Skip to content

Library Of Heaven’s Path 235


ตอนที่ 235 หุบเขาเชียนหลัว

เห็นทุกคนอึ้งจังงัง จางเซวียนรีบก้มลงดู แค่เห็นก็ถึงกับตัวแข็ง

ตัวเลขปรากฏอย่างชัดเจน: 5.1

“5.1?”

ในที่สุดจางเซวียนก็เข้าใจอาการประหลาดของสามปรมาจารย์ แม้แต่ตัวเขาก็ยังอึ้งตะลึงหัวหมุน

เมื่อวานนี้เขาทดสอบไม่รู้กี่ครั้ง ตัวเลขสูงสุดที่เขาได้คือ 0.1 แล้ววันนี้มันพรวดขึ้นไปถึง 5.1 ได้อย่างไร?

เป็นไปได้ไหมว่า…

“หน้าหนังสือสีทองได้ยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณให้เราขึ้นมาถึง…5.0?”

จางเซวียนหน้าตาบูดเบี้ยว ลูกตาแทบปะทุออกจากเบ้า

เขาก็รู้อยู่ว่าหนังสือเทียบฟ้านั้นแสนจะน่าทึ่ง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะน่าทึ่งได้ขนาดนี้

ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการฝึกวรยุทธเพื่อเพิ่มระดับความล้ำลึกให้จิตวิญญาณ หรือหยกแห่งการรู้แจ้ง ก็ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง

พุ่งพรวดเดียว 5.0…

ใครรู้เข้าคงแทบช็อกตาย

“ความล้ำลึกของจิตวิญญาณอยู่ที่ระดับ 3 ก็จะทำให้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว ถ้าได้ถึงระดับ 6 ก็เข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้…การที่คุณได้ถึง 5.1 ในทันทีที่เพิ่งสำเร็จสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง หากมีเทคนิคการฝึกวรยุทธที่ดี ภายในสองสามปีก็เข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้!”

เมื่อหายตะลึงแล้ว หลิวหลิงกับคนอื่นๆก็หน้าแดงด้วยความตื่นเต้น

ตอนที่พวกเขาเพิ่งสำเร็จสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของพวกเขาอยู่ที่ 1.5 เท่านั้น แต่ชายที่อยู่ตรงหน้านี้ทำได้ถึง 5.1 ด้วยความปราดเปรื่องของเขา หากพากเพียรฝึกวรยุทธ ภายในสองสามปีก็จะต้องล้ำหน้าพวกเขาได้ อันที่จริง จางเซวียนคงจะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวก่อนพวกเขาทั้งสามอย่างแน่นอน

ก็อย่างว่า คนธรรมดาจะไปเทียบวาสนาอะไรกับอัจฉริยะ

“อาจารย์อา!”

ในตอนนั้นเอง ลู่ฉวินก็แหวกฝูงชนเข้ามา

เขาไม่ได้ฟังการสอนของจางเซวียน เพราะอยู่ระหว่างการฝ่าด่านวรยุทธ และได้ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดของเขาให้กับเรื่องนั้น

“มีอะไร?”

เมื่อเห็นลู่ฉวิน หลิวหลิงกับคนอื่นๆก็หันขวับ

“เมื่อวานอาจารย์อาบอกผมว่า นิสัยหมกมุ่นกับการเอาชนะ และความปรารถนาที่จะออกจากเงาของพ่อได้ขัดขวางผมไว้ไม่ให้เข้าถึงสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่งได้ เมื่อใคร่ครวญแล้ว ผมก็รู้สึกตัวและได้ปรับความเข้าใจกับพ่อ หลังจากนั้น สภาวะจิตของผมก็สูงขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดผมก็ฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ!”

