ตอนที่ 264 ศิลปะการปลอมตัวเทียบฟ้า
เมฆขาวลอยละล่อง ลมพัดหวีดหวิว
ร่างมหึมาของอสูรเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าทะยานแหวกชั้นบรรยากาศไป เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอันแกร่งกล้าของวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุน อสูรตัวอื่นๆพากันหลีกทางให้ด้วยความหวาดกลัว
ในห้องโดยสารที่อยู่บนหลังของเจ้าเขี้ยวเหล็ก จางเซวียนกับโม่หยู่นั่งตรงข้ามกัน
“มีอสูรสัตว์ปีกอยู่มากมาย ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าล่ะก็ ถึงเราจะไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย แต่ก็คงต้องเจอพวกมันระรานบ้าง”
โม่หยู่พูดขณะที่มองไปยังท้องฟ้าไร้ขอบเขตที่อยู่นอกหน้าต่าง
จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
บรรดาหนังสือในหอสมุดทำให้เขาเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น
ท้องฟ้าอาจดูสงบสุขราวกับสรวงสวรรค์ แต่ในความเป็นจริง มันก็ไม่ต่างจากโลกเบื้องล่าง สุดท้ายผู้อ่อนแอก็ต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแรงกว่า
ถ้าอสูรที่ใครสักคนโดยสารมาไม่แข็งแกร่งพอ ก็มีโอกาสที่มันจะตกเป็นเป้าและถูกอสูรตัวอื่นโจมตี
นี่คือเหตุผลที่ราคาค่าโดยสารสูงขึ้นไปตามระดับวรยุทธของสัตว์พาหนะ
ความปลอดภัยก็สำคัญพอๆกับความเร็ว
“ถ้าจะหาห้องโถงแห่งยาพิษ เราต้องมุ่งหน้าไปเมืองบัวแดงก่อน!”
หลังจากได้พักผ่อนทั้งคืน โม่หยู่ก็ระงับความโกรธของเธอได้ กลับมาเป็นองค์หญิงผู้เย็นชาและหยิ่งผยองเหมือนเดิม
“เมืองบัวแดง?”
“ใช่ มันเป็นเมืองโบราณที่อยู่ตีนสันเขาบัวแดง เราจะต้องผ่านเมืองไปก่อนถึงจะเข้าไปในสันเขาได้ คนรู้จักที่ฉันเคยพูดถึงอาศัยอยู่ในเมืองนั้นแหละ” โม่หยู่พยักหน้า
“เขาเป็นกูรูยาพิษ?” จางเซวียนถาม
“เปล่า เขาเป็นเจ้าแห่งสมุนไพร!”
“เจ้าแห่งสมุนไพร?” จางเซวียนงง
ความต้องการสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยานั้นมีมากอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการปรุงยาหรือการรักษาโรค เจ้าแห่งสมุนไพรคือคนที่มีสายสัมพันธ์พิเศษกับผู้ปลูก ผู้ซื้อ และผู้ขายสมุนไพรเหล่านั้น
“ก็ในเมื่อห้องโถงแห่งยาพิษมีชื่อเสียงที่แสนจะดูร้ายกาจ แล้วเจ้าแห่งสมุนไพรไปเกี่ยวอะไรด้วย?”
