Skip to content

Library Of Heaven’s Path 437


ตอนที่ 437 แค่บรรยาย ก็ขับไล่ได้ทั้งกองทัพ (2)

“การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์?”

ทุกคนถึงกับอึ้งจังงัง

ผู้ที่พอจะมีความรู้สักหน่อย ก็รู้ว่าการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์คือความสามารถเฉพาะตัวอย่างหนึ่งของปรมาจารย์ ตราบใดที่ผู้นั้นมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงกว่า 3.0 และเนื้อหาที่เขาพูดออกมานั้นเกี่ยวข้องกับหัวใจของวรยุทธโดยไม่มีผิดพลาดแม้สักข้อเดียว ก็มีโอกาสที่การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์จะเกิดขึ้น ผู้ที่ได้ฟังการบรรยายจะรู้สึกได้ว่าพลังปราณของตัวเองถูกขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ ทำให้ระดับวรยุทธสูงขึ้นโดยที่ผู้นั้นไม่รู้ตัว

อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่เรื่องจริงก็คือ ปรมาจารย์ทุกคนทำได้

เมื่อดูจากความเก่งกาจของจางเซวียน การที่เขาสำแดงความสามารถนี้ออกมาระหว่างการบรรยายก็ไม่ได้เกินความคาดหมาย

“การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ไม่ใช่ความสามารถที่ทรงพลังมากมายอะไร อีกอย่าง หากมีความรอบรู้ในระดับที่สูงพอ ก็จะทำออกมาได้ดี” ‘คุณชาย’ พูดทั้งๆ ที่ยังตัวสั่นอยู่

“ความรอบรู้ในระดับที่สูงพอ?” ผู้ฟังยิ่งงงหนัก

“ผู้อาวุโสจินคงรู้ว่าสภาพร่างกายของข้าไม่ดีนักตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้ไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธได้ ดังนั้น ข้าจึงใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือเกือบทุกเล่มที่ได้เห็น ครั้งหนึ่ง ข้าได้อ่านหนังสือโบราณที่บอกไว้ว่า เมื่อการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ก้าวขึ้นสู่ระดับสูง ผู้นั้นจะมี ‘เสียงแห่งสัจจะ’ ที่สามารถพุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณของผู้ฟัง ต่อให้อีกฝ่ายเป็นศัตรู เขาก็พร้อมจะยอมศิโรราบและนับถือผู้นั้นเป็นอาจารย์”

‘คุณชาย’ หยุดพักและสูดหายใจลึก

“เสียงแห่งสัจจะ?”

ทุกคนตาโต

การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์มีอานุภาพน่าทึ่งขนาดนั้นเลยหรือ?

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แล้วคนที่ทำได้จะขนาดไหน?

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร เขาก็สามารถบรรยายให้ผู้ฟังยอมจำนนได้ ‘มนุษย์’ ทุกคนที่อยู่บนโลกก็นับเป็นลูกศิษย์ของเขา!

เดี๋ยว…

บุคคลหนึ่งวาบเข้ามาในความคิดของผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิง เขาหรี่ตาและมีใบหน้าซีดเผือด จากนั้นก็ถามด้วยริมฝีปากที่ยังสั่น “ท่านหมายถึง…ปรมาจารย์เซียนขง?”

ว่ากันว่า คำพูดของปรมาจารย์ขงนำมาซึ่งปรากฏการณ์จากสวรรค์ ไม่มีใครที่ได้ฟังการบรรยายของเขาแล้วจะไม่เรียกเขาว่าอาจารย์ แม้แต่ศัตรูที่เก่งกาจอย่างไร้เทียมทานและมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ที่สุดก็ยังยอมศิโรราบ และเต็มใจรับใช้เขาในฐานะลูกศิษย์ทันที

มีตำนานเก่าแก่มากตำนานหนึ่งเล่าว่า เมื่อครั้งที่ปรมาจารย์ขงยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวในครั้งนั้น มีคนผู้หนึ่งชื่อ ‘Tui’ ซึ่งมีความเกลียดชังและเป็นปรปักษ์กับปรมาจารย์ขงมากจนถึงขั้นต้องการเอาชีวิต

เขาได้สืบเสาะเรื่องราวของปรมาจารย์ขง และรู้มาว่าอีกฝ่ายมักเปิดการบรรยายใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ดังนั้นจึงตัดสินใจซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้พร้อมกับอาวุธในมือ ตั้งใจจะเข้าโจมตีทันทีที่ปรมาจารย์ขงปรากฏตัว