ดูเหมือนลู่ฉวินจะเรียกความมั่นใจของเขากลับคืนมาได้

ก่อนหน้านี้ สภาวะจิตของเขาติดอยู่ที่คอขวด ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ตัวเขาก็ไม่รู้ ลู่ฉวินไม่อาจเข้าถึงสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่งได้ไม่ว่าจะพยายามหนักหน่วงแค่ไหน ตอนแรกเขาคิดว่าคงเป็นเพราะขาดประสบการณ์ แต่หลังจากได้ปรมาจารย์หลิวชี้แนะ เขาก็รู้ว่ามันมาจากตัวเอง

ลู่ฉวินไม่คิดเลยว่าสิ่งที่ฉุดรั้งเขาไว้ไม่ให้ก้าวหน้าก็คือความสัมพันธ์เลวร้ายระหว่างตัวเขากับพ่อ

สำเร็จสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่งได้ตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ เขาน่าจะทำลายสถิติของอาณาจักรเทียนเซวียน!

ที่ผ่านมา เขาด้อยกว่าจางเซวียนทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ วิถีแห่งชา หรือการวาดภาพ ตอนนี้เขาชิงสำเร็จสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่งเสียก่อนแล้ว ในที่สุดก็เรียกความมั่นใจของตัวเองกลับคืนมาได้!

ลู่ฉวินยืนตระหง่านด้วยรอยยิ้มแบบสุภาพบุรุษ

“แล้วคุณวัดหรือยัง? ความล้ำลึกของจิตวิญญาณของคุณอยู่ที่เท่าไร?” เมื่อได้ยินว่าเขาฝ่าด่านสำเร็จแล้ว หลิวหลิงก็ดีใจและรีบไต่ถาม

“ผมวัดแล้ว!” ลู่ฉวินหัวเราะเบาๆ ปิดความลิงโลดใจไว้ไม่มิด “อาจารย์ของผมบอกว่า ผู้ที่มีความล้ำลึกของจิตวิญญาณอยู่ที่ระดับ 1.0 จะสำเร็จสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง และมีโอกาสถึง 50 เปอร์เซ็นต์ที่จะได้เป็นปรมาจารย์ในอนาคต ถ้าอยู่ที่ระดับ 1.5 จะมีโอกาสถึง 70 เปอร์เซ็นต์ที่จะได้เป็นปรมาจารย์ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของผมอยู่ที่…”

เขาหยุดไปครู่หนึ่งและสำรวจใบหน้าของคนเหล่านั้นก่อนจะเฉลย “1.8!”

ลู่ฉวินเอามือไพล่หลังและรอคอยอย่างกระวนกระวายให้สามปรมาจารย์มีสีหน้าอึ้งทึ่ง เพราะระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาสูงกว่าทั้ง 3 ปรมาจารย์ตอนที่อายุเท่ากันเสียอีก

แต่ก็พลิกความคาดหมายของเขา ทั้งสามแค่พูดว่า “อ้อ!” และหันกลับไปสนใจจางเซวียน ทุกคนมีสีหน้าตื่นเต้นขณะที่มองเขาอย่างสนอกสนใจ

เห็นตัวเองถูกกันออกไปอยู่นอกวงทั้งๆที่มีผลงานโดดเด่น ลู่ฉวินให้ขัดใจนัก

ถ้าจะว่ากันด้วยเหตุผล ทั้งสามก็น่าจะกระวีกระวาดเข้ามารุมล้อมเพื่อรับฟังความสำเร็จของเขา พร้อมกับเอ่ยปากชมเชยไม่ใช่หรือ?

แล้วไปรุมล้อมอาจารย์จางทำไม?

ลู่ฉวินหันไปมองจางเซวียนอย่างมึนงง เมื่อเห็นหินหยั่งรู้ในมือของจางเซวียนก็ถึงกับตัวเย็น

“5.1?”

เห็นตัวเลขแล้วก็น้ำตาพุ่ง

บ้าไปแล้ว นี่ผมทำตัวเองอับอายขายหน้าด้วยการมาโม้ต่อหน้าพวกคุณใช่ไหม…

คิดดูสิว่า ผมดีอกดีใจกับเรื่องนี้มานานเท่าไรแล้ว…

…………

หุบเขาเชียนหลัวเป็นดินแดนกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยหุบเขาและต้นไม้สูงตระหง่าน อสูรมากมายต่างท่องไปทั่วดินแดนอย่างอิสระเสรี ถ้ามีพละกำลังและความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ ก็ยากที่จะเดินทางข้ามหุบเขานี้ไปได้

