ตอนที่ 483 เตะ (1)
ผู้ที่ฝ่าด่านทะเลค่ายกลได้สำเร็จจะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคุณสมบัติเพียงพอได้เข้าท้าทาย โดยผู้นั้นจะต้องร้องขอการอนุมัติจากทางสมาคมล่วงหน้า จากนั้นจะมีการนำเรื่องเข้าถกกันในการประชุมของผู้อาวุโส และนำไปสู่กระบวนการคัดเลือก…ที่สำคัญก็คือจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมด้วย
ในเมื่อหมอนั่นอยู่ที่นี่ ก็แปลว่าเขาต้องได้การรับรองมาแล้ว สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลมีมาตรฐานตกต่ำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่…ถึงขนาดที่คนสติสตังไม่เต็มก็เข้าสอบได้ด้วย?
ไอ้การอดหลับอดนอนก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กวนใจเขามากกว่านั้นก็คือทีท่าของหมอนี่ตอนที่เผชิญหน้ากับทะเลค่ายกล!
ไม่มีใครที่มาเข้ารับการทดสอบโดยไม่แสดงความเคารพและยำเกรง ซึ่งในอีกแง่หนึ่ง ก็บ่งบอกถึงการให้เกียรติในวิชาชีพด้วย แต่หมอนี่กลับทำตัวสบายๆ เสียเหลือเกิน มั่นใจอะไรขนาดนั้น?
ศิษย์พี่สั่งการอย่างหงุดหงิด “ปล่อยให้เขาไปก่อน จบเห่มาเมื่อไหร่ พวกคุณก็จะได้เรียนรู้จากความล้มเหลวของเขา!”
“ขอรับ!” ศิษย์น้องทั้งสองพยักหน้าอย่างลิงโลด
พวกเขาแน่ใจสุดๆ ว่าหมอนี่จะต้องล้มเหลว
ชายหนุ่มที่คนทั้ง 3 วิพากษ์วิจารณ์อยู่ก็คือจางเซวียน ที่เพิ่งรีบรุดมาจากหอสมุด
หลังจากอ่านหนังสืออยู่ในหอสมุดเป็นเวลานานและฝึกฝนศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้าทั้งสองขั้นจนเชี่ยวชาญแล้ว หากไม่เหนื่อยอ่อนบ้างก็ออกจะอัศจรรย์ไปสักหน่อย
เขาจึงพยายามรวบรวมลมหายใจเพื่อขจัดความอ่อนล้า และเดินไปถึงทะเลค่ายกลก่อนทั้งสามคนนั้น
แต่เมื่อเห็นสายตาของทั้งสามที่จับจ้องมา จางเซวียนก็ถามอย่างสงสัย “พวกคุณมาเข้าท้าทายทะเลค่ายกลด้วยหรือ?”
“พวกเรากำลังปรับสภาวะจิตอยู่ หากคุณอยากเข้าไปก่อน ก็เชิญเลย!”
เห็นหมอนี่พูดกับผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอย่างเป็นทางการอย่างไม่มีความยำเกรงแม้แต่น้อย ศิษย์พี่สะบัดแขนเสื้อและคำราม
“อ้อ ถ้าพวกคุณไม่รีบร้อน ผมก็จะไม่เกรงใจล่ะนะ!”
จางเซวียนมาถึงสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลได้สักพักแล้ว และเขาก็กำลังรีบ ในเมื่ออีกฝ่ายเต็มใจให้เข้าไปก่อน จางเซวียนก็ไม่ปฏิเสธข้อเสนอนั้น เขาพยักหน้ายิ้มๆ แล้วเดินเข้าไปข้างใน
“พรวดพราดเข้าไปโดยไม่ได้เตรียมตัวสักนิด…ไม่ง่ายไปหรือ?”
เห็นอีกฝ่ายไม่พยายามผลักข้อเสนอ ไม่แม้แต่จะมองหน้าพวกเขา แต่กลับจ้ำพรวดๆ เข้าไปในทะเลค่ายกล ทั้งสามก็หัวหมุน
นี่มันทะเลค่ายกลนะ! ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลคนไหนที่ไม่หวาดกลัวสิ่งนี้! พุ่งเข้าไปโดยไม่แม้แต่จะร้องขอตราหยกสำหรับหยุดค่ายกลเสียด้วยซ้ำ จะใจกล้าไปหน่อยไหม?
