ตอนที่ 1449 คลังตรวจสอบเลือด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาใช้ชื่อของปรมาจารย์หยางอย่างเปิดเผย เพื่อปกปิดเรื่องหอสมุดเทียบฟ้า แต่ใครจะไปคิดว่าเพราะความลึกลับบางอย่างของโลกที่ทำให้ชื่อที่เขาคิดขึ้นด้วยความคิดเพียงชั่ววูบนั้นกลับกลายเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ และไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกด้วย!
การที่เขาต้องปลอมตัวเป็นลูกศิษย์ของอีกฝ่ายก็ลำบากใจพออยู่แล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าตอนนี้ปรมาจารย์หยางมาอยู่ในตระกูลจางเสียอีก?
หากทั้งคู่ได้พบกัน ตัวตนปลอมของเขามิถูกเปิดโปงทันทีหรือ?
ยังไม่ทันที่จางเซวียนจะได้พูดอะไร จางหวู่เฉินก็ทวนคำพร้อมกับขมวดคิ้ว “ปรมาจารย์หยาง?”
“เฮ่อออ ดูซิว่าผมพูดอะไรออกไป ผมไม่ได้พบท่านอาจารย์นานเสียจนพลั้งเผลอเรียกเขาผิดๆ !” จางเซวียนรีบกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตัวเอง
เขาอึ้งตะลึงจนเผลอเรียกหยางชวนว่า ‘ปรมาจารย์หยาง’ แทนที่จะเป็น ‘ท่านอาจารย์’
“อือ ปรมาจารย์หยางปลีกวิเวกอยู่ที่ตระกูลจางของเรานานกว่าครึ่งปีแล้ว เพราะฉะนั้น คงอีกไม่นานหรอกที่คุณทั้งคู่จะได้พบกัน” จางหวู่เฉินพยักหน้า ดูจะยอมรับคำแก้ตัวของจางเซวียนได้
“จะเป็นการไม่สะดวกหรือเปล่าถ้าผมจะไปเยี่ยมเยียนเขาตอนที่เขายังอยู่ระหว่างการปลีกวิเวก?” จางเซวียนมองหน้าจางหวู่เฉินและตั้งคำถาม
ในเมื่อจางหวู่เฉินรู้แล้วว่าเขาเป็นศิษย์ของปรมาจารย์หยาง และด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าตอนนี้ปรมาจารย์หยางอยู่ที่ตระกูลจาง ก็ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีใครเอ่ยชื่อปรมาจารย์หยางออกมา คงจะมีความเป็นไปได้ 2 อย่าง อย่างแรกคือจางหวู่เฉินพยายามจะหยั่งท่าทีของเขา หรืออย่างที่ 2 คือปรมาจารย์หยางกำลังอยู่ระหว่างช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฝึกฝนวรยุทธและยังไม่สามารถออกจากการปลีกวิเวกได้
แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นข้อไหน ทั้ง 2 อย่างก็เป็นประโยชน์กับจางเซวียน
“ปรมาจารย์หยางสั่งไว้ว่าไม่ให้ใครรบกวนระหว่างที่เขากำลังฝึกฝนวรยุทธ แต่เขาน่าจะออกมาในอีก 2-3 วันนี้แหละ ถ้าปรมาจารย์จางไม่รีบร้อนอะไร คุณก็ควรจะรอพบปรมาจารย์หยางเสียก่อน” จางหวู่เฉินพูด
“เฮ่อออ ค่อยยังชั่ว ผมไม่ได้รีบร้อนอะไรหรอก เพราะฉะนั้นคงต้องขอรบกวนตระกูลจางระหว่างที่รอให้ท่านอาจารย์ออกจากการปลีกวิเวก” จางเซวียนพยักหน้าขณะที่แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ดูเหมือนเขายังพอมีเวลาอีก 2-3 วัน ดังนั้น เพื่อให้ปลอดภัยไว้ก่อน เขาควรจะรีบดำเนินการตามแผน คือเมื่อเขาล่อทายาทน้อยให้ปรากฏตัวและจัดการซ้อมหมอนั่นได้แล้ว ก็จะรีบจากไปทันที ไม่อย่างนั้น คงจะเกิดปัญหาใหญ่แน่หากต้องพบหน้ากับปรมาจารย์หยาง!
“ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านอาจารย์ของผมปลีกวิเวกอยู่ที่ไหน? ผมจะไปแสดงความเคารพโดยไม่รบกวนเขา” จางเซวียนถาม
อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้ก็คือต้องรู้ตำแหน่งที่อยู่ของอีกฝ่ายเสียก่อน ด้วยวิธีนี้ เขาก็จะได้รู้ว่าควรจะหลบหนีไปที่ไหนหากได้ข่าวว่าอีกฝ่ายออกจากการปลีกวิเวกแล้ว
“ผมเกรงว่าผมจะไม่รู้ มีแต่ผู้อาวุโสที่ 1 เท่านั้นที่รู้ว่าปรมาจารย์หยางปลีกวิเวกอยู่ที่ไหน” จางหวู่เฉินส่ายหน้า
“คุณไม่รู้หรือ?” จางเซวียนส่ายหน้าด้วยอาการผิดหวัง
ขณะที่ทั้งคู่ยังพูดคุยกันอยู่ อสูรมังกรบาดาลกับอสูรเพลิงนรกก็ผ่านการฝ่าด่านวรยุทธเรียบร้อยแล้ว พลังงานอันน่าทึ่งพวยพุ่งออกจากร่างของทั้งคู่ ดูพร้อมจะระเบิดร่างของพวกมันได้ทุกขณะ
ฝูงชนที่อยู่โดยรอบอดไม่ได้ที่จะจ้องมองอย่างหวาดระแวงไปที่อสูรระดับเซียนขั้น 9 ทั้ง 2 ตัวที่อยู่ข้างจางเซวียน พวกเขายำเกรงในพละกำลังของมัน แม้แต่เจี้ยนชิงเซินก็ออกจะตื่นเต้นเล็กน้อย
ใครๆ ก็รู้ว่าแม้แต่รองหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ก็ยังเป็นแค่นักรบระดับเซียนขั้น 9 ขั้นต้นเท่านั้น แต่จางเซวียน ทั้งๆ ที่ยังเป็นแค่นักเรียน กลับมีอสูรระดับเซียนขั้น 9 ขั้นต้นและระดับเซียนขั้น 9 ขั้นสูงสุดไว้ในครอบครอง นั่นหมายความว่าไม่มีใครในปูชนียสถานนักปราชญ์ที่จะเทียบชั้นกับเขาได้อีก
ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ เขามีคุณสมบัติเกินพอที่จะเป็นได้แม้แต่ผู้อาวุโสของปูชนียสถานนักปราชญ์ด้วยซ้ำ!
ในเวลาเดียวกัน เหล่าทายาทตระกูลจางก็มีสีหน้าสับสน พวกเขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อสั่งสอนบทเรียนให้จางเซวียน แต่หลังจากเห็นความสามารถอันน่าทึ่งด้านการวาดภาพและการฝึกอสูรของอีกฝ่ายแล้ว พวกเขาก็เริ่มจะเปลี่ยนใจ
ทั้งจางจื่อชิงและจางเจี้ยงจัดเป็นผู้ปราดเปรื่องที่สุดทั้งสองคนในหมู่พวกเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ใกล้เคียงกับจางเซวียนเลย หากพวกเขาท้าทายชายหนุ่มตอนนี้ ก็มีแต่จะทำให้ตัวเองอับอายขายหน้าและทำลายชื่อเสียงตระกูลจางยิ่งขึ้นไปอีก
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงยืนนิ่งกระอักกระอ่วน…กระอักกระอ่วนกันทุกคนยกเว้นจางเซวียน
ตอนนี้เขาพอใจกับการได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หลังจากที่ปัดเป่าเหล่าผู้เข้าท้าทายที่เป็นเหมือนแมลงน่ารำคาญออกไปได้!