“ฉันเคยใช้เส้นทางนี้อยู่ครั้งหนึ่ง มันถูกซ่อนไว้ลับหูลับตา ถ้าคุณเลี้ยวผิดและหลงทางล่ะก็ แทบจะหาทางออกจากป่าไม่ได้เลย!” เสิ่นปี้หรูยิ้มขณะที่นำทาง

จางเซวียนตามเธอไปติดๆ

หลังจากที่สอนเสร็จ เขาก็ฝากฝังจ้าวหย่ากับคนอื่นๆไว้กับสามปรมาจารย์ และขอร้องให้พวกเขาพาเด็กเหล่านั้นไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังหุบเขาเชียนหลัวกับเสิ่นปี้หรูโดยไม่รีรอ เพื่อตามหาดงอสูร

แถวนั้นมีอสูรวิ่งกันเพ่นพ่าน ดอกไม้นานาพันธุ์ปกคลุมเส้นทางไปทั่ว ถ้าไม่ใช่เพราะเสิ่นปี้หรู จางเซวียนคิดว่าเขาต้องหลงทางแน่ และคงลงเอยด้วยการร่อนเร่เซซังอยู่ในหุบเขาแห่งนี้

หลังจากเดินทางมาแล้ว 3 วัน ทั้งคู่เหนื่อยอ่อนเอาการ

“ดงอสูรมาซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึกลับแบบนี้น่ะหรือ? พวกเขาอยู่รอดได้อย่างไรกัน?

จางเซวียนถามอย่างสงสัย

มนุษย์มีความต้องการมากมาย ทั้งการเข้าสังคม อาหาร ยา และทรัพยากรอื่นๆ แล้วดงอสูรมาซุกตัวอยู่ในป่าดงดิบแบบนี้ ผู้คนในนั้นจะออกไปซื้อหาสิ่งของจำเป็นกันอย่างไร!

“ที่ดงอสูรมีสัตว์ปีกพาหนะอยู่หลายตัว พวกเขาไปไหนมาไหนได้สบาย ระยะทางที่เราเดินทางกัน 3 วันน่ะ สัตว์พาหนะพวกนั้นใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว”

เสิ่นปี้หรูส่ายหน้า

ครั้งแรกที่เธอตามคนอื่นมาที่ดงอสูร ก็มีคำถามแบบนี้เหมือนกัน เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วถึงได้รู้ว่าความคิดของตัวเองน่าหัวเราะแค่ไหน

“อีกอย่าง เมื่อคุณไปถึงดงอสูร ก็จะรู้ว่ามันไม่ได้ไกลจากอาณาจักรเป๋ยอู๋และฮ่านอู่เลย มีผู้คนมากมายที่เดินทางไปกลับดงอสูรอยู่ทุกวัน คนที่นั่นไม่ขาดแคลนทรัพยากรหรอก” เสิ่นปี้หรูอธิบาย

สองสามวันมานี้ จางเซวียนได้ศึกษาแผนที่ของอาณาจักรเทียนเซวียนและอาณาจักรโดยรอบในแผนที่จากหอสมุดพระราชวัง และเขาก็รู้ว่ามันไม่ได้ไกลจากกันเท่าไร ถ้าไม่มีหุบเขาเชียนหลัวเป็นปราการธรรมชาติล่ะก็ อาณาจักรเทียนเซวียนคงถึงแก่กาลอวสานไปนานแล้ว

“ก็ในเมื่อที่หุบเขานี่มีอสูรอยู่เยอะแยะ ทำไมพวกนักรบถึงไม่ฝึกมันให้เชื่องสักตัวสองตัวล่ะ ทำไมจะต้องถ่อไปถึงดงอสูรด้วย?”

มีอสูรมากมายเพ่นพ่านอยู่ในหุบเขา และตลอด 3 วันที่ผ่านมา ทั้งคู่ก็รบรากับพวกมันมาแล้วหลายระลอก โชคดีที่จางเซวียนเป็นผู้เชี่ยวชาญทงฉวนขั้นสูงสุดแล้ว เขาจึงปราบพวกมันได้โดยง่าย

ก็ในเมื่อมีอสูรอยู่ที่นี่เต็มไปหมด พวกนักรบแค่ฝึกมันให้เชื่องสักตัวสองตัวก็ใช้ได้แล้ว จะถ่อไปถึงดงอสูรทำไมให้มันเหนื่อยยาก?