“ก็แค่มาป่วน! ขนาดศิษย์พี่ยังไม่อาจฝ่าด่านไปได้ง่ายๆ เลย แต่หมอนี่พรวดพราดเข้าไปโดยไม่ได้เตรียมการอะไรสักนิด รนหาที่ตายดีๆ นี่เอง!”
ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวบ่นพึม
“จริงด้วย ผมพนันได้เลยว่าแค่ด่านแรกเขาก็ไปไม่พ้น เดี๋ยวก็รู้เองแหละว่าค่ายกลน่าสะพรึงแค่ไหน…” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีขาวสำทับ
วิ้ง!
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มก็ก้าวเข้าไปในทางเดินยาวนั้น ทำให้ค่ายกลเริ่มทำงาน
หมอกควันหนาค่อยๆ เพิ่มขึ้น ปกคลุมร่างของเขาไว้หมด โครงร่างของชายหนุ่มปรากฎขึ้นบนกำแพง
ฟู่ววววววว!
กระแสพลังจิตวิญญาณที่โอบล้อมตัวชายหนุ่มดูราวกับกลุ่มเมฆหนา มันบดบังประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเขาไว้หมด ทำให้จับทิศทางอะไรไม่ได้เลย
“นี่มันค่ายกลกักกัน! ดูจากความหนาของหมอกพลังจิตวิญญาณและการเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วของมัน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เขาน่าจะเจอกับ ‘ค่ายกลกักกันทะเลเมฆ’ !” ศิษย์พี่ระบุชนิดของค่ายกลออกมา
เมื่อใครสักคนเข้าไปติดกับอยู่ในค่ายกล ผู้นั้นจะต้องใช้เข็มทิศเพื่อระบุตำแหน่งของตัวเอง และ วิเคราะห์ลักษณะของกระแสพลังจิตวิญญาณเพื่อตัดสินว่ามันเป็นค่ายกลชนิดไหน แต่ผู้ที่มองดูอยู่ภายนอกจะสามารถระบุชนิดของค่ายกลได้อย่างง่ายดายจากรูปลักษณ์ของมัน ซึ่งก็สามารถระบุได้อย่างชัดเจนแม่นยำกว่าผู้ที่ติดอยู่ภายใน
ก็อย่างที่มีคำกล่าวไว้ ‘ผู้ที่ผ่านไปผ่านมาย่อมมองเห็นอะไรๆ ได้ชัดเจนกว่า’
“ค่ายกลกักกันทะเลเมฆ? มันเป็นค่ายกลเกรด 1 ที่ซับซ้อนที่สุด รับมือได้ยากที่สุดด้วย!”
“ค่ายกลชนิดนี้จะบดบังประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไว้หมด ทำให้ระบุอะไรไม่ได้เลย ต่อให้ใช้เข็มทิศมาหาตำแหน่งของตัวเอง แต่หากไม่เข้าใจค่ายกลอย่างนั้นอย่างแท้จริง ก็ไม่มีทางหนีรอดออกมาจากมันได้”
พวกเขานึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะโชคร้ายขนาดนี้ เข้าไปไม่ทันไรก็ต้องเจอกับค่ายกลกักกันที่มีอานุภาพรุนแรงเสียแล้ว ศิษย์น้องทั้งสองต่างส่ายหน้าอย่างเห็นใจ
ต่อให้หมอนั่นไม่เก่งกาจเท่าไร แต่หากเจอกับค่ายกลชนิดง่ายๆ ก็ยังอาจจะฝ่าด่านไปได้สำเร็จ แต่ในเมื่อต้องเจอกับค่ายกลกักกันที่มีอานุภาพรุนแรงแบบนี้ คงได้แต่ชูสองมือยอมแพ้เท่านั้น
“เห็นหรือยัง ต่อให้พวกคุณเจอกับค่ายกลกักกัน ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะฝ่ามันออกมาได้เสมอไป ดังนั้น จึงต้องมีความเด็ดเดี่ยวตั้งมั่นอยู่เสมอ และไม่ว่าอย่างไร ก็อย่าได้ประมาทค่ายกลที่คุณเจออย่างเด็ดขาด อย่าทำตัวเหมือนเจ้างั่งผู้หยิ่งผยองคนนี้ เขาทำได้แค่หาเรื่องใส่ตัว…”
เมื่อเห็นชายหนุ่มที่อยู่ข้างในไม่แม้แต่จะหยิบเข็มทิศออกมา ศิษย์พี่ก็ได้แต่ส่ายหน้าและหันไปแนะนำศิษย์น้อง
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ศิษย์น้องทั้งคู่ก็ตาค้างขึ้นมาพร้อมๆ กัน หน้าตาของพวกเขาบูดเบี้ยวอย่างหนัก
“มีอะไร?”
