ตอนที่ 342 ถ่ายทอดเพลงดาบ
ตอนนี้หินวิเศษมีความสำคัญกับจางเซวียนมาก ในเมื่ออีกฝ่ายมอบให้เขาแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จางเซวียนจะปฏิเสธ
แต่เขาก็จะไม่รับของกำนัลของฝ่ายนั้นไว้ฟรีๆ จึงเสนอที่จะรักษาให้ฟรีเป็นการตอบแทน
“พูดถึงการรักษา เราก็มีเรื่องที่ต้องรบกวนท่านประธานหลิวเหมือนกัน!”
เมื่อหายอึ้งกับทีท่าของจางเซวียนแล้ว โม่เทียนเชว่ประสานมือและพูดขึ้น
เหตุผลหลักที่เขาอยากเป็นสหายกับอาจารย์หลิวก็เพราะหวังพึ่งพาความสามารถในการรักษาโรคของอีกฝ่าย ในเมื่อประธานหลิวพูดขึ้นมาแล้ว ฮ่องเต้จึงตัดสินใจคว้าโอกาสไว้
“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงวรยุทธออกมา!” จางเซวียนพยักหน้า
“แสดงวรยุทธ?” ฮ่องเต้ใบ้กินไปอีกรอบ นี่คุณควรจะถามอาการป่วยก่อนไหม? ที่ให้ออกหมัดนี่หมายความว่าอย่างไร?
ฮ่องเต้หัวเราะอย่างอิหลักอิเหลื่อและพูดว่า “ไม่ใช่อาการป่วยของเราหรอก แต่ว่า…เอาอย่างนี้ไหม ถ้าตอนนี้ประธานหลิวมีเวลา เราอยากขอเชิญไปที่วังหน่อย!”
“กระหม่อมมีภารกิจที่ต้องทำจริงๆ เมื่อเสร็จแล้วกระหม่อมจะตามไปก็แล้วกัน” จางเซวียนตอบหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ประธานหลิวกำลังจะไปที่สมาคมนักปรุงยาไม่ใช่หรือ? เซียวหยู่, ไปเป็นเพื่อนอาจารย์หลิวสิ มีนักปรุงยาระดับ 2 ดาวไปด้วย คุณคงจะทำอะไรๆที่นั่นได้คล่องตัวกว่า!”
โม่เทียนเชว่เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ทั้งคู่จะได้ใช้เวลาด้วยกัน และหากมันจะทำให้เกิดการปิ๊งปั๊งกันขึ้นมาล่ะก็ คงจะยอดเยี่ยมที่สุด
“ฮ่องเต้ให้องค์หญิงโม่หยู่ไปกับหมอนั่น?”
“ชัดๆเลย เขากำลังพยายามจับคู่องค์หญิงกับอาจารย์หลิว…”
เมื่อเห็นภาพนั้น ทั้งจ้าวอู๋ชิงกับหลิ่วชางเหยียนก็น้ำตาไหลพราก
ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพ ความงดงาม หรือความปราดเปรื่อง สวรรค์ก็ล้วนประทานให้โม่หยู่ทั้งสิ้น ไม่มีผู้ชายคนไหนปฏิเสธเธอได้
เจตนาของฮ่องเต้ไม่อาจจะชัดกว่านี้ได้อีกแล้ว หากไม่กลัวว่าจะเป็นการใจเร็วด่วนได้ไปละก็ คงจะจับทั้งคู่หมั้นหมายกันเสียด้วยซ้ำ ในฐานะผู้แอบหมายปองดอกฟ้า ทั้งคู่ถึงกับหัวใจสลาย
พวกเขาคิดว่าอาจารย์หลิวคงจะตะลีตะลานรับปาก แต่ฝ่ายนั้นกลับขมวดคิ้วและส่ายหน้า “ไม่จำเป็นหรอก…”
“ไม่จำเป็น?” โม่เทียนเชว่ถึงกับอึ้งกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย “อาจารย์หลิวไม่ได้กำลังจะไปสมาคมนักปรุงยาหรอกหรือ? แม้ธิดาของเราจะไม่ใช่นักปรุงยาที่เก่งกาจที่สุด แต่ก็เป็นถึงนักปรุงยาระดับ 2 ดาว ด้วยสถานภาพของเธอ อาจช่วยขจัดเรื่องยุ่งยากบางอย่างให้คุณได้!”
