ตอนที่ 291 ภาพวาดขั้น 5, จัดไป
“แบบนี้ก็ได้เหรอ?”
“รู้ทั้งองค์ประกอบของหมึกและโคลนที่ติดตัวอสูรมาก่อนล่วงหน้า เขายังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?”
เมื่อได้ฟังคำอธิบาย ฝูงชนต่างตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ มันช่างเป็นเรื่องบ้าบอที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยได้ยิน
ใช้อสูรที่เพิ่งจับได้จากที่ไหนก็ไม่รู้มาวาดภาพ แล้วสามารถรังสรรค์ภาพวาดขั้นประหนึ่งหยุดลมหายใจขึ้นได้ มีแต่จิตรกรระดับ 2 ดาวเท่านั้นที่ทำได้แบบนี้…น้องชาย นี่มันทะลุฟ้าสะเทือนสวรรค์แล้ว!
“รองประธานเฉิงช่างมีสายตาหยั่งรู้ที่ยอดเยี่ยมนัก!”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายแจกแจงเหตุผล จางเซวียนก็ชมเชย
ถึงคำพูดของเขาจะยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วนนัก แต่ก็ตรงประเด็น
ขณะที่เขาพูดถึงโคลนที่ติดตัวอสูรเขียวร่าเริงได้ถูกต้อง แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดได้อย่างเหมาะเจาะที่แต่ละมุมของดอกพลัม
ซึ่งแน่นอนว่านั่นมาจากการควบคุมของเขา
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอธิบายแบบนั้น เขาก็ไม่อยากขัด
“คุณบอกว่าหากภาพนี้เข้าขั้น 4 คุณจะยอมแพ้ ยังมีอะไรจะพูดอีกไหม?”
จางเซวียนมองคุณชายจี้โม่ด้วยสายตาคมกริบ
“เอ่อ…
จี้โม่ขาสั่นและทรุดฮวบลงกับพื้น หน้าซีดขาวราวกระดาษ
ตอนแรก เขามั่นใจในชนะในชัยชนะของตัวเอง และเชื่อว่าไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ไม่เคยคิดฝันว่าอีกฝ่ายจะซ่อนไม้ตายไว้ในภาพวาดของเขา
แค่อังด้วยคบเพลิง ภาพวาดก็เลื่อนสูงขึ้นอีก 1 ขั้น…
เขารู้สึกราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ และแทบจะปล่อยโฮออกมา
ในเวลานี้ ทั้งหมดที่เขารู้สึกคือความเสียใจ มีผู้คนอยู่ตั้งเท่าไหร่ ทำไมเขาจึงเลือกทำให้ชายผู้นี้ขุ่นเคือง อีกอย่าง ถ้าเขาจะยอมรับคำตัดสินให้เสมอกันก็ย่อมได้ แต่กลับเขี่ยความโชคดีนั้นทิ้งไป…และลงท้ายด้วยการขุดหลุมศพให้ตัวเอง
ด้วยความเสียใจสุดขีด เขาหันไปทางรองประธานเฉิง
ตอนแรก รองประธานเฉิงตั้งใจจะเมินอาการวิงวอนของเขา แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจและถามว่า “น้องชาย ผมควรเรียกคุณว่าอย่างไร?”
“จางเซวียน!”
“น้องจางเซวียน ทั้งคุณและจิตรกรจี้คือเสาหลักที่จะค้ำจุนสมาคมของเราต่อไปในอนาคต เพื่อเห็นแก่ผม คุณจะ…ยกเลิกเดิมพันนั้นได้ไหม?” รองประธานเฉิงถาม
จี้โม่รนหาที่ตายเอง รองประธานเฉิงก็ได้เข้าข้างเขาด้วยการประกาศผลการแข่งขันให้ออกมาเสมอแล้ว แต่เจ้านั่นก็ยังไม่พอใจและทำให้เป็นเรื่องขึ้นมา
ตอนนี้ อีกฝ่ายยกระดับภาพวาดได้จนถึงขั้น 4 โดยแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ดังนั้น ทางเลือกเดียวของจี้โม่ก็คือยอมแพ้
เพียงแต่ว่า…ถ้าเขายอมแพ้ ก็ต้องทำตามเดิมพันที่สัญญากันไว้ ซึ่งเป็นเดิมพันที่หนักหนาสาหัสถึงขั้นต้องละทิ้งความสามารถของเขาและสมาคมไป
“ยกเลิกเดิมพัน? ผมเสียใจด้วยนะ แต่ผมไม่มีนิสัยแบบที่จะไม่ตอบโต้หากใครสักคนมาปีนป่ายข้ามหัวผม!”
