ตอนที่ 324 นักเรียนที่ไปไม่เป็น
ทุกคนรู้ว่าเธอพัฒนาระดับวรยุทธได้อย่างรวดเร็ว และเป็นอัจฉริยะ
ไม่มีสักคนที่รู้ความจริงว่านั่นเป็นเพราะตระกูลของเธอ
อีกอย่าง ยาที่เธอกินเข้าไปเกินความจำเป็นตลอดสองสามปีที่ผ่านมาได้ทิ้งพิษสะสมไว้ในร่างกายของเธอ ทำให้การยกระดับวรยุทธเป็นไปได้ยาก
ไม่อย่างนั้น เธอคงจบการศึกษาไปนานแล้วตั้งแต่สำเร็จวรยุทธขั้นพี่เชวี่ย คงไม่ต้องอยู่ในโรงเรียนจนถึงตอนนี้
ไม่มีอาจารย์สักคนที่รู้สภาวะของเธอ แม้แต่อาจารย์คนก่อนที่เธอชื่นชอบ แต่อาจารย์คนนี้สามารถชี้ชัดถึงสภาวะของเธอได้ตั้งแต่พบกันครั้งแรก ช่างน่าพรั่นพรึงนัก!
หรือว่า…เขาไม่ใช่อาจารย์ก้าวร้าว แต่เป็นใครสักคนที่มีความสามารถจริงๆ?
มู่เสว่คิงตัวสั่น
เพราะถ้าไม่เป็นอย่างนั้น แค่พบกันครู่เดียว เขาจะบอกได้อย่างไรว่ามีจุดชีพจรถึง 7 จุดที่ถูกพลังปราณอันขุ่นคลั่กของเธออุดไว้ ทำให้เธอฝ่าด่านวรยุทธไปถึงขั้นทงฉวนไม่ได้เสียที?
เมิ่งเทาก็นึกไม่ถึงว่าอาจารย์คนนี้จะรู้อะไรมากมาย ขนาดเขาอยู่กับศิษย์พี่มู่ทุกวันมานานหลายปีก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ เขายืนตัวแข็ง นึกอยากจะหาคำพูดมาแก้ต่างให้ศิษย์พี่ แต่ก็จนปัญญา
“ในการประลองของโรงเรียนเมื่อครั้งที่แล้ว ศิษย์พี่มู่ได้อันดับที่ 10 ถือเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่เก่งกาจที่สุดของโรงเรียน และทุกคนก็ยอมรับ ทำไม…อาจารย์ถึงพูดว่าเธอไม่ใช่อัจฉริยะ?”
นักเรียนหญิงคนหนึ่งเอ่ยค้านคำพูดของจางเซวียน
“การเป็นอัจฉริยะไม่ได้หมายถึงการก้าวหน้าไปได้ไกลแค่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่หมายถึงจะไปให้สุดได้แค่ไหนต่างหาก! การที่เธอสำเร็จวรยุทธขั้นพี่เชวี่ยในอายุเท่านี้ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งก็จริง แต่ด้วยพิษจากยาที่สะสมอยู่ในร่างกาย และความจริงที่ว่าเธอเสพติดมันเสียแล้วทำให้อนาคตของเธอถูกปิดกั้น!”
