ตอนที่ 208 หมึก
โรงเรียนหงเทียนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
การประลองนักเรียนใหม่กำลังจะเริ่ม
มีนักเรียนเข้าใหม่ถึงหนึ่งหมื่นคน และหลังจากที่ร่ำเรียนกันไปได้ครึ่งเดือน ก็ถึงเวลาที่จะวัดผลการฝึกฝนของพวกเขา
“เธอคิดว่าใครจะชนะการประลองครั้งนี้?”
“ฉันคิดว่าก็คงเป็นคนที่สอบเข้าได้ที่ 1 นั่นแหละ ตอนที่เข้ามาน่ะวรยุทธของเขาอยู่ในขั้น 2 นี่ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว เขาคงจะแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก”
“การประลองนักเรียนใหม่ไม่ได้วัดกันที่พละกำลังอย่างเดียวนะ อีกอย่าง ต่อให้เขาแข็งแกร่งตอนที่เข้ามา ก็ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้จะยังคงแข็งแกร่งอยู่ ฉันได้ยินมาว่านักเรียนใหม่ของอาจารย์ลู่สองสามคนที่จะเข้าจะประลองในการทดสอบประเมินอาจารย์น่ะสำเร็จวรยุทธขั้น 2 แล้ว แถมพวกนั้นยังไม่ใช่ลูกศิษย์โดยตรงของเขาด้วย คงยากที่จะบอกได้ว่าเขาจะสู้ไหวหรือไม่!”
“แต่คนนั้นก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์ลู่เหมือนกันไม่ใช่หรือ ต่อให้เขาไม่ชนะ ก็ต้องเป็นลูกศิษย์คนไหนสักคนของอาจารย์ลู่นั่นแหละ”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ห้าร้อยอันดับแรกของนักเรียนที่สอบเข้าได้น่ะ มีอย่างน้อยสามร้อยคนจากในนั้นที่เข้าเป็นศิษย์ของอาจารย์ลู่ ต่อให้พวกเขาไม่อยากได้ที่หนึ่ง มันก็ต้องมีใครสักคนในนั้นได้ที่หนึ่งอยู่ดี!”
“ว่าแต่ เธอคิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการทดสอบประเมินอาจารย์?
อาจารย์จางเซวียนหรืออาจารย์ลู่?”
“ชนะหรือ? เธอเพี้ยนหรือเปล่า? ใครเขาถามคำถามแบบนี้กัน?
อาจารย์จางเซวียนมีคุณสมบัติอะไรที่คู่ควรจะไปสู้กับอาจารย์ลู่? ฝ่ายการศึกษาก็ไม่ยอมรับเขา ผลงานของเขาในปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้เรื่อง!”
“ชะ-ใช่เลย!”
“เห็นหรือยังล่ะ? จะบอกอะไรให้นะ ฉันได้ยินมาว่าเขาจงใจหาเรื่องอาจารย์ลู่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง หลังจากที่เป็นต้นเหตุให้การฝึกวรยุทธของลูกศิษย์ถูกธาตุไฟเข้าแทรกแล้ว เขาก็ยังมีหน้ามาท้าทายอาจารย์ลู่ให้เข้าประลองในการประเมินอาจารย์ครั้งนี้อีก ไม่เคยพบเคยเห็นใครที่หน้าหนาขนาดนี้!”
“แต่ที่ฉันได้ยินมา มันตรงกันข้ามกับเรื่องของเธอเลยนะ ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์จางเซวียนเป็นคนดี เขาสำเร็จวรยุทธขั้นพี่เชวี่ยแล้วด้วย เพื่อจะรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของโรงเรียน เขาจึงยอมปิดปากเงียบเกี่ยวกับเรื่องนั้น และเลือกที่จะอดทนต่อการถูกเหยียดหยาม!”