จางเซวียนโบกมืออย่างไม่ยี่หระ เขาประกาศ “คุกเข่าและยอมรับความพ่ายแพ้ของคุณซะ แล้วก็ไสหัวออกจากสมาคมจิตรกรไป อย่าได้กลับมาอีก!”
ถ้าฝ่ายนั้นหาเรื่องเขาแค่ครั้งสองครั้ง จางเซวียนก็จะไม่มัวเสียเวลาแก้แค้น แต่ในเมื่อหมอนั่นเลือกที่จะล้ำเส้นครั้งแล้วครั้งเล่า ก็จะมาหาว่าเขาโหดร้ายไม่ได้
“เอ่อ…”
ได้ยินคำนั้น รองประธานเฉิงกับรองประธานอู๋สบตากัน ทั้งคู่ส่ายหน้าและไม่พูดอะไร
ในเมื่อจี้โม่เป็นฝ่ายแพ้ ก็ควรจะทำตามนั้น แต่หากเรื่องแพร่สะพัดออกไปว่าสมาคมจิตรกรขับไล่คนของตัวเอง เกียรติยศของสมาคมที่สั่งสมมาย่อมป่นปี้
เห็นจางเซวียนไม่เต็มใจจะยกเลิกเดิมพันแม้ว่ารองประธานจะอุตส่าห์ขอให้เห็นแก่เขา จี้โม่ก็หน้าตึง “ได้ ผมจะขอโทษคุณ!”
จากนั้น เขาคุกเข่าลงกับพื้น และจ้องหน้าจางเซวียนด้วยความอาฆาตล้ำลึกราวกับอีกฝ่ายฆ่าพ่อเขาตาย จี้โม่กระชากเสียง “เป็นความผิดของผมเองที่ทำให้คุณขุ่นเคือง ผมต้องขอโทษด้วย!”
“ไสหัวไป!”
เห็นกันชัดๆว่าคำขอโทษนั้นไม่มีความจริงใจสักนิด แต่จางเซวียนก็ไม่เดือดร้อน ในสายตาของเขา หมอนี่ไม่ต่างอะไรกับแมลงน่ารำคาญตัวหนึ่ง
“ไสหัวไป?”
จี้โม่ลุกขึ้นยืนอย่างไม่พอใจ เขาคำรามเยาะๆ “ได้ ผมแพ้ก็จริง แต่คุณก็ไม่มีสิทธิ์จะห้ามไม่ให้ผมเข้าสมาคมหรอกนะ ต่อให้วันนี้ผมออกไป พรุ่งนี้ก็กลับมาใหม่ได้ ผมเป็นจิตรกรอย่างเป็นทางการของสมาคมนี้ คุณคิดว่าไอ้เดิมพันแค่นั้นจะกีดกันผมได้หรือ? ฝันไปเถอะ!”
“เฮ้ย…”
ได้ยินคำเย้ยหยันของจี้โม่ ฝูงชนต่างพากันดูถูกดูแคลนเขา แต่ก็อดเห็นจริงตามคำพูดนั้นไม่ได้
ต่อให้จี้โม่จะบ้อท่าและทำตัวไม่เหมาะไม่ควรอย่างไร แต่เขาก็ผ่านการทดสอบและได้เป็นจิตรกรอย่างเป็นทางการแล้ว เดิมพันนั้นอาจทำให้เขาจากไปได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ก็ไม่มีทางกำจัดเขาให้พ้นจากสมาคมได้อยู่ดี
“เดิมพันก็กีดกันคุณไม่ได้?” จางเซวียนลูบคางอย่างใช้ความคิด
“ก็แหงล่ะ! ถ้าคุณไม่มาปักหลักนอนหน้าสมาคมทุกวัน ผมก็กลับมาได้อยู่ดี ไม่ต้องสงสัยเลย ถึงคราวนี้ผมแพ้ แต่คุณก็ไม่ชนะเหมือนกัน!”
