ตอนที่ 242 สอบตก
จับนก?
เมื่อได้ยินคำนั้น ความอื้ออึงเซ็งแซ่ในห้องก็เงียบลงทันใด
ทุกคนอ้าปากค้างและหันไปมองหยวิ๋นเทา
นี่คุณกำลังจะเยาะหยันใครแถวนี้ หรือว่าจับอะไรไม่ได้สักตัว ก็เลยถอดใจ?
คงไม่ใช่เพราะพรั่นพรึงกับการเห็นคนก่อนหน้าได้เกรด 1 และเกรด 2 หรอก
“จับนก? บ้าไปแล้ว ทำไมไม่บอกไปเลยล่ะว่าจับจอบจับเสียม กล้าพูดแบบนั้นกับคุณหงได้อย่างไรกัน ไร้ยางอายจริงๆ!”
“คงไม่ใช่ไร้ยางอายแล้วล่ะ หัวสมองของเขาคงผิดเพี้ยนไปมากกว่า ถ้าเขาฝึกนกให้เชื่อง ฉันก็ฝึกลูกบอลให้เชื่องก็แล้วกัน!”
นิ่งอึ้งกันไปครู่หนึ่ง แล้วทั้งห้องก็หัวเราะลั่น
บ้าที่สุด
ตั้งแต่ก่อตั้งดงอสูรมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนจับอสูรไม่ได้สักตัว แต่กล้าประกาศอย่างภาคภูมิใจ ถือเป็นความหยาบคายที่ล้ำไปอีกขั้น
ถ้าไม่มีอะไรจะมาแสดง จะเสนอหน้ามาที่นี่ทำไม?
แถมยังบอกว่าจับนกได้…
นกบ้านแกสิ
จะบังอาจไปถึงไหน?
“ฮ่าฮ่า หยวิ๋นเทา นายนี่เจ๋งจริงๆ ไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังเลย…จับอะไรไม่ได้สักตัว แต่ยังประกาศออกมาอย่างใจกล้าหน้าด้าน เจ๋งที่สุด!” จูจิ้นหวงหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
หมอนี่ปัญญาอ่อนหรือเปล่า?
ถ้าจับอะไรไม่ได้สักตัว อย่างมากที่สุดก็แค่สอบตก แต่กลับบอกนักฝึกอสูรหงว่าจับนกได้…
เรียกว่ารนหาเรื่องเดือดร้อนไหม?
ถึงนักฝึกอสูรหงจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในดงอสูร แต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด ไปพล่ามอะไรแบบนั้นใส่เขาก็เท่ากับท้าทายอำนาจกันแบบเห็นๆ
“นายรนหาที่ตายจริงๆ…” โจวชวนหัวเราะ
เขาเคยคิดว่าหมอนี่เป็นคู่แข่ง มาถึงตอนนี้ก็รู้สึกว่าประเมินค่าตัวเองต่ำไปที่คิดแบบนั้น
เขานึกกังวลอยู่ว่าหยวิ๋นเทาจะทำให้ทุกคนยำเกรงในความสามารถของเขา…ก็ทำให้ยำเกรงได้จริงๆ แต่เป็นเรื่องการไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
“อือ!”
โม่หยู่คุณเสิ่นยืนเอามือไพล่หลัง เงยหน้างามหมดจดของเธอขึ้นและพ่นลมพรืด
ต่อให้ครั้งนี้หยวิ๋นเทาจับอสูรมาไม่ได้ ครั้งต่อไปก็แค่พยายามใหม่ แต่ด้วยนิสัยเป็นเด็กไม่รู้จักโตแบบนี้ ถึงจะปราดเปรื่องแค่ไหน ก็ไม่มีทางทำให้ใครประทับใจได้
ขณะที่ทุกคนฮาลั่น นักฝึกอสูรหงโกรธจนแทบบ้า เขากัดฟันขณะที่ผมเผ้าชี้โด่ชี้เด่ไปหมด “คุณพูดว่าอะไรนะ?”
ในฐานะนักฝึกอสูรผู้โด่งดัง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกยั่วโมโหแบบนี้
นกบ้านแกสิ!