สุดท้ายความพยายามของเขาก็เป็นผลสำเร็จ ปรมาจารย์ขงเดินมาที่ต้นไม้ต้นนั้นและเริ่มเปิดการบรรยาย แต่เมื่อได้ฟังแค่สองสามคำ ‘Tui’ ก็รู้สึกอับอายกับการกระทำของตัวเอง เขากระโดดออกจากที่ซ่อน และยอมรับปรมาจารย์ขงเป็น ‘อาจารย์’ ของเขาทันที

ก็เพราะตำนานนี้ที่ทำให้ปรมาจารย์ขงได้รับสมญานาม ‘บรมครูของโลก’ และชื่อเสียงของเขาก็ขจรขจายไปไกล

ผู้ที่ได้ฟังการบรรยายของปรมาจารย์ขงจะกลายเป็นลูกศิษย์ของเขาโดยไม่มีข้อยกเว้น นี่คือความสามารถที่มีแต่ปรมาจารย์ขงผู้เดียวที่ทำได้ หรือว่าจางเซวียนจะทำได้เหมือนกัน?

“ใช่แล้ว คนที่ข้าพูดถึงก็คือปรมาจารย์ขง!”

‘คุณชาย’ มีใบหน้าแดงก่ำและกำหมัดแน่น “การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของปรมาจารย์ขงอยู่ในระดับที่เรียกว่าเหลือเชื่อ แค่เปล่งเสียง โลกทั้งโลกก็สั่นสะท้าน แค่อารัมภบท สายฟ้าก็คำราม พายุก็พุ่งพล่าน ขับไล่ศัตรูเป็นร้อยด้วยหนึ่งคำ กำจัดทั้งกองทัพด้วยประโยคเดียว!”

“ว่ากันว่า ตอนที่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นส่งกองทัพของมันมาสังหารเขา ในตอนนั้นปรมาจารย์ขงอยู่ตามลำพัง แต่เขาก็ตั้งต้นบรรยายโดยปราศจากความกลัว ไม่แยแสกับดาบและขวานมากมายที่จ่ออยู่ตรงหน้า แค่ 2-3 นาทีหลังจากนั้น กองทัพเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นก็สลายตัวไปโดยไม่มีการสู้รบใดๆ …”

นัยน์ตาดำสนิทของ ‘คุณชาย’ จับจ้องใบหน้าของทุกคน “พวกท่านไม่คิดหรือว่าสิ่งที่จางเซวียนกำลังทำชวนให้นึกถึงเรื่องเล่านั้น?”

“ก็พอได้อยู่…”

ผู้ฟังต่างหน้าซีดตัวสั่น

“ท่านหมายความว่า…นักฝึกอสูรจาง ไม่ใช่, ปรมาจารย์จางตั้งใจบรรยายเพื่อสั่งการให้ทหารเหล่านั้นถอยไป?”

ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงตัวสั่นอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ในทวีปนี้ มีเรื่องเล่าและตำนานเกี่ยวกับปรมาจารย์ขงอยู่มากมาย ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พวกมันก็ถูก เสริมแต่งเกินจริงเสียจนแยกเรื่องจริงกับเรื่องเล่าไม่ออก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนที่เชื่อเป็นตุเป็นตะอยู่ไม่มาก

ซึ่งเรื่องราวของการเทศนาจนเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นกระเจิงไปนั้น ก็เป็นหนึ่งในตำนานที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างขบขันและไม่ใส่ใจ แต่เมื่อดูจากการที่จางเซวียนบรรยายต่อหน้าศัตรูมากมายขนาดนั้น ทุกคนก็หัวใจเต้นแรง

“ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน บังเอิญนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา…แต่ในเมื่อปรมาจารย์จางเลือกทำแบบนั้น เขาก็น่าจะมีเหตุผล คงไม่ใช่ทำเพื่อยื้อเวลาแน่!” ‘คุณชาย’ พูด

ตัวเขาไม่ใช่จางเซวียน จึงไม่อาจคาดเดาความคิดของอีกฝ่ายได้

“พอคุณชายพูดขึ้นมา ข้าก็รู้สึกว่ามันต้องใช่ ดูนั่น!”