ขนาดนักปรุงยาที่เก่งกาจที่สุดในสมาคมนักปรุงยาแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ คือประธานสมาคม, ก็ยังเป็นแค่ระดับ 3 ดาว ดังนั้น นักปรุงยาระดับ 2 ดาวจึงถือว่ามีปากมีเสียงอยู่ไม่น้อยในสมาคม
“อ๋อ กระหม่อมไม่ไปสมาคมนักปรุงยาแล้ว และกระหม่อมก็ยังมีภารกิจที่ต้องทำด้วย คงต้องขอลาคุณทั้งคู่ตรงนี้ เสร็จภารกิจเมื่อไหร่จะแวะไปที่พระราชวังแน่!” จางเซวียนประสานมือคารวะและอำลา
เหตุผลที่เขาอยากไปสมาคมนักปรุงยาก็เพราะต้องการยาเม็ดที่ช่วยทำให้พลังจิตวิญญาณเข้มข้นขึ้น เพื่อนำมาช่วยยกระดับวรยุทธ แต่ในเมื่อได้หินวิเศษมาแล้ว ก็ไม่ต้องไปที่นั่นอีก
เรื่องใหญ่ที่สุดตอนนี้คือกลับไปที่คฤหาสน์เพื่อถ่ายทอดเพลงดาบให้จ้าวหย่า
เพราะอีก 2 วัน เธอจะต้องไปดวลกับใครสักคนอีกครั้งหนึ่ง
“คุณไม่ไปที่นั่นแล้ว?”
โม่เทียนเชว่กระพริบตาอย่างงงๆ
ส่วนโม่หยู่ถึงกับกัดฟัน
เจตนาของท่านพ่อนั้นแสดงชัดกว่านี้ไปไม่ได้อีกแล้ว แต่หมอนั่นก็ปฏิเสธเอาง่ายๆ…แถมเพิ่งจะเมื่อครู่นี้เองที่เขาย้ำว่าจะไปสมาคมนักปรุงยา แต่เมื่อรู้ว่าเธอจะไปด้วย ก็เปลี่ยนใจทันที…
นี่ฉันน่าเกลียดน่ากลัวจนคุณถึงกับสะพรึงเลยหรือ?
“ลาก่อน…”
ไม่ได้รู้เรื่องสักนิดว่าตัวเองทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันขึ้นมา จางเซวียนหันหลังกลับแล้วจากไป
ปรมาจารย์มีเกียรติและศักดิ์ศรีมากพอที่จะปฏิเสธเชื้อพระวงศ์ได้ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นถึงฮ่องเต้ของอาณาจักรขั้น 1 ก็ยังต้องคิดทบทวนให้ดีก่อนจะทำอะไรกับปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว
เพราะต่อให้ไม่มีสภาปรมาจารย์หนุนหลัง ลำพังแค่ความสามารถของปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวก็เพียงพอที่จะทำให้ทั้งอาณาจักรปั่นป่วนแล้ว
ทุกคนที่เคยได้ประโยชน์จากบทเรียนของปรมาจารย์ย่อมมีสถานะเป็นศิษย์ของเขา ด้วยอิทธิพลและอำนาจที่ครอบคลุมผู้คนมากมาย การทำลายราชวงศ์สักราชวงศ์หนึ่งให้สิ้นซากย่อมเป็นเรื่องง่าย ไม่ต่างอะไรกับการเดินเล่นชมสวน
“ท่านพ่อ หมอนั่นทำเกินไปแล้ว!” เมื่ออีกฝ่ายลับตาไป โม่หยู่ก็แหวออกมาอย่างเจ็บแค้น
“ก็เป็นธรรมดาที่คนเก่งๆแบบเขาจะภาคภูมิใจในตัวเองและไม่ทำอะไรตามกฎเกณฑ์ ปรมาจารย์จางที่เจ้าเคยพูดถึงน่ะอาการหนักกว่านี้อีกไม่ใช่หรือ?”
โม่เทียนเชว่ตอบ
ด้วยความปราดเปรื่องที่เหนือกว่าคนทั่วไป ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่าอัจฉริยะจะหลงตัวเองและชอบแหกกฎ ซึ่งพวกเขาก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำแบบนั้น
“ปรมาจารย์จางน่ะเก่งจริงๆ หมอนี่ไม่ใช่คนที่จะไปเทียบกับเขาได้!” โม่หยู่พึมพำ
ด้วยการที่ได้ร่วมทางกับปรมาจารย์จางจากดงอสูรไปถึงเมืองบัวแดง โม่หยู่ได้ประจักษ์ถึงความสามารถของฝ่ายนั้น ถึงจะไม่อาจพูดได้ว่าความปราดเปรื่องของเขาถึงขั้นไร้เทียมทาน แต่เธอก็คิดว่าไม่ห่างจากนั้นสักเท่าไร พูดง่ายๆก็คือโม่หยู่เห็นปรมาจารย์จางเป็นไอดอลของเธอ แต่กับหลิวเฉินคนนี้…ก็แค่คนหูป่าตาเถื่อนที่ไม่เคยรู้จักโลกภายนอก แค่จู่ๆมีทักษะการรักษาโรคอันโดดเด่นขึ้นมาเท่านั้น จะไปเทียบกับไอดอลของเธอได้อย่างไร?
