ตอนที่ 490 นักรบเหนือมนุษย์!
เมื่อกลับมาถึงสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ จางเซวียนก็มุ่งหน้าไปที่พักทันที เขาปลีกวิเวกอยู่ในห้องๆ หนึ่งและรีบเปิดใช้งานค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ
เขาถ่ายโอนหนังสือไว้แล้วมากมาย, ศึกษาศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้าไปแล้วถึง 2 ขั้น, แถมใช้ทั้งพลังจิตวิญญาณเพลงดาบ เพลงกระบี่ และเพลงหอกจนหมดเกลี้ยง จางเซวียนเหนื่อยล้าจนสุดจะบรรยาย ถ้าไม่ใช่เพราะความตั้งใจมุ่งมั่นที่พลุ่งพล่านอยู่ข้างใน เขาก็คงพังพาบไปแล้วเรียบร้อย
จางเซวียนทรุดตัวลงนั่งที่กึ่งกลางค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ เขาสะบัดข้อมือ และหินวิเศษกองหนึ่งก็ปรากฎขึ้นตรงหน้า
ซรืดดดดดดดด!
ทันทีที่หินวิเศษถูกวางลงไปในค่ายกล พลังจิตวิญญาณที่อยู่ในหินเหล่านั้นก็ถูกสกัดออกมาทันทีราวกับผักที่อยู่ในกระทะเหล็กร้อนๆ เกิดเสียงฉ่าที่ดังจนได้ยินถนัด จากนั้น พลังจิตวิญญาณเข้มข้นจากบริเวณโดยรอบก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
3 เท่า!
4 เท่า!
5 เท่า!
ในชั่วพริบตา พลังจิตวิญญาณที่รวมตัวกันอยู่บริเวณนั้นก็เข้มข้นกว่าพื้นที่โดยรอบถึง 6 เท่า
เคร้งงงง!
ขณะที่พลังจิตวิญญาณถูกดึงออกมาอย่างรวดเร็ว หินวิเศษบางก้อนก็แหลกสลายไป จางเซวียนไม่สนใจ เขาเติมหินวิเศษเข้าไปอีกเพื่อเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนค่ายกล
สุดท้าย เมื่อพลังจิตวิญญาณเข้มข้นเป็น 10 เท่าของบริเวณโดยรอบแล้ว จางเซวียนก็หยุด ด้วยความเข้มข้นระดับนี้ ก็ไม่แตกต่างอะไรกับการซึมซับพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษโดยตรง
“เริ่มได้!”
เมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อย จางเซวียนก็เปิดรูขุมขนทั่วทั้งร่างเพื่อซึมซับพลังจิตวิญญาณเข้มข้นที่อยู่รอบๆ เข้าไปโดยเร็ว จากนั้นก็เปลี่ยนมันเป็นพลังปราณเทียบฟ้าเพื่อชดเชยพลังงานที่เพิ่งสูญเสียไป
2 ชั่วโมงต่อมา ความเหนื่อยล้าก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย เขารู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาอีกครั้ง และแข็งแกร่งจนเรียกได้ว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์
“ฝ่าด่านวรยุทธ!”
จางเซวียนพึมพำเบาๆ กระแสพลังปราณเทียบฟ้าในตัวของเขาเริ่มพุ่งเข้าปะทะจุดที่เคยถูกปิดกั้นไว้
ครืดดดดด!
หลังจากเวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ เสียงกุกกักที่เหมือนกับลูกเจี๊ยบฟักออกจากไข่ก็ดังระงม ร่างของจางเซวียนเหมือนผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่อันน่าอัศจรรย์
ทุกเซลล์ในร่างกายของเขาได้รับการฟูมฟัก และจิตวิญญาณก็วิวัฒนาการจนมีคุณภาพสูงขึ้นอีกมาก
อายุขัยของเขาที่เคยอยู่ที่ 100 ปี พุ่งสูงขึ้นอย่างทันตาเห็น
110!
120!
130!