“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ว่าธรรมชาติความดิบเถื่อนของอสูรพวกนี้น่ะฝึกให้เชื่องได้ยาก และเราก็ยังไม่เจอสัตว์ปีกสักตัวที่จะเป็นพาหนะให้เราใช้เดินทางได้เลย!” เสิ่นปี้หรูหัวเราะเบาๆ

จางเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า

สัตว์ปีกที่จะมาเป็นพาหนะให้มนุษย์ได้จะต้องมีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์มาก ถึงพวกเขาจะรบรากับอสูรมากมายตลอดการเดินทาง 3 วันที่ผ่านมา แต่ส่วนมากก็เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน ส่วนสัตว์ปีกที่พบเจอโดยบังเอิญก็ล้วนแต่เป็นตัวเล็กๆ

“นอกจากสัตว์ปีกจะหายากแล้ว พวกมันยังพร้อมจะหนีเมื่อมีโอกาส ดังนั้นการจับพวกมันจึงไม่ง่าย แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดนะ ถ้าคุณใช้กำลังบังคับให้มันยอมจำนน ก็เป็นไปได้ว่าพวกมันจะแค่ทำเป็นยอม และจะหาทางตลบหลังคุณตอนที่คุณขี่มันอยู่ในอากาศ แล้วคุณจะเอาตัวไปเสี่ยงแบบนั้นหรือ?” เสิ่นปี้หรูอธิบาย

“เอ่อ…”

จางเซวียนถึงกับสะพรึง

ถ้าสัตว์ปีกพาหนะแกล้งทำเป็นยอมจำนนและปล่อยให้มนุษย์ขึ้นขี่ มันก็สามารถหักหลังเขากลางอากาศได้อย่างง่ายดาย และคนๆนั้นก็ต้องจบเห่ไป

“เหตุผลที่นักฝึกอสูรได้รับการยกย่อง และอาชีพของพวกเขาก็ถูกจัดให้อยู่ในแถวหน้าของเก้าสถานภาพระดับบน ก็เป็นเพราะพวกเขาสามารถรับประกันความเชื่อฟังของเหล่าอสูร เขาสามารถป้องกันไม่ให้สถานการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นได้”

ต่อให้ผู้เชี่ยวชาญขั้นจงซรือก็ไม่เหลือ ถ้าร่วงลงมาจากความสูงขนาดนั้น

ด้วยเหตุนี้ ถ้าใครไม่ได้เป็นนักฝึกอสูร ก็สมควรที่จะอยู่ให้ห่างจากการฝึกอสูรเอาไว้ ต่อให้ฝึกมันให้เชื่องได้แล้วสักตัวก็เถอะ เกิดมันตั้งใจจะทำร้ายขึ้นมา ก็จบเห่เหมือนกัน

“ก็เหมือนกับปรมาจารย์ นักฝึกอสูรมีหลายระดับ ยิ่งระดับสูงขึ้นเท่าไรก็สามารถฝึกอสูรที่แข็งแกร่งกว่าให้เชื่องได้มากขึ้นเท่านั้น และก่อนที่จะได้เป็นนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการ ก็ต้องเป็นผู้ช่วยนักฝึกอสูรเสียก่อน” เสิ่นปี้หรูอธิบายเมื่อเห็นจางเซวียนไม่รู้เหนือรู้ใต้เลย

“ที่จริงฮั่นฉงเป็นผู้ช่วยนักฝึกอสูรนะ เธอถึงได้คุ้นเคยกับดงอสูรเป็นอย่างดี ครั้งล่าสุดที่ฉันมาที่นี่ก็มากับเธอนั่นแหละ”

“อือ!” จางเซวียนตอบรับ

ในหอสมุดพระราชวังมีข้อมูลเกี่ยวกับดงอสูรอยู่ไม่มากนัก แต่ก็พอมีความรู้ทั่วไปอยู่บ้าง