คุณชายจี้โม่ทำสีหน้าสะใจแบบ ‘แล้วอย่างแกจะทำอะไรได้’
ที่เขาพูดมาก็ถูก ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางมาปักหลักนอนหน้าสมาคมได้ จางเซวียนออกไปเมื่อไหร่ ฝ่ายนั้นก็ดอดเข้ามาได้ทันที
อีกอย่าง มันก็เป็นแค่เดิมพันปากเปล่า ไม่ใช่การทำสัญญาอย่างจริงจัง ถ้าผมไม่เต็มใจจะทำตาม น้ำหน้าอย่างคุณจะทำอะไรได้?
“ผมไม่มาปักหลักนอนที่นี่หรอก ก็ถ้าคุณเข้ามาตอนที่ผมไม่อยู่ ผมก็จะดูแย่ไปเสียเปล่าๆ!”
คนที่โยนศักดิ์ศรีเกียรติยศของตัวเองทิ้งไปหมดแล้ว ย่อมรู้สึกว่าไม่มีใครหน้าไหนจะเอาชนะเขาได้ ตอนแรกจางเซวียนคิดว่าหมอนี่น่าจะรักษาเกียรติยศและรักษาหน้าของตัวเองยิ่งกว่าอะไร โดยดูจากการที่เขาเอาชนะใจสาวๆได้มากมาย
แต่ในเมื่อกลับกลายเป็นหน้าด้านหน้าทนขนาดนี้ จางเซวียนก็ทำได้แค่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เรื่องนี้ช่างวุ่นวายเสียจริง…แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ วิธีจัดการแบบง่ายๆก็มีอยู่!”
“วิธีจัดการแบบง่ายๆ? มีแต่จิตรกรระดับ 3 ดาวขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถแบนใครออกจากสมาคมได้ คุณคิดว่าจะแบนผมได้หรือ? ฝันไปเถอะ…”
จี้โม่เยาะเย้ยอย่างสะใจ
มีแต่จิตรกรระดับ 3 ดาวขึ้นไปเท่านั้นที่มีสิทธิ์ขับใครออกจากสมาคมได้อย่างถาวร ในความคิดของจี้โม่ ต่อให้ทักษะการวาดภาพของจางเซวียนจะน่าทึ่งแค่ไหน อย่างมากก็เป็นได้แค่จิตรกรระดับ 2 ดาว
ในเมื่อคุณไม่ใช่จิตรกรระดับ 3 ดาว แล้วจะมาแบนผมได้อย่างไร?
“จิตรกรระดับ 3 ดาวถึงจะแบนได้?” จางเซวียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น ผมจะสอบเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาวก่อน!”
“สอบเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาว?”
“นั่นละเมอหรือเปล่า? พูดออกมาได้ว่าจะสอบเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาว?”
“เขาคงล้อเล่นแน่! ถึงฉันจะยอมรับว่าความสามารถในการรังสรรค์ภาพวาดขั้น 4 ของเขาก็ไร้เทียมทานจริงๆ แต่ก็ยังห่างไกลจากการเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาวมากนะ!”
ฝูงชนพากันตะลึงจนแทบลมจับกับคำพูดของจางเซวียน
ทั่วทั้งอาณาจักรเทียนหวู่ มีแต่ประธานสมาคมเท่านั้นที่เป็นจิตรกรระดับ 3 ดาว ก็เห็นกันอยู่ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แค่คุณคิดว่าอยากเป็น ก็จะสอบผ่านได้อย่างนั้นหรือ?
จองหองเสียขนาดนี้ ไม่กลัวสวรรค์จะลงทัณฑ์บ้างหรืออย่างไร?
ขนาดรองประธานทั้งสองก็ได้แต่ส่ายหน้า
เด็กหนุ่มสมัยนี้หลงตัวเองกันเสียจริง ช่างไม่รู้เลยว่ายังมีโลกกว้างที่พวกเขายังไม่ได้รู้ได้เห็นอีกมาก
ถึงจะเป็นแค่ระดับ 2 ดาวกับ 3 ดาว แต่ช่องว่างของทั้งสองระดับก็ต่างกันราวกับสวรรค์กับโลกมนุษย์ ไม่อย่างนั้น พวกเขาคงไม่แป้กอยู่ที่ระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุดมานานขนาดนี้
และไม่ใช่แค่พวกเขาทั้งสอง สมาคมจิตรกรแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ยังมีจิตรกรอีกหลายสิบคน แต่ก็มีระดับ 3 ดาวแค่คนเดียวเท่านั้น ความเหลื่อมล้ำระหว่างจิตรกรระดับ 2 ดาวกับ 3 ดาวจึงไม่ใช่สิ่งที่ใครสักคนจะหยั่งถึงได้ง่ายๆ
แต่พูดออกมาดื้อๆว่าจะเข้าสอบ…
เจ้าโง่นั่นช่างบ้าบิ่นเสียเหลือเกิน!
