ตอนที่ 1505 รายงานสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่
เวลาผ่านไป แสงเรืองรองปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เผยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ในตอนนั้น โหยวโร่วชิงก็ได้สติ เธอกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืน และเมื่อเห็นความพินาศวอดวายที่กินเนื้อที่สุดลูกหูลูกตา ร่างของเธอก็ซวนเซไปเล็กน้อย
ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งก่อตั้งบนทวีปแห่งปรมาจารย์มาหลายพันปีแล้ว และผ่านวิกฤตการณ์มาหลายครั้ง มีการสู้รบอยู่ 2-3 ครั้งที่ทำให้ศิษย์สายตรงมากกว่าครึ่งต้องเสียชีวิตไป แต่ถึงจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งก็ยังเอาตัวรอดและยืนอย่างมั่นคงอยู่ได้ แม้ตึกรามบ้านช่องบางส่วนจะถูกศัตรูทำลายไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นเพียงส่วนน้อยของเมืองทั้งเมือง แต่คราวนี้ ทุกสิ่งพังทลายราบเป็นหน้ากลองหมด ไม่มีเหลือ
แม้จะไม่มีศิษย์สายตรงและผู้อาวุโสคนไหนเสียชีวิต แต่ทุกคนก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส เท่าที่ดู เหมือนว่าจะไม่มีใครฟื้นตัวจนกว่าจะได้พักฟื้นสักครึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย
“คนๆ เดียวสามารถเรียกสายฟ้ามาและทำให้มันปลดปล่อยพละกำลังที่หนักหน่วงได้ขนาดนั้น…” โหยวโร่วชิงอดตัวสั่นไม่ได้เมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่ได้เห็นเมื่อคืนก่อน
พูดกันตามตรง เธอไม่เคยคิดว่าจางเซวียนจะเป็นตัวอันตราย เพราะเพียงแค่นักรบพื้นที่ลวงตาคนหนึ่งไม่อาจเทียบอะไรกับเธอได้ ด้วยพละกำลังของเธอ เธอสามารถทำลายนักรบระดับเขาได้เป็นโหลๆ เพียงแค่การกระดิกนิ้ว แต่อีกฝ่ายกลับมีไม้ตายที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการ!
ด้วยการทดสอบสายฟ้าขั้นการแบ่งแยกมิติ เขาทำลายศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งจนพังไม่มีเหลือ หากเขาใช้การทดสอบสายฟ้าของวรยุทธขั้นก้าวสู่จักรวาล สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่มิล่มสลายหรือนี่?
“ผู้อาวุโสที่ 1…ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งถูกทำลายหมดแล้ว!” ผู้อาวุโสที่ 2 ซึ่งพยายามลุกขึ้นมายืนข้างๆ โหยวโร่วชิงส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง
“ใช่ ไม่มีอะไรเหลือ” โหยวโร่วชิงตอบ
หลังจากรับหน้าที่ผู้นำศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งมาหลายปี เธอเคยคิดว่าจะสามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองได้ภายใต้การนำของตัวเอง แต่ราวกับโชคชะตาเล่นตลก ความพยายามที่จะทะเยอทะยานของเธอกลับลงเอยด้วยความวอดวาย
“ตราบใดที่บรรดาศิษย์สายตรงของเรายังอยู่ เราก็ยังฟื้นตัวได้ นับจากวันนี้ไป จางเซวียนจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง ใครก็ตามที่พบตัวเขาสามารถสังหารเขาได้ทันที!” โหยวโร่วชิงกัดฟันพูด
“รับทราบ!” บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงที่เพิ่งจะฟื้นตัวตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน
โหยวโร่วชิงหันไปพูดกับผู้อาวุโสฉู่ “คุณคงได้เห็นกับตาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จางเซวียนคนนั้นลักพาตัวหัวหน้าน้อยของเราไปและทำลายศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งจนราบคาบ ฉันหวังว่าคุณจะช่วยรายงานความผิดครั้งใหญ่ของเขาให้ทางสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่รับรู้ เพื่อจะได้นำตัวเขามาลงโทษ!”
“วางใจเถอะ ผมจะรายงานทุกอย่างที่ผมเห็น และนำตัวเขามาเพื่อรักษาความยุติธรรมไว้ให้ได้” ผู้อาวุโสฉู่พยักหน้าขณะนวดหว่างคิ้ว
ทั้งๆ ที่เป็นปรมาจารย์ จางเซวียนก็ไม่ใส่ใจกฎเกณฑ์และกลับทำอะไรตามอำเภอใจ
คนอย่างเขาสมควรถูกลงโทษอย่างหนัก เพราะไม่อย่างนั้น ถ้าใครสักคนอยากสร้างความพินาศวอดวายเพียงเพราะตัวเองมีพละกำลังมากพอ ทวีปแห่งปรมาจารย์ก็คงจะวิกฤตแน่!
……
ตุ้บ!