“ก็ไม่เสมอไปนะ ประธานหลิวคนนี้ไม่ได้เก่งกาจเฉพาะการรักษาโรค การสอนก็ยังเป็นเลิศ!” โม่เทียนเชว่หัวเราะหึๆ ด้วยการสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง เขาหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาและส่งให้โม่หยู่ “ดูสิ!”
โม่หยู่มองอย่างสงสัย แต่แค่แว่บเดียวเธอก็ตาค้าง “ขะ-เขาชี้แนะลูกศิษย์แค่วันเดียว ก็ทำให้ลูกศิษย์ทุกคนฝ่าด่านวรยุทธได้? แถมยังรักษาอาการพิษสะสมของมู่เสว่คิงได้ด้วย?”
นักปรุงยามู่ซึ่งเป็นบิดาของมู่เสว่คิง คือหนึ่งในกรรมการสอบเป็นนักปรุงยาของโม่หยู่ เธอเคยพบเขาหลายครั้ง ซึ่งจากการพูดคุยกันก็ได้รู้ว่านักปรุงยามู่กำลังมองหาผู้ที่จะสามารถรักษาอาการพิษสะสมจากยาในตัวลูกสาวอยู่
ในเมื่ออาจารย์หลิวได้เป็นประธานสมาคมนายแพทย์ ทักษะการรักษาโรคของเขาก็ย่อมจะต้องโดดเด่น ดังนั้น ถึงการที่เขารักษาพิษสะสมของมู่เสว่คิงได้จะเป็นเรื่องน่าทึ่ง แต่ก็จัดว่าไม่เหนือความคาดหมาย แต่การที่ลูกศิษย์ทั้งชั้นสามารถฝ่าด่านวรยุทธได้ในเวลาเพียง 1 วัน…นั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะทำได้ง่ายๆเลย!
ขนาดตัวเธอซึ่งเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวก็ทำแบบนั้นไม่ได้!
“จริงๆนะ ถ้าอาจารย์หลิวไม่เก่งแบบนี้ พ่อคงไม่พยายามจับคู่เขากับเจ้าหรอก!” โม่เทียนเชว่หัวเราะหึๆ “อ่านต่อสิ ยังมีอะไรน่าสนใจกว่านั้นอีก!”
องค์หญิงโม่หยู่มองกระดาษในมือและถึงกับตัวสั่น “จ้าวหย่า, ลูกศิษย์ของปรมาจารย์จาง ได้เข้าดวลกับมู่เสว่คิง และผลออกมาเสมอ? ทั้งคู่จะดวลกันอีกครั้งในอีกสองวันข้างหน้า?”
“ใช่ ถ้ามู่เสว่คิงชนะการดวลล่ะก็ นั่นหมายความว่าความสามารถในการสอนของอาจารย์หลิวเหนือกว่าปรมาจารย์จางคนนั้น! ถึงเขาจะไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่จะต้องนำความยิ่งใหญ่มาให้อาณาจักรของเราได้แน่ ลองคิดดูสิ ถ้าเขาได้เข้ามาสอนในกองทัพ…จะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นได้ขนาดไหนกัน?”