กล้ามเนื้อและผิวพรรณของเขากระชุ่มกระชวยราวกับเกิดใหม่ ทั้งยังยืดหยุ่นและทรงพลังกว่าเดิม
ในช่วงชีวิตของคนๆ หนึ่ง ช่วงเวลาที่จะมีผิวพรรณคุณภาพดีที่สุดก็คือตอนยังเป็นทารก ในช่วงเวลานั้น ร่างของทารกจะเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่ทำให้ทุกอาการบาดเจ็บฟื้นตัวและหายดีได้อย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อเติบโตขึ้น ร่างกายได้รับอาหารจากภายนอกและเริ่มเกิดความไม่บริสุทธิ์และปนเปื้อน คุณภาพของร่างนั้นก็จะเริ่มลดลง ความสามารถในการเยียวยาตัวเอง รวมถึงการทำหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายก็ลดลงตามไปด้วย
แต่ผู้ที่สำเร็จวรยุทธจนถึงขั้นนักรบเหนือมนุษย์จะก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นได้
ผู้ที่ฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จจะกลับไปสู่ช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของร่างกายอีกครั้ง ต่อให้ขาข้างหนึ่งอยู่ในหลุมศพแล้วก็ตาม
แม้พลังปราณเทียบฟ้าที่จางเซวียนฝึกฝนอยู่จะมีความบริสุทธิ์อย่างไม่มีอะไรเทียบ และมีประโยชน์มากต่อร่างกายและจิตวิญญาณของเขา แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขามีพละกำลังและอายุขัยในแบบเดียวกับนักรบเหนือมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้ ก่อนจะฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ เขาจึงยังติดอยู่กับข้อจำกัดของมนุษย์ธรรมดาอยู่
ความแตกต่างของนักรบธรรมดากับนักรบเหนือมนุษย์สามารถยกตัวอย่างให้เห็นได้ มันเหมือนกับมด 1 ตัว และช้าง 1 ตัว ต่อให้มดที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่อาจโค่นล้มช้างที่อ่อนแอที่สุดได้
ดังนั้น เมื่อก้าวเข้าสู่วรยุทธขั้นใหม่แล้ว ร่างกายของจางเซวียนก็ได้รับการฟูมฟักจากพลังต้นกำเนิดของโลกที่เข้มข้นที่สุด ทำให้เขากระชุ่มกระชวยและมีพละกำลังอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ไปต่อ!”
หลังจากสำเร็จวรยุทธขั้น 1 -อายุขัยยืนยาวแล้ว จางเซวียนก็โยนหินวิเศษเข้าไปอีกกำมือ และขับเคลื่อนพลังปราณเทียบฟ้าของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ต่อไป ซึ่งเขาก็ฝ่าด่านคอขวดไปได้ทีละน้อย
อายุขัยยืนยาว ขั้นต้น!
อายุขัยยืนยาว ขั้นกลาง!
อายุขัยยืนยาว ขั้นสูง!
2 ชั่วโมงต่อมา จางเซวียนก็มาถึงวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์อายุขัยยืนยาว-ขั้นสูงสุด ซึ่งในตอนนี้ อายุขัยของเขาก็เพิ่มขึ้นจาก 100 เป็น 200 ปีแล้ว!
เมื่อสำเร็จวรยุทธอายุขัยยืนยาวขั้นสูงสุด อายุขัยของผู้นั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
เมื่อจางเซวียนระบายลมหายใจยาว ลมหายใจที่ออกมาก็ไม่ได้ปนเปื้อนสิ่งที่เคยอุดตันทางเดินพลังปราณของเขาไว้ แต่กลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ แบบธรรมชาติ
เมื่อสำเร็จวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ ร่างกายของผู้นั้นจะมีคุณภาพเทียบเท่ากับทารกเกิดใหม่ ไม่มีมลพิษหรือถูกปนเปื้อนด้วยสิ่งสกปรกใดๆ
ด้วยความอ่อนเยาว์ในแบบของทารก ทำให้แทบจะไม่รู้สึกอะไรกับอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ จางเซวียนในตอนนี้ก็มีสภาพแบบเดียวกัน
“ทั้งการได้ยิน การมองเห็น การดมกลิ่น ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา…ก็มีคุณภาพดีขึ้นอีก!”
เมื่อลืมตาและมองออกไป จางเซวียนสามารถมองเห็นมดหลายตัวที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรได้อย่างชัดเจน แม้กระทั่งเสียงร้องเพลงของนกขมิ้นที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยเมตร ก็ยังแจ่มชัดในหูของเขา
ระดับวรยุทธที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 มีคุณภาพดีขึ้นด้วย ส่วนความเร็วในการตอบโต้ก็เพิ่มขึ้นอีกถึง 2 เท่า
ประสาทสัมผัสที่ดีขึ้นทำให้เขากลมกลืนกับธรรมชาติมากกว่าเดิม การซึมซับพลังจิตวิญญาณเพื่อยกระดับวรยุทธก็ทำได้ง่ายขึ้นด้วย
ไม่แปลกใจเลยที่มีคำกล่าวว่า ‘ทุกคนที่อยู่ภายใต้นักรบเหนือมนุษย์ก็ล้วนแต่เป็นมด!’ เมื่อสำเร็จวรยุทธขั้นนี้แล้วเท่านั้น ถึงจะเข้าใจได้ว่ามันน่าสะพรึงแค่ไหน
“ดูเหมือนติงหงจะเป็นหนึ่งในนักรบอายุขัยยืนยาวประเภทอ่อนแอ ไม่อย่างนั้น เราคงเอาชนะเขาไม่ได้ง่ายๆ !”