เมื่อเห็นทั้งคู่มีสภาพนั้น ศิษย์พี่ขมวดคิ้ว “ท่านอาจารย์กำชับแล้วไม่ใช่หรือว่า ก่อนเข้าท้าทายทะเลค่ายกล พวกคุณจะต้องรวบรวมสมาธิให้ดี และอย่าวิตกกังวลหรือมั่นใจจนเกินไป แล้วดูสิว่าพวกคุณทำอะไรอยู่ ทำตัวแบบนี้ คิดว่าจะประสบความสำเร็จหรือ?”
“มะ-ไม่ใช่แบบนั้น ศิษย์พี่ดูนั่น…”
ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวรีบชี้นิ้วไปด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ตื่นตูมเอาอะไรกันนี่? เขาก็แค่ติดอยู่ในค่ายกลกักกัน อย่าห่วงน่ะ หากเขาไม่ออกมาภายใน 2 ชั่วโมง ค่ายกลจะสลายตัวไปโดยอัตโนมัติ นี่มันก็แค่ค่ายกลกักกัน เขาไม่เป็นอันตรายหรอก…”
ศิษย์พี่พึมพำและหันกลับไป คำสุดท้ายของเขาติดอยู่ในคอ เขายืนตัวแข็งทื่อและอ้าปากค้าง “นี่มันอะไรกัน?”
เขาคิดว่าจะได้เห็นชายหนุ่มคนนั้นติดอยู่ในค่ายกลกักกันและกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้ แต่กลับตรงกันข้าม ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ไม่ห่างออกไปนัก และกำลังส่ายหน้าน้อยๆ อย่างสบายใจ
หมอกพลังจิตวิญญาณที่โอบล้อมเขาอยู่หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย พูดอีกอย่างก็คือ ค่ายกลกักกันทะเลเมฆที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัว…ได้ถูกทำลายไปแล้ว!
หยุดค่ายกลได้ง่ายๆ แบบนี้…
ผมคิดว่าคุณจะออกมาไม่ได้เสียด้วยซ้ำ?
แต่ต่อให้คุณทำได้ จำเป็นจะต้องเร็วขนาดนี้ไหม?
คุณไม่แม้แต่จะเสียเวลาหยิบเข็มทิศออกมา ไม่ได้วิเคราะห์ทิศทางของกระแสพลังจิตวิญญาณ และเพียงชั่วขณะที่ผมสั่งสอนศิษย์น้องทั้งคู่ ค่ายกลก็เสร็จราบคาบไปแล้ว…
จะเหนือชั้นไปไหน?
“มันเกิดอะไรขึ้น?” ศิษย์พี่ลนลานตั้งคำถามอย่างคลุ้มคลั่ง
“พวกเราก็…เห็นไม่ชัด เราเห็นแค่เขาเตะค่ายกล และจะ-จากนั้น…มันก็หายไป!” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวตอบ
“หายไปด้วยการเตะ? คุณพูดอะไรออกมา!” ศิษย์พี่หน้าตาถมึงทึง
ผมถามคุณว่าหมอนั่นฝ่าค่ายกลออกมาได้อย่างไร แล้วคุณก็บอกว่าเขาเตะ?
เตะบ้าเตะบออะไร!
คุณคิดว่าค่ายกลเป็นสิ่งมีชีวิตที่จะหยุดได้ด้วยการเตะครั้งเดียวหรือ? ถ้ามันจริงล่ะก็ ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอย่างพวกเราคงตกงานกันหมดแล้ว!