“ฉันก็ได้ยินมาแบบนั้น เรื่องจริงคือลูกศิษย์ของเขามีสภาวะปราณปิดตายแต่กำเนิด เขาจึงตั้งใจปล่อยให้การฝึกวรยุทธของลูกศิษย์คนนั้นถูกธาตุไฟเข้าแทรก เพื่อให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปได้”
“เขาคือจ้าวเยี่ยนเฟิง ฉันเคยพบเขาสองสามครั้ง ไม่เพียงแต่อาจารย์จางจะแก้ปัญหานี้ให้ แต่ยังช่วยเขาฝ่าด่านวรยุทธด้วย ตอนนี้เขาเป็นนักรบขั้น 2 แล้ว เขาซาบซึ้งในบุญคุณของอาจารย์จางมาก และอยากเรียนกับอาจารย์อีก เรื่องนี้ทำให้อาจารย์ลู่โมโหเดือด เขาจึงยื่นคำท้าอาจารย์จางให้เข้าประลองในการทดสอบประเมินอาจารย์”
“นี่เธอพูดจริงหรือ? มันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม?”
“จริงแท้แน่นอนเลย เพื่อนสนิทของฉันเล่าให้ฟัง”
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทุกรูปแบบและทฤษฎีต่างๆนานาล่องลอยเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณนั้น บ้างก็ว่าจางเซวียนยกยอโอ้อวดตัวเอง บ้างก็ว่าเขาถูกกดดันให้รับคำท้า มาถึงตรงนี้ก็แทบจะบอกไม่ได้แล้วว่าอะไรจริงอะไรเท็จ
จากความจงใจของเหยาฮั่นในการกระจายข่าวของสภาการศึกษาให้แพร่สะพัดออกไป ตอนนี้เกือบทุกคนในโรงเรียนหงเทียนก็รู้เรื่องนี้แล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น นักเรียนส่วนใหญ่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
เพราะชื่อเสียงของลู่ฉวินในโรงเรียนนั้นยิ่งใหญ่เอามากๆ แม้จางเซวียนจะได้ปัดเป่ามลทินของตัวเองในเรื่องที่ได้ 0 คะแนนจากการสอบวัดคุณภาพอาจารย์ไปแล้วก็ตาม ก็ยังเป็นการยากสำหรับเขาที่จะสั่งสมภาพลักษณ์อันสวยงามในหัวใจของนักเรียนได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
แต่จางเซวียนก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย
เพราะการทดสอบประเมินอาจารย์ในวันพรุ่งนี้จะเป็นเครื่องตัดสินทุกอย่าง แทนที่จะมัวเสียเวลาคิดเรื่องนี้ เขาสู้ไปสนใจการเพิ่มความแข็งแกร่งให้ลูกศิษย์ดีกว่า
ไม่นานก็มาถึงห้องเรียน
“อาจารย์จาง!”
ทุกคนอยู่กันครบ ต่างมีชีวิตชีวาและแผ่รังสีอันทรงพลังออกมา
“ไม่เลว!”
เห็นสภาพของลูกศิษย์แล้ว จางเซวียนก็พยักหน้าอย่างพอใจ
เห็นชัดว่าความพยายามของเขาไม่ได้สูญเปล่า
ไม่ว่าจะเป็นจ้าวหย่า เจิ้งหยาง หวังหยิ่ง หลิวหยาง หรือหยวนเทา ทุกคนพัฒนาขึ้นมาก ต่างจากเมื่อครึ่งเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง
ไม่เพียงเท่านี้ ขนาดนักเรียนที่แค่นั่งฟังการสอนของเขา – หวังเทา หวังเหยียน และจ้าวเยี่ยนเฟิง ก็พัฒนาขึ้นมากเช่นกัน
ถึงจางเซวียนจะไม่ได้สอนอะไรยืดยาว แต่ทุกคำของเขาล้วนตรงประเด็นและพุ่งเข้าถึงหัวใจของวรยุทธนั้น การได้เรียนกับเขาทำให้เด็กเหล่านี้มีความเข้าใจในวรยุทธ และยกระดับวรยุทธของตัวเองได้เร็วขึ้น
“นั่นอะไร?”
หลังจากชมเชยเด็กๆแล้ว จางเซวียนก็กำลังจะเรียกพวกเขาเข้าพบทีละคน แต่พลันเห็นบางอย่างวางอยู่ที่มุมห้อง มันคือหม้อสองสามใบที่วางเรียงกัน สิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้นมีสีดำสนิท จางเซวียนถามอย่างงุนงง
เขาแน่ใจว่าไม่เคยมีวัตถุแบบนี้อยู่ในห้องเรียนมาก่อน
“อาจารย์จาง มันคือหมึก” หวังหยิ่งหน้าแดงขณะที่ตอบอย่างนุ่มนวล
“หมึก?” จางเซวียนงงหนัก “แล้วเอาหม้อหมึกมาไว้ในห้องเรียนทำไมกัน?”