เมื่อสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์แล้ว จางเซวียนถึงเพิ่งจะรู้ว่าเมื่อครั้งที่ต่อสู้กับติงหงนั้น เขาโชคดีแค่ไหน
เพราะไม่ได้รับคำชี้แนะที่ถูกต้อง ติงหงจึงหลุดไปจากวรยุทธของตัวเอง แม้เขาจะฝ่าด่านได้สำเร็จ แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในผู้อ่อนแอที่สุดของวรยุทธขั้นนั้น หากจางเซวียนต้องสู้กับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ที่มาจากสมาพันธุ์นานาอาณาจักรแทนที่จะเป็นติงหง เขาต้องเดือดร้อนหนักอย่างแน่นอน
“หลังจากที่สำเร็จวรยุทธนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุด รวมๆ แล้ว พละกำลังของเราในตอนนี้ก็มากกว่า 200000 ติ่ง!”
จางเซวียนกำหมัดแน่นและหัวเราะหึๆ
ในวรยุทธขั้นอายุขัยยืนยาว ไม่เพียงแต่ช่วงชีวิตจะยาวขึ้น แต่ก่อนที่จะสำเร็จเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 พละกำลังของผู้นั้นจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 100000 ติ่งด้วย แต่จางเซวียนมีพละกำลังระดับนั้นไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นนักรบกึงเหนือมนุษย์
มาตอนนี้ เมื่อระดับวรยุทธเพิ่มขึ้นอีก พละกำลังของเขาจึงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จนแตะระดับ 200000 ติ่ง!
ในแง่ของพละกำลัง เขามีพละกำลังเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2,พลังต้นกำเนิด-ขั้นกลาง
ผู้ที่สำเร็จวรยุทธนักรบเหนือมนุษย์ ขั้น 2,พลังต้นกำเนิด-ขั้นต้น จะมีพละกำลังที่ 150000 ติ่ง, ขั้นกลางที่ 200000 ติ่ง, ขั้นสูงที่ 250000 ติ่ง และขั้นสูงสุด ที่ 300000 ติ่ง
ที่กล่าวมาเป็นเรื่องของพลังปราณเท่านั้น หากผนวกเข้ากับความสอดคล้องกับธรรมชาติด้วยแล้ว พละกำลังจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมาก
“เคล็ดวิชาเทียบฟ้าทำให้เราฝ่าด่านวรยุทธได้เร็วจริงๆ แต่ก็…สิ้นเปลืองเหลือเกิน!”
ด้วยการรวบรวมหนังสือเทคนิควรยุทธกว่า 1000 เล่ม จางเซวียนจึงเข้าใจระดับความยากในการฝ่าด่านวรยุทธไปสู่การเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ได้ดี ต่อให้ผู้ที่ปราดเปรื่องที่สุดก็ยังต้องใช้เวลาหลายปีฝึกฝนอย่างหนัก กว่าจะก้าวจากนักรบอายุขัยยืนยาว-ขั้นต้นไปสู่ขั้นสูงสุดได้ แต่เขาทำได้ภายในเวลาแค่ 2 ชั่วโมง…
หากใครได้เห็นความเร็วในการฝ่าด่านวรยุทธของเขากับตา คงช็อกตาย
ด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์ แต่ความสิ้นเปลืองก็สาหัสเช่นกัน
หลังจากฝ่าด่านวรยุทธแล้ว พลังปราณเทียบฟ้าของเขาก็พัฒนาคุณภาพขึ้นอีกมาก ทั้งบริสุทธิ์และลื่นไหลกว่าเดิม
ถ้าพลังปราณเทียบฟ้าเป็นอณูละเอียดที่สามารถผ่านได้แม้กระทั่งพื้นที่แคบๆ ในตอนนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับกระแสน้ำ สามารถไหลผ่านแม้กระทั่งช่องว่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้