เว่ยยู่ฉิงกำลังจะตั้งคำถามอีก ก็พอดีกับที่จินชงไห่พูดขึ้นมา

เขามีสีหน้าเคร่งขรึมขณะที่จ้องสิ่งที่เกิดขึ้นบนแท่นบูชาสวรรค์อย่างไม่เชื่อสายตา

เมื่อหันไปมอง เว่ยยู่ฉิงก็จังงัง

กว่าครึ่งหนึ่งของกองทัพที่เมื่อครู่กำลังจะเข้าโจมตีจางเซวียนต่างตกอยู่ในภวังค์ ทุกคนมีแววตาและสีหน้าของความยินดีปรีดา ราวกับสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลกได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้า

ส่วนอีกครึ่งที่เหลือไปไกลถึงขั้นวางอาวุธและลงนั่งขัดสมาธิ พวกเขาตั้งต้นฝึกฝนวรยุทธตามคำชี้แนะของอีกฝ่ายทันที

ในพลันนั้น บรรยากาศที่เคยดุเดือดก็แปรเปลี่ยนเป็นความสงบร่มเย็น

“ปะ-ปะ-เป็นจริงหรือนี่?”

เว่ยยู่ฉิงตาค้างและอ้าปากหวอ ตกตะลึงเสียจนไม่รู้จะพูดอะไร

และในตอนนั้น ที่ด้านหลังเขาก็มีรังสีเข้มข้นแผ่ออกมา

ฟิ้วววว!

มีเสียงกุกกักเหมือนถั่วทอด

ซุนฉางซึ่งดื่มด่ำกับคำบรรยายของจางเซวียนได้ขับเคลื่อนพลังปราณโดยไม่รู้ตัว เขาฝ่าด่านคอขวดของวรยุทธขั้น 5-ติ่งลี่ไปได้ และก้าวเข้าสู่การเป็นนักรบขั้น 6-พี่เชวี่ยอย่างเต็มตัว

“แค่ฟังก็ฝ่าด่านคอขวดได้…”

ดูเหมือนเรื่องเล่าในตำนานจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว

เมื่อเห็นภาพนั้น ทั้ง ‘คุณชาย’ และคนอื่นๆ ก็กำหมัดแน่น

หากก่อนหน้านี้ยังไม่แน่ใจ ตอนนี้ก็แน่ใจจนไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก

แค่ฟังก็ฝ่าด่านคอขวดจากวรยุทธขั้นติ่งลี่ขึ้นไปถึงพี่เชวี่ยได้…

มันเหมือนกับวีรกรรมในตำนานระหว่างปรมาจารย์ขงกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นไม่มีผิด

ต่อให้ปรมาจารย์คนอื่นทำแบบเดียวกันได้ ก็ยังต้องใช้เวลากว่าที่บรรดาผู้ฟังจะซึมซาบและเข้าใจ แต่นี่ จางเซวียนเพิ่งเริ่มบรรยายได้นานแค่ไหนกัน?

20 อึดใจ?

30 อึดใจ?

อย่างมากที่สุดก็แค่ 40 อึดใจเท่านั้น พูดอีกอย่างก็คือ ในเวลาไม่ถึง 1 นาที ไม่เพียงแต่จางเซวียนจะกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนพลังปราณในตัวซุนฉางได้ แต่ยังทำให้เขามีระดับวรยุทธที่สูงขึ้นด้วย

ความสามารถแบบนี้ แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดก็ยังไม่มี!

“เดี๋ยว…ดูฝูงชนที่อยู่รอบแท่นบูชาสวรรค์สิ” กู้มู่พูด

ทั้งกลุ่มรีบหันขวับไปจ้องดูฝูงชน

บรรดาฝูงชนที่เพิ่งจะวุ่นวายกับการเฝ้าดูการประลองอยู่เมื่อครู่ ตอนนี้พากันลงนั่งขัดสมาธิและรวบรวมสมาธิตามคำชี้แนะของจางเซวียน เสียงเหมือนถั่วทอดดังระงมไปทั่วบริเวณนั้น บอกได้ยากว่ามีกี่คนที่สามารถที่ฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จแค่ในระยะเวลาอันสั้น

คนเหล่านั้นคือพลเมืองที่เติบโตมาในอาณาจักรชวนหยวน พวกเขามีความจงรักภักดีสูงสุดกับทางราชวงศ์และพระราชวัง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อชายหนุ่มบุกเข้ามาในแท่นบูชาสวรรค์และประกาศเจตจำนงที่จะเอาชีวิตองค์รัชทายาท พวกเขาจึงรู้สึกเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรง แต่แล้ว ความรู้สึกเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นการยอมรับและชื่นชมในชั่วพริบตา

นักรบพเนจรผู้ปราศจากคำชี้แนะและไม่เคยได้รับถ่ายทอดเทคนิควรยุทธชั้นเลิศจากปรมาจารย์ ย่อมจะต้องใช้ความมุมานะอย่างมากกว่าจะฝ่าด่านวรยุทธขั้นเล็กๆ ไปได้

แต่ตอนนี้ เพียงแค่คำพูดสองสามคำของอีกฝ่าย วรยุทธของพวกเขาก็ก้าวกระโดด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อน

ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ค่อยๆ สลายไป แปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมและสำนึกในบุญคุณ

เมื่อได้รับประโยชน์จากคำชี้แนะของจางเซวียนแล้ว ก็ถือว่าเขามีสถานภาพเป็นกึ่งอาจารย์ของคนเหล่านั้น

“ปะ-เป็นไปได้อย่างไร?”