เขาสอนวรยุทธ ไม่ใช่ศิลปวัฒนธรรม นักเรียนจึงไม่จำเป็นต้องใช้หมึกเพื่อวาดภาพสวยงามหรือคัดลายมือ จึงไม่มีเหตุอะไรที่สิ่งนี้จะมาอยู่ในห้องเรียน
“เอ่อ…”
เมื่อได้ยินคำถาม ทุกคนต่างกระอักกระอ่วนและไม่ยอมตอบ
“มีอะไร? มันต้องมีอะไรสักอย่างแน่? หยวนเทา บอกมา!”
เห็นทุกคนมีสีหน้าประหลาด จางเซวียนเลิกคิ้ว
“ผม…”
หยวนเทาไม่คิดว่าอาจารย์จางจะเรียก เขาทำหน้าเหยเกอย่างคนที่เพิ่งกินบอระเพ็ดเข้าไป หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบว่า
“มันเป็นอย่างนี้ เนื่องจากการปลุกสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ของจ้าวหย่าทำให้เธอสวยกว่าเดิมมาก พอเป็นแบบนั้น นักเรียนมากมายก่ายกองก็อยากจะใกล้ชิดกับเธอ…”
“ใกล้ชิดหรือ?”
ตอนนั้นเองที่จางเซวียนเพิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงของจ้าวหย่าซึ่งเกิดจากการปลุกสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือบุคลิกก็เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นแค่นายหญิงน้อย ตอนนี้กลายเป็นสาวรุ่นงามสง่า
ถ้าจะพูดกันถึงรูปร่างหน้าตา ก็งดงามกว่าเสิ่นปี้หรูเสียอีก ไม่แปลกเลยที่นักเรียนคนอื่นๆจะชื่นชมและอยากเข้าใกล้เธอ
“ก็ถ้าจะมีคนมาจีบ แล้วเอาหมึกมาทำอะไร?” จางเซวียนงงหนักกว่าเดิม
ก็ถ้าจ้าวหย่าจะสวยขึ้นและมีใครต่อใครมาจีบ แค่ไล่พวกนั้นไปก็น่าจะพอแล้ว ที่นี่คือโรงเรียน จะทำอะไรมากไปกว่านั้นก็คงไม่สมควร อีกอย่าง พละกำลังของทุกคนก็พุ่งสูงขึ้นมาก หากมีใครพยายามจะมาคุกคามจ้าวหย่า เจ้าพวกนั้นต้องหน้าตายับเยินกลับไปแน่
ไม่มีทางเลยที่เจิ้งหยาง หลิวหยาง และหยวนเทาจะปล่อยให้ใครหน้าไหนมาทำข้ามหน้าข้ามตา พวกเขาไม่ยอมให้คนอื่นมาทำเกะกะใส่จ้าวหย่าแน่
“เอ่อ… เราไล่คนพวกนั้นไปหมดแล้ว แต่…” หยวนเทาเกาหัวและหัวเราะเจื่อนๆ “แต่เมื่อเร็วๆนี้ มีตาเฒ่าบ้ากามสามคนมาด้อมๆมองๆที่ห้องเรียนของเรา ดูทรงแล้วพวกเราสู้เขาไม่ได้แน่ เราก็เลยเตรียมหมึกไว้สาดใส่พวกนั้น ว่ากันว่า หมึกนี้สามารถกำจัดราคะตัณหาได้ และถ้าตาเฒ่าบ้ากามสามคนนั้นถูกสาดด้วยหมึกนี้ล่ะก็ พวกเขาจะเกิดความอับอายและไม่กล้ามาวนเวียนแถวนี้อีก…”
“ตาเฒ่าบ้ากาม?” จางเซวียนงง “พวกคุณแน่ใจหรือว่าพวกเขาไม่ใช่อาจารย์ในโรงเรียน?”