แต่แน่นอนว่า พร้อมๆ กับพลังปราณที่บริสุทธิ์ขึ้น ความต้องการพลังจิตวิญญาณก็เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย แม้เขาจะได้หินวิเศษมาหลายหมื่นก้อนด้วยวิธีการต่างๆ นานา แต่ก็มีอยู่แค่ไม่กี่ก้อนที่บริสุทธิ์พอจะให้เขาซึมซับพลังจิตวิญญาณจากมัน ราว 90 เปอร์เซ็นต์ของพลังจิตวิญญาณที่บรรจุอยู่ในหินวิเศษแต่ละก้อนต้องเสียเปล่าไประหว่างการยกระดับวรยุทธ
จางเซวียนเคยคิดว่าปริมาณหินวิเศษที่ได้มาน่าจะเพียงพอให้ฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 หรือขั้น 4 ได้ แต่เท่าที่เห็น…ก็คงจะเพ้อไปเอง
ทั้งหินวิเศษที่เขาได้มาจากสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ ค่าจ้าง ค่าคำชี้แนะ และการขายหุ่นโลหะไร้วิญญาณถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว
พูดอีกอย่างก็คือ เขาใช้หินวิเศษไปแล้วเกือบ 5 หมื่นก้อน เพียงเพื่อจะยกระดับจากวรยุทธนักรบเหนือมนุษย์ ขั้น 1 -อายุขัยยืนยาว-ขั้นต้น ไปสู่อายุขัยยืนยาว-ขั้นสูงสุด
ถ้าเป็นคนอื่น หินวิเศษจำนวนขนาดนี้คงเกินพอที่จะทำให้สำเร็จเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ทีเดียว
“เรากลับไปถังแตกอีกรอบ…”
จางเซวียนยิ้มเจื่อนๆ ขณะที่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
เมื่อ 3 วันก่อน เขาบุกน้ำลุยไฟ ผ่านความยุ่งยากมากมายกว่าจะได้หินวิเศษมา 50000 ก้อน นึกว่า ได้ลาภกองใหญ่ที่ทำให้มีหน้ามีตาทัดเทียมกับอีกหลายอาณาจักรแล้ว ไม่นึกเลยว่า…แค่ยกระดับวรยุทธเพียงครั้งเดียว ก็จะกลับไปจนกรอบแบบเดิม
ไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนพูดกันว่าการฝึกฝนวรยุทธคือธุรกิจผลาญเงิน เท่าที่ดู คำพูดนั้นก็ไม่เกินจริงเท่าไร
หากไม่มีหินวิเศษมากพอ ก็แทบไม่มีทางที่เขาจะยกระดับวรยุทธได้ขนาดนี้
“หินวิเศษขั้นต่ำพวกนี้ไม่มีประโยชน์กับเราอีกแล้ว…”
จางเซวียนยิ้มแหยๆ และครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาจะทำต่อไปในอนาคต
หินวิเศษหลายหมื่นก้อนเพียงพอต่อการยกระดับวรยุทธแค่หนึ่งขั้นเท่านั้น หากเขาอยากจะเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 หรือสูงกว่านั้นอีก นึกไม่ออกเลยว่าจะต้องใช้หินวิเศษมากแค่ไหน
ดูเหมือนว่าจะต้องหาให้ได้หลายแสนก้อน หรือแม้แต่ล้านก้อน ถึงจะเพียงพอต่อการยกระดับวรยุทธของเขา
อีกอย่าง ปัญหามาถึงจุดที่คุณภาพของพลังจิตวิญญาณที่เขาต้องการสำหรับการยกระดับวรยุทธนั้นเหนือไปกว่าระดับความบริสุทธิ์ของพลังจิตวิญญาณที่มีอยู่ในหินวิเศษ จึงพูดได้ว่าหินวิเศษทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ไร้ประโยชน์
ถ้าจางเซวียนอยากยกระดับวรยุทธให้ได้อย่างรวดเร็ว เขาก็จำเป็นจะต้องหาทางให้ได้หินวิเศษขั้นกลางมา
หินวิเศษขั้นกลางมีพลังจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์กว่ามาก จึงซึมซับได้ง่ายกว่ากันหลายเท่า
“ผ่านไป 3 วันแล้ว ป่านนี้หลัวจู้คงเตรียมการเรียบร้อย เราควรรีบไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเพื่อหาทางช่วยลู่ชงก่อน!”