อาชีพนี้คงไม่เป็นความใฝ่ฝันและทำให้ผู้คนมากมายต้องยำเกรงหรอก
“แค่เตะครั้งเดียวจริงๆ …” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวยืนยันด้วยริมฝีปากที่ยังสั่น เขาใกล้ปล่อยโฮเต็มที
เห็นเต็มสองตาเลยว่าหมอนั่นเตะค่ายกลเข้าไป 1 ครั้ง และมันก็หยุดกึก…
แต่ว่า…ค่ายกลกักกันทะเลเมฆ เกรด 1 -ขั้นสูงสุด มันฝ่ากันได้ง่ายๆ แบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
“เตะครั้งเดียวจริงๆ …” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีขาวพยักหน้าอย่างตะลึงงัน
“เขาก็เห็น ผมพูดไม่ผิดหรอก…” เมื่อเห็นเพื่อนช่วยยืนยัน ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวก็รีบพยักหน้าและสำทับว่าตัวเขาไม่ได้เสียสติ
“เตะ?” ศิษย์พี่แทบคลั่ง
พวกคุณต่างหากที่ควรจะถูกเตะหัวกบาลซะ โทษฐานพูดเหลวไหลแบบนี้!
ค่ายกลนั้นเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น…คิดว่ามันเตะกันได้หรือไง?
“พอได้แล้ว เขาจะใช้วิธีไหนก็เถอะ นี่ก็เป็นแค่ด่านแรก ความยากเย็นก็ยังไม่ได้มากมายอะไร ผมไม่คิดหรอกว่าในด่านต่อไปเขาจะทำได้ง่ายๆ แบบนี้!”
เมื่อเห็นศิษย์น้องทั้งคู่ไม่เข้าข้าง ศิษย์พี่ก็ได้แต่โบกมือและจ้องมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
ในเมื่อเขาพลาดเหตุการณ์เมื่อครู่ไป จึงตั้งใจว่าครั้งนี้จะไม่พลาดอีก เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าหมอนั่นใช้วิธีไหนถึงฝ่าค่ายกลออกมาได้
อีกอย่าง ศิษย์น้องทั้งคู่ของเขาก็เพิ่งเรียนรู้เรื่องค่ายกลได้ไม่นาน เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจเจอ กลวิธีล่อลวงบางอย่างของชายผู้นั้นเข้าไปจนเกิดการเข้าใจผิด
เขาจึงรวบรวมสมาธิเพื่อตั้งใจเฝ้าดูชายหนุ่มอย่างเต็มที่ ก็ตามคาด ชายหนุ่มที่เพิ่งฝ่าค่ายกลกักกันทะเลเมฆออกมาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาก้าวไปสู่ด่านต่อไปทันที
วิ้ง!
ไม่ช้าก็เข้าไปถึงด่านที่ 2 และหมอกสีขาวก็พรั่งพรูออกมาโอบล้อมตัวเขาไว้อีกครั้งหนึ่ง
“มันเป็น…ค่ายกลภาพลวงตา!” ศิษย์พี่ถึงกับหรี่ตา
เมื่อครู่ก่อน ตัวเขาเองก็เพิ่งเจอเข้ากับค่ายกลภาพลวงตา ซึ่งก็ทำให้ต้องหวาดผวาอย่างหนัก เมื่อดูจากลักษณะของหมอกและทิศทางของกระแสพลังจิตวิญญาณ ก็รู้ทันทีว่าหมอนั่นต้องเจอเข้ากับค่ายกลภาพลวงตาชนิดหนึ่งเข้าแล้ว และเท่าที่ดู ก็หนักหนาสาหัสพอๆ กับค่ายกลภาพลวงตาที่เขาเพิ่งเจอไปเมื่อครู่!
“ค่ายกลภาพลวงตา?”