มีคู่ต่อสู้เพียงคนเดียวที่เขาสนใจ นั่นคือทายาทน้อย ส่วนคนที่เหลือนั้นอ่อนแอเกินกว่าที่จะทำให้เขารู้สึกอะไรทั้งนั้น
“ปรมาจารย์จาง พื้นที่รับรองแขกไม่เหมาะกับการพักอยู่อีกต่อไป ผมมีที่พักอีกที่หนึ่งที่จัดเตรียมไว้ ให้ผมพาคุณไปนะ” เมื่อเห็นเหล่าอัจฉริยะของตระกูลจางพากันถอดใจเรื่องการต่อสู้กันหมดแล้ว จางหวู่เฉินได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ที่พักอีกที่หนึ่งหรือ?” จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ผมขอรบกวนผู้อาวุโสที่ 3 ด้วยก็แล้วกัน”
ซึ่งก็จริง ด้วยสภาพของพื้นที่รับรองแขกในตอนนี้ ไม่มีทางที่เขาจะพักอยู่ได้อีกต่อไป
“ไม่รบกวนอะไรหรอก ตามผมมา” ผู้อาวุโสที่ 3 พยักหน้า
หลังจากสั่งการผู้อาวุโสอู่เจินให้ซ่อมแซมพื้นที่รับรองแขกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว เขาก็รีบออกเดินไป
ก่อนจะจากไป จางเซวียนไม่ลืมที่จะถ่ายทอดกรรมวิธีหยุดยั้งบรรดารูปปั้นให้กับผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณระดับ 9 ดาวทั้งสองคน แล้วก็เดินหายไปต่อหน้าต่อตาสายตาตกตะลึงของทั้งคู่
ไม่ช้าก็มาถึงบริเวณที่พักซึ่งเป็นของเหล่าสมาชิกตระกูลจาง
“เซียนดาบเจี้ยนชิงเซิน คุณใช้ห้องนี้เป็นที่พักไปก่อนได้ หลังจากที่ผมจัดแจงความเรียบร้อยของแขกคนอื่นๆ แล้ว เราจะจัดการแข่งขันสำหรับสมาชิกรุ่นเยาว์ขึ้น ผมจะจัดโซนที่ให้ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนวรยุทธและความรู้ซึ่งกันและกันได้” หลังจากมาถึงที่พัก ผู้อาวุโสที่ 3 ก็อธิบายกำหนดการที่กำลังจะเกิดขึ้นพร้อมกับยิ้มให้
“ได้สิ ขอบคุณมาก” เจี้ยนชิงเซินพยักหน้า
เขามาที่ตระกูลจาง 3 ครั้งแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าถึงโซนที่พักของสมาชิกหลักของตระกูลจาง
พูดอีกอย่างก็คือเขาได้ประโยชน์จากการสร้างความปั่นป่วนของจางเซวียน
พลังจิตวิญญาณที่นี่ไม่เข้มข้นเท่ากับบริเวณพื้นที่รับรองแขก แต่มีรังสีพิเศษอยู่ในอากาศที่ดูเหมือนจะเพิ่มพลังให้กับร่างกายและจิตใจ ทำให้สามารถยกระดับวรยุทธได้
“ปรมาจารย์จาง คุณจะไปเดินชมรอบๆ พื้นที่กับผมไหม?” หลังจากจัดแจงให้เจี้ยนชิงเซินเข้าพักแล้ว จางหวู่เฉินก็หันมาถามจางเซวียน
“ด้วยความยินดี” จางเซวียนพยักหน้า
เขาอยากทำความเข้าใจตระกูลจางให้ลึกซึ้งกว่านี้ อันเนื่องมาจากเหตุผลที่จะได้ฉกชิงตัวเจ้าสาวไปจากพวกเขา ในเมื่อจางหวู่เฉินเชื้อเชิญให้ไปเดินเล่น ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
ต่อให้มีอันตราย เขาก็มีอสูรเพลิงนรกและอสูรมังกรบาดาลคอยอารักขาอยู่ อีกอย่าง เขาเป็นแขก และตระกูลจางก็ดูจะให้ความสำคัญอย่างมากกับการดูแลแขกของตัวเองให้ดี
“ทางนี้เลย” จางหวู่เฉินเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้มขณะที่นำทางไป
คราวนี้ทั้งคู่ไม่ได้บิน แต่เดินไปแทน
หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างจบสิ้นไป พระอาทิตย์ก็ตกดิน พระจันทร์เสี้ยวส่องสว่างกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน อาบพื้นโลกด้วยแสงนวลเย็นตา ทุกอย่างดูจะเยือกเย็นในค่ำคืนนี้
ชายทั้งสองเดินไปตามทางเดิน คนหนึ่งนำหน้า อีกคนตามหลัง
เกิดความเงียบงันระหว่างทั้งคู่ ก่อนที่จางหวู่เฉินจะถามขึ้นมาอย่างปุบปับ “ปรมาจารย์จาง คุณมาจากไหน? คุณมีพี่น้องหรือเปล่า?”