“มันเป็นความลับของอาณาจักรนะ ฉันก็แค่ได้ยินที่เขาพูดๆกัน”
โม่หยู่ขมวดคิ้วและอธิบายต่อ “ห้องโถงแห่งยาพิษซ่อนตัวลึกอยู่ในภูเขา ทุกๆปีจะมีผู้คนนับไม่ถ้วนพยายามสำรวจภูเขาโดยหวังว่าจะได้เรียนรู้วิถีแห่งยาพิษ แต่ส่วนมากก็ลงเอยด้วยการตายเพราะยาพิษเหล่านั้น ร่ำลือกันว่าวิธีเดียวที่จะค้นหาห้องโถงแห่งยาพิษเจอ คือผ่านทางเจ้าแห่งสมุนไพร เหตุผลก็คือทางห้องโถงแห่งยาพิษต้องการพ่อค้าคนกลางเพื่อที่พวกเขาจะได้ซื้อสมุนไพรจำนวนมากสำหรับการผลิตยาพิษและขายด้วย… ซึ่งพ่อค้าคนกลางเหล่านั้นก็คือเจ้าแห่งสมุนไพร! ในเมืองบัวแดงมีเจ้าแห่งสมุนไพรทั้งหมด 13 คน และคนที่ฉันกำลังจะพาคุณไปเจอคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาคนเหล่านั้น เขาก็คือ… เซียนสมุนไพร”
“เซียนสมุนไพรควบคุมเส้นทางการไหลเวียนของสมุนไพรทั้งหมดในเมืองบัวแดง ถ้าจะมีใครสักคนที่มีสายสัมพันธ์กับห้องโถงแห่งยาพิษล่ะก็
มันต้องเป็นเขา แต่ว่า…”
โม่หยู่อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ฉันได้ยินมาว่าเซียนสมุนไพรคนนี้อายุมากแล้ว และใช้ชีวิตแบบตัดขาดจากโลกภายนอก เราอาจจะไม่มีทางได้พบเขาและให้เขาพาเราไปห้องโถงแห่งยาพิษได้”
“ไม่มีทางได้พบ? ก็คุณบอกเองว่าคุณจะพาผมไปห้องโถงแห่งยาพิษ…” จางเซวียนใบ้กิน
แม่สาวคนนี้บอกว่าจะพาเราไปห้องโถงแห่งยาพิษ แต่แล้วก็มาพูดว่าอาจจะไม่มีทางได้พบเซียนสมุนไพร และอาจจะไม่มีทางให้เขาพาเราไปที่นั่นด้วย นี่ช่วยเหลือแบบไหนกัน?
“ฉันบอกแค่ว่าจะพาคุณไปหาคนๆนั้น ส่วนคุณจะได้พบเขาหรือไม่ จะโน้มน้าวใจเขาได้หรือเปล่า นั่นไม่ใช่ธุระของฉันแล้ว!”
โม่หยู่พูดอย่างสะใจ
ชอบยั่วโมโหฉันนักใช่ไหม?
คอยดูฉันเอาคืนบ้าง!
“อ้อ เป็นแบบนี้เอง!”
เมื่อย้อนตรึกตรอง ก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด เธอแค่บอกว่าจะพาเขาไปหาคนที่รู้ทางไปห้องโถงแห่งยาพิษ ไม่ได้บอกสักคำว่าจะพาเขาไปห้องโถงแห่งยาพิษ
จางเซวียนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ เขาชี้แนะเรื่องการปรุงยาให้ฝ่ายนั้น เพียงเพื่อจะได้รับข้อมูลคลุมเครือเป็นการตอบแทน
ที่ผ่านมาเขาเป็นฝ่ายตบตาคนอื่นมาตลอด ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหล่อนจะทำได้ดีกว่าเขาเสียอีก
แต่จางเซวียนก็ไม่ได้เดือดร้อนใจเท่าไหร่นัก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ อย่างน้อยเขาก็พอจะได้ไอเดียคร่าวๆว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหน
“ฮึ?”
โม่หยู่คิดว่าอีกฝ่ายคงจะเต้นผางกับคำพูดของเธอ แต่สุดท้ายเขากลับพูดออกมาแค่ ‘อ้อ เป็นแบบนี้เอง’ แล้วก็เงียบไป เมื่อแอบมองเขาก็เห็นแต่สีหน้าผ่อนคลาย ราวกับไม่ได้กังวลใจอะไรเลย
“คุณไม่กลัวบ้างหรือว่าอีกฝ่ายเขาจะไม่ยอมให้คุณเข้าพบ?” ผ่านไปครู่หนึ่ง โม่หยู่ก็เก็บความอยากรู้ไว้ไม่ได้
เราเพิ่งบอกไปหยกๆว่าเซียนสมุนไพรอายุมากแล้ว และไม่ยอมพบปะใคร หมอนี่จะไม่เดือดร้อนใจสักหน่อยหรือ?
“แน่นอนว่าผมกลัว!” จางเซวียนตอบ
“แล้วคุณ…” โม่หยู่กะพริบตาอย่างฉงน คุณหน้าตาแบบนี้เวลาที่กลัวหรือ? มองแล้วไม่รู้สักนิดว่ากลัว
“แต่กลัวไปก็ไม่ช่วยอะไร แทนที่จะมัวเสียเวลา ผมควรจะคิดเรื่องที่ว่าเมื่อไหร่คุณจะจ่ายเงินให้ผม…”
มาถึงตรงนี้ จางเซวียนจ้องเธออย่างสงสัย “หรือว่าสถานภาพองค์หญิงของคุณนี่เป็นของปลอม เพราะไม่อย่างนั้น ทำไมคุณถึงยากจนนัก? ค่าโดยสารก็ไม่จ่าย ยังจะหน้าหนามาขี่อสูรของผมอีก?”