ศิษย์น้องทั้งสองถึงกับผงะ ทั้งคู่มีสีหน้าเห็นอกเห็นใจขึ้นมาทันที
จะว่าไป หมอนี่ก็โชคไม่ดีเอาเสียเลย เจอเข้ากับค่ายกลที่มีอานุภาพรุนแรงตั้งแต่ด่านแรก พอมาถึงด่านที่ 2 นึกว่าจะดวงดีขึ้น แต่ก็กลับต้องเจอค่ายกลภาพลวงตาที่ทำให้ศิษย์พี่พลาดพลั้งมาแล้ว
“ใช่แล้ว ในค่ายกล, อากาศบริสุทธิ์จะลอยตัวสูงขึ้น ขณะที่เมฆหมอกหนาทึบจะลดตัวลงต่ำ การปะทะกันของสองสิ่งนี้จะทำให้เกิดเสียงกรีดแหลมที่ทำให้ผู้ได้ยินต้องทุกข์ทรมานกับอาการประสาทหลอน! มันคือสิ่งที่ผมได้เจอในการเผชิญกับภาพลวงตาเมื่อครั้งก่อน!” ศิษย์พี่พูดอย่างเคร่งเครียด
จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังจดจำความรู้สึกเมื่อครู่ได้ดี และยังอดหวาดผวาไม่ได้
ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในค่ายกล ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร เสียงนั้นก็ก้องเข้าหู มันทำร้ายโสตประสาทและทำให้สภาพจิตของเขาปั่นป่วนยุ่งเหยิงไปหมด
เขาทำอะไรไม่ถูก ไร้หนทางป้องกันตัวเองไปครู่ใหญ่
ถ้าไม่ใช่เพราะพลังปราณที่เหือดแห้งไปทำให้ร่างกายของเขากระตุก เขาคงไม่มีทางดึงตัวเองออกจากภาพลวงตานั้นได้เลย
“น่าสะพรึงขนาดนั้น?” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีขาวหรี่ตา “หมายความว่า…เขาไม่มีโอกาสทำสำเร็จ?”
“การฝ่าค่ายกลภาพลวงตานั้นต้องการสภาวะจิตที่เข้มแข็ง ผู้ที่มีสภาวะจิตไม่เข้มแข็งถึงขั้นก็เอาตัวรอดออกมาจากมันได้ยาก ดูจากการที่เขายังอายุไม่ถึง 20 ปี ต่อให้ฝึกฝนตั้งแต่ยังเด็กมากก็เถอะ จะมีสภาวะจิตแข็งแกร่งได้แค่ไหน? ขนาดผมยังทำไม่ได้ แล้วเขาล่ะ!”
ศิษย์พี่ส่ายหน้า
เมื่อครู่นี้ เขาไม่เห็นว่าหมอนั่นฝ่าด่านได้อย่างไร แต่การฝ่าได้ก็บ่งบอกแล้วว่าอีกฝ่ายมีความรู้ความเข้าใจในค่ายกลอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างนั้น…ค่ายกลภาพลวงตาก็ยากกว่ากันมาก
มันไม่ใช่แค่ความเข้าใจเรื่องค่ายกล แต่ยังต้องใช้สภาวะจิตที่แข็งแกร่งด้วย
หากไม่สามารถรักษาจิตใจให้สงบและตั้งมั่นได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะสับสนและเสียสติไปชั่วครู่ ทำให้ไม่อาจดึงตัวเองออกมาให้พ้นจากภาพลวงตานั้น
เพื่อจะรับมือกับภาพลวงตา เขาผ่านการฝึกฝนมานับวันนับเดือนไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น สุดท้ายก็ยังพลาด เป็นไปไม่ได้ที่เด็กหนุ่มอายุไม่ถึง 20 จะทำได้ดีกว่าเขา
“ดูนั่น เขาเริ่มเตะซี้ซั้วแล้ว…ตายแน่!”
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ตัวเขาเองติดอยู่ในค่ายกลภาพลวงตา เขาก็หวดซ้ายป่ายขวาไปทั่ว และชายหนุ่มคนนั้นก็กำลังมีอาการแบบเดียวกัน
แต่ยังพูดไม่ทันจบ ก็ต้องตัวสั่นอย่างหนัก
ทันทีที่ชายหนุ่มคนนั้นเตะป้าบเข้าไป ทางเดินที่อบอวลไปด้วยกลุ่มหมอกก็เปิดโล่งในทันที
ค่ายกล…หยุดทำงานแล้ว!