ก็เอามา ทำไมไม่เอาออกมาให้ฉันดู?
ถ้าไม่มีให้ดูล่ะก็ ฉันควรจะเตะแกให้กลิ้งเหมือนลูกบอล แล้วเฉดหัวแกไปดีไหม?
“ผมหมายถึง…ผมจับนกได้ มันเป็นนกประหลาดตัวหนึ่ง!”
หยวิ๋นเท่าเพิ่งรู้ตัวว่าพูดผิดอย่างจัง เขารีบอธิบายและผิวปากเรียก แล้วนกประหลาดตัวหนึ่งก็บินมา
ตั้งแต่พวกเขามาถึงดงอสูร เจ้านกนี่ก็บินว่อนอย่างสบายใจ ไม่มีใครรู้เสียด้วยซ้ำว่ามีมันอยู่
อสูรส่วนมากมีขนาดยาว 3 ถึง 4 เมตร ถึงตัวเล็กที่สุดก็มีรูปร่างพอๆกับมนุษย์ เนื่องจากนกประหลาดมีขนาดแค่ฝ่ามือ ถ้าไม่ดูให้ดี คนที่เห็นก็จะนึกว่าเป็นนกขมิ้นหรือนกป่าทั่วไป ไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นสัตว์ปีกดุร้าย
แต่ต่อให้รู้ว่ามันเป็นสัตว์ปีกดุร้าย ก็คงไม่มีใครอยากเชื่อ
เพราะวัตถุประสงค์ของการจับสัตว์ดุร้ายมาฝึกให้เชื่อง ก็เพื่อนำมันมาใช้ในการประลองหรืออารักขา ต่อให้อสูรที่ไม่ได้เรื่องที่สุดก็ยังใช้เป็นพาหนะได้ แต่เจ้านกตัวกระจ้อยแค่นี้ จะเอาไปทำอะไร?
ถ้าจะพูดตามตรง ยังไม่พอยาไส้เสียด้วยซ้ำ
“นายเรียกเจ้านี่ว่าอสูรเหรอ?”
“แน่ใจนะว่าไม่ได้ไปคว้ามาจากกรงนกที่ไหนสักแห่ง?”
“บ้าหรือไง? ฉันนึกว่านายล้อเล่น นี่จับนกมาจริงๆ! แล้วเอามันไปทำอะไรได้ล่ะ ไว้เล่นด้วยหรือ?”
เห็นหยวิ๋นเทาจับนกมาจริงๆ ทั้งห้องถึงกับใบ้กิน ก่อนจะฮาครืนอีกรอบ
ดูนกอินทรีสีเขียวอ่อนที่โม่หยู่คุณเสิ่นจับมาสิ มันเป็นนกที่สง่างามสมฐานะ! แต่ของนายนี่แสนจะงี่เง่า!
ลืมไปหรือเปล่าว่ามาทดสอบเป็นนักฝึกอสูร ถ้าใครจับพลัดจับผลูเข้ามา คงนึกว่านายกำลังเล่นปาหี่อยู่ในตลาด
“นี่คืออสูรที่คุณจับมาได้หรือ?”
นักฝึกอสูรหงยังไม่มีทีท่าจะหายโกรธ เขามองนกประหลาดและถามด้วยสีหน้าเย็นชา
“ใช่แล้ว!” หยวิ๋นเทาตอบ
“ตามกฎของดงอสูร ในการทดสอบรอบสอง ผู้เข้าสอบจะต้องจับอสูรที่มีพละกำลังเหนือกว่าตัวเองมาให้ได้ นกตัวกระจ้อยแค่นี้ ตบทีเดียวก็ตายแล้ว คุณเอามันมาที่นี่เพื่ออะไร…คิดจะเล่นตลกกับผมใช่ไหม?”
