Skip to content

Library Of Heaven’s Path 372


ตอนที่ 372 หลินหลั่ง

“ตระกูลหลินเป็นตระกูลใหญ่โตอันดับหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่ และหลินหลั่งก็เป็นลูกชายคนเดียวของหัวหน้าตระกูลหลิน แถมยังเป็นน้องชายของชายาองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวนด้วย ขนาดฮ่องเต้โม่เทียนเชว่ยังต้องยำเกรงเลย ถ้าเขาเห็นด้วยกับเรื่องนี้ นายน้อยก็หมดห่วงได้!”

สารถีลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า

สำหรับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ก็ไม่มีวิธีไหนดีกว่านี้

หากจางเซวียนผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวขึ้นมาเมื่อไหร่ สถานภาพและตำแหน่งของเขาจะต้องพุ่งพรวด หากถึงเวลานั้นแล้วเขาคิดจะเอาเรื่องขึ้นมา ต่อให้ตระกูลจี้จะเป็นถึงหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ ก็ไม่มีทางต้านทานได้

ทั้งเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว ทั้งมีความเก่งกาจปราดเปรื่องแบบเหนือชั้น ก็ย่อมมีเกียรติยศและอิทธิพลมาก

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นศิษย์พี่ของประธานเจียง แถมยังมีอาจารย์ผู้แสนจะน่าทึ่งอยู่เบื้องหลังด้วย…

มาถึงตอนนี้ จี้โม่ไม่อาจหาญแก้แค้นอีกต่อไป ทั้งหมดที่เขาต้องการคือหากาวใจผู้มีอิทธิพลมากพอมาคลี่คลายความขัดแย้งให้

และตระกูลหลินก็เป็นแต้มต่อที่ดีที่สุดเท่าที่เขามี

“เอาล่ะ เข้าไปข้างในกัน!”

จี้โม่โบกมือและก้าวยาวๆเข้าไปในหอมรกต

เมื่อดูจากความชำนาญในการลัดเลาะไปทั่วทั้งที่สถานที่นั้นมีแผนผังซับซ้อน ก็เห็นได้ชัดว่าคุณชายจี้โม่จะต้องเป็นแขกขาประจำของที่นี่ ไม่ช้าเขาก็มาถึงห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง

เมื่อแลกเปลี่ยนรหัสสองสามคำกับองครักษ์ที่เฝ้าหน้าประตูแล้ว เขาก็เข้าไปข้างใน

ภาพของความโอ่อ่าอลังการปรากฏแก่สายตาของจี้โม่ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องนั้น มันเป็นห้องนั่งเล่นขนาดมหึมาที่มีเพชรนิลจินดาทุกชนิดประดับอยู่ทั่วไป มีพรมหลายผืนที่ทำจากหนังอสูร การตกแต่งของที่นี่จัดว่าหรูหราอลังการจนแม้แต่พระราชวังก็ออกจะจืดไป

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอานุภาพของค่ายกลที่ถูกจัดวางไว้ ไม่เพียงแต่ห้องนี้จะดูไม่แออัด แต่ยังให้ความรู้สึกราวกับสรวงสวรรค์ของโลกอีกใบเลยทีเดียว

ที่กึ่งกลางห้อง ชายหนุ่มคนหนึ่งครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนพรมหรูหราที่ทำจากหนังอสูร มีสาวสวยหลายคนประจำอยู่เคียงข้างเพื่อปรนเปรอความต้องการของเขา และที่อยู่ตรงหน้าเขาคือมหกรรมการกินดื่มขนาดมหึมาซึ่งมีของบำรุงปรนเปรอทุกชนิด กลิ่นไวน์ราคาแพงโชยมาแตะจมูก

ที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามเขาคือชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราอีกคนหนึ่ง เขาถือแก้วไว้ในมือด้วยท่าทางราวกับกำลังจะดื่มฉลอง

“อ้าว น้องจี้โม่ ไม่พบกันเสียนาน…”

เมื่อเห็นจี้โม่เข้ามา ชายหนุ่มที่ครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่ท่ามกลางสาวสวยก็โบกมือพร้อมกับร้องเรียก

“คุณชายหลินหลั่ง!”

จี้โม่ประสานมือคารวะ

“มา มาให้ผมแนะนำคุณ นี่คือองค์ชายเฟ่ยชวนแห่งอาณาจักรคุนเฉียน!”

คุณชายหลินหลั่งผายมือไปที่ชายหนุ่มซึ่งนั่งตรงข้ามกับเขา และแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน “องค์ชายเฟ่ยชวน นี่คือคุณชายจี้โม่จากตระกูลจี้แห่งอาณาจักรเทียนหวู่!”

“เป็นคุณชายจี้นี่เอง ได้เป็นจิตรกรอย่างเป็นทางการตั้งแต่อายุเท่านี้ ชื่อเสียงของคุณโด่งดังเป็นที่ร่ำลือไปถึงอาณาจักรคุนเฉียนนั่นแหละ!”