ที่โดมใบไม้เขียว หัวหน้าไต้เฟิงยึดขอบหน้าต่างไว้แน่นขณะที่จ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้า หัวหมุนติ้วไปหมดด้วยความอัศจรรย์ใจ

ในฐานะผู้นำขององค์กรอันชาญฉลาด เขาเคยได้ยินตำนานระหว่างปรมาจารย์ขงกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเช่นกัน

แต่ตัวเขาก็คิดว่าเป็นแค่ตำนาน นึกไม่ถึงเลยว่า…จะเป็นเรื่องจริง!

นี่โง่เง่าอย่างไร ถึงไม่รู้เลยว่ามีปรมาจารย์ผู้ไร้เทียมทานมาที่เมืองหลวงแห่งอาณาจักรชวนหยวน

โดมใบไม้เขียวควรจะปิดกิจการได้แล้ว!

“ไม่เอาน่ะ เราจะไปสืบเสาะเองว่าจางเซวียนคนนี้เป็นใคร…องค์รัชทายาทติงมู่ไปขัดอกขัดใจกับคนชนิดไหนกัน?”

เมื่อคิดได้ หัวหน้าไต้เฟิงก็นั่งไม่ติด เขารีบลงจากโดม

การที่โดมใบไม้เขียวไม่รู้เรื่องใหญ่ขนาดนี้ถือเป็นความล้มเหลวอย่างร้ายกาจ หากวันนี้เขายังไม่ได้ รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับภูมิหลังของจางเซวียนคนนี้ล่ะก็ ไม่มีทางหลับลงแน่

“พวกแกมัวงมอะไร หยุดฟังมันพล่ามได้แล้ว ฆ่ามันซะ!”

เมื่อเห็นเหล่าทหารหาญตกอยู่ในภวังค์ องค์รัชทายาทติงมู่ตวาดอย่างกราดเกรี้ยว

เหตุผลที่เขาวางกองกำลังไว้บนแท่นบูชาสวรรค์ ก็เพื่อป้องกันการเข้าโจมตีอย่างกะทันหันหรือวัตถุลึกลับบางอย่างที่ชายผู้นั้นอาจใช้

แต่ตอนนี้ เพียงแค่บรรยาย หมอนั่นก็ทำให้ทุกคนถึงกับจังงัง มันเป็นอะไรกันไปหมด?

ข้าบอกให้พวกแกฆ่ามัน พวกแกก็เอาแต่ฟังมันอยู่ได้!

นี่ไม่ใช่ห้องเรียนนะ…

“ข้าขอสั่งให้พวกแกฆ่ามัน…”

องค์รัชทายาทกัดฟันคำราม

แต่ยังพูดไม่ทันจบ ทหารทุกคนก็พร้อมใจกันหันขวับมา

“หุบปาก!”

บึ้ม!

หินก้อนเล็กก้อนน้อยก็เรียงซ้อนกันจนสูงเท่าภูเขาได้

เมื่อนักรบติงลี่และพี่เชวี่ยที่ได้รับการฝึกฝนมาดีคำรามกร้าวพร้อมๆ กันแบบนั้น ก็ราวกับสายฟ้าที่พาดผ่านสวรรค์ได้ฟาดลงมาบนตัวติงมู่

เปรี๊ยะ!

เสียงคำรามกึกก้องนั้นทำให้แก้วหูของติงมู่ลั่นเปรี๊ยะ ถึงกับมีเลือดออกปากและจมูก

แม้แต่ดวงตาก็แดงก่ำจากแรงปะทะ ดูเหมือนพร้อมจะเลือดไหลได้ทุกขณะ

แม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับการโจมตีของทหารหลายพันนายพร้อมๆ กัน จึงแน่นอนว่านักรบจื้อจุนขั้นสูงอย่างเขาย่อมต้องเจ็บหนัก

“พวกแก…พวกแก…”

ติงมู่ถอยกรูดไปสิบกว่าก้าว และใกล้คลั่งเต็มที

นี่เป็นกองกำลังของเขา! คนเหล่านี้พึ่งใบบุญของทางราชวงศ์และได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อไรก็ตามที่เกิดเรื่องเร่งด่วน พวกเขาก็พร้อมจะปฏิบัติการ…แต่ตอนนี้ ทุกคนเชิดใส่เขา!