นักฝึกอสูรหงพยายามระงับอารมณ์
“ผมไม่ได้เล่นตลกนะ!” ได้ยินน้ำเสียงเย็นเยือกของอีกฝ่าย หยวิ๋นเทาตะลีตะลานอธิบาย “นกประหลาดนี่ตัวเล็กก็จริง แต่มันไม่ได้อ่อนแอ มันมีความเร็วขนาดที่นักรบขั้นพี่เชวี่ยยังจับมันไม่ได้เลย มันต้องเป็นสัตว์ดุร้ายชนิดหนึ่ง…”
ปัง!
หยวิ๋นเทายังพูดไม่ทันจบ นักฝึกอสูรหงก็ตบโต๊ะปังและลุกพรวด เขาเลิกคิ้วมองและถึงกับมีอาการกระตุกที่แก้ม
“บังอาจ! หยวิ๋นเทา คุณคิดว่าที่นี่คืออาณาจักรฮ่านอู่ของคุณหรือ? คิดว่านี่คือสถานที่ที่จะมาทำตัวเหลวไหลได้? การฝึกอสูรไม่ใช่เรื่องตลกนะ! คุณผ่านการทดสอบรอบแรกด้วยคะแนนสูงลิ่ว ผมยังคิดอยู่ว่าการทดสอบรอบสองคุณก็น่าจะทำได้ดี แต่…คุณกลับเลือกที่จะทำตัวไม่ได้เรื่องแบบนี้!”
“คุณเป็นนักรบติ่งลี่ขั้นสูงสุด ถึงจะจับอสูรที่มีพละกำลังมากกว่าไม่ได้ แค่พี่เชวี่ยขั้นต้นก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาแล้ว แต่นี่กลับเอานกตัวกระจ้อยมา แถมยังอวดอ้างว่ามันมีความเร็วน่าทึ่งและต้องเป็นอสูรชนิดหนึ่ง คิดว่าผมตาบอดหรือ?”
“กล้าท้าทายกรรมการผู้ให้คะแนนกันซึ่งๆหน้า เอานกป่าไม่มีสกุลมาเข้าสอบ ใครสั่งใครสอนให้คุณบังอาจได้ถึงขนาดนี้?”
นักฝึกอสูรหงใช้อำนาจสิทธิ์ขาดของเขาโบกมือไล่หยวิ๋นเทาด้วยความเดือดดาล “ไปให้พ้น! คุณสอบตก ถ้าอยากจะสอบอีกล่ะก็ ปีหน้าค่อยมาใหม่!”
“นักฝึกอสูรหง นกประหลาดตัวนี้เป็นอสูรที่มีวรยุทธขั้นพี่เชวี่ยจริงๆ ผมยังสู้มันไม่ได้เลย…”
นึกไม่ถึงว่านักฝึกอสูรหงจะปรี๊ดแตกจนถึงกับปรับเขาตก หยวิ๋นเทาหน้าซีด เขารีบอธิบาย
“ยังไม่จบอีกหรือ? หยวิ๋นเทา, นายไม่ได้ยินหรือไง? นักฝึกอสูรหงไล่นายแล้ว เลิกทำทุเรศเสียที นายทำให้ชื่อเสียงของนักฝึกอสูรดีๆป่นปี้หมด!”
เห็นคู่แข่งของเขาสอบตก จูจิ้นหวงหัวเราะอย่างสะใจ เขาเดินเข้ามาและจ้องหน้าหยวิ๋นเทาอย่างดูถูก
“ทำไมนายไม่เลิกฝึกอสูรไปเสีย? มีทักษะต่ำเตี้ยแค่นี้ นายเป็นนักฝึกอสูรไม่ได้หรอก ถ้านักฝึกอสูรหงให้นายผ่าน จะมิกลายเป็นว่าแค่ซื้อนกในตลาดมา ทุกคนก็กลายเป็นนักฝึกอสูรได้อย่างนั้นหรือ?”