หลังจากบินไปได้พักใหญ่ จางเซวียนก็หมดแรงและร่วงลงไปกองกับพื้น
แม้ตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานจะช่วยบรรเทาแรงโจมตีของผู้อาวุโสฉู่ได้บ้าง แต่คลื่นความสั่นสะเทือนก็ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเขา มันฉีกกระชากจุดสำคัญในร่างกาย ทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นอีก
ถ้าไม่ใช่เพราะพลังงานที่จ้าวหย่าถ่ายทอดให้ อย่าว่าแต่จะเรียกการทดสอบสายฟ้าเลย เขาคงตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
แต่ตอนนี้ จางเซวียนรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแรงถึงขีดสุดหลังจากที่บินมาตลอดคืน
แน่นอนว่าเขาสามารถเลือกใช้อสูรเพลิงนรกได้ แต่ปัญหาก็คือรังสีเปลวเพลิงของมันจะเป็นจุดเด่น ถึงจะบินได้เร็ว แต่ก็มีโอกาสถูกสะกดรอยตามได้ง่ายกว่า
ซึ่งสำหรับตัวจางเซวียนนั้นไม่เหมือนกัน เพราะเขามีพลังปราณเทียบฟ้า จึงสามารถปกปิดรังสีเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน อีกทั้งดวงตาหยั่งรู้ยังทำให้เขาตรวจสอบได้ว่ามีใครติดตามมาหรือเปล่า ทำให้ยากแม้แต่กับปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวที่จะค้นหาตัวเขา
จางเซวียนพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้งและพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางป่าแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเลยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาก้มลงมองสาวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอด นัยน์ตาของเธอยังคงปิดสนิท แม้จะยังหายใจ แต่ลมหายใจก็รวยริน ราวกับพร้อมจะหยุดหายใจได้ทุกขณะหากได้รับความบอบช้ำแม้เพียงเล็กน้อย
“จ้าวหย่า ในเมื่อผมพูดแล้วว่าผมจะช่วยคุณ ผมก็ต้องทำให้ได้!”
ถ้าไม่ใช่เพราะจางเซวียนกอดเธอไว้ตลอดการเดินทางและปล่อยกระแสพลังปราณเทียบฟ้าเข้าหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญของเธอไว้ จ้าวหย่าคงจากโลกนี้ไปแล้ว
จางเซวียนวางร่างของเธอลงกับพื้นอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็ทาบนิ้วลงบนทางเดินพลังปราณของเธอและเพ่งสมาธิ “ข้อบกพร่อง!”
วิ้ง!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า เขารีบพลิกดู
“อาการบาดเจ็บของเธอสาหัสมาก ทางเดินพลังปราณทุกเส้นแหลกสลาย…” จางเซวียนส่ายหัวอย่างจนปัญญา
อาการของจ้าวหย่าย่ำแย่กว่าที่เขาคิดไว้ การที่เธอใช้แรงขับเคลื่อนพลังปราณทำให้ทางเดินพลังปราณที่เป็นน้ำแข็งของเธอแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี หากยังพอจะมีอะไรดีๆ หลงเหลืออยู่บ้าง ก็คืออานุภาพของตัวล็อคฉนวนสวรรค์นั้นถูกทำลายไปแล้วเช่นกัน
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ขณะที่ทางเดินพลังปราณของเธอแตกสลาย เธอก็ประสบความสำเร็จในการใช้พละกำลังของตัวเองทำลายอานุภาพของตัวล็อคฉนวนสวรรค์ ทำให้มันทำร้ายเธอไม่ได้อีก
“ถ้าเป็นบาดแผล พลังปราณเทียบฟ้าก็ช่วยรักษาได้ แต่ทางเดินพลังปราณของเธอแตกสลายไม่มีชิ้นดีแล้ว” จางเซวียนพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
พลังปราณเทียบฟ้ามีคุณสมบัติในการเยียวยาที่เหนือชั้นกว่าสมุนไพรหรือยาเม็ดชนิดไหนๆ แต่ถึงมันจะมีอานุภาพที่เรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ ก็ไม่สามารถสร้างทางเดินพลังปราณขึ้นใหม่ได้
เพราะต่อให้ช่างตีเหล็กที่มีทักษะเก่งกาจที่สุดก็ไม่สามารถหลอมอาวุธได้หากปราศจากเครื่องมือและสินแร่
นี่คือสิ่งเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับจ้าวหย่า
ในเมื่อทางเดินพลังปราณของเธอถูกทำลายไปหมดแล้ว พลังปราณเทียบฟ้าจะเยียวยาสิ่งที่ไม่มีอยู่ได้อย่างไร?
“ถ้าปราศจากทางเดินพลังปราณ เราก็ไม่อาจขับเคลื่อนพลังปราณของเราเข้าสู่ร่างของเธอได้ และนั่นจะทำให้การรักษาเธอยากขึ้นอีก…”
ในอีกแง่หนึ่ง ทางเดินพลังปราณก็เหมือนท่อน้ำเลี้ยงของร่างกาย มันพบได้ทุกหนทุกแห่ง เป็นทางให้เส้นเลือดส่งผ่านออกซิเจนไปยังทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย การที่ทางเดินพลังปราณถูกทำลายก็เหมือนกับถนนทุกสายพังไม่มีเหลือ พลังปราณเทียบฟ้าไม่อาจไหลเวียนไปทั่วร่างของเธอได้ ทำให้การเยียวยาต้องยืดเยื้อไปอีกมาก
“ลองใช้เข็มเงินดูก็แล้วกัน!”