นี่มันอะไรกัน?

ติงมู่ตัวสั่นไม่หยุด

“แก! เพราะแกคนเดียว!”

ติงมู่จ้องหน้าจางเซวียนที่กำลังบรรยายอยู่ด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ เขากัดฟันแน่น

ข้าก็แค่ฆ่าลูกศิษย์ของแกไม่ใช่หรือ?

มันเรื่องอะไร แกถึงต้องแล่นมาที่นี่ ทำให้ปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวและประธานสภาปรมาจารย์ได้รับบาดเจ็บ แถมกองทัพของข้าก็พากันหันหลังให้ฉันกันหมด?

ไอ้เลว เลวที่สุด!

ติงมู่คำรามอย่างเกรี้ยวกราด และพยายามคิดหาวิธีเอาชนะใจของเหล่าทหารให้ได้อีกครั้ง

แต่ในตอนนั้น ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็จบการบรรยายอย่างกะทันหัน เขามองไปรอบๆ แล้วพูดว่า “คำนับ!”

พรึ่บ!

ในพริบตานั้น ทหารหลายพันนาย รวมทั้งผู้ฟังอีกนับไม่ถ้วนก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที นัยน์ตาของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความเคารพและชื่นชม

และจากนั้น…ทุกคนก็พร้อมใจกันเปล่งเสียง

“คารวะท่านอาจารย์!”

“มันคือแบบแผนของการเป็นกึ่งอาจารย์ คนเหล่านั้นจึงคำนับให้ปรมาจารย์จางด้วยความจริงใจ…”

บนหลังของเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า โม่หยู่กลืนน้ำลาย

นางรู้ดีว่าจางเซวียนมีมีทักษะของปรมาจารย์ที่เหนือชั้นกว่าคนทั่วไป แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะสามารถเอาชนะใจของเหล่าทหารหาญที่อยู่บนแท่นบูชาสวรรค์และฝูงชนที่อยู่โดยรอบได้โดยใช้แค่การบรรยาย

แม้การเป็นกึ่งอาจารย์จะเทียบไม่ได้กับการเป็นอาจารย์ที่แท้จริง แต่ก็ยังถือเป็นระดับความสัมพันธ์ที่เหนือกว่าคนทั่วไป ในโลกใบนี้ เกียรติภูมิของอาจารย์เป็นเรื่องใหญ่ และลูกศิษย์ก็จะต้องปฏิบัติต่ออาจารย์ของพวกเขาด้วยความเคารพสูงสุด

ตอนนี้ จางเซวียนกำลังยืนเอาสองมือไพล่หลังและมองฝูงชนที่กำลังคุกเข่าให้ราวกับเป็นผู้พิชิต ส่วนติงมู่ที่เพิ่งจะผ่านพิธีสถาปนาไปเมื่อครู่ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับตัวตลกตัวหนึ่ง

“อยู่ต่อหน้ากองกำลังหลายพันนาย ก็ยังเก็บกิริยาได้ แถมยังเปิดการบรรยายที่สามารถเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นลูกศิษย์ได้เสียอีก จางเซวียน…บางทีเจ้าอาจจะต้องอำลาการประลองปรมาจารย์ และออกไปสร้างชื่อในโลกภายนอกอันกว้างใหญ่ด้วยตัวคุณเองแล้วล่ะ!”

โม่หยู่ตาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น นางกำหมัดแน่น

นี่คืออัจฉริยะตัวจริง! ใครที่ไม่ยอมจำนนต่อเขาก็พังสถานเดียว!

ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีอิทธิพลไหนๆ หากต้องอยู่ต่อหน้าเขา ก็ไม่มีความหมายเลย!

โม่หยู่พอจะมองเห็นแล้วว่าจางเซวียนจะสร้างความปั่นป่วนแบบไหนให้กับการประลองปรมาจารย์

“แค่การบรรยายระยะสั้นๆ เขาก็สามารถทำให้ผู้คนมากมายเต็มใจยอมรับเขาเป็นกึ่งอาจารย์ ทั้งยังสามารถควบคุมการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ…ก็แปลว่า ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขา

อย่างน้อยก็ต้อง 12.0! หรือพูดอีกอย่างก็คือ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวเลย”

หลัวเฉียนหงกัดฟันแน่น รู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง เขาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

แม้ว่า ‘คุณชาย’ จะเป็นผู้รอบรู้ แต่เขาก็ไม่ใช่ปรมาจารย์ จึงยังไม่รู้อีกหลายเรื่อง

การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์นั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร แค่ต้องพูดเนื้อหาที่เกี่ยวกับหัวใจของการฝึกฝนวรยุทธออกมาให้ถูกต้อง แต่การทำให้ผู้คนมากมายตกอยู่ในภวังค์และฝ่าด่านวรยุทธได้ในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

มันต้องอาศัยระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่สูงส่ง!