โจวเชียนเยาะเย้ยอยู่ข้างๆ
ในการสอบรอบแรก หยวิ๋นเทามีคะแนนเหนือกว่าพวกเขา พวกเขายังคิดว่าถึงอย่างไรการสอบรอบสองหยวิ๋นเทาก็คงยังทำได้ดีกว่า ไม่นึกเลยว่าหมอนั่นจะทำตัวเองแบบนี้
แค่จับอสูรพี่เชวี่ยขั้นต้นแบบพื้นๆมาก็ได้แล้ว แต่กลับเอานกป่าที่มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่ามันโผล่มาจากไหน…
“นักฝึกอสูรหง…”
หยวิ๋นเทาหันไปมองผู้อาวุโส ไม่สนใจการเยาะเย้ยของสองคนนั้น
“ฉันพูดไม่ชัดเจนหรือ? ออกไป!” นักฝึกอสูรหงจ้องหน้าเขา
“ขอโอกาสผมอีกครั้งเถอะ คุณทดสอบมันดูก็ได้ นกประหลาดตัวนี้เป็นอสูรจริงๆ และวรยุทธของมันก็ไม่ได้อ่อนแอ…”
หยวิ๋นเทาถึงกับหน้าตาตื่น นึกไม่ถึงว่าเรื่องจะบานปลายขนาดนี้
เขาเพิ่งรับปากกับผู้อาวุโสจางเซวียนว่าจะช่วยเลือกอสูรตัวดีๆให้เมื่อเขาได้เป็นนักฝึกอสูร แล้ว ถ้าสอบตกขึ้นมา จะเอาอะไรไปรักษาคำพูด
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุด สำหรับเรื่องนี้เขายังพอจะขอโทษได้
และจางเซวียนก็คงมีเมตตาพอที่จะไม่เอาเรื่อง
แต่ที่สำคัญกว่าคือ เขาได้สร้างเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาแล้ว เมื่อกลับไปยังอาณาจักร บรรดาคู่แข่งจะต้องเอาเรื่องนี้มาโจมตีเขา แล้วโอกาสในการชิงบัลลังก์ก็จะหลุดลอยไป
รวมทั้งโอกาสในการทำคะแนนกับโม่หยู่คุณเสิ่นด้วย จบกัน
“ผมไม่อยากพูดเป็นครั้งที่สามนะ ผมจะปล่อยให้คุณเดินออกไปดีๆ ด้วยวิธีนี้ อย่างน้อยที่สุด คุณก็ยังรักษาเกียรติอันน้อยนิดของตัวเองไว้ได้!”
นักฝึกอสูรหงปฏิเสธที่จะฟังคำอธิบาย เขาโบกมือไล่
ถ้าหยวิ๋นเทาไม่ได้เป็นองค์ชาย เขาคงตบสั่งสอนแล้ว แทนที่จะมัวเสียเวลาพูดอย่างนี้
“ไปซะ! หยวิ๋นเทา ถ้ายังดื้อด้าน ฉันจะให้คนของฉันจับนายโยนออกไป!” จูจิ้นหวงจ้องหน้าหยวิ๋นเทาอย่างลิงโลด
นับจากวันนี้ไป หมอนี่ก็จะพ้นทาง และเขาก็จะเข้าใกล้โม่หยู่คุณเสิ่นได้อีกก้าวหนึ่ง
“รีบไปซะ ถ้ายังสร้างปัญหาไม่หยุด อย่าหาว่าฉันหยาบคายก็แล้วกัน”
โจวชวนเย้ย ด้วยสองมือไพล่หลัง เขามองหยวิ๋นเทาอย่างเหยียดหยาม
“ผม…”
ทั้งโกรธทั้งอาย หยวิ๋นเทากำหมัดแน่น
เขาคิดว่าตัวเองจะต้องสอบผ่านอย่างง่ายดาย แต่กลับลงเอยแบบนี้ หยวิ๋นเทากัดฟันกรอด เขาหันหลังกลับและเตรียมตัวจะออกไป แต่ในตอนนั้น ก็มีเสียงสุขุมเยือกเย็นเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หยวิ๋นเทา ในเมื่อนักฝึกอสูรของดงอสูรนี่งี่เง่าไร้ค่าไปเสียทุกคน ผมคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องเข้าสอบหรอก!”
จากต้นเสียงนั้น จางเซวียนจ้องมองหยวิ๋นเทาด้วยอาการสงบ