จางเซวียนส่ายหน้า
ในเมื่อเขาต้องมารับช่วงสอนชั้นเรียนนี้ต่อ เขาจึงได้รับข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนมาบ้าง เมื่อนำมาเทียบเคียงกับกลุ่มนักเรียนที่เห็น ก็บอกได้ว่าแม่สาวคนที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับหวังหยิ่งคนนี้คือนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดในชั้น, มู่เสว่คิง
เมื่อรู้ชื่อของเธอ ก็ไม่ยากที่จะมองเห็นภูมิหลัง
บิดาของมู่เสว่คิงเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ยาที่ล้ำค่าจนเกินเอื้อมสำหรับคนอื่นๆนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยสำหรับเธอ
ในขณะที่มันทำให้เธอมีความสามารถเหนือกว่านักเรียนทั่วไป มันก็สร้างความด่างพร้อยใหญ่หลวงไว้ให้การฝึกฝนวรยุทธในอนาคตของเธอเช่นกัน
ถึงจางเซวียนจะไม่ใช้หอสมุดเทียบฟ้า แต่ด้วยระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 10.1 และความเชี่ยวชาญในฐานะนักปรุงยา เขาก็มองเห็นและชี้ชัดสภาวะของมู่เสว่คิงได้ตั้งแต่แว่บแรกที่พบกัน
อีกอย่าง ในการทดสอบปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว เขาก็ใช้พละกำลังและความสามารถของตัวเองทั้งหมด หากไม่มีสายตาหยั่งรู้ที่เฉียบแหลมขนาดนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะสอบผ่านทั้ง 4 ขั้น
วรยุทธของมู่เสว่คิงคนนี้ไม่เลว แต่เธอพึ่งพายาเม็ดมากเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่จะบั่นทอนความก้าวหน้าในอนาคต
ยาทุกชนิดล้วนแต่มีพิษ ซึ่งก็รวมถึงยาเม็ดทุกลำดับขั้นที่ยังไม่ถึงขั้นยาโลกจารึก
ทั้งยาเม็ดขั้นก่อตัว ขั้นอิ่มตัว และขั้นสมบูรณ์แบบ ก็ล้วนแต่มีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในระดับหนึ่งทั้งนั้น หากไม่มีพลังปราณอันบริสุทธิ์พอที่จะชะล้างเอาสิ่งปนเปื้อนออกไปได้ พิษของยาเม็ดเหล่านั้นก็จะสะสมไว้และไปปิดกั้นจุดชีพจร ทำให้วรยุทธของผู้นั้นก้าวหน้าได้ช้าลง
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่ยอมกินยาเม็ดใดๆ จนกว่าจะฝ่าด่านวรยุทธไปได้ด้วยพละกำลังของตัวเอง
การพัฒนาวรยุทธในปัจจุบันของมู่เสว่คิงนั้นถือว่าโดดเด่น และด้วยการที่มีบิดาซึ่งเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวคอยชี้แนะ พื้นฐานของเธอจึงแข็งแกร่งด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอก็ทิ้งห่างเพื่อนร่วมชั้นได้น้อยลงทุกที
อันที่จริงก็ยังมีคำถามอยู่ว่าเธอจะสำเร็จวรยุทธขั้นทงฉวนได้หรือเปล่า
พิษที่สะสมมาจากยาเป็นปัญหาหนึ่ง แต่อาการเสพติดทางใจที่เธอมีต่อยาเม็ดก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งเหมือนกัน เมื่อเธอฝ่าด่านวรยุทธได้โดยที่ต้องพึ่งพายา จึงทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเองไป
“เธอไม่ได้เป็นอัจฉริยะเลย อันที่จริงคุณยังเหนือกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ!”
จางเซวียนหันไปทางนักเรียนหญิงที่เพิ่งจะแก้ต่างให้มู่เสว่คิง และพูดต่อ “ถึงระดับวรยุทธของคุณจะยังอยู่แค่ขั้น 4-ผีกู่ขั้นต้น แต่คุณได้ฝึกฝนร่างกายเป็นอย่างดี และสภาวะจิตใจของคุณก็มั่นคงด้วย ถ้าผมพูดไม่ผิด คุณมีนักฝึกอสูรอยู่ในครอบครัว และเขาได้ใช้เลือดอสูรช่วยยกระดับวรยุทธให้คุณ”
“วิธีการนี้ก็เหมือนกับการกินยาเพื่อช่วยยกระดับวรยุทธ แต่เลือดอสูรนั้นหลอมรวมเข้ากับร่างกายของมนุษย์ได้ดีกว่า นอกจากมันจะไม่กีดขวางระดับวรยุทธแล้ว ยังจะทำให้กล้ามเนื้อของคุณกระชับกว่าเดิม ซึ่งส่งผลให้มีพละกำลังและความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น!”
“ถ้าผมพูดไม่ผิด คุณจะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มีวรยุทธผีกู่ขั้นกลางก็ยังได้!”
นักเรียนหญิงคนนั้นถึงกับตะลึง พ่อของเธอเป็นนักฝึกอสูรระดับ 1 ดาว และก่อนที่เธอจะสำเร็จวรยุทธขั้นผีกู่ ก็ได้กินเลือดอสูรเข้าไป ซึ่งทำให้ร่างกายของเธอแข็งแกร่งขึ้นมาก จนถึงกับเอาชนะผู้ที่มีวรยุทธสูงกว่าได้
เธอเคยพูดเรื่องนี้กับเพื่อนสนิทแค่สองสามคน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทางโรงเรียนจะรู้ แต่อาจารย์คนนี้บอกได้ตั้งแต่พบกันครั้งแรก…
น่าสะพรึงเหลือเกิน!