“….”
ร่างอ้อนแอ้นของโม่หยู่ถึงกับซวนเซ
เธอเพิ่งจะคิดว่าในที่สุดก็เอาคืนจางเซวียนได้หนหนึ่งแล้ว และคงจะได้สะใจกับสีหน้าฉุนเฉียวของเขา แต่กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกอะไรสักนิด แถมเมื่อพูดออกมา ก็ยั่วโมโหเธอได้อีก
เรารู้แล้วว่าหมอนี่ไม่มีทางพูดอะไรดีๆได้…
ดูเหมือนว่าต่อไปเราไม่ควรจะพูดกับเขาอีก ไม่อย่างนั้น อีกไม่นานคงต้องขาดใจตายเพราะคำพูดของเขาแน่…
“อือ!”
โม่หยู่กัดฟันกรอด แต่ไม่กล้าพูดอะไรอีก เธอทำหน้ามุ่ยและตัดสินใจเมินจางเซวียน
“เฮ้อ ขนาดติดหนี้ผมอยู่ คุณก็ยังไม่ยอมให้ผมพูดเรื่องเงิน ทำไมคนสมัยนี้หน้าหนากันจัง?”
จางเซวียนยืดตัวตรงและพึมพำ
“คุณ…”
เธอนึกเสียใจที่ตามหมอนี่มาเมืองบัวแดง
ทุกคนที่ได้เห็นความงามของเธอก็ล้วนแต่ระมัดระวังคำพูดและกิริยา กลัวจะทำให้เธอขุ่นเคือง แต่หมอนี่ดูตั้งใจพูดจายั่วโมโหเธอทุกคำ ทำอย่างกับว่าจะไม่มีทางเป็นสุขได้จนกว่าจะได้ทำให้เธอเป็นโรคหัวใจ
มีผู้ชายแบบนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ?
โม่หยู่คิดว่าภายในระยะเวลา 2 วันของการเดินทางครั้งนี้ เธอคงต้องขาดใจตายเพราะความโมโหแน่ แต่ผิดคาด หมอนั่นไม่สนใจเธอเลย เขานั่งเงียบอยู่มุมห้อง และดูเหมือนจะ…เข้าภวังค์
“เขาคิดอะไรอยู่?”
ตอนแรก โม่หยู่คิดว่าอีกฝ่ายคงจงใจทำแบบนี้เพื่อยั่วโมโหเธออีก แต่เขานิ่งอยู่อย่างนั้นตลอดวัน และดวงตาก็แดงก่ำด้วยความอ่อนล้า โม่หยู่ถึงกับงง เพราะรู้ว่าเขาคงไม่มีทางลงทุนลงแรงถึงขนาดนั้นเพียงเพื่อจะแกล้งเธอแน่
ถ้าจะพูดถึงการยั่วโมโหคนอื่น หมอนี่ก็ฆ่าคนด้วยคำพูดของเขาได้
ในเรื่องความปราดเปรื่อง ต่อให้เธอซึ่งเป็นอัจฉริยะผู้เลื่องลือก็ไม่อาจเทียบกับเขา
ในเรื่องสมาธิ เขาก็มุ่งมั่นไม่หวั่นไหว เขาคิดอะไรอยู่?