“ผมเป็นเด็กกำพร้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่เป็นใคร นับประสาอะไรกับพี่น้อง” จางเซวียนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
แม้แต่ในชีวิตเก่าของเขา เขาก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเขาเป็นใคร จึงแน่นอนว่าสำหรับชีวิตใหม่ก็ไม่รู้เช่นกัน
“เด็กกำพร้า อืมมม…” จางหวู่เฉินพึมพำก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปเสียแล้ว จึงรีบดึงความสนใจกลับมาและถามต่อ “ในเมื่อคุณเป็นเด็กกำพร้า แล้วทำไมถึงใช้แซ่จาง? ใครตั้งชื่อให้คุณ?”
“อืมมม…” จางเซวียนครุ่นคิดอย่างหนักก่อนจะส่ายหัว “เรื่องมันนานมาแล้ว ผมจำไม่ได้”
ความทรงจำที่เขาได้มาจากชีวิตเก่าก็ไม่สมบูรณ์ แล้วจะรู้เรื่องที่ซับซ้อนแบบนี้ได้อย่างไร?
จากความทรงจำในชีวิตเก่า ดูเหมือนเขาจะเคยถูกแขวนไว้กับต้นไม้เมื่อครั้งที่ยังเด็กมาก และเกือบจะเสียชีวิต ซึ่งชายที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้เรียกเขาด้วยชื่อ ‘เซวียน’ ส่วนแซ่จางนั้น…ช่างมันเถอะ
สิ่งที่สำคัญสำหรับเขาก็คือแซ่จางของเขาไม่ใช่แซ่จางเดียวกันกับตระกูลจาง
“คุณจำอะไรไม่ได้เลยหรือ? พ่อแม่ของคุณคงจะทิ้งคุณไปตั้งแต่คุณยังเด็กมาก…” จางหวู่เฉินตั้งข้อสังเกต จากนั้นเขาก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะตั้งคำถามอีก “ถ้าอย่างนั้น ปรมาจารย์จาง, คุณคิดอย่างไรกับตระกูลจางของเรา? สนใจที่จะเข้าร่วมกับพวกเราไหม?”
“ขอบคุณมากสำหรับความปรารถนาดีของคุณ แต่ผมคงต้องขอปฏิเสธ” จางเซวียนตอบอย่างหนักแน่น
หลังจากบีบบังคับหลัวลั่วชิงให้แต่งงานกับชายหนุ่มที่ไม่เคยรับผิดชอบในตัวเธอ ทั้งยังจัดฉากเพื่อสังหารเขาอย่างโหดร้าย พวกนี้ยังมีหน้ามาขอให้เขาเข้าร่วมกับตระกูลของตัวเองอีก ฝันไปเถอะ!
“ผมเข้าใจ…” นึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะปฏิเสธอย่างทันท่วงทีแบบนั้น จางหวู่เฉินหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย เกิดความเงียบงันระหว่างทั้งคู่ขึ้นอีกก่อนที่จางหวู่เฉินจะเห็นบางสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก “เรามาถึงที่นี่แล้ว!”
“ที่นี่? ที่ไหนกัน?” จางเซวียนชะงักและเงยหน้าขึ้น เห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
“คลังตรวจสอบเลือด!”
