ตอนที่ 420 ข้าอยากท้าทายกรงสิบอสูร (1)
ฮื่ออออออออ!
หมีเดือดเจ็ดปราณก็งง
มันคิดว่าการรับมือกับนักรบจงซรือเป็นเรื่องกล้วยๆ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร ชายหนุ่มคนนี้ก็จับมันหงายท้องเสียแล้ว
“แกจะคำรามหาอะไร?”
เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นอีก ก่อนที่จะจับหัวของหมีเดือดเจ็ดปราณทุ่มเข้ากับกรงโลหะ
ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง!
ร่างมหึมาของมันกระแทกเข้ากับกรงโลหะครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งก็กระแทกเข้าที่หัวด้านซ้าย บางครั้งก็หัวด้านขวา การกระแทกไม่หยุดหย่อนทำให้มันหัวหมุนและแทบกระอักเลือดออกมา
หมีเดือดเจ็ดปราณอีกตัวหนึ่งนึกไม่ถึงว่าหมอนี่จะมีเรี่ยวแรงมหาศาลและดุเดือดถึงขนาดจับเพื่อนของมันทุ่มง่ายๆ แบบนั้น มันจึงเตรียมพุ่งเข้าใส่เพื่อช่วยเพื่อนของมัน
“แกคิดจะช่วยมันหรือ? เอาสิ”
หมีอีกตัวหนึ่งยังไม่ทันจะได้พุ่งเข้าใส่ เสียงหัวเราะหึๆ ก็ดังขึ้น และร่างมหึมาก็ปลิวเข้าใส่มัน
ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว ก็พอดีกับที่ร่างนั้นกระแทกหน้าของมันอย่างจัง และหมีทั้ง 2 ตัวก็ล้มกลิ้งอยู่กับพื้น
“แกสองตัวจะยอมได้หรือยัง?”
ด้วยสองมือที่ยังล้วงกระเป๋า จางเซวียนเดินไปหาอสูรมหึมา 2 ตัวที่กำลังหัวหมุน
แฮ่!
หมีเดือดเจ็ดปราณตัวที่สองคำรามดุเดือดขึ้นมาอีกครั้ง มันเตรียมพร้อมจะเข้าโจมตี แต่จางเซวียนก็แค่ส่ายหน้า เขาคว้าแขนมันและจัดการทุ่มมันเข้ากับกรงโลหะ
ตึ้ง ตุ้บ โครม!
เกิดหลุมขนาดใหญ่ทั้งบนพื้นดินและที่กรงโลหะนั้น
หมีเดือดเจ็ดปราณตัวแรกที่ยังมึนงงจากการโจมตีของจางเซวียนพยายามรวบรวมพละกำลังและกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนจนได้ แต่ในตอนนั้น เพื่อนของมันที่ถูกจางเซวียนคว้าตัวไว้ก็ลอยละลิ่วมากระแทกมันเข้าอย่างจัง
พลั่ก!
ไม่ช้าทั้ง 2 ตัวก็ยอมแพ้ มันนอนหัวหมุนอยู่บนพื้น ไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นมาอีก
คิดจะวัดกับฉันเรื่องพละกำลัง?
ล้อเล่นแล้วล่ะ!
ด้วยการฝึกฝนเคล็ดวิชาร่างนวโลหะขั้น 2 จางเซวียนมีพละกำลังราว 15000 ติ่ง ต่อให้ 2 ตัวนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางรับมือกับเขาได้
“ทำให้อสูรหัวเสือที่ขึ้นชื่อเรื่องทักษะการป้องกันตัวยอมจำนนได้ด้วยหมัดเดียว แถมยังเหวี่ยงหมีเดือดเจ็ดปราณที่มีพละกำลังมหาศาลกระเด็นง่ายๆ แบบนั้น…”
“เขายังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?”
“แน่ใจหรือว่าเป็นแค่นักรบจงซรือขั้นสูงสุด?”
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างเงียบกริบ
พวกเขาคิดว่าอีกฝ่ายกล้าเข้าท้าทายกรงสิบอสูรเพราะสติสตังไม่ปกติ แต่มาถึงตอนนี้ ก็เห็นกันชัดๆ แล้วว่าเขามีพละกำลังมากพอที่จะทำได้!