อันที่จริง ผู้ช่วยนักฝึกอสูรก็เหมือนกับผู้ช่วยนักปรุงยา ในลักษณะที่ฝ่ายหลังต้องเรียนรู้คุณสมบัติทางยาของสมุนไพรหลากหลายชนิด ส่วนฝ่ายแรกต้องเรียนรู้อสูรจำนวนมากมายที่มีอยู่ในโลก รวมถึงความสามารถในการโจมตี, นิสัยของพวกมัน…

จะต้องรู้จักอสูรอย่างลึกซึ้งเท่านั้นจึงจะมีโอกาสฝึกมันให้เชื่องได้สักตัว

ไม่อย่างนั้น คนที่ตะบี้ตะบันจะฝึกมันให้เชื่องโดยประเมินพละกำลังของพวกมันต่ำไป ก็มีแต่ตายสถานเดียว

อสูรส่วนใหญ่จะมองมนุษย์อย่างก้าวร้าวและเป็นปฏิปักษ์

“เร่งฝีเท้าเถอะ อีกวันเดียวเราก็จะถึงดงอสูรแล้ว!”

หลังจากคุยกันอีกสองสามประโยค ทั้งคู่ก็มุ่งหน้าต่อไป แต่ยังไม่ทันจะไปได้ไกลนัก ก็ได้ยินเสียงพุ่มไม้ไหวอยู่ตรงหน้า

เมื่อมองใกล้ๆ มันคือคนกลุ่มหนึ่ง

พวกนั้นมีกัน 7-8 คน กำลังนั่งยองๆล้อมวงถกบางเรื่องกันอยู่ ส่วนใหญ่เป็นนักรบขั้นพี่เชวี่ย มีแต่ชายหนุ่มอายุประมาณ 27 ปีคนหนึ่งเท่านั้นที่เป็นนักรบติ่งลี่ขั้นสูงสุด

ถึงจะมีวรยุทธอ่อนด้อยที่สุดในกลุ่ม แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นผู้นำ ทุกท่วงท่าของเขาดูสง่างาม

“นั่นใครน่ะ?”

จางเซวียนกับเสิ่นปี้หรูไม่ได้พยายามหลบซ่อนตัว อีกฝ่ายจึงเห็นพวกเขาอย่างรวดเร็ว พวกนั้นตวาดก้องและถืออาวุธในท่าเตรียมพร้อม

ตอนนี้ทั้งคู่ใกล้ถึงดงอสูรแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบกับนักเดินทางคนอื่น เสิ่นปี้หรูไม่ได้ตกใจ เธอก้าวออกไปและตอบว่า “พวกเรามาจากอาณาจักรเทียนเซวียน กำลังจะเดินทางไปยังดงอสูร เราแค่ขอผ่านพื้นที่นี้เท่านั้นเอง”

“คุณสองคนกำลังจะไปดงอสูร?”

เห็นความงดงามของเสิ่นปี้หรู ชายหนุ่มถึงกับตาโต

ด้วยชื่อเสียงของเสิ่นปี้หรูในการเป็นคนงามหมายเลข 1 ของโรงเรียนหงเทียน ไม่มีอะไรที่จะติติงรูปลักษณ์ของเธอได้แม้แต่น้อย ขนาดบุกป่าฝ่าดงมาแล้วสามวันก็ยังไม่ได้หมองไปเลยสักนิด ความงดงามยังเปล่งประกายเช่นเดิม

“เมื่อพวกเราแก้ปัญหาเสร็จแล้ว เราก็จะไปดงอสูรเหมือนกัน ถ้าพวกคุณไม่ถือ เราพาคุณสองคนไปกับเราได้นะ!” ชายหนุ่มเชื้อเชิญ

“ไม่เป็นไร เราไปเองได้!” เสิ่นปี้หรูส่ายหน้าและออกเดินต่อพร้อมกับจางเซวียน

“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย พวกคุณเดินผ่านที่นี่ไม่ได้!” ทั้งคู่เพิ่งออกเดินไปได้สองก้าวตอนที่อีกฝ่ายพร้อมใจกันตวาด

เคร้ง!

เสียงกระทบกันของอาวุธดังก้องไปทั่ว

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version