จางเซวียนสะบัดข้อมือแล้วนำเข็มเงินออกมาจำนวนหนึ่ง เขาถ่ายทอดกระแสพลังปราณเข้าไปในเข็มก่อนจะปักมันลงไป
ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก!
เข็มเงินสองสามร้อยอันพุ่งเข้าปักจุดชีพจรของสาวน้อยทันที
“แค่ก แค่ก…” จางเซวียนเซก่อนจะล้มลงกับพื้น
อาการบาดเจ็บของเขาถือว่าสาหัสไม่เบา และเขาก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้พลังงานมากเกินไปได้ เพราะพยายามจะช่วยชีวิตจ้าวหย่า เขาจึงใช้พลังของตัวเองไปเกือบหมด
รู้ดีว่าจะปล่อยให้ตัวเองพังตอนนี้ไม่ได้ จางเซวียนจึงรีบนำยาเม็ดออกมากลืนลงไป ครู่หนึ่ง เมื่อเขารู้สึกว่าพละกำลังบางส่วนกลับคืนมา ก็รีบหันไปมองจ้าวหย่าอีกครั้ง
หลังจากถ่ายทอดกระแสพลังปราณเข้าสู่ร่างของจ้าวหย่าผ่านทางเข็มเงิน ผิวพรรณของเธอก็ดูดีขึ้นมาก แต่ด้วยความสาหัสของอาการบาดเจ็บ เธอจึงยังห่างไกลจากการที่จะฟื้นคืนสติ
“ความบอบช้ำในร่างกายของเธอเป็นผลจากการที่ทางเดินพลังปราณแตกสลาย ดังนั้น ถ้าอยากเรียกความแข็งแกร่งกลับคืนมา เราจะต้องสร้างทางเดินพลังปราณขึ้นใหม่…” จางเซวียนขมวดคิ้ว
ถึงเขาจะมีทักษะเป็นเลิศในด้านการรักษาโรค แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องพบสถานการณ์แบบนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่มีรายละเอียดบอกไว้ในหนังสือการแพทย์เลย เขาจนปัญญา ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
ถึงตอนนี้ ไม่สำคัญแล้วว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าการสร้างทางเดินพลังปราณขึ้นใหม่นั้นต้องทำอย่างไร เพราะทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์ก็ไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
นัยน์ตาของจางเซวียนเป็นประกายวาบ “การที่ไม่มีใครเคยได้ยินเรื่องนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทั้งหมดที่เราต้องทำก็คือเป็นคนแรกที่ทำสำเร็จ!”
ต่อให้ไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อน แล้วอย่างไรล่ะ?
ถ้าไม่เคยมีใครทำสำเร็จ เขาก็จะต้องเป็นคนแรกที่สร้างมาตรฐานขึ้นใหม่!
“แต่…เราจะใช้อะไรมาทดแทนทางเดินพลังปราณ? วัสดุนั้นจะต้องทำให้พลังปราณไหลเวียนได้โดยปราศจากสิ่งปิดกั้น ต้องยืดหยุ่นและทนทาน ทั้งยังต้องเก็บพลังงานได้ด้วย”
ทางเดินพลังปราณนั้นเหมือนกับทางด่วนสำหรับการขนส่งพลังปราณ ในการจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ สิ่งแรกที่จางเซวียนจะต้องค้นหาให้พบก็คือวัสดุที่เหมาะสม
แต่อะไรในโลกนี้ล่ะที่จะมีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับจะใช้เป็นทางเดินพลังปราณ และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของผู้นั้น?
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“ดูเหมือนเราจะต้องไปที่สมาคมช่างตีเหล็กหรือสมาคมนายแพทย์เพื่อหาหนังสือดู…”
มาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะต้องพยายามหลอมรวมวัสดุหลายชนิดเข้าด้วยกันและสร้างทางเดินพลังปราณชุดใหม่ให้จ้าวหย่าให้ได้ แต่ปัญหาก็คือทักษะการหลอมของเขานั้นจัดว่าไม่ได้เรื่อง เขาทำได้อย่างมากเพียงแค่หลอมอิฐก้อนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีทางหลอมสิ่งที่จะต้องมีขนาดเล็กและละเอียดอ่อน ทั้งยังต้องใช้ความแม่นยำ พลังปราณจะต้องสามารถไหลเวียนผ่านได้โดยไม่มีสิ่งปิดกั้น ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่จางเซวียนทำไม่ได้ทั้งนั้น!
อีกอย่าง ก็ยังไม่แน่ว่าทำงเดินพลังปราณจะสามารถถูกแทนที่ด้วยวัสดุอื่นได้หรือไม่ เขาจึงต้องไปหาหนังสือดูเสียก่อน เพื่อตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป
