ตอนที่ 493 หัวหน้าดงอสูร
“ได้ไม่ได้ก็ต้องลองสักตั้ง!”
ชายเสื้อคลุมสีเทาไม่ถอย เขาก้าวออกมาข้างหน้าและร้องเรียกพรรคพวก ทันใดนั้น ชายอีกกลุ่มหนึ่งก็กรูเข้ามา อาวุธโลหะของพวกเขาเปล่งประกายแวววาว ทุกคนพร้อมใจกันจ่อดาบเข้าตรึงจินชงไห่
วรยุทธของพวกเขายังด้อยกว่าจินชงไห่มาก แต่พลังดาบฉีที่แผ่ออกมานั้นก็เปล่งประกายดุดันอย่างยากจะหาใครเทียบ
“ค่ายกลประสานกาย?”
จินชงไห่ขมวดคิ้ว
กระบวนท่าของชายแต่ละคนในกลุ่มนี้ต่างเสริมพละกำลังให้ค่ายกลที่ใช้สำหรับต่อสู้ และเท่าที่ดู ค่ายกลนั้นก็ไม่ใช่ธรรมดา ต่อให้วรยุทธระดับจินชงไห่ก็ยังรับมือได้ยาก
หน้าที่หลักของค่ายกลประสานกาย ก็คือเพิ่มพละกำลังของกลุ่มผู้ใช้ให้เทียบเท่ากับนักรบที่มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าพวกเขามากๆ
เหมือนกับเมื่อครั้งที่จ้าวหย่า หยวนเทา และเด็กคนอื่นๆ ไม่อาจสู้กับลู่ฉวินตัวต่อตัวได้ แต่เมื่อทุกคนร่วมมือกัน ก็เอาชนะอีกฝ่ายได้สำเร็จ
ในกลุ่มชายทั้ง 6 คนนี้ ชายเสื้อคลุมสีเทาซึ่งแข็งแกร่งที่สุดก็เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3,ส่วนที่เหลือล้วนเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 แต่เมื่อใช้ค่ายกล พวกเขาก็สามารถสำแดงพละกำลังออกมาได้มากกว่าเดิมอีกหลายเท่า
คลื่นดาบฉีพุ่งเข้าใส่จินชงไห่
แม้คู่ต่อสู้จะเป็นถึงนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 แต่ทั้งกลุ่มก็ยังรับมือไหว
ตึ้ง!
จินชงไห่กระทืบเท้าและพุ่งเข้าใส่โดยไม่รีรอ
กระแสพลังปราณที่พุ่งออกจากฝ่ามือของเขาปะทะกับคลื่นดาบฉีที่พุ่งเข้ามา
นี่เป็นครั้งแรกที่จางเซวียนได้เห็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ต่อสู้ด้วยพละกำลังเต็มพิกัด ศึกครั้งนี้ เหนือความคาดหมายของเขามาก
ทุกท่วงท่าของจินชงไห่มีลักษณะเฉพาะ โดยการออกตัวในช่วงเริ่มต้นจะหนักหน่วง จากนั้นก็เบาลง บรรยากาศโดยรอบก็ดูเหมือนจะเป็นใจให้ทุกกระบวนท่าของเขา แม้ค่ายกลของอีกฝ่ายจะมีอานุภาพรุนแรงและล้ำลึก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรจินชงไห่ได้ง่ายๆ
แต่เขาก็ถูกตรึงไว้ด้วยดาบถึง 6 เล่ม ถึงอย่างไรก็ไม่อาจฝ่าออกมาได้ในระยะเวลาอันสั้นเช่นกัน
แน่นอนว่าถ้าเขาใช้ยาพิษ ก็สามารถสยบชายกลุ่มนั้นได้ทันที แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เคยมีความขัดแย้งต่อกัน จึงยังไม่สมควรที่เขาจะเปิดเผยสถานภาพของตัวเองในตอนนี้
ปึ้ก ปั้ก ผัวะ!
ทั้ง 2 ฝั่งปะทะกันอย่างดุเดือด แต่คลื่นพลังรุนแรงนั้นแผ่เป็นวงกว้างออกไปแค่ไม่กี่สิบเมตร แสดงให้เห็นถึงความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการควบคุมพละกำลังของตัวเองได้อย่างแม่นยำ
“ให้ผมช่วยคุณเถอะ!”
เมื่อเห็นแล้วว่าไม่อาจปิดจ๊อบได้ง่ายๆ ประธานไซ่กลัวว่าหากยื้อกันนานไป อสูรห้าสะพรึงจะรู้ตัวเสียก่อน เขาจึงตวาดลั่นและโดดเข้าร่วมวง
พละกำลังของเขาไม่ได้ด้อยกว่าจินชงไห่แม้แต่น้อย เมื่อเข้าร่วมวง ค่ายกลประสานกายก็แหลกเป็นชิ้นๆ ไปทันที ชายทั้ง 6 ต้องล่าถอย
เมื่อค่ายกลพังยับ ดาบของพวกเขาก็อ่อนแรง ทำให้ทุกคนหมดทางสู้ไปด้วย
ด้วยระดับวรยุทธที่มีอยู่ เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะรับมือกับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ถึงสองคนได้
“เอาเลย!”
เมื่อเห็นชายทั้ง 6 กำลังเพลี่ยงพล้ำ ทั้งประธานไซ่และจินชงไห่ก็เตรียมจะปิดจ๊อบ แต่ก็พอดีกับที่จางเซวียนโบกมือห้าม “พอก่อน พวกเราอยู่ข้างเดียวกัน!”
เมื่อได้ยินคำนั้น ทุกคนก็ชะงัก
หรือว่าปรมาจารย์จางรู้จักกับอีกฝ่าย?
“อยู่ข้างเดียวกัน?” ชายเสื้อคลุมสีเทาถึงกับงงงัน เขามองจางเซวียนไม่วางตา
“ผมคือนักฝึกอสูรจางเซวียน!”
จางเซวียนเดินเข้าหาอีกฝ่ายโดยไม่ใส่ใจท่าทีของคนเหล่านั้น เขาสะบัดข้อมือและหยิบตราสัญลักษณ์นักฝึกอสูรออกมา “ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด พวกคุณก็เป็นนักฝึกอสูรใช่ไหม?”
เมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ ชายสองสามคนในกลุ่มนั้นถอนหายใจเฮือกออกมาทันที ต่างคนต่างสะบัดข้อมือและนำตราสัญลักษณ์ออกมา
เหมือนอย่างที่จางเซวียนคิดไว้ ทั้งกลุ่มเป็นนักฝึกอสูร
ประธานไซ่ขมวดคิ้วและถามว่า “พวกคุณมาจากดงอสูรหรือ?”
มีแต่ดงอสูรเท่านั้นที่สามารถรวมเอานักฝึกอสูรที่มีพละกำลังขนาดนี้มาได้ทีเดียวถึง 6 คน
“ใช่แล้ว!” ชายเสื้อคลุมสีเทาพยักหน้า
“ผมคือไซ่เสี่ยวหยูจากสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ ไม่ทราบว่าหัวหน้าดงอสูรของพวกคุณคือหานชงหรือหลัวหมิง?” ประธานไซ่ถาม
“หัวหน้าของพวกเราคือหานชง! ไซ่เสี่ยวหยู…อ๋อ ประธานไซ่นี่เอง ต้องขออภัยในความหยาบคายของพวกเราด้วย…”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น ชายเสื้อคลุมสีเทาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ภาพหนึ่งจะปรากฎขึ้นในหัว เขารีบประสานมือและขออภัยด้วยความกลัวจนตัวสั่น
ในสมาพันธุ์นานาอาณาจักรมีดงอสูรอยู่ 2 สาขา และหัวหน้าของแต่ละสาขาก็คือหานชงและหลัวหมิง แต่สำหรับสมาคมนักตรวจสอบสมบัตินั้นมีสาขาเดียว และตั้งอยู่ในเมืองหงไห่ แม้ระดับวรยุทธของประธานไซ่คนนี้จะอ่อนด้อยกว่าหัวหน้าดงอสูรของพวกเขา แต่ด้วยเส้นสายและเครือข่ายอันกว้างขวางของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ ก็ถือว่าทั้งคู่มีสถานภาพทัดเทียมกัน
ในเมื่ออีกฝ่ายมีตำแหน่งเทียบเท่ากับหัวหน้าดงอสูรของพวกเขา การที่พวกเขาจะพ่ายแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
“พวกคุณเป็นคนของหัวหน้าหานนี่เอง ผมเป็นเพื่อนเก่ากับหัวหน้าหานของคุณ”
เมื่อรู้ภูมิหลังของกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ประธานไซ่ก็ไม่ว่าอะไร แต่ก็ยังตั้งคำถามด้วยความสงสัยอยู่เล็กน้อย “ดงอสูรสาขาของพวกคุณอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของสมาพันธุ์ไม่ใช่หรือ แล้วพวกคุณมาทำอะไรที่นี่?”
ดงอสูรสาขาที่หานชงเป็นหัวหน้าตั้งอยู่บริเวณหุบเขาใกล้กับเมืองหลวงของสมาพันธุ์นานาอาณาจักร ซึ่งเทือกเขาเก้าโค้งก็อยู่ห่างจากดงอสูรที่ว่าราวหลายแสนกิโลเมตร แล้วคนพวกนี้มาทำอะไรที่นี่?
“เรียนประธานไซ่ หัวหน้าของพวกเราอยู่ระหว่างการฝึกอสูรห้าสะพรึงให้เชื่อง…” เมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนเก่าของหัวหน้า ชายเสื้อคลุมสีเทาจึงตัดสินใจจะไม่ปิดบังอะไร
“ฝึกอสูรห้าสะพรึงให้เชื่อง? เมื่อ 3 ปีก่อน หัวหน้าของพวกคุณก็ล้มเหลวมาแล้วครั้งหนึ่งไม่ใช่หรือ?” ประธานไซ่สงสัย
ผู้ที่นำกองกำลังผู้อาวุโส 12 คนเข้าล้อมจับอสูรห้าสะพรึงเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ไม่สำเร็จ ก็คือหัวหน้าหานชงคนนี้ หรือว่าเขาไม่ยอมแพ้ และกลับมาแก้มืออีกรอบ?
“ถึงจะล้มเหลวไปเมื่อ 3 ปีก่อน แต่หัวหน้าของพวกเราก็มาที่นี่ทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อหาเวลาสร้างความคุ้นเคยกับอสูรห้าสะพรึงตัวนั้น…หลังจากใช้เวลาอยู่กับมันมานาน ความสัมพันธุ์ของทั้งคู่ก็เริ่มจะดีขึ้น…เขาจึงตั้งใจจะทุ่มสุดตัวเพื่อจับมันให้ได้ในวันนี้ และเพื่อกันไม่ให้ใครเข้ามาขัดจังหวะ เขาจึงสั่งให้พวกเราอารักขาพื้นที่นี้เอาไว้ ไม่ให้อสูรตัวอื่นๆ หรือคนแปลกหน้าที่ไหนเข้าไปได้!” ชายเสื้อคลุมสีเทาตอบ
ประธานไซ่พยักหน้า
ในที่สุดจางเซวียนก็เข้าใจที่มาที่ไป
ไม่เหมือนกับตัวเขา นักฝึกอสูรทั่วไปไม่มีพลังปราณเทียบฟ้า และไม่อาจใช้มันเป็นแต้มต่อเพื่อจูงใจให้อสูรยอมจำนน พวกเขาจึงต้องใช้วิธีสร้างความสัมพันธุ์ระยะยาวและเอาชนะใจมันให้ได้
เหมือนกับเมื่อครั้งที่โม่หยู่พยายามฝึกนกอินทรีสีเขียวอ่อนให้เชื่อง เธอต้องใช้ของล่อตาล่อใจทุกชนิดเพื่อดึงดูดมัน กว่าที่จะเอาชนะใจนกตัวนั้นได้
ด้วยความเก่งกาจของหัวหน้าหานชง แค่ 3 ปีก็มากเกินพอที่จะทำให้เขามีความสนิทชิดเชื้อกับอสูรห้าสะพรึงแล้ว และเมื่อประเมินว่าได้เวลาเหมาะสม เขาจึงตัดสินใจจะจับมันให้ได้
เมื่อได้รู้ว่าเพื่อนเก่ากำลังพยายามจะจับอสูรวิเศษที่มีชื่อเสียงระบือลือลั่นไปทั่วทั้งสมาพันธุ์ ประธานไซ่ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “พวกเราขอเข้าไปดูได้ไหม หากเขามีปัญหาอะไร จะได้ช่วยเหลือทัน”
แน่นอนว่าการฝึกอสูรไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งหากเขาจับมันได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากล้มเหลว ก็จะยิ่งทำให้อสูรวิเศษโมโหโกรธาหนักกว่าเดิม
ว่ากันว่าในการต่อสู้เมื่อ 3 ปีก่อน หัวหน้าหานได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องพักฟื้นอยู่บนเตียงนานกว่าหนึ่งเดือน
“เอ่อ…ได้สิ!” ชายเสื้อคลุมสีเทาอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “แต่พวกคุณก็ต้องระวังตัวด้วยนะ อสูรห้าสะพรึงนั้นทั้งเย่อหยิ่งและชอบใช้ความรุนแรง อย่าไปทำให้มันหงุดหงิดเข้าล่ะ!”
ด้วยสถานภาพของประธานไซ่ พวกเขารู้ดีว่าไม่อยู่ในฐานะที่จะยับยั้งอีกฝ่าย และถึงอย่างไร การฝึกอสูรก็ยังไม่เริ่ม ทั้งหัวหน้าและผู้อาวุโสคนอื่นๆ กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมตัว หากเขาพา ประธานไซ่เข้าไปตอนนี้ก็คงไม่ถึงกับถูกตำหนิ
“วางใจเถอะ ผมเป็นเพื่อนเก่าหัวหน้าของคุณ จะไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจธุระของเขาแน่นอน!” ประธานไซ่ยิ้ม
ด้วยความแน่ใจว่าคนระดับนี้คงไม่ลดตัวลงมาพูดจาโป้ปด ชายเสื้อคลุมสีเทาจึงพยักหน้าก่อนจะหันไปสั่งการกับคนอื่นๆ “พวกคุณที่เหลือตรึงกำลังอยู่ที่นี่ อย่าปล่อยให้คนแปลกหน้าหรืออสูรตัวไหนผ่านเข้าไปได้นะ!”
จากนั้นเขาก็เชื้อเชิญ “ประธานไซ่ เชิญทางนี้เลย”
ทั้งกลุ่มเดินตามไป
ไม่ช้า ภูเขาและป่าเขียวชอุ่มก็ปรากฎอยู่ตรงหน้า น้ำตกไหลซู่ลงมาจากหน้าผา เกิดเป็นทะเลสาบ ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่หลายตารางเมตร
มีถ้ำขนาดมหึมาอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบ ผู้อาวุโสสองสามคนยืนอยู่ที่ปากถ้ำและดูเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ทุกคนก็หันขวับ ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ตรงกลางกำลังจะตวาด ก็พอดีกับที่เห็นประธานไซ่ยืนอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มนั้น เขาถึงกับตาโต “ประธานไซ่ ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ผมแค่ผ่านมาน่ะ กำลังตามหาของบางอย่างอยู่ ก็พอดีกับที่คนของคุณหยุดผมไว้ ผมได้รู้จากพวกเขาว่าคุณคิดจะจับอสูรห้าสะพรึงให้ได้ จึงตัดสินใจเข้ามาดู” ประธานไซ่ตอบ
อีกฝ่ายคือหัวหน้าดงอสูรสาขาเมืองหลวงแห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักร, หานชง!
“คุณก็รู้สภาพของผมดี การแข่งขันระหว่างดงอสูรทั้ง 2 สาขาแห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักรนั้นดุเดือดมาก และมีหัวหน้าดงอสูรเพียงคนเดียวที่จะได้รับโอกาสไปศึกษาต่อที่จักรวรรดิฮ่วนหยู ถ้าผมไม่สามารถจับอสูรวิเศษที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ได้ ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าผมจะได้รับเลือก…”
หัวหน้าหานชงยิ้มเจื่อนๆ
ดงอสูรทั้ง 2 สาขาแห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักรแข่งขันกันมาตลอด ด้วยโอกาสที่จะได้ไปศึกษาต่อในดงอสูรที่มีระดับขั้นสูงกว่า หัวหน้าดงอสูรทั้ง 2 สาขาจึงห้ำหั่นกันลับๆ อย่างหนักมาตลอด และเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ก็ห้ำหั่นกันอย่างเปิดเผย
ไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของนักฝึกอสูรคนหนึ่งได้ดีไปกว่าการจับอสูรวิเศษที่ทรงพลังให้ได้สักตัว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน หัวหน้าหานจึงพยายามจะจับอสูรห้าสะพรึงตัวนี้ให้ได้ เพื่อให้มีคะแนนนำ
“ก็จริง…ผมรู้มาว่าคุณพยายามสร้างความใกล้ชิดกับมันมาตลอด 3 ปี แล้วผลเป็นอย่างไร?” ประธานไซ่ถาม
“ก็ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเท่าไหร่ อสูรห้าสะพรึงมีสายเลือดมังกร ทำให้มันเย่อหยิ่งและชอบอยู่ตามลำพัง หากผมฝึกมันให้เชื่องได้ง่ายๆ แบบนั้น ก็คงไม่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะผู้แทนของจักรวรรดิฮ่วนหยูกำลังจะมาถึงในอีก 2 – 3 วันล่ะก็ ผมคงไม่รีบร้อนมาจับมันให้ได้ภายในวันนี้หรอก!”
หัวหน้าหานส่ายหน้า
สำหรับอสูรวิเศษระดับนี้ เวลา 3 ปีก็ยังสั้นไป แต่หัวหน้าหานไม่มีทางเลือก เพราะผู้แทนกำลังจะมาถึงแล้ว และหากถึงเวลานั้นเขายังจับไอ้ตัวนี้ไม่ได้ ก็คงต้องเสียเปรียบหัวหน้าดงอสูรหลัวหมิง
“แล้วที่พวกคุณยืนรอกันอยู่นี่คือ…”
ในเมื่อพวกเขาตัดสินใจจะจับอสูรห้าสะพรึงให้ได้ แล้วดาวเด่นของโชว์ในวันนี้อยู่ที่ไหน? มันเรื่องอะไรถึงมายืนออกันอยู่ที่นี่ แทนที่จะไปตามหาไอ้ตัวนั้น?
“ตอนนี้มันอยู่ในถ้ำ มันจะออกมาล่าเหยื่อช่วงเที่ยงวัน นี่ยังเช้า มันคงหลับอยู่” หัวหน้าหานชี้เข้าไปในถ้ำ
“อ๋อ!”
ประธานไซ่พยักหน้า
“นี่คือบรรดาศิษย์น้องของคุณหรือ?”
หัวหน้าหานชี้ไปที่จางเซวียนกับคนอื่นๆ และถามอย่างสงสัย
“แค่ก แค่ก!”
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจว่าปรมาจารย์จางคือศิษย์น้องของเขา ประธานไซ่ถึงกับกระตุกด้วยความกลัว เขากำลังจะลนลานอธิบาย แต่จางเซวียนห้ามไว้ “ผมคือจางเซวียน, สหายของประธานไซ่!”
“สหาย?”
หัวหน้าหานถึงกับชะงัก
ในฐานะนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาว ประธานไซ่ไม่ได้มีสถานภาพด้อยกว่าเขาเลย มันเรื่องอะไรถึงมาคบหาเป็นสหายกับเด็กหนุ่มที่ยังอายุไม่ถึง 20 ปี?
ประธานฮั่นถามด้วยความสงสัย “ไม่ทราบว่า…น้องจางมีอาชีพอะไร?”
“เรียนหัวหน้าหาน เขาเป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว ผมเพิ่งเห็นตราสัญลักษณ์ของเขาเมื่อครู่!”
ยังไม่ทันที่จางเซวียนจะตอบ ชายเสื้อคลุมสีเทาที่ยืนอยู่ด้านข้างก็โพล่งออกมา
“นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว?”
หัวหