา แล้วก็หลับสนิท
อสูรระดับเซียนตัวนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก จากหัวถึงหางน่าจะยาวราว 4 เมตร รูปลักษณ์ของมันดูไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไร และรังสีของมันก็ไม่ได้รุนแรงมาก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เมื่อเห็นอสูรระดับเซียนตัวนั้น ฝูงชนที่อยู่โดยรอบต่างพากันหรี่ตาด้วยความอัศจรรย์ใจ
“มันคืออสูรเพลิงนรก!”
“นี่คืออสูรระดับเซียนในตำนานที่มีวรยุทธถึงระดับเซียนขั้น 9 เมื่อโตเต็มวัย พวกมันหายากมาก และตลอดระยะเวลาแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนานของทวีปแห่งปรมาจารย์ ก็มีเพียง 2-3 ตัวเท่านั้นที่ถูกจับได้และมีคนทำให้มันยอมจำนนได้สำเร็จ ไม่น่าแปลกใจเลยที่อัจฉริยะด้านการฝึกอสูรอย่างจางเจี้ยงยังทำอะไรมันไม่ได้”
“ถ้าผมทำให้อสูรระดับเซียนขั้นนี้ยอมจำนนได้ ผมคงมีประสิทธิภาพการต่อสู้เทียบเท่ากับนักรบระดับเซียนขั้น 9 ไปแล้ว!”
“แหม, พูดน่ะง่ายกว่าทำนะ สายเลือดโบราณของอสูรเพลิงนรกน่ะแล่นพล่านอยู่ในสายเลือดของมัน และความเย่อหยิ่งของมันก็มีมากกว่าที่คุณจะคาดถึง อย่าว่าแต่จะทำให้มันยอมจำนนเลย แค่เข้าถึงตัวมันก็ยากแล้ว ถ้ามันง่ายแบบนั้น เซียนดาบชิงเหมิงคงไม่ต้องขังมันไว้ในตระกูลจางถึง 3 ปีหรอก!”
“ก็จริง…”
หลังจากความตกตะลึงที่ได้เห็นอสูรเพลิงนรกกับตา สีหน้าของฝูงชนต่างเคร่งเครียด
“ผู้อาวุโสที่ 3, เราควรยับยั้งการแข่งขันไหม?” ผู้อาวุโสอู่เจินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งคำถาม
“ไม่เป็นไรหรอก ปล่อยไปเถอะ” จางหวู่เฉินส่ายหน้า
“แต่…ในการทำให้อสูรเพลิงนรกยอมจำนนนั้น ปรมาจารย์จางจะต้องเข้าไปในกรงโลหะ และทันทีที่เขาทำอย่างนั้น เขาจะต้องเจอกับการโจมตีอย่างเกรี้ยวกราด! ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อสูรเพลิงนรกได้ทำร้ายนักฝึกอสูรระดับ 9 ดาวจนบาดเจ็บไปถึง 13 คนแล้ว ในเมื่อปรมาจารย์จางมาที่นี่เพื่อท้าทายศิลปะเพลงดาบ ถ้าเขาต้องมาได้รับบาดเจ็บเพราะอสูรระดับเซียนล่ะก็ ผมเกรงว่าจะส่งผลกระทบกับตระกูลจางของเรา” ผู้อาวุโสอู่เจินพูด
เขาไม่ได้คิดไปเอง แม้คนอื่นๆ จะไม่รู้จักอสูรเพลิงนรก แต่เขารู้ดีว่าเจ้านั่นโหดร้ายแค่ไหน
มันเป็นอสูรระดับเซียนที่รับมือด้วยได้ยากเกินไป!
ไม่ว่าจะเป็นอาหารชั้นยอดหรือทรัพย์สมบัติล้ำค่าใดๆ ที่นำไปวางไว้หน้ากรงของมัน ก็ไม่ได้ทำให้มันเหลือบแลแม้แต่ครั้งเดียว และถ้าพยายามจะเข้าไปในกรงเพื่อต่อรองกับมัน ก็จะถูกโจมตีอย่างรวดเร็ว…เป็นความจริงที่นักฝึกอสูรระดับ 9 ดาวจำนวนมากมายต้องได้รับบาดเจ็บในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เห็นชัดว่าจางเจี้ยงมีเจตนาร้ายเมื่อท้าทายจางเซวียนเข้าสู่การแข่งขัน เขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้สั่งสอนบทเรียนให้กับอีกฝ่าย!