โม่หยู่จ้องชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเธอ รู้ตัวแล้วว่ายิ่งรู้จักเขามากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลงเท่านั้น
จางเซวียนไม่รู้เรื่องรู้ราวกับความสับสนของอีกฝ่าย เขากำลังจมอยู่ในหอสมุดเทียบฟ้า ดื่มด่ำกับการอ่านหนังสือในนั้น
ถึงเขาจะจดจ่อสมาธิทั้งหมดอยู่กับหอสมุด แต่เมื่อมองจากภายนอกก็จะดูเหมือนกำลังเข้าภวังค์
เพียงแค่นึกถึงแว่บเดียว จางเซวียนก็สามารถเข้าถึงหนังสือที่เขาถ่ายโอนมาไว้ในหอสมุดได้ แต่ในเมื่อมันถูกเก็บไว้ในหอสมุด ความรู้พวกนั้นจึงยังไม่ได้เป็นของเขาจริงๆ เขายังไม่อาจหยิบมันมาใช้ได้อย่างอิสระในทุกสถานการณ์
จางเซวียนเพิ่งทะลุมิติมายังโลกใบนี้ได้แค่ 20 วัน แต่ก็รู้แล้วว่าไม่อาจวางใจพึ่งพาหอสมุดเทียบฟ้าอย่างเดียวได้ ถ้าเขาอยากจะเป็นปรมาจารย์ตัวจริง เขาจะต้องอ่านหนังสือและเรียนรู้ให้มากกว่านี้ ความรู้ที่มากพอเท่านั้นถึงจะทำให้เขาก้าวหน้ากว่าเดิมได้
แม้ว่าหนังสือสีทองจะมีความสามารถในการซึมซับเอาเนื้อหาจากหนังสือทั้งหมดในหอสมุดมาเป็นความรู้ของเขาเอง แต่ก็บอกไม่ได้ว่ามันจะมาเมื่อไร ในเมื่อจางเซวียนยังไม่มีเคล็ดวิชาเทียบฟ้าของวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือที่จะนำมาใช้ยกระดับ
วรยุทธของเขา และตอนนี้เขามีเวลาว่าง จึงควรที่จะอ่านหนังสือและหาความรู้ให้มากขึ้น บางทีต่อไปมันอาจจะมีประโยชน์
“ฮึ? มีหนังสือเกี่ยวกับการปลอมตัวอยู่ในหอสมุดพระราชวังแห่งอาณาจักรเทียนเซวียนเยอะแยะไปหมด”
จางเซวียนพลิกดูหนังสือจำนวนนับไม่ถ้วนที่เขาสะสมมาจากหอสมุดพระราชวัง แต่แล้วก็หยุดกึกอยู่ที่ชั้นหนังสือชั้นหนึ่ง
มีหนังสือมากกว่าหนึ่งพันเล่มอัดแน่นอยู่ในนั้น ทุกเล่มเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และการปลอมตัว
“เราได้ยินมาว่าฮ่องเต้เซินจุยเคยเดินทางรอบโลกอยู่ครั้งหนึ่งสมัยยังหนุ่ม คงจะสะสมหนังสือพวกนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น? อีกอย่าง ในฐานะฮ่องเต้ จะต้องมีคนมากมายหมายปองชีวิต ถ้าปลอมตัวได้ก็จะปลอดภัยกว่า”
จางเซวียนเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
เป็นที่เล่าลือกันว่า ฮ่องเต้เซินจุยเคยเดินทางรอบโลกสมัยยังหนุ่มเพื่อฝึกฝนตัวเองและเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล ซึ่งถ้าไปไหนมาไหนด้วยตัวตนที่แท้จริง ก็คงจะถูกศัตรูฆ่าตายไปนานแล้ว
เพราะราชบัลลังก์ก็ช่างเย้ายวนใจนัก
ขนาดพี่น้องร่วมสายเลือดยังฆ่าแกงกันเองได้เพียงเพราะตำแหน่งเดียว
ตอนที่ฮ่องเต้เซินจุยเดินทางรอบโลก วรยุทธของเขาก็น่าจะยังไม่แก่กล้าเท่าไร คงจะสะสมหนังสือเรื่องการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และการปลอมตัวเหล่านี้ไว้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง
“ในเมื่อมีหนังสืออยู่เยอะแยะ เราสร้างเคล็ดลับเทียบฟ้าขึ้นมาดีกว่า!”
เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็เริ่มเรียบเรียงเนื้อหาจากหนังสือหนึ่งพันเล่มนั้น ไม่นานพวกมันก็หลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม
“ใช้ได้นี่!”