องค์ชายเฟ่ยชวนยิ้ม

เขาคือองค์ชายผู้เข้าไปขอโม่หยู่แต่งงานเมื่อตอนที่จางเซวียนเข้าไปที่พระราชวัง

เมื่อการขอแต่งงานครั้งนั้นล้มเหลว และเห็นแล้วว่ามีโอกาสที่ประธานหลิวจะรักษาอสูรอารักขาได้ เขาจึงเบนความสนใจมาที่ตระกูลหลินแทน

ด้วยการหนุนหลังของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลและชายาขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวน ตระกูลหลินจึงกลายเป็นตระกูลที่มีอำนาจยิ่งใหญ่คับฟ้าในบรรดาอาณาจักรขั้น 1 ทั้งหมด แม้แต่องค์ชายอย่างเขาก็ยังไม่อาจหาญมีเรื่องด้วย

ก่อนที่จะเดินทางมาเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ องค์ชายเฟ่ยชวนได้สืบเสาะประวัติของกลุ่มอำนาจต่างๆในเมืองหลวงมาแล้ว ด้วยความฉลาดปราดเปรื่องของเขา จึงไม่ยากเกินความสามารถที่จะสืบเสาะชื่อเสียงของคุณชายจี้โม่ จนรู้ประวัติและความสามารถของเขา

เมื่อรู้จักกันแล้ว จี้โม่ก็ลงนั่งและไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกับทั้งคู่ ก่อนจะตรงเข้าประเด็น “คุณชายหลิน อันที่จริงเหตุผลที่ผมมาวันนี้ก็เพราะมีเรื่องขอความช่วยเหลือ…”

“ฮึ?”

หลินหลั่งมองหน้าจี้โม่อย่างสนใจ

“อันที่จริง ผม…เอ่อ…ก่อนหน้านี้ผมบังเอิญไปมีเรื่องกับปรมาจารย์จางเซวียน และผมกลัวว่าเขาจะกลับมาแก้แค้นเมื่อผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวแล้ว ดังนั้น ผมจึงอยากขอให้คุณช่วยเป็นกาวใจเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งครั้งนี้…”

คุณชายจี้โม่พูด

“จางเซวียน? คุณหมายถึงอัจฉริยะผู้โด่งดังคนนั้นหรือ?” หลินหลั่งถามอย่างไม่ยินดียินร้ายขณะที่รินไวน์ให้ตัวเองอีกแก้วหนึ่ง

“เขานั่นแหละ…”

คุณชายจี้โม่รีบพยักหน้า จากนั้นก็สะบัดข้อมือ และม้วนกระดาษม้วนหนึ่งก็มาอยู่ในมือของเขา “ผมเข้าใจดีว่าการแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และจำได้ว่าคุณชายหลินชื่นชอบการวาดภาพ ผมจึงเตรียมภาพวาด ‘สนร่วงโรย’ ของผู้อาวุโสจินมั่นถังมาให้คุณ หวังว่าคุณจะรับของขวัญชิ้นนี้!”

“ภาพวาดสนร่วงโรย? นั่นเป็นภาพวาดชิ้นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของผู้อาวุโสจินมั่นถัง มันคือผลงานชิ้นเอกที่อยู่ในขั้น 5 ทีเดียว! ภาพวาดนี้มีค่ามาก และก็เป็นเพราะน้ำใจที่ตระกูลจี้มีให้ต่อผู้อาวุโสท่านนั้น เขาจึงได้มอบภาพวาดนี้ให้เพื่อเป็นการตอบแทน คุณมอบของล้ำค่าขนาดนั้นให้ผม…ไม่เลว ไม่เลวเลย!”

หลินหลั่งคว้าภาพวาดมาคลี่ดูและตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะพยักหน้า “เอาล่ะ ผมให้สัญญาว่าจะช่วยคุณเรื่องนั้น!”

“ขอบคุณมาก คุณชายหลิน!”

จี้โม่หน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น

“มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวอาจจะเก่งกาจน่าประทับใจก็จริง แต่สำหรับพวกเราตระกูลหลินก็งั้นๆ! เป็นแค่ไอ้หนุ่มดวงดีที่บังเอิญได้อาจารย์เก่งเท่านั้นเอง!”

คุณชายหลินหลั่งโบกมืออย่างสบายใจและพูดต่อ “เมื่อเขาสอบเสร็จ ผมจะส่งจดหมายเชิญเขามา เพื่อให้คุณทั้งคู่ได้พบหน้าและเคลียร์ปัญหาคาใจกันได้เลย!”

“ได้” คุณชายจี้โม่รีบพยักหน้ารับ

ถ้าเป็นคนอื่นพูดประโยคนี้ออกมา ก็แน่ใจได้เลยว่าเป็นแค่คำคุยโว แต่สำหรับคุณชายหลินคนนี้ เขาทำได้อย่างที่พูด

แม้อีกฝ่ายจะแก่กว่าเขาเพียงสามปี แต่ก็เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาว แถมเมื่อสองเดือนก่อนยังฝ่าด่านวรยุทธได้จนสำเร็จขั้นจงซรือ เขาใช้เวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้นในการก้าวจากวรยุทธทงฉวนขั้นสูงสุดไปถึงขั้นจงซรือ!

แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นผลมาจากทรัพยากรไม่อั้นที่ทางอาณาจักรชวนหยวนมอบให้กับตระกูลหลิน แต่ทักษะและความปราดเปรื่องของเขาก็มีส่วนอย่างมาก

เหนือสิ่งอื่นใด เขามีตระกูลหลินหนุนหลัง

สภาปรมาจารย์แห่งอาณาจักรชวนหยวนอันทรงเกียรตินั้นมีปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวอยู่ ต่อให้จางเซวียนสู้รบปรบมือกับตระกูลหลินได้ ก็ไม่มีทางที่เขาจะเหนือชั้นไปกว่าอาณาจักรชวนหยวน

ต่อให้เก่งกาจและมีผู้คนเคารพนับถือมากแค่ไหน จางเซวียนก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับหลินหลั่งเลย

“คุณชายหลิน แต่ถึงอย่างไรคุณก็อย่าประมาท ผมเคยได้ยินชื่อปรมาจารย์จางมาแล้ว ดูเหมือนเขาจะเป็นคนเก่งที่มีวิธีการเจ๋งๆมากมาย ความปราดเปรื่องของเขาเหนือชั้นกว่าโม่หงอีซึ่งเป็นอัจฉริยะหมายเลขหนึ่งแห่งอาณาจักรของคุณเสียอีก!” องค์ชายเฟ่ยชวนขัดขึ้นมา

หลังจากพักอยู่ในเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่มา 2-3 วัน เขาก็รู้ความเป็นไปต่างๆในเมืองได้เป็นอย่างดี

ในเมืองนี้ ไม่มีใครไม่รู้เรื่องวีรกรรมของจางเซวียนในการทำลายสถิติทั้งหมดที่เคยมีมาของโม่หงอี

“เป็นอัจฉริยะ ก็แล้วไงล่ะ? ระดับวรยุทธของเขาก็แค่จงซรือขั้นต้น…ถ้าคิดอยากจะอยู่รอดปลอดภัยในเมืองนี้ล่ะก็ เขาควรจะรู้จักรักษาตัวรอด!”

หลินหลั่งพ่นลมอย่างดูถูก

เจ้าหมอจางเซวียนนั่นเป็นอัจฉริยะ แล้วไง?

นอกเสียจากพละกำลัง ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นภาพมายาทั้งนั้น

นี่คือวิถีทางของโลกใบนี้ และมันยิ่งชัดเจนขึ้นตามระดับขั้นของอาณาจักรที่สูงขึ้นไป พละกำลังและความแข็งแกร่งคือเครื่องบ่งบอกตำแหน่งที่ยืนของแต่ละคน และหากปราศจากพละกำลังที่มากพอ ต่อให้ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในวิชาชีพของตัวเองสักแค่ไหน ก็ยังจะต้องโดนดูถูกดูหมิ่นอยู่ดี

“จริงด้วย…”

องค์ชายเฟ่ยชวนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง จากนั้นก็พูดต่อ “แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ก็มีอัจฉริยะโผล่มาอีกคนหนึ่ง คุณชายหลินเคยได้ยินชื่อหลิวเฉินไหม? จากที่เล่าๆกันมา เขาเป็นอาจารย์ในโรงเรียน เทียนหวู่”

“คุณหมายถึงประธานหลิวที่ตอบคำถาม 19 คำถามบนกำแพงคาใจในสมาคมนายแพทย์น่ะหรือ?”

หลินหลั่งโบกมืออย่างวางมาดและตอบว่า “แน่นอนว่าผมต้องรู้เรื่องของเขา เขาช่างปราดเปรื่องเสียจริงๆ! แต่ก็มีวรยุทธแค่ทงฉวนขั้นต้นเท่านั้น ซึ่งเหยาะแหยะเกินไป เขาก็ไม่ต่างอะไรกับมดตัวหนึ่งที่บี้ให้ตายได้ภายในพริบตา!”

“เอาล่ะ อย่ามัวพูดเรื่องไม่น่าอภิรมย์พวกนี้ในหอมรกตเลย มาสนุกกันดีกว่า! เด็กๆ อาหารเย็นชืดหมดแล้ว ไปเปลี่ยนมา!”

หลินหลั่งหัวเราะเบาๆและสั่งการ

“ขอรับ!”

เมื่อได้ยินคำสั่ง บริวารสองสามคนก็รีบเข้ามาเปลี่ยนอาหารที่เย็นชืดเหล่านั้นด้วยอาหารจานใหม่ที่เพิ่งปรุงเสร็จร้อนๆ

บริวารเหล่านั้นสวมหมวกกันทุกคน แต่มีอยู่คนหนึ่งที่กดหมวกลงมาต่ำกว่าคนอื่นๆ ทำให้มองเห็นหน้าตาได้ไม่ชัด เขาชำเลืองมองหลินหลั่ง ความเกลียดชังอย่างสุดจะพรรณนาเต้นเร่าอยู่ในดวงตาคู่นั้น

นั่นคือลูกศิษย์ของจางเซวียนคนที่หายไป…ลู่ชง!

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version