“ผมรู้ว่าจางเจี้ยงคิดอะไรอยู่ ถ้าสถานการณ์มีทีท่าว่าจะบานปลาย ผมจะเข้าไปขวางเอง” จางหวู่เฉินพูด
เขาจะก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรหากไม่สามารถวิเคราะห์ได้แม้แต่เจตนาของเด็กหนุ่ม? แต่เหตุผลที่เขาเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาก็เพราะจางเซวียนได้สร้างความตกตะลึงให้พวกเขามากเกินไป เขาต้องการให้ทุกสิ่งเป็นไปตามนั้นเพื่อจะได้เห็นชัดๆ ถึงความสามารถของจางเซวียนและตัดสินใจได้ว่าควรจะรับมือกับชายหนุ่มคนนี้อย่างไร
“เอ่อ…ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นผมก็เข้าใจ” เมื่อได้ยินว่าแม้แต่ผู้อาวุโสที่ 3 ก็ยังเห็นด้วย ผู้อาวุโสอู่เจินจึงตัดสินใจไม่พูดอะไรต่อ
เขาหันไปมองจางเซวียนและเห็นอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดหนัก ดูเหมือนกำลังพยายามคิดคำนวณบางอย่าง
อสูรเพลิงนรก…
ตอนนี้จางเซวียนยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับที่ เก็บเกี่ยวข้อมูลทั้งหมดที่เขามีเกี่ยวกับอสูรระดับเซียนจากหอสมุดเทียบฟ้า
ธรรมชาติอันโหดร้ายของอสูรระดับเซียนนั้นมีบรรยายไว้ในหนังสือของนักฝึกอสูรที่เขาได้ถ่ายโอนไว้ ทั้งหมดที่เขาต้องทำก็คือ ต้องหาทางเชื่อมโยงบางอย่างเข้าด้วยกันเพื่อทำลายเจตนาของจางเจี้ยง
เจ้านี่ไม่ได้มีสายเลือดมังกร และความแข็งแกร่งของมันก็เหนือกว่าความสามารถของเราที่จะรับมือไหว การทำให้มันยอมจำนนได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…จางเซวียนนวดหว่างคิ้วอย่างหนักใจ
พูดตามตรง หากเขารู้เสียก่อนว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอสูรระดับเซียนในระดับของอสูรเพลิงนรก ก็คงจะไม่ยอมรับคำท้าตั้งแต่แรก แม้เทคนิคการฝึกอสูรแบบอัดให้น่วมจะยังคงใช้การได้ แต่ก็ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้กับเจ้าตัวนี้
อสูรเพลิงนรกจะเต็มใจให้เขาเข้าหามันหรือเปล่า?
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ มีโอกาสที่เขาจะถูกย่างสดก่อนที่จะทันได้เข้าใกล้มัน!
ในเมื่อเป็นแบบนี้ จะทำให้อสูรเพลิงนรกยอมจำนนได้อย่างไร?
“ย่างสด?” ถึงตอนนี้ จางเซวียนชำเลืองมองเปลวเพลิงอันน่าสะพรึงที่แผดเผาอยู่บนร่างของอสูรเพลิงนรกและพลันตัวแข็งไปราวกับเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในหัวของเขา
“คุณพร้อมหรือยัง? เราจะเริ่มได้หรือยัง?” เห็นจางเซวียนยืนนิ่งราวกับก้อนน้ำแข็งหลังจากเห็นความเก่งกาจของอสูรเพลิงนรก จางเจี้ยงยิ้มเยาะขณะที่เร่งเร้าอย่างหมดความอดทน
“ได้ เริ่มกันเถอะ” จางเซวียนเงยหน้าขึ้น เขาพยักหน้าโดยปราศจากความลังเล “เปิดกรง”
เห็นชายหนุ่มตอบโต้เขาอย่างรวดเร็ว จางเจี้ยงถึงกับชะงัก เขาคิดไว้ว่าชายหนุ่มคงจะลังเลด้วยความหวาดกลัว
จางเจี้ยงหัวเราะลั่นออกมาแล้วพยักหน้า “เยี่ยมมาก!”
ไม่ว่าจางเซวียนจะมีแผนการอะไรอยู่ในหัว หรือจะเป็นเพียงความบ้าบิ่น สุดท้ายทุกอย่างก็จะต้องพังทลายด้วยประสิทธิภาพการต่อสู้ของอสูรเพลิงนรก!
จางเจี้ยงโบกมือของเขา และผู้อาวุโสที่นำกรงโลหะมาก็รีบเดินเข้ามาหาและทาบฝ่ามือของเขาลงกับกรง ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก มันไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป พอดีกับที่จะให้ชายคนหนึ่งผ่านเข้าไป เป็นธรรมดาที่อสูรซึ่งตัวใหญ่ขนาดอสูรเพลิงนรกจะไม่สามารถผ่านเข้าออกได้
จางเซวียนสูดหายใจลึกและเดินไปที่ประตู
“ปรมาจารย์จาง…” เจี้ยนชิงเซินรีบเข้ามาขวางเพื่อหวังจะยับยั้งชายหนุ่มไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขัน เขาอาจไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับการฝึกอสูร แต่เข้าใจดีว่าคนอย่างเซียนดาบชิงเป็นอย่างไร หมอนั่นเป็นคนช่างโอ้อวดและถือดี พยายามจะโชว์พลังและความสามารถของตัวเองในทุกๆ ที่ที่ไป แต่ถึงอย่างไร หมอนั่นก็มีความสามารถเทียบเท่ากับสิ่งที่เขาโอ้อวดไว้จริงๆ และในเมื่อเขาสามารถจับตัวอสูรเพลิงนรกมาได้ ก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะรับมือกับมัน
การเดินเข้าไปและเผชิญหน้ากับอสูรระดับเซียนอันน่าสะพรึงขนาดนี้ถือเป็นเรื่องอันตรายเกินไป!