ทั้งหมาป่าลมกรด อสูรหัวเสือ หมีเดือดเจ็ดปราณ…
ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงน่าพรั่นพรึงแค่ไหน เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ไม่ต่างกับลูกไก่ตัวจ้อย เป่าพรวดเดียวก็กระเด็นหมด
“ระดับวรยุทธของเขาอยู่ที่จงซรือขั้นสูงสุดจริงๆ แต่ว่า…ดูเหมือนเขาจะใช้พละกำลังทางร่างกายด้วย!”
ใช้เวลานานกว่าที่หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินจะหุบปากที่อ้าค้างอยู่ได้
ก่อนหน้านี้ ตอนที่อีกฝ่ายใช้เทคนิคของตัวเองเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว เขาเองก็มองไม่ทัน แต่ครั้งนี้ เห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายใช้พละกำลังที่เหนือกว่าระดับของนักรบจงซรือขั้นสูงสุด และไม่มีกระแสพลังปราณหลุดรอดออกมาแม้แต่น้อย…
นึกไม่ถึงเลยว่า นอกจากความรู้ความเข้าใจที่เขามีในตัวอสูรและดวงตาหยั่งรู้ ชายหนุ่มคนนี้ยังมีพละกำลังที่น่าสะพรึงด้วย
“คงไม่ใช่แค่พละกำลังอย่างเดียว การที่เขาคว้าแขนของหมีเดือดเจ็ดปราณได้ง่ายดายขนาดนั้น เขาน่าจะ…ใช้เทคนิคเสริมบางอย่าง!” ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงพูด
“ก็จริง ถึงหมีเดือดเจ็ดปราณจะเคลื่อนไหวช้า แต่มันก็เป็นอสูรขั้นกึ่งจื้อจุน การที่เขาทำให้มันหมดเรี่ยวแรงได้ง่ายขนาดนี้ ก็แปลว่าการคว้าแขนนั้นคงไม่ได้ดูง่ายอย่างที่เห็น บางทีเขาอาจจะปิดกั้นจุดชีพจรของมันเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันปล่อยพละกำลังออกมาได้!”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินถึงกับอับจนถ้อยคำ
ถ้าจะพูดกันตามตรง ต่อให้ใครสักคนคว้าแขนของหมีเดือดเจ็ดปราณได้ ด้วยร่างกายใหญ่โตและพละกำลังมหาศาลของมัน เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะจับมันเหวี่ยงได้ง่ายๆ แบบนั้น?
จึงน่าคิดว่า ชายหนุ่มคงจะใช้การคว้าแขนนั้นปิดกั้นจุดชีพจรไว้
มันก็คล้ายกับจุดเป็นจุดตายของนักรบ เมื่อถูกสกัดกั้นแล้วก็จะทำให้หมดเรี่ยวแรงไปโดยสิ้นเชิง
“หัวหน้า ท่านคิดว่าจะเป็นไปได้ไหม…ที่เขาอาจเคยฝึกหมีเดือดเจ็ดปราณสักตัวมาก่อน?” ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงถาม
ก็ในเมื่อก่อนหน้านี้ หัวหน้าเพิ่งพูดว่าอีกฝ่ายอาจเคยฝึกอสูรหัวเสือให้เชื่องมาก่อน จึงมีความรู้ความเข้าใจในสรีระของมันเป็นอย่างดี
มาตอนนี้ ชายหนุ่มคนนั้นก็หาข้อบกพร่องของหมีเดือดเจ็ดปราณได้อย่างรวดเร็วอีก…เป็นไปได้ไหมว่าเขาก็เคยฝึกมันให้เชื่องมาก่อนเหมือนกัน?
“แค่ก แค่ก…”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินหน้าแดงก่ำ เขาเกือบสำลัก
การที่นักฝึกอสูรสักคนจะมีอสูรอยู่ที่บ้านสักตัวก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่จะให้มีทั้งฝูงนี่นะ?
คงไม่ใช่ว่าเขาเปิดสวนสัตว์หรอก เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะมีทั้งหมาป่าลมกรด อสูรหัวเสือ แถมยังหมีเดือดเจ็ดปราณด้วย?