“แต่ว่า…ถึงเลือดอสูรจะไม่ได้เลวร้ายอะไร มันก็มีคำพูดที่ว่า ‘ผู้อ่อนแอควรได้รับการฟื้นฟูแบบค่อยเป็นค่อยไป’ หากผู้ชายกินเลือดอสูรเข้าไป ก็จะไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงนัก แต่สำหรับคุณ…ร่างกายของผู้หญิงนั้นอ่อนแอ แม้เลือดอสูรจะทำให้พละกำลังเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลข้างเคียงทุกชนิดที่เคยซุกซ่อนอยู่ก็จะเริ่มปรากฏ”
“ก็เหมือนกับผู้ป่วยหนักที่กินโสมพันปีเข้าไป ไม่เพียงแต่จะไม่หายป่วย แต่ยังอาจถึงตายด้วย!”
จางเซวียนส่ายหน้า
ผิวพรรณของนักเรียนหญิงคนนี้มีสีแดงเรื่อ และกระแสเลือดของเธอก็สูบฉีดพลุ่งพล่าน สภาวะนี้เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงศาสตร์ลับของนักฝึกอสูร และถึงแม้สิ่งนี้จะไม่มีบันทึกไว้ในข้อมูลที่ทางโรงเรียนให้มา แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่จางเซวียนจะสรุปได้
“คุณก็เหมือนกัน!”
หลังจากพูดถึงสภาพร่างกายของนักเรียนหญิงทั้งสองคนแล้ว จางเซวียนก็หันมามองเมิ่งเทา “คุณมีบุคลิกที่เก็บเนื้อเก็บตัวและมีรังสีของความปราดเปรื่องแผ่ออกมา ผมยังเห็นพังผืดระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของคุณด้วย ซึ่งผมไม่คิดว่ามีเทคนิคการต่อสู้ชนิดไหนที่จะทำให้เกิดผลแบบนั้น แถมชายเสื้อเชิ้ตของคุณก็ยังมีรอยดำเป็นปื้นเล็กๆ ถ้าผมพูดไม่ผิด คุณน่าจะชื่นชอบการวาดภาพ และมักจะเลียนแบบวิธีการวาดภาพของผู้เชี่ยวชาญ!”
“แต่ก็น่าเสียดายที่คุณไม่ได้มองทุกสิ่งอย่างลึกซึ้งพอ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงหัวใจและจิตวิญญาณของสิ่งที่ตัวเองเห็นได้ ถ้าคุณยังคงวาดภาพด้วยวิธีนี้อยู่ ก็คงไม่มีทางรังสรรค์ภาพวาดขั้น 2-ผืนผ้าใบแห่งจิตวิญญาณ หรือขั้น 3-การถ่ายทอดเจตนารมณ์ได้”
“ส่วนคุณ คุณสนใจพิธีชงชา! ผมสามารถจับกลิ่นชาอ่อนๆจากคุณได้ ซึ่งมันก็ให้ความรู้สึกสดชื่นดี แต่คุณใช้เวลาไปกับวิถีแห่งชามากกว่าการฝึกฝนวรยุทธ ทำให้วรยุทธของคุณหยุดชะงัก และบางครั้งก็ผันผวน…ถ้าผมพูดไม่ผิด ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา คุณยังฝ่าด่านวรยุทธไม่ได้เลย นอกจากนั้น คุณยังขาดความตั้งใจในการฝึกฝนวรยุทธด้วย คุณมักจะละเลยคำสั่งของอาจารย์ และใช้เวลาไปกับการคิดเรื่องอื่นๆ คุณเป็นคนประเภทที่ว่อกแว่กกับของเล่นใหม่ๆได้ง่าย…”
ด้วยอาการยืนสองมือไพล่หลัง จางเซวียนชี้ชัดถึงสภาวะของนักเรียนทั้ง 4 คนได้อย่างตรงประเด็นและไม่มีผิดพลาดแม้แต่คำเดียว ทุกคนต่างช็อกและถึงกับไปไม่เป็น ทั้งห้องเงียบกริบ
นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา?
พวกเขาเพิ่งตัดสินใจจะตั้งคำถามเกี่ยวกับวิชาชีพของตัวเองเพื่อทำให้อาจารย์อับอาย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร อาจารย์ก็พูดถึงวิชาชีพและเรื่องราวของพวกเขาออกมาหมด!