“โอ๊ย ฮ่าฮ่า! นี่เป็นเรื่องตลกที่สุดเท่าที่ผมได้ยินในวันนี้!” คุณชายจี้โม่เย้ยหยัน “แค่วาดภาพขั้น 4 ได้ ก็อย่าหลงตัวเองนักเลย คุณยังห่างไกลจากการเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาวมากนัก!”
จางเซวียนไม่แยแสการพล่ามของจี้โม่ เขาเดินไปหารองประธานทั้งสอง และลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างไม่มีขัดเขิน
“อันที่จริง ผมมาที่นี่ก็เพื่อตั้งใจเข้ารับการทดสอบเป็นจิตรกรอยู่แล้ว เอ่อ…ขอถามหน่อยว่าการทดสอบเข้าเป็นผู้ช่วยจิตรกร เขาทำกันอย่างไร?”
ฮะ!
ทุกคนถึงกับทรุด
บ้าไปแล้วหรือไง! ก็คุณเพิ่งพล่ามอยู่หยกๆว่าจะสอบเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาว นี่กลับมาถามว่าสอบเป็นผู้ช่วยเขาทำกันอย่างไร…
น้องชาย ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา!
การที่คุณวาดภาพขั้น 4 ได้ ก็แปลว่าอย่างน้อยทักษะของคุณก็ต้องเทียบเท่ากับจิตรกรระดับ 2 ดาวแล้ว เป็นไปได้หรือที่คุณจะไม่รู้ว่าการทดสอบเป็นผู้ช่วยเขาทำกันอย่างไร?
“การทดสอบเป็นผู้ช่วยทำอย่างไร? คุณ…คงไม่ใช่ว่าคุณยังไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ช่วยจิตรกรหรอกนะ?”
เมื่อนึกขึ้นได้ตะหงิดๆ รองประธานอู๋ก็ได้แต่ถาม
“แค่ก แค่ก, ถูกแล้ว ผมยังไม่ได้สอบเป็นผู้ช่วยเลย เหตุผลที่มาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อจะสอบนี่แหละ…”
จางเซวียนพยักหน้าราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุดที่คนทั่วไปเขาทำกัน
เฮ้ย!
ทุกคนตาแทบปะทุ
ยังไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ช่วย แต่กล้าท้าจิตรกรอย่างเป็นทางการ แถมยังพนันกับเขาด้วย…นี่จะบ้าบิ่นไปไหม?
แต่ว่า…การที่คุณสามารถใช้อสูรวาดภาพขั้น 4 ได้ทั้งที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ช่วยจิตรกร…ทักษะและประสบการณ์ของคุณก็ย่อมต้องสูงส่งกว่าพวกเราแน่!
แน่ใจหรือว่าไม่ได้โกหก?
แถมคุณยังพูดถึงการทดสอบราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย…
คนอื่นๆเขามีแต่พยายามกันสายตัวแทบขาดเพื่อให้สอบผ่าน แต่ฟังจากน้ำเสียงของคุณแล้ว เหมือนกับว่าอยู่ว่างๆก็เลยมาเข้าสอบ…
ได้! สบายใจก็ทำไป
ก็ดูเหมือนคุณเจ๋งพอที่จะทำแบบนั้น!
รองประธานอู๋พยายามข่มความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ แล้วอธิบายเรื่องการทดสอบ
“การทดสอบเป็นจิตรกรนั้นจัดว่าไม่ซับซ้อนเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ไม่จำเป็นต้องสอบทีละขั้น ตราบใดที่ผู้นั้นสามารถรังสรรค์ภาพวาดที่พิสูจน์ได้ว่าทักษะของเขาเข้าถึงระดับที่กำหนดไว้ ก็จะสอบผ่าน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่รังสรรค์ภาพวาดขั้น 1-การพรรณนาเสมือนจริงขึ้นได้ ก็จะได้เป็นผู้ช่วยจิตรกร ผู้ที่รังสรรค์ภาพวาดขั้น 2-ผืนผ้าใบแห่งจิตวิญญาณได้ ก็จะได้เป็นจิตรกรระดับ 1 ดาว ส่วนการที่คุณรังสรรค์ภาพวาดขั้น 4 ได้ ก็แปลว่าคุณเทียบเท่ากับจิตรกรระดับ 2 ดาวแล้ว”
“ฮะ? ง่ายอย่างนั้นเลย?”