“เขาผ่านไปสามด่านแล้ว บางทีจางเซวียนคนนี้อาจจะเป็นนักฝึกอสูรคนแรกในดงอสูรของเราที่ฝ่าด่านกรงสิบอสูรไปได้!”
รู้ดีว่าพูดต่อไปก็มีแต่อับอายขายหน้า หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินจึงหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
มีคนจำนวนหนึ่งในดงอสูรที่เคยเข้าท้าทายกรงสิบอสูรมาก่อน แต่ส่วนมากก็ไม่อาจผ่านด่านที่ 2 ไปได้ แต่ชายหนุ่มคนนี้ผ่านถึงสามด่านได้อย่างง่ายดาย บางทีเขาอาจจะทำแบบนั้นกับด่านที่ 4 ก็ได้
“จริงด้วย หัวหน้า ดูเหมือนท่านอาจจะต้องเตรียมเลือดอสูรวิเศษแล้วล่ะ!” ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงหัวเราะหึๆ
รางวัลสำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จในการท้าทายกรงสิบอสูรคือเลือดอสูรวิเศษหนึ่งหยด เท่าที่ดูจากความง่ายดายในการฝ่าแต่ละด่านของจางเซวียน ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจทำสำเร็จทั้งหมดในรวดเดียว ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ดงอสูรก็จะต้องมอบรางวัลให้เขา
“ฮ่าฮ่า!” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินลูบเคราและหัวเราะ “ถ้านักฝึกอสูรสักคนสามารถผ่านด่านกรงสิบอสูรไปได้ นั่นก็หมายความว่า ระดับความปราดเปรื่องในดงอสูรของเรากำลังจะก้าวไปสู่ขั้นไร้เทียมทาน ก็แค่เลือดอสูรวิเศษหยดหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มากมายเลย! ไม่เพียงแต่จะมอบเลือดอสูรวิเศษให้นะ ข้าจะประกาศด้วยว่าถ้าอัจฉริยะคนไหนสามารถฝ่าด่านกรงสิบอสูรได้อีก พวกเขาก็จะได้รับรางวัลแบบเดียวกัน หรืออาจจะมากกว่าด้วย!”
กว่าพันปีมาแล้วที่ไม่มีใครสักคนสามารถฝ่าด่านกรงสิบอสูรของดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวนได้ ส่วนที่ดงอสูรของอาณาจักรอันทรงเกียรติก็มีผู้ทำสำเร็จแค่สองสามคนเท่านั้น ด้วยสถิตินี้ เขาจะสามารถยืดอกเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจเมื่อต้องพบปะกับหัวหน้าดงอสูรคนอื่นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจะสามารถผลักดันให้อัจฉริยะคนอื่นๆ ฝึกฝนหนักขึ้นได้ด้วย เรื่องนี้เป็นประโยชน์กับดงอสูรมาก
“ก็จริง!” ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ขณะที่เขากำลังจะพูดต่อ ก็พลันมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที “ดูนั่น เขากำลังจะเข้าไปด่านสุดท้ายแล้ว!”
มาถึงตอนนี้ ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่กรงด้านล่าง
หลังจากจัดการหมีเดือดเจ็ดปราณทั้งสองตัวจนหมดเรี่ยวแรง
จางเซวียนก็เดินหน้า ไม่ช้าก็มาถึงด่านสุดท้ายของกรงสิบอสูร ที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าเขาคืออสูรจื้อจุนขั้นต้น…วานรแขนเหล็กสีทอง!
“วานรแขนเหล็กสีทองมีสรีระเหมือนมนุษย์ ทำให้มีความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นเทียบเท่ามนุษย์ แถมพละกำลังของมันก็สูงถึงขนาดที่นักรบจื้อจุนขั้นกลางทั่วไปสู้ไม่ได้!”
“จางเซวียนเจอของแข็งเข้าแล้ว!”