“วางใจเถอะ!” จางเซวียนหันกลับมาและส่งสายตาที่บ่งบอกความมั่นใจให้กับเจี้ยนชิงเซิน “ผมจะใช้ดาบของผมแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของศิลปะเพลงดาบของปูชนียสถานนักปราชญ์!”
“อะไรนะ?” เจี้ยนชิงเซินถึงกับชะงักกับคำตอบของจางเซวียน เขาโบกมืออย่างปั่นป่วนในใจและตอบว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมหมายถึง…”
เมื่อครู่นี้เองที่เขากำลังคิดว่าอีกฝ่ายเข้าไปวุ่นวายหลายๆ เรื่องมากเกินไปจนหลงลืมสถานภาพของตัวเองในฐานะนักดาบของปูชนียสถานนักปราชญ์ เขาจึงเตือนอีกฝ่าย แต่มาตอนนี้ เขายับยั้งจางเซวียนเพราะเกิดความกังวลอย่างมาก
อสูรระดับเซียนในขั้นนั้นมีความน่าสะพรึงมากพออยู่แล้วแม้จะยังไม่เคลื่อนไหว ถ้าจางเซวียนสำแดงศิลปะเพลงดาบต่อหน้ามัน เขาจะถูกฆ่าหรือเปล่า?
“ไม่เป็นไรหรอกน่ะ ผมเข้าใจ” จางเซวียนโบกมืออย่างสบายใจก่อนจะกระโจนเข้าไปในกรง
ฟู่!
ทันทีที่เขาเข้าไปในกรง ก็รู้สึกราวกับถูกส่งเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง คลื่นความร้อนแผดเผาใส่ตัวเขาอย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับจะทำให้เขามอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ความร้อนที่สะสมอยู่ในกรงทำให้พื้นที่บริเวณนั้นบิดเบี้ยวจนไม่มีสิ่งไหนคงรูปเดิมอยู่ได้ ยากที่จะกะรูปร่างและระยะห่างที่แท้จริง
อสูรเพลิงนรกนั้นเกิดจากเปลวเพลิงปฐพี ร่างกายของมันผลิตเปลวเพลิงจำนวนมากออกมาและสามารถแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นเถ้าถ่านได้ในระยะ 300 ลี้ ด้วยความสามารถพิเศษในการทำลายล้าง แม้แต่ตระกูลนักปราชญ์ที่ทรงพลังที่สุดก็ยังไม่กล้ามีเรื่องกับมัน…เมื่อหวนนึกถึงคำบรรยายที่เกี่ยวข้องกับอสูรระดับเซียน จางเซวียนพยักหน้า
พูดตามตรง ดูเหมือนมีแต่ตระกูลที่ทรงอำนาจและมีทรัพยากรเต็มเปี่ยมเท่านั้นที่จะสามารถกักขังอสูรระดับนี้ไว้ได้ 3 ปี ถ้าเป็นตระกูลอื่น ไม่ว่าจะใช้ของล้ำค่าชนิดไหน ก็คงจะต้องมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้วกว่าจะถึงตอนนี้
ฟู่!
ขณะที่จางเซวียนกำลังคิดหนัก ก็พลันรู้สึกว่าอุณหภูมิที่อยู่โดยรอบเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรับรู้ว่ามีคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามา อสูรเพลิงนรกซึ่งนอนขี้เกียจอยู่กับพื้นก็เผยดวงตาที่บ่งบอกความเหี้ยมโหดของมัน มันย่างสามขุมเข้ามาหาอย่างช้าๆ
“อสูรเพลิงนรก ฉันเชื่อว่าแกคงรู้นะว่าฉันไม่ได้มาจากตระกูลจาง” เห็นอสูรเพลิงนรกย่างสามขุมเข้ามาด้วยทีท่าข่มขู่ จางเซวียนไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขากลับยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะพูดต่อ “อสูรระดับเซียนผู้ทรงเกียรติอย่างแกต้องถูกขังอยู่ในกรงถึง 3 ปีเพราะตระกูลจาง เรื่องนี้ทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของแกไปจนหมด ถึงตอนนี้ ฉันมีเพียงคำถามเดียวให้แก…”
“แกอยากล้างแค้นไหม?”