นัยน์ตาของเขาเป็นประกายวาบด้วยความยินดี
“ศิลปะการปลอมตัวนั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนง การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ด้วยยาเม็ดและการแปลงเสียงถือเป็นการปลอมตัวแบบง่ายที่สุด สำหรับการปลอมตัวที่แท้จริง ผู้ปลอมตัวจะต้องควบคุมกล้ามเนื้อทุกมัดได้อย่างสมบูรณ์…”
หนังสือเล่มนั้นอัดแน่นไปด้วยความรู้เรื่องการปลอมตัว หลังจากพลิกดูได้สองสามหน้า จางเซวียนก็ทำได้แค่ยิ้มแหยๆ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลิวหลิงกับคนอื่นๆถึงจับผิดได้เมื่อครั้งที่เขาปลอมตัวเป็นหยางชวน หลังจากอ่านหนังสือแล้ว จางเซวียนถึงรู้ว่าการปลอมตัวของเขาง่อยหงิกขนาดไหน
เป็นเพราะในอาณาจักรเทียนเซวียนไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่เก่งกาจพอ จึงไม่มีใครสงสัยการปลอมตัวของเขา ไม่อย่างนั้น ต่อให้ไม่ใช่อาณาจักรเทียนหวู่ แค่อาณาจักรขั้น 2 ทั่วไปก็เถอะ จางเซวียนต้องถูกเปิดโปงแน่
เขาอ่านจบทั้งเล่มอย่างรวดเร็ว
“ถึงจะเป็นแค่หลักการปลอมตัวขั้นพื้นฐาน แต่ก็ตบตาคนทั่วไปได้!”
แม้ว่าหนังสือที่อยู่ในอาณาจักรเทียนเซวียนจะครอบคลุมแค่หลักการพื้นฐานของการปลอมตัว แต่หากฝึกจนเชี่ยวชาญ จางเซวียนก็จะสามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ถึงขนาดที่ปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆก็แทบดูไม่ออก
“หลักการของวิธีการปลอมตัวคือการควบคุมกล้ามเนื้อเพื่อปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเอง แทบจะไม่มีใครสามารถฝึกฝนเทคนิคนี้เพราะการควบคุมกล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายเป็นเรื่องที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับเรา มันไม่ใช่แบบนั้น เพราะหลังจากได้ฝึกวิชาร่างนวโลหะแล้ว กล้ามเนื้อทุกมัดในตัวเราก็ยืดหยุ่นมากพอจนเราสามารถควบคุมมันได้ดังใจ”
จางเซวียนยิ้มอย่างสบายใจ
แค่อ่านศิลปะการปลอมตัวเทียบฟ้า จางเซวียนก็ได้ทักษะและความเชี่ยวชาญมากกว่าเดิม
ตอนนี้ ต่อให้ไม่มียาเม็ดที่ใช้ในการปลอมตัว จางเซวียนก็ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเขาได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครจับผิดได้
ด้วยความสามารถนี้ หากเขาสู้ใครไม่ได้ ก็ยังหลบเลี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเอง
ซึ่งก็หมายความว่าจางเซวียนมีวิธีเอาตัวรอดเพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่ง
“ถึงแล้ว!”
เขากำลังจะทดสอบเทคนิคการปลอมตัวที่ได้มา ก็พอดีได้ยินเสียงโม่หยู่
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จางเซวียนเห็นภูเขาขนาดมหึมาปรากฏตรงหน้า
สันเขานั้นทอดตัวยาวหลายพันกิโลเมตร ปราศจากความเขียวชอุ่มโดยสิ้นเชิง พื้นผิวสีแดงของมันปกคลุมไปด้วยทรายและหิน
“นี่คือสันเขาบัวแดง?”
ภูมิประเทศสูงๆต่ำๆครอบคลุมพื้นที่สุดลูกหูลูกตา มองไม่เห็นว่าไปสิ้นสุดที่ไหน ดูเหมือนกับมีดอกบัวสีแดงจำนวนมหาศาลปกคลุมไปทั่วพื้นผิว
ไม่สงสัยเลยว่าทำไมโม่หยู่ถึงพูดว่าการหาตำแหน่งที่ตั้งของห้องโถงแห่งยาพิษนั้นไม่มีทางทำได้หากใช้วิธีงมหาอย่างเซอะซะ ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลของสันเขา แทบจะไม่มีทางควานหาห้องโถงแห่งยาพิษที่จงใจซุกซ่อนตัวอยู่ได้เลย
“ถูกแล้ว ที่เห็นตรงนั้นคือเมืองบัวแดง!” โม่หยู่ชี้มือไป
เมื่อมองตามนิ้วของเธอ จางเซวียนก็เห็นเมืองหน้าตาโบราณเมืองหนึ่งทอดตัวสงบนิ่งอยู่ภายใต้แสงแดดเรืองรองยามเช้า