ถ้าจะพูดไป พลังหยั่งรู้ที่บรรจุอยู่ในคำพูดของจางเซวียนนั้นให้ความรู้สึกเหมือนลมเย็นๆ ที่โชยเข้าหูทำให้ผู้ฟังเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจโดยไม่รู้ตัว…

ด้วยสิ่งนี้ หลัวเฉียนหงจึงคาดเดาได้ว่า อย่างน้อยๆ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาก็น่าจะอยู่ที่ 12.0

ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่สูงขึ้นทุก 3.0 แสดงถึงความเป็นปรมาจารย์ในแต่ละลำดับขั้น ดังนั้น ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 12.0 จึงเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว!

เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบ?

นี่มันปีศาจสายพันธุ์ไหน?

เขาเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวไม่ใช่หรือ?

นึกว่าเป็นแค่ไอ้บ้านนอกที่เซ่อซ่าและสะเพร่า?

ถ้ารู้เสียก่อนว่าจะเก่งกาจขนาดนี้ จะไม่เข้ามาแตะต้องเลย!

หลัวเฉียนหงกับไป๋เฉินมองหน้ากัน เห็นทั้งความหวาดกลัวและเสียใจอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย

ถ้าทำได้ ก็อยากจะฉีกองค์รัชทายาทติงมู่ให้เป็นชิ้นๆ เสียตอนนี้

สิ่งที่นักรบกลัวที่สุดก็คือเพื่อนร่วมทีมงี่เง่าที่จะฉุดทุกคนไปสู่หายนะ มาครั้งนี้ พวกเขาก็พังยับเพราะหมอนั่น…

“ท่านประธาน เราจะทำอย่างไรดี?” ไป๋เฉินถามด้วยใบหน้าบูดเบี้ยว เขาพยายามข่มความรู้สึกเจ็บปวดไว้

ตอนแรกเขาคิดที่จะเอาคืน แต่เมื่อได้เห็นว่าอีกฝ่ายมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 12 ความคิดนั้นก็หายวับไป

เรื่องยากที่สุดในการสอบเลื่อนขั้นปรมาจารย์คือระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ขอแค่ผ่านคุณสมบัติข้อนี้ ที่เหลือก็ไม่ได้ยากเกินไป

จะให้แก้แค้นว่าที่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวหรือ?

เขาไม่ได้กล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น!

“กลับไปจัดเตรียมการท้าชนสภาเถอะ…ทั้งหมดที่พวกเราหวังได้ก็คือขอให้เขาทำไม่สำเร็จ ถ้าเขาทำได้ล่ะก็ พัง!”

หลัวเฉียนหงส่ายหน้าอย่างท้อแท้

ถ้าอีกฝ่ายท้าชนสภาไม่สำเร็จ เขาก็ยังจะพออวดอ้างความดีได้ด้วยการปล่อยให้เลิกแล้วต่อกันไปแต่หากอีกฝ่ายทำสำเร็จ เขาก็ไม่เหลืออะไรอีก

นี่มันบ้าบออะไร!

อยู่ดีๆ เราหาเรื่องปีศาจทำไมกัน?

หลัวเฉียนหงรู้สึกคับข้องไปหมด เขากำลังจะอ้าปากพูด ก็พอดีกับที่ชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนมองไปรอบๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

“ในเมื่อพวกเจ้าทุกคนเรียกข้าว่าอาจารย์แล้ว เจ้ายังคิดจะยับยั้งข้าไม่ให้ฆ่าคนๆ นี้อยู่หรือเปล่า?”

การได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานไม่ได้ทำให้จางเซวียนแค่มีดวงตาหยั่งรู้ แต่การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของเขายังสร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นได้อย่างมาก

ทันทีที่คนเหล่านี้ฝ่าด่านวรยุทธได้และกลายเป็นศิษย์ของเขา ที่เหลือก็ง่ายยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

“พวกเราไม่บังอาจ!”

“ถ้าท่านอาจารย์ไม่อยากให้มือแปดเปื้อน พวกเราจัดการให้ก็ได้!”

“ถึงจะมีตำแหน่งสูงส่ง แต่องค์รัชทายาทติงมู่ก็ได้ทำเรื่องชั่วร้ายมากมาย พวกเราอยากสั่งสอนบทเรียนให้เขามานานแล้ว ขอแค่ท่านอาจารย์ออกคำสั่งเท่านั้น เราก็พร้อมจะจัดการให้!”