หัวหน้าเฟิงกับนักฝึกอสูรหวังมองหน้ากัน และเห็นแววตากังวลใจของอีกฝ่าย
ถ้าจะพูดกันตามตรง พวกเขาประทับใจในตัวนักฝึกอสูรจางผู้นี้
แม้จะเก่งกาจ แต่ก็ถ่อมตัวเสมอ ไม่เหมือนกับหลัวถังที่เที่ยวโม้ไปทั่วทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย
ทั้ง 3 ด่านแรกคือ หมาป่าลมกรด อสูรหัวเสือ และหมีเดือดเจ็ดปราณล้วนเป็นการใช้ทักษะด้านเดียว ซึ่งก็ยังพอจะเป็นไปได้สำหรับจางเซวียนที่จะค้นหาข้อบกพร่องของมันเพื่อให้ได้ชัยชนะ
แต่ไม่ใช่กับวานรแขนเหล็กสีทองตัวนี้ ซึ่งมีทั้งวรยุทธระดับสูงและเก่งกาจไปเสียทุกด้าน แทบจะไม่มีข้อบกพร่องไหนที่ผู้เข้าท้าทายจะนำมาใช้ประโยชน์ได้เลย
ให้สู้กับนักรบจื้อจุนขั้นต้นสักคน อาจจะง่ายกว่าสู้กับมัน
“ไม่ต้องคิดมากหรอก พละกำลังของนักฝึกอสูรจางน่ะเหนือชั้นกว่าที่เราจะเข้าใจ บางที…เขาอาจจะได้ชัยชนะจริงๆ ก็ได้!”
หัวหน้าเฟิงส่ายหน้า
เมื่อ 1 เดือนก่อน ครั้งแรกที่พวกเขาได้พบนักฝึกอสูรจาง อีกฝ่ายเป็นแค่นักรบทงฉวน ผ่านมาแค่เดือนเดียว เขาก็กระโดดขึ้นมาเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุดแล้ว
แถมพละกำลังในการต่อสู้ก็ยังเหนือชั้นกว่าหมีเดือดเจ็ดปราณซึ่งมีวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุนเสียอีก
พละกำลังของเขาน่าทึ่งมาก
ซึ่งทั้งคู่ก็จะไม่แปลกใจเลยถ้าคนเก่งกาจอย่างจางเซวียนจะซ่อนไม้ตายบางอย่างเอาไว้
ด้วยสายตาที่จับจ้องอย่างเป็นห่วงเป็นใยของทั้งคู่ จางเซวียนเดินตรงเข้าหาวานรแขนเหล็กสีทอง
วานรแขนเหล็กสีทองตัวนี้ได้เฝ้าดูจางเซวียนรับมือกับหมีทั้งคู่แล้ว ซึ่งมันก็บอกได้ว่าแม้คู่ต่อสู้คนนี้จะยังหนุ่ม แต่ก็ใช่จะปราบได้ง่ายๆ มันจึงพุ่งเข้าใส่จางเซวียนเพื่อออกตัวก่อนโดยไม่รีรอ
บึ้ม!
สมกับที่เป็นอสูรจื้อจุนขั้นต้น พละกำลังของมันสูงกว่าอสูร 2-3 ตัวในด่านก่อนๆ มาก ยังไม่ทันที่หมัดของมันจะปะทะกับจางเซวียน คลื่นความกดดันจากกำปั้นนั้นก็แหวกอากาศเข้ามาอย่างแรง
“ทรงพลังมาก!”
จางเซวียนถึงกับหน้าเครียด เขาใช้หมัดของตัวเองรับมือกับหมัดนั้น
ปั้ก!
เมื่อสองหมัดปะทะกัน ทั้งคู่ต่างก็ถอยกันไปคนละหลายก้าว
“ฮะ?” จางเซวียนถึงกับชะงัก
เขานึกไม่ถึงว่าวานรแขนเหล็กสีทองตัวนี้จะสามารถรับมือกับเคล็ดวิชาร่างนวโลหะขั้น 2 ได้
แม้ว่าอสูรที่อยู่ในด่านก่อนๆ จะขึ้นชื่อเรื่องพละกำลัง แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมันก็ยังด้อยกว่าจางเซวียนอยู่มาก แต่วานรแขนเหล็กสีทองตัวนี้สามารถรับมือกับเขาได้ซึ่งๆ หน้า บ่งบอกถึงพละกำลังอันน่าสะพรึงของมัน
ฟิ้วววว!