หรือว่าอาจารย์คนนี้…จะมีทักษะในทุกอาชีพ?
ก็ถ้าไม่ใช่แบบนั้น เขาจะเห็นรอยหมึกที่ชายเสื้อเชิ้ต ที่ทำให้รู้ว่าเมิ่งเทาชอบวาดภาพ และได้กลิ่นกายที่ทำให้รู้ว่านักเรียนชายอีกคนหนึ่งสนใจพิธีชงชาได้อย่างไร?
นี่มัน…น่าสะพรึงเกินไปแล้ว!
“เอาล่ะ แสดงเทคนิคการต่อสู้ของพวกคุณออกมา!”
หลังจากที่ทำให้อึ้งทึ่งกันไปเรียบร้อย จางเซวียนก็หันไปหานักเรียนที่เหลือและออกคำสั่ง
สถานการณ์ของนักเรียน 4 คนแรกนั้นเห็นได้ชัด และเขาก็มีความเชี่ยวชาญในอาชีพเหล่านั้นอยู่แล้ว จึงสาธยายออกมาได้โดยง่าย
แต่ในทางกลับกัน เขาไม่สามารถทำแบบเดียวกันกับนักเรียนที่เหลือได้
โรงเรียนเทียนหวู่แตกต่างจากโรงเรียนบ้านนอกอย่างโรงเรียนหงเทียนอย่างสิ้นเชิง นอกจากฝึกฝนวรยุทธแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่ก็จะเลือกฝึกฝนในวิชาชีพที่ตัวเองชอบด้วย
แม้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะยังไปไม่ถึงระดับของผู้ช่วย แต่ก็ถือเอาอาชีพเหล่านั้นเป็นงานอดิเรก และใช้มันเป็นวิธีฝึกฝนสภาวะจิตไปพร้อมๆกัน
ก็เหมือนกับที่ปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆเรียนรู้วิถีแห่งชาจากผู้อาวุโสเทียน
ความเข้าใจในพิธีชงชาของพวกเขายังไม่ถึงขั้นผู้ช่วย แต่ก็ไม่อาจปิดกั้นความสนใจของพวกเขาได้
เด็กพวกนี้ก็เหมือนกัน เนื่องจากได้ร่ำเรียนเกี่ยวกับอาชีพเหล่านั้นมาเพียงเล็กน้อย จึงยังห่างไกลกับระดับของการเป็นผู้ช่วยอยู่มาก
“ได้!”
ด้วยความอัศจรรย์ใจในตัวอาจารย์ที่อยู่ตรงหน้า นักเรียนที่เหลือต่างแสดงเทคนิคการต่อสู้ของตัวเองออกมาทันที ไม่กล้ารีรอแม้แต่น้อย
เกิดเป็นลมพัดหวีดหวิวไปทั่วห้อง
ครู่ต่อมา จางเซวียนก็พยักหน้า
บอกได้เลยว่านักเรียนของโรงเรียนเทียนหวู่มีศักยภาพสูงกว่าโรงเรียนหงเทียนมาก ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการต่อสู้ เทคนิควรยุทธ หรือความเข้าใจในเรื่องวิชาชีพที่พวกเขาฝึกฝนอยู่ ไม่มีทางที่จูหง โม่วเซียว และคนอื่นๆจะเทียบชั้นได้เลย
“เทคนิคการต่อสู้ ‘นกขมิ้นขาวในฟ้าใส’ ที่คุณฝึกฝนอยู่นั้นมีท่วงท่าที่ทรงพลังและรวดเร็ว แต่คุณยังตามความเร็วของมันไม่ทัน แถมพลังปราณก็ยังอ่อนด้อยเกินกว่าที่จะฝึกฝนเทคนิคนี้ ถ้าคุณเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าแม้เพียงเล็กน้อย แม้จะยังไม่ทันได้ออกตัว หากเขาโจมตีรักแร้ของคุณล่ะก็ คุณจะแพ้ทันที!”
“เหตุผลที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคุณไม่ได้ฝึกฝนอย่างจริงจัง ถ้าผมพูดไม่ผิด วิชาชีพที่คุณสนใจน่าจะเป็นช่างตีเหล็ก! ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับโลหะและแร่ทุกชนิด แถมยังต้องใช้ความแข็งแกร่งอย่างมาก การถือค้อนเป็นเวลานานทำให้แขนขวาของคุณแข็งแกร่งกว่าแขนซ้ายมากเกินไป เกิดเป็นความไม่สมดุล นกนั้นมีปีกหนึ่งคู่ และหากปีกข้างหนึ่งแข็งแรงกว่าอีกข้าง ก็คงจะแปลกหากไม่เกิดปัญหา!”