จางเซวียนลุกขึ้นยืน และเดินออกไปจากห้อง
จางเซวียนไปสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเมื่อล่วงเข้าวันที่ 2 หลังจากเสร็จภารกิจที่นั่น และใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมงในการยกระดับวรยุทธ ก็ใกล้จะถึงเวลาที่พวกเขาตกลงกันไว้
การเดินทางไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณในครั้งนี้จะเป็นเครื่องชี้ชะตาว่าลู่ชงจะฟื้นจากภาวะโคม่าได้หรือไม่ เขาจะไม่ยอมให้มีเหตุขัดข้องใดๆ เป็นอันขาด
เมื่อเข้าไปในห้องนั่งเล่น ก็พบว่าหลัวจู้มาถึงแล้ว จ้าวหย่ากับพรรคพวกก็ยกระดับวรยุทธเรียบร้อยแล้วเช่นกัน พวกเขายืนรออยู่ข้างๆ
เด็กๆ เหล่านี้ไม่ทำให้เขาผิดหวัง ภายในระยะเวลาแค่ 3 วัน ทุกคนก็สำเร็จวรยุทธขั้นจื้อจุน โดยเฉพาะจ้าวหย่าซึ่งกลายเป็นนักรบจื้อจุนขั้นกลาง แค่รังสีของเธอ ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาล
สามวันมานี้ ซุนฉางก็ไม่น้อยหน้าใคร เขาปรับสภาพวรยุทธในฐานะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 จนเข้าที่เข้าทาง แม้ว่าจะยังห่างไกลกับจางเซวียนมาก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับระดับพลังปราณของเขาเมื่อสองสามเดือนก่อน ก็ถือว่ามาได้ไกลสุดๆ
“ปรมาจารย์จาง!”
เมื่อรู้ว่าเขามาถึง ทุกคนก็หันขวับไปมอง
“พวกคุณเตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม? ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเลย” จางเซวียนพูด
“ผมพร้อมแล้ว!” หลัวจู้พยักหน้า
เขาเตรียมข้าวของที่จำเป็นต่อการเดินทางไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเรียบร้อยแล้ว
“พวกคุณจะไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณกับเราหรือจะกลับสมาพันธุ์นานาอาณาจักร?”
จางเซวียนหันไปถามจ้าวเฟยอู่กับพรรคพวก
“สุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณนั้นอันตรายมาก พวกเราคงต้องขอตัว…”
จินชงไห่ปฏิเสธ แต่จ้าวเฟยอู่ขัดขึ้นมา “แน่นอนว่าพวกเราต้องตามไปด้วย ผมได้อ่านเรื่องผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจากตำราโบราณมาแล้วหลายเล่ม หากได้พบมรดกตกทอดของพวกเขาในสุสานนั้น การเสี่ยงอันตรายครั้งนี้ก็ไม่เสียเปล่า!”
“คะ-คุณชาย…ร่างกายของคุณ…”
จินชงไห่รีบเตือน
ตัวเขาไม่ได้อ่อนแอ และมั่นใจว่าสามารถปกป้องคุณชายได้
แต่นี่ไม่ใช่สถานการณ์ทั่วไป สุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณนั้นเป็นดินแดนที่ไร้กฎเกณฑ์และไว้วางใจไม่ได้แม้แต่กับตัวเขา ส่วนระดับวรยุทธของคุณชายก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลย หากมุ่งหน้าไปที่นั่น เขาไม่มั่นใจว่าจะปกป้องคุณชายให้ปลอดภัยได้
ในฐานะบริวาร เขาไม่กล้าพาคุณชายไปเสี่ยงแบบนั้น
“อย่าห่วงเลย ถึงวรยุทธของผมจะอ่อนด้อย แต่ผมก็ยิ่งกว่าปกป้องตัวเองได้!” จ้าวเฟยอู่หัวเราะเบาๆ “อีกอย่าง ปรมาจารย์จางก็อยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือ? ผมอยากเห็นเหลือเกินว่าเขาจะสร้างความปั่นป่วนแบบไหนให้สุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ!”
“แต่…”
ได้ยินเสียงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของอีกฝ่าย จินชงไห่พยายามจะค้าน แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเลย!”
เมื่อตัดสินใจแล้ว พวกเขาก็ปีนขึ้นไปบนหลังของอสูรพาหนะโดยไม่ลังเล
อสูรพาหนะตัวนี้เป็นของจ้าวเฟยอู่และมีแผ่นหลังที่กว้างใหญ่มาก ต่อให้คนมากกว่า 12 คนขึ้นไปนั่งบนนั้น ก็ยังไม่แออัดแม้แต่น้อย
มันกางปีกออกและโผขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้างใหญ่
สุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ พวกเรามาแล้ว!