พรึ่บ!

กองทัพของเหล่าทหารหาญเปิดทางให้ทันที และเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นทั่ว

องค์รัชทายาทติงมู่เป็นคนหยิ่งผยองที่ได้ตัดสินใจผิดพลาดและทำเรื่องชั่วร้ายไว้มากมาย เหล่าทหารทั้งรู้และไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอจะปริปาก แต่ในเมื่อมาอยู่ตรงหน้ากึ่งอาจารย์ของพวกเขาแล้ว ความในใจก็พรั่งพรู

“พวกแก…”

ติงมู่ถึงกับอึ้งจังงังที่ถูกเหล่าทหารทรยศ และเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็แทบลมจับ

กองกำลังของอาณาจักรอื่นๆ มีแต่จะยอมพลีกายถวายชีวิตให้กับราชวงศ์ แล้วทำไมกองกำลังของเขาถึงเป็นแบบนี้?

เขาสั่งให้พวกนั้นฆ่าจางเซวียน แต่ลงท้าย คนเหล่านั้นกลับยอมรับอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ และถึงกับยื่น ‘ข้อเสนอ’ ให้…

จะบ้าหรือไง!

ข้าคือองค์รัชทายาท ว่าที่ฮ่องเต้ของอาณาจักรชวนหยวน จะมาถูกเศษสวะอย่างพวกแกฆ่านี่นะ?

“จะฆ่าข้าน่ะ ไม่ง่ายนักหรอก เอามงกุฎมา…”

ติงมู่โกรธจนหน้าซีดเผือด

ชีวิตของข้าก็เป็นของข้า อย่าแม้แต่จะคิดเอามือสกปรกของแกมาแตะต้อง!

ติงมู่ตวาดกร้าวพร้อมกับก้าวยาวๆ ไปหาฮ่องเต้ติงชง เขาคว้ามงกุฎจากมือของฝ่ายนั้นและนำมาสวมให้ตัวเอง

ตอนนี้ เขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไร ไม่สนธรรมเนียมประเพณีหรือพิธีการใดๆ ทั้งสิ้น ติงมู่เดินตรงไปยังราชบัลลังก์ที่อยู่กึ่งกลางแท่นบูชาสวรรค์ และทรุดตัวลงนั่ง

“ภายใต้กฎเกณฑ์ของสมาพันธ์นานาอาณาจักร ตอนนี้ข้าคือฮ่องเต้ของอาณาจักรชวนหยวน ดูซิว่าใครจะบังอาจจะเข้ามาแตะต้อง!”

ติงมู่ตวาดกร้าวด้วยสีหน้าคุ้มคลั่ง

ตอนนี้เขานั่งอยู่บนบัลลังก์ มีมงกุฎสวมหัว จึงเรียกได้ว่าเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ของอาณาจักรชวนหยวนอย่างเป็นทางการแล้ว แถมยังได้รับการปกป้องจากสมาพันธ์นานาอาณาจักรด้วย อย่าว่าแต่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวเลย ต่อให้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ก็ยังต้องใคร่ครวญให้ดีหากคิดจะแตะต้องเขา!

เพราะถ้าฮ่องเต้ถูกสังหารกันง่ายๆ แบบนั้น จะมีสมาพันธ์เอาไว้เพื่ออะไร?

สมาพันธ์นานาอาณาจักรคือการถ่วงดุลอำนาจระหว่างหลากหลายอาณาจักร หากเป็นความขัดแย้งเล็กน้อยภายในก็พอจะมองข้ามได้ แต่หากเลยเถิดไปถึงการสังหารฮ่องเต้ ย่อมไม่มีใครยินยอมแน่

“เฮ้ย…”

“มันไม่ถูก!”

เหล่าทหารหาญที่เพิ่งเสนอตัวจะช่วยจางเซวียนมองหน้ากันอย่างลังเลเมื่อเห็นภาพนั้น

หากองค์รัชทายาทถูกฆ่า ฮ่องเต้ก็ยังสรรหาคนใหม่ได้ แต่ถ้าฮ่องเต้ถูกฆ่า ก็เท่ากับท้าทายอำนาจของสมาพันธ์นานาอาณาจักรโดยตรง

“เอ่อ…”

จางเซวียนหน้าตึง

เขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะไร้ยางอายถึงขนาดรวบรัดตัดตอนพิธีการ และลนลานเข้าครอบครองมงกุฎขนาดนั้น

ในเมื่อตอนนี้หมอนั่นเป็นฮ่องเต้แล้ว การฆ่าเขาย่อมนำมาซึ่งปัญหาใหญ่

“ฮ่าฮ่า ข้าเป็นฮ่องเต้แล้ว! มีสมาพันธ์นานาอาณาจักรหนุนหลัง แกกล้าแตะต้องข้าหรือ? แกมีดีพอจะแตะต้องฉันหรือ?”