“ผมแน่ใจว่าไม่ใช่ ผมรู้จักอาจารย์ทุกคนในโรงเรียน ไม่มีใครมีหน้าตาท่าทางแบบนี้ แค่เห็นสายตาก็รู้แล้วว่าไม่ได้มาดี!” คราวนี้คนตอบคือเจิ้งหยาง “ผมเห็นพวกเขาซุ่มอยู่มุมตึกมาสองสามวันแล้ว พากันชี้มือชี้ไม้ไปที่จ้าวหย่ากับหวังหยิ่งแล้วออกความเห็นอะไรสักอย่าง บางครั้งก็พยักเพยิดกัน แถมยังยิ้มอีกต่างหาก พวกนั้นไม่ใช่คนดีแน่”
“ชี้มือชี้ไม้ไปที่จ้าวหย่ากับหวังหยิ่ง แล้วออกความเห็นอะไรสักอย่าง? มีคนไร้ยางอายแบบนั้นอยู่ในโรงเรียนตั้งแต่เมื่อไร?”
เห็นความมั่นอกมั่นใจของเด็กพวกนี้ จางเซวียนไม่คิดว่าจะมีใครโกหก เขาย่นหน้าผากครุ่นคิด
ตาเฒ่ากลุ่มหนึ่งมาแอบดูเด็กสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดปี และพยักพเยิดออกความเห็นกัน ต้องเป็นพวกตัณหากลับแน่
“ได้!”
จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นพ้องกับความคิดที่ว่าพวกนั้นต้องไม่ได้มาดี
“พวกคุณก็คอยระวังไว้นะ สองสามวันนี้จ้าวหย่ากับหวังหยิ่งก็อย่าเพิ่งออกไปไหนคนเดียว และถ้าพวกคุณเจอตาเฒ่าสามคนนั่นอีกล่ะก็ สาดหมึกใส่ได้เลย!”
พวกนั้นเข้ามาในโรงเรียนได้ ก็แปลว่าต้องมีสถานภาพระดับหนึ่ง ช่างเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าที่มาแอบดูเด็กสาวในที่สาธารณะ ถ้าคนพวกนี้โดนหมึกเข้าไปสักหน่อยล่ะก็ คงจะได้รู้รสชาติว่าการกระทำของตัวเองทุเรศทุรังอย่างไร และคงจะเข็ดหลาบ
อีกสองวันนี้ เขาจะพยายามอยู่ในโรงเรียน ไม่ออกไปไหน ถ้าตาเฒ่ากลุ่มนั้นมาอีก เขาก็ไม่รังเกียจที่จะให้บทเรียนกับพวกนั้น
“ไชโยโห่ฮิ้วให้อาจารย์จาง!”
“ฉันบอกแล้วว่าอาจารย์จางต้องเข้าใจ เขาไม่ว่าเราหรอก…”
เห็นจางเซวียนอนุมัติ เด็กๆต่างไชโยโห่ร้องอย่างเบิกบาน
“เอาล่ะ เข้าเรื่องของเราดีกว่า หยวนเทา ตามผมมา ผมจะดูว่าคุณฝึกวรยุทธไปไปถึงไหนแล้ว”
การทดสอบประเมินอาจารย์จะเริ่มในวันพรุ่งนี้ จางเซวียนจึงอยากแน่ใจในสภาวะปัจจุบันของลูกศิษย์แต่ละคน เพื่อจะได้ให้คำแนะนำด้วย เผื่อว่าจากนี้พวกเขาอาจพัฒนาได้อีกสักหน่อย ก่อนจะดวลกับลูกศิษย์ของลู่ฉวิน
ถึงจะเป็นความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย ก็อาจเป็นปัจจัยที่ชี้เป็นชี้ตายในการดวลได้
ทั้งคู่เดินเข้ามาในห้องชั้นใน หยวนเทาปิดประตูตามหลัง จากนั้น
จางเซวียนออกคำสั่ง “แสดงวรยุทธของคุณให้ผมดู”
“ได้เลย!” หยวนเทาพยักหน้า หมัดแรกของเขาทำให้เกิดลมหวีดหวิว พลังของหมัดนั้นแข็งแกร่งอย่างน่าอัศจรรย์
แม้วรยุทธของเขายังไม่ได้พัฒนามากนัก ยังคงเป็นนักรบขั้น 1-จวีซี ขั้นกลาง แต่พละกำลังของเขาสูงมาก หมัดนั้นทำให้เกิดเสียงกึกก้อง
“พละกำลังขนาดนี้…”
จางเซวียนประหลาดใจ
การที่หมัดของเขาทำให้เกิดเสียงกึกก้อง ก็แปลว่าเขามีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับสูงแล้ว ต่อให้นักรบขั้น 3-เจิ้นซี่ ก็ยังออกหมัดด้วยพลังขนาดนี้ได้ยาก
“สมกับเป็นสายเลือดฮ่องเต้ ขนาดปลุกขึ้นมาได้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ ก็ยังทำให้พละกำลังและทักษะการป้องกันตัวพุ่งพรวดได้ขนาดนี้!”