โม่เทียนเชว่พูด
“เอ่อ…” โม่หยู่ถึงกับอึ้ง
ชี้แนะแค่วันเดียว ลูกศิษย์ทั้งชั้นก็สามารถฝ่าด่านวรยุทธได้ หากได้เขามาสอนในกองทัพ คงจะเป็นประโยชน์อย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้ทีเดียว ลำพังตัวเขาเพียงคนเดียวก็คงทำให้ความแข็งแกร่งของกองทัพพุ่งพรวดได้อย่างน่าอัศจรรย์แล้ว
“อาจารย์หลิวนั้นเก่งทั้งการรักษาโรคและการสอน ถึงเขาจะเทียบกับปรมาจารย์จางในเรื่องการหลอมยาและการฝึกอสูรไม่ได้ แต่ความปราดเปรื่องของเขาก็ไม่ได้ด้อยกว่าอีกฝ่ายเลย เจ้าจะต้องได้ประโยชน์มากหากสนิทชิดเชื้อกับคนแบบนี้ แต่นั่นแหละ ถึงอย่างไรก็ต้องรักษาความสัมพันธ์กับปรมาจารย์จางไว้ด้วย หากเขาอยู่ข้างเดียวกับเจ้าล่ะก็ ต่อให้โม่หงอีจะเก่งกาจสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางเขย่าบัลลังก์ของเจ้าได้แน่!”
ฮ่องเต้พูดอย่างจริงจัง
“ได้!” โม่หยู่พยักหน้า จากนั้นก็พลันนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งคำถาม “ในเมื่อเราตั้งใจจะสร้างความสนิทสนมกับทั้งคู่ แล้วเราควรจะยับยั้งการดวลระหว่างมู่เสว่คิงกับจ้าวหย่าไหม?”
“จะยับยั้งทำไมล่ะ? นอกจากจะไม่ยับยั้งแล้ว ควรจะกระจายข่าวเรื่องนี้ด้วย เราควรทำให้ทุกคนรู้เรื่องและสร้างกระแสขึ้นมา ด้วยวิธีนี้ เราจะเอาชนะใจเขาได้แน่!”
โม่เทียนเชว่ประกาศอย่างมั่นใจ
“เจตนาของเขาก็เห็นๆกันอยู่ ในเมื่อเขาไม่พยายามจะยับยั้งการดวลระหว่างมู่เสว่คิงกับจ้าวหย่า ก็ชัดเจนแล้วว่าเขาต้องการใช้เรื่องนี้กระพือให้ชื่อเสียงของเขาโจษจันออกไป ในเมื่อเป็นอย่างนั้น เราก็ควรจะช่วยเขาสักหน่อย!”
เมื่อได้ฟังพ่อพูด โม่หยู่ก็ถึงบางอ้อ
อันที่จริงเธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าระหว่างจ้าวหย่าผู้เป็นศิษย์ของปรมาจารย์จาง กับมู่เสว่คิงผู้เป็นศิษย์ของประธานหลิว ใครกันแน่ที่จะชนะ?
แต่ถึงยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ การที่ทั้งสองเสมอกันในการดวลรอบแรกก็แสดงให้เห็นแล้วว่าความสามารถในการสอนของประธานหลิวไม่เป็นรองปรมาจารย์จางเลย
“อีก 2 วันข้างหน้า เราต้องไปดูการดวลให้ได้…”
โม่หยู่ตัดสินใจ
…..
เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว จางเซวียนก็เหลียวซ้ายแลขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามมา ก่อนจะแวบหายเข้าตรอกที่อยู่ใกล้ๆและเปลี่ยนมาอยู่ในคราบของ ‘ปรมาจารย์หยาง’ จากนั้นก็เดินกลับคฤหาสน์
“นายท่าน เมื่อวานนี้องครักษ์สองสามคนมาขอลี้ภัยอยู่กับนายน้อย แต่ตอนนี้นายน้อยไม่อยู่ เราควรทำอย่างไรกับคนพวกนั้น?”