เห็นทุกคนลังเล ติงมู่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ความยินดีปรีดาท่วมท้นอยู่ในแววตานั้น

รู้ดีว่าจางเซวียนต้องตามมาเอาคืนแน่ เขาจึงเตรียมแผนนี้ไว้ตอบโต้ ทุกอย่างที่ลงทุนลงแรงมาก็เพื่อวันนี้!

แกอาจจะฉลาดปราดเปรื่อง แข็งแกร่ง และอื่นๆ อีกมาก และเหนือสิ่งอื่นใด แกมีอาจารย์ดี

แต่ฉันก็ไม่ได้น้อยหน้า ฉันมีอาณาจักรอันทรงเกียรติคอยหนุนหลัง รวมทั้งสมาพันธ์นานาอาณาจักรด้วย!

สถานภาพของข้าตอนนี้ ต่อให้พลาดพลั้งไป สมาพันธ์นานาอาณาจักรก็มีแต่จะเข้าช่วย ส่วนปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวอย่างแก…

ไม่คู่ควร!

“เอาล่ะ พวกแกทุกคน ทั้งๆ ที่อาศัยใบบุญของอาณาจักรมาตลอด แกกล้าทรยศอาณาจักรได้อย่างไร สมควรตายเสียให้หมด!” ติงมู่ตวาดอย่างบ้าคลั่ง

“พวกเรา…”

ฝูงชนถึงกับหน้าซีด

แม้จะมีเพียงเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างความเป็นองค์รัชทายาทกับฮ่องเต้ แต่สำหรับอาณาจักร การข้ามเส้นแบ่งนี้หมายถึงทุกอย่าง

องค์รัชทายาทไม่มีอำนาจสั่งการเหล่าทหาร แต่ฮ่องเต้ทำได้

“จางเซวียน, ประธานหลัวได้เสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ยแล้ว แต่แกปฏิเสธเอง เปลี่ยนใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว!”

หลังจากเยาะเย้ยจางเซวียนแล้ว ติงมู่ก็จ้องหน้าฝูงชนด้วยมาดของฮ่องเต้ เขาประกาศ “เราจะให้โอกาสพวกคุณทุกคนชดใช้ความผิด ขอแค่สังหารผู้บุกรุกคนนี้ แล้วเราก็จะยกโทษให้กับความผิดที่ผ่านมาทั้งหมด และใครที่สังหารเขาได้สำเร็จ เราจะมอบตำแหน่งขุนนางผู้ทรงเกียรติให้ และขอรับรองว่าผู้นั้นจะได้รับทั้งเกียรติยศและความมั่งคั่งไปชั่วชีวิต!”

“ทำไม? ยังคิดจะขัดขืนหรือ? นี่เป็นคำสั่งของฮ่องเต้นะ…”

เมื่อเห็นฝูงชนยังลังเล ติงมู่กวาดสายตาไปยังใบหน้ามากมายที่อยู่ด้านล่าง พยายามข่มทุกคนที่อยู่ตรงนั้นด้วยอำนาจของฮ่องเต้

วิ้ง!

แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยค ตราหยกอันหนึ่งก็ลอยขึ้นมา จากนั้นก็มีแสงสว่างระเบิดออกจากตราหยกอันนั้น เกิดเป็นภาพขนาดมหึมา

ภาพนั้นประกอบด้วยคำไม่กี่คำ สมาพันธ์นานาอาณาจักร

และจากนั้น เสียงทุ้มลึกเสียงหนึ่งก็ดังก้อง

“การขึ้นครองบัลลังก์ที่สมบูรณ์แบบจะต้องมีการประกาศยกสิทธิ์ให้ รวมทั้งพิธีการที่เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ แต่ติงมู่ได้ละเลยกฎเกณฑ์และจงใจยึดอำนาจโดยพลการ ทางสมาพันธ์จึงขอประกาศให้การสถาปนาครั้งนี้เป็นโมฆะ!”

เสียงนั้นดังก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งอาณาจักรชวนหยวน แม้แต่หมู่เมฆก็ยังสั่นสะท้าน

“นี่คือ…คำประกาศจากผู้แทนของสมาพันธ์นานาอาณาจักร!”

ใครคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนโพล่งออกมา

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version