“คุณคงจะสนใจในอาชีพนักตรวจสอบสมบัติ แต่ก็น่าเสียดายที่อาชีพนักตรวจสอบสมบัติเป็นอาชีพที่ผลาญเงินทองอย่างมาก เมื่อดูจากเครื่องแบบอันแสนจะกะรุ่งกะริ่งของคุณ คุณคงสวมมันมานานกว่าครึ่งปีแล้ว ซึ่งก็บอกได้ว่า…ทางบ้านของคุณคงฐานะไม่ดีนัก ในเมื่อไม่ได้มีเงินมากมาย ทำไมถึงเลือกเรียนวิชาชีพนี้? หากไม่ได้สัมผัสกับทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่เป็นของจริง คุณจะแยกแยะของจริงออกจากของปลอมได้อย่างไร?”
“สำหรับคุณ คุณทุ่มเทให้กับการฝึกฝนวรยุทธ จึงไม่ได้เลือกอาชีพใดเลย ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คุณรู้สึกตัวหรือไม่ว่าทั้งที่ฝึกหนักขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าไหร่ นั่นไม่ใช่เพราะคุณไม่ได้ฝึกฝนหนักพอหรือขาดความปราดเปรื่อง แต่เป็นเพราะคุณฝึกผิดวิธี! เทคนิควรยุทธนี้ควรจะเปิดกว้างและยืดหยุ่น แต่คุณฝึกฝนมันเหมือนกับเป็นเทคนิคที่เข้มงวดและปิดตาย…”
……
จางเซวียนเดินแทรกไประหว่างกลุ่มนักเรียน แค่คำพูดง่ายๆของเขาไม่กี่คำ ก็เล่นเอานักเรียนหน้าซีดเหงื่อแตกกันถ้วนหน้า
อาจารย์หลิวคนนี้บอกได้ทั้งปัญหาการฝึกวรยุทธและการฝึกฝนวิชาชีพของพวกเขา เพียงแค่ได้เห็นพวกเขาแสดงเทคนิคการต่อสู้ออกมาเท่านั้น แถมทุกคำก็ตรงเผงไม่มีผิดพลาด!
ความสามารถในการหยั่งรู้ของเขาช่างสุดแสนจะน่าสะพรึง!
มัน…ยอดเยี่ยม!
ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพของพวกเขานั้นอยู่ในระดับต่ำมาก เรียกได้ว่าแค่ขั้นพื้นฐาน แต่รวมแล้วก็มีอยู่ตั้ง 7-8 อาชีพ ซึ่งจางเซวียนก็ร่ายยาวได้ราวกับเป็นอาจารย์ที่สอนวิชาชีพนั้นเสียเอง มันไม่ใช่เรื่องที่อาจารย์สอนวรยุทธทั่วไปจะทำได้
อันที่จริง…พวกเขารู้สึกว่า ต่อให้ปรมาจารย์ก็ยังไม่รู้จริงเท่าเขา!
“เอ่อ…”
มู่เสว่คิงถึงกับไปไม่เป็น
เพิ่งจะเมื่อครู่นี้เองที่เธอพูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่าหากตั้งคำถามเกี่ยวกับวิชาชีพของพวกเขา อาจารย์คนใหม่จะต้องถอยแน่ แต่…
พวกเขายังไม่ทันได้พูดอะไรเลย ฝ่ายนั้นก็ปอกเปลือกพวกเขาเสียจนล่อนจ้อน ข้อบกพร่องมีเท่าไหร่ก็ควักออกมาจนเกลี้ยง
ก็คุณเป็นอาจารย์ที่ใช้กำลังกับนักเรียนไม่ใช่หรือ?
คุณเป็นแค่อาจารย์ทั่วไป แม้กระทั่งอาจารย์ดาวเด่นก็ไม่ใช่?
ทำไมถึงรู้ไปเสียทุกเรื่อง?
ทำไมถึงเชี่ยวชาญไปหมดทุกอย่าง?
เอ่อ…
โรงเรียนส่งปีศาจชนิดไหนมาให้พวกเขากันนี่?!