สภาวะพิเศษนั้นมีชื่อเสียงเลื่องลือในความไม่ธรรมดาของมัน
แม้วรยุทธของหยวนเทาจะต่ำที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทั้งห้าคน แต่ตอนนี้ ทั้งทักษะการรุกและรับของเขาจัดว่าน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
“วรยุทธของคุณยังไม่ดีพอ ทุกครั้งที่คุณฝึกฝนวรยุทธและรวบรวมพลังจิตวิญญาณ คุณให้ความสนใจกับการซึมซับพลังจิตวิญญาณมากเกินไปจนไม่ได้ผนวกสภาวะร่างกายของคุณเข้ากับมัน ตอนนี้ผมจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ ถ้าคุณตั้งใจฝึกฝน ไม่ยากเลยที่คุณจะสำเร็จจวีซีขั้นสูงสุดในวันนี้” จางเซวียนพูดหลังจากมองแค่ปราดเดียว
หลังจากที่อีกฝ่ายออกหมัดพื้นฐานให้ดู หนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับหยวนเทาก็ปรากฏขึ้นในหัว เมื่ออ่านแล้ว จางเซวียนก็เข้าใจปัญหาและข้อบกพร่องในการฝึกวรยุทธของหยวนเทาอย่างทะลุปรุโปร่ง
“ได้!” หยวนเทารีบพยักหน้าและตั้งใจจดจำเคล็ดวิชานั้น ไม่นานเขาก็จำได้ทั้งหมด
“ไปได้ เรียกจ้าวหย่าเข้ามา”
ให้คำแนะนำหยวนเทาเรียบร้อย จางเซวียนปล่อยเขาออกไป
ไม่ช้าจ้าวหย่าก็เดินเข้ามา
ปราณหยินบริสุทธิ์นั้นน่าทึ่งมาก หลังจากที่ปลุกมันได้ จ้าวหย่าดูราวกับนางฟ้านางสวรรค์ที่จุติจากเบื้องบนลงมายังโลกมนุษย์
ยังไม่ต้องพูดถึงว่า เดิมจ้าวหย่าก็เป็นคนสวยอยู่แล้ว ยิ่งมีสภาวะนี้เพิ่มเติมเข้าไปอีก ทำให้ทุกอิริยาบถของเธอช่างงดงามจนเกินจะบรรยาย
“สวยขนาดนี้ นักเรียนชายคนไหนที่ได้เจอก็คงยอมศิโรราบให้กับรอยยิ้มนั้น”
สวรรค์ช่างลำเอียง ด้วยรูปลักษณ์แบบนี้ หากคู่ต่อสู้ของเธอเป็นชาย เขาคงไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องเธอ
“แสดงวรยุทธของคุณออกมา!”
“ได้!” จ้าวหย่าพยักหน้า เธอกำหมัดและปล่อยมันออกมา
ฟิ้ว!
เกิดเสียงลมหวีดหวิวไปทั่วห้อง
“ความแข็งแกร่งของคุณ…”
เมื่อหอสมุดเทียบฟ้าประมวลหนังสือขึ้นมาให้ จางเซวียนก็พลิกดู ทันใดนั้น นัยน์ตาของเขาก็เบิกโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ
มัน…เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?
ตุ้บ! ตึ้ง!
“พวกคุณทำอะไรกัน?”
“ไอ้โรคจิต!”
จางเซวียนกำลังจะอ้าปากพูด ก็พอดีได้ยินเสียงหม้อแตกกระจาย จากนั้นก็มีเสียงคำรามลั่นอย่างโมโหเดือด
“เกิดอะไรขึ้น?”
จางเซวียนขมวดคิ้วและเดินออกจากห้องทันที