นึกไม่ถึงว่าการทดสอบเป็นจิตรกรจะง่ายกว่าอาชีพอื่นมาก จางเซวียนถึงกับตาโต “ถ้าอย่างนั้น จิตรกรระดับ 3 ดาวต้องทำอะไรบ้าง?”
“ผู้ที่จะเข้าทดสอบเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาวจะต้องวาดภาพขั้น 5-การรังสรรค์จิตวิญญาณได้ ภาพวาดขั้น 4 กับขั้น 5 มีความแตกต่างกันมาก ซึ่งในสมาคมของเรา ก็มีแต่ประธานสมาคมเท่านั้นที่อยู่ในขั้นนี้!”
เห็นอีกฝ่ายยังยื้อไม่เลิก รองประธานอู๋พยายามหว่านล้อม “การที่คุณวาดภาพขั้น 4 ได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ก็ถือว่ามีความปราดเปรื่องเป็นเลิศแล้ว แถมคุณยังไม่เคยเข้ารับการฝึกฝนจากผู้เชี่ยวชาญจริงๆด้วย ถ้าคุณหมั่นศึกษาหาความรู้ภายใต้การชี้แนะของอาจารย์ดีๆสักคน ภายในไม่เกิน 10 ปีคุณจะต้องวาดภาพได้ถึงขั้น 5 และผ่านการทดสอบเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาวแน่ ไม่ต้องห่วงเลย!”
ช่องว่างระหว่างภาพวาดขั้น 4 กับขั้น 5 นั้นต่างกันมาก เทียบเท่ากับความเหลื่อมล้ำระหว่างวรยุทธขั้นทงฉวนกับจงซรือเลยทีเดียว
แม้ภาพวาดดอกพลัมผลิบานในฤดูหนาวของจางเซวียนจะอยู่ในขั้น 4 แต่ก็ดูเหมือนว่าจะได้มาเพราะโชคช่วย
ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางเข้าถึงขั้น 4 ได้
มันยังห่างไกลจากภาพวาดขั้น 5 อยู่มาก คิดจะวิ่งทั้งที่ยังเดินไม่เป็น…จะรีบร้อนไปหน่อยไหม!
“รองประธานอู๋พูดถูก คุณวาดภาพขั้น 4 ได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความปราดเปรื่องเป็นเลิศ ตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่ที่สมาคมนี้ คุณคือจิตรกรที่ปราดเปรื่องที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ส่วนการจะทดสอบเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาวนั้น น่าจะดีกว่าถ้าคุณ…”
รองประธานเฉิงรีบเสริม แต่พูดไปได้แค่ครึ่งประโยคก็เห็นชายหนุ่มเดินผ่านหน้าเขาไป แล้วไปหยุดยืนหน้าภาพวาดดอกพลัมผลิบานในฤดูหนาว!
จู่ๆเขาก็ไปเอาน้ำอ่างหนึ่งมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ เขาดื่มมันเข้าไป แล้วพ่นพรวดลงบนกระดาษฉูอัน
ฟึ่บ!
หยดน้ำเหล่านั้นกระเซ็นลงไปบนภาพวาด เกิดเป็นจุดสีเทาตรงบริเวณที่เคยเป็นสีขาว ดูราวกับหิมะตกลงมาจากฟากฟ้า ทันใดนั้นก็เกิดเป็นภาพวาดดอกพลัมที่ผลิบานอย่างงดงามท่ามกลางหิมะ สดสวยราวกับจะเย้ยฟ้าท้าสวรรค์
วิ้ง!
พลังจิตวิญญาณที่อยู่โดยรอบต่างรวมตัวกันอยู่รอบๆภาพวาด และดอกพลัมเหล่านั้นก็ผุดขึ้นมาจากหน้ากระดาษฉูอัน มันพยายามป่ายปีนขึ้นไปสู่ท้องฟ้าราวกับจะท้าทายสรวงสวรรค์และโชคชะตาของมัน
“ผมทำให้แล้ว!” จางเซวียนวางอ่างลงบนโต๊ะและปรบมือ จากนั้นก็หันไปทางรองประธานทั้งสอง เขาชี้นิ้วไปที่ภาพวาด
“ภาพวาดขั้น 5…”
“จัดไป!”