การออกตัวครั้งแรกนี้ดูเหมือนจะทำให้วานรแขนเหล็กสีทองเกิดความตื่นเต้นขึ้นมา ด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าฟาด มันพุ่งเข้าใส่จางเซวียนอีก
ก็เป็นอย่างที่เล่ากันมา มันมีทั้งความว่องไวและความแข็งแกร่งที่เหนือชั้นกว่านักรบขั้นเดียวกัน ไม่ว่าใครที่ต้องยืนประจันหน้ากับมันก็ไปไม่เป็นกันทั้งนั้น
ผัวะ ปั้ก ตุ้บ!
หลังจากปะทะกันอีก 2-3 ครั้ง จางเซวียนก็ต้องล่าถอยอย่างต่อเนื่อง
“ไม่เข้าท่าแล้ว เจ้านี่แข็งแกร่งจริงๆ ทักษะการป้องกันตัวของมันก็ทะลุทะลวงได้ยากมาก หากพลาดพลั้งแค่วินาทีเดียว เราอาจตายได้ เรื่องจะเอาชนะมันคงไม่ต้องพูดถึง!”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
เพราะสุดท้าย จางเซวียนก็มีระดับวรยุทธแค่จงซรือขั้นสูงสุด เหตุผลที่เขายังรับมือกับอีกฝ่ายได้ก็เพราะสภาพร่างกายอันแข็งแกร่ง
แต่ทั้งนี้…ความต่างของวรยุทธขั้นจงซรือกับจื้อจุนนั้นไม่ได้มีเฉพาะเรื่องความแข็งแกร่ง ตอนนี้ ความไวในการตอบโต้ของจางเซวียนก็ยังสู้นักรบขั้นจื้อจุนไม่ได้
นี่คือเหตุผลที่ทำให้เขารับมือกับท่วงท่าของอีกฝ่ายได้ยาก
ถ้าเจ้านี่มีระดับวรยุทธสูงกว่าเขาเพียงเล็กน้อย เขาก็ยังใช้ดวงตาหยั่งรู้เพื่อทำนายการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของมันได้ แต่วานรแขนเหล็กสีทองตัวนี้มีวรยุทธสูงกว่าจางเซวียนถึง 2 ขั้นย่อย ทำให้ดวงตาหยั่งรู้ใช้การไม่ได้
สรุปก็คือ จางเซวียนทำนายการออกตัวของมันไม่ได้ ตามติดการเคลื่อนไหวของมันก็ไม่ทัน เป็นเรื่องยากมากที่เขาจะเอาชนะมันได้ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว
แต่ก็นั่นแหละ ถ้านี่เป็นการสู้รบแบบเอาเป็นเอาตาย
แค่ใช้หอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนก็ฆ่ามันได้สบาย
“ข้อบกพร่อง!”
รู้ดีว่ารับมือเจ้านี่ด้วยมือเปล่าไม่ไหวแน่ จางเซวียนรีบใช้ความคิด แวบเดียวหนังสือเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า เขารีบพลิกดู
“เป็นแบบนี้นี่เอง…”
หลังจากอ่านรายละเอียดแล้ว จางเซวียนก็ยิ้มมุมปาก
“เขาอาจจะแข็งแกร่งก็จริง แต่คงเอาชนะวานรแขนเหล็กสีทองไม่ได้ง่ายๆ หรอก!” หลังจากเฝ้าดูการปะทะ ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงก็ออกความเห็น
ในฐานะนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด เขาสามารถประเมินทิศทางของการต่อสู้ได้อย่างแม่นยำ จึงเห็นได้ชัดว่าตอนนี้จางเซวียนกำลังเสียเปรียบ
“ไม่ใช่ไม่ง่ายนะ มันเป็นไปไม่ได้เลยแหละ…ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ทั้งที่ผ่าน 3 ด่านแรกมาได้อย่างสบาย เขาจะมาล้มเหลวตรงนี้ น่าเสียดายจริงๆ !”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินส่ายหน้าด้วยความเสียดาย
เขากำลังรอคอยใครคนแรกที่จะประสบความสำเร็จในการท้าทายกรงสิบอสูร แต่สุดท้าย…ก็ดูเหมือนจะไม่มีหวัง