เมื่อเห็นปรมาจารย์หยาง ซุนฉางรีบเดินออกมาต้อนรับก่อนจะตั้งคำถาม
“ขอลี้ภัยอยู่กับนายน้อย?” จางเซวียนถามอย่างงงๆ
“ถูกต้อง พวกนั้นบอกว่าเคยเป็นองครักษ์ของตระกูลจี้ และมาที่นี่ตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับนายน้อย…”
ซุนฉางพูด
“อ๋อ!” จางเซวียนพยักหน้าเมื่อนึกขึ้นได้
เมื่อ 2 วันก่อน ตอนที่จางเซวียนเพิ่งมาถึงเมืองหลวง เขาได้มีเรื่องกับจิตรกรคนหนึ่งชื่อคุณชายจี้โม่ และฝ่ายนั้นส่งคนตามมาทำร้ายเขา สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการที่คนของคุณชายจี้ถูกเขาจัดการเสียยับเยิน เขากรอกยาพิษให้พวกนั้นและบังคับให้กลับไปสั่งสอนคุณชายจี้โม่
ในเมื่อจางเซวียนมัวแต่วุ่นวายกับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว…คนพวกนั้นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกคนของตระกูลจี้ตามสังหาร
“ฉันรู้เรื่องนี้จากเจ้าหนุ่มเซวียนแล้ว ดูเหมือนเขาอยากจะให้พวกนั้นมาเป็นองครักษ์ของเขา แต่เนื่องจากเจ้าพวกนั้นมีความบอบช้ำอยู่ ฉันจะรักษาให้ก่อน!” จางเซวียนโบกมืออย่างสบายใจ
ระดับวรยุทธขั้นทงฉวนของเจ้าพวกนั้นไม่อาจเทียบกับตัวเขาได้ แต่คฤหาสน์ก็จะปลอดภัยกว่าเดิมหากมีพวกนั้นอารักขาอยู่
ถึงจะดูเหมือนว่าไม่มีใครสามารถสร้างปัญหาที่เป็นการลบหลู่ชื่อของปรมาจารย์จางได้ แต่หากเตรียมการสำหรับเรื่องที่คาดไม่ถึงไว้ก่อน ก็ย่อมจะดีกว่า
“ขอรับ!” ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่นายท่านพูดถึง แต่ซุนฉางก็จดจำไว้
“ไปเรียกจ้าวหย่ามา!”
เมื่อเดินเข้าไปในห้องโถงและนั่งลงตรงที่นั่งกลางห้องแล้ว จางเซวียนก็สั่งการ
ซุนฉางพยักหน้าและออกไป ไม่ช้าจ้าวหย่าก็เดินเข้ามา
“ผมได้พบเคล็ดวิชาเพลงดาบที่เหมาะสมกับคุณแล้ว และจะถ่ายทอดให้เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าอีก 2 วันข้างหน้าคุณจะดวลกับใคร ผมหวังว่าคุณจะได้รับชัยชนะ อย่าทำให้ผมและอาจารย์ของคุณผิดหวัง!”
จางเซวียนมองสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าและพูดอย่างเฉยเมย
“อาจารย์ปู่วางใจเถอะ จ้าวหย่าจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง!” จ้าวหย่ากัดฟันอย่างเด็ดเดี่ยว
“ดีแล้ว นี่คือเคล็ดวิชาเพลงดาบ เมื่ออ่านจบแล้วสงสัยอะไรก็ไปถามได้!”
จางเซวียนยื่นหนังสือเคล็ดวิชาเพลงดาบเทียบฟ้าฉบับปรับปรุงแล้วให้จ้าวหย่า
รู้ดีว่าเทคนิคการต่อสู้ที่อาจารย์ปู่ถ่ายทอดให้จะต้องไม่ธรรมดา เธอตั้งต้นอ่านมันอย่างจริงจังในทันที
เพลงดาบเทียบฟ้าเกิดจากการรวบรวมแนวคิดอันลึกซึ้งมากมายนับไม่ถ้วนไว้ แล้วสกัดออกมาเป็นแนวคิดหนึ่งเดียวที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของศิลปะการใช้ดาบ แต่ถึงอย่างนั้น การจะเรียนรู้มันก็ไม่ได้ยากเกินไป สองชั่วโมงต่อมาจ้าวหย่าก็เข้าถึงเทคนิคขั้นพื้นฐาน แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเชี่ยวชาญ
แต่ถึงอย่างนั้น จ้าวหย่าก็รู้สึกได้ว่าเคล็ดวิชาเพลงดาบนี้มีพละกำลังสูงส่งมาก
มันเจ๋งกว่าเพลงหอกของเจิ้งหยางเสียอีก
“ท่านอาจารย์ ประธานเจียงขอเข้าพบ!”
หลังจากที่จางเซวียนถ่ายทอดเพลงดาบเทียบฟ้าให้จ้าวหย่าเรียบร้อย หลิวหลิงก็เดินเข้ามา
“พาเขาเข้ามา!”
จางเซวียนโบกมือขณะที่ตัวแข็งไป เขาตบหน้าผากป้าบเมื่อเกิดนึกอะไรขึ้นได้
เขาเคยชินกับการใช้ตัวตนของจางเซวียนเสียจนลืมสถานภาพของหยางชวนไปสนิท
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว จางเซวียนเข้าไปในหอสมุดระดับ 2 ดาวที่สภาปรมาจารย์ไม่ได้แต่ ‘ปรมาจารย์หยาง’ ต้องเข้าได้!
อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะหากหยางชวนแสดงความประสงค์ออกมา ประธานเจียงไม่มีทางขัดใจเขาแน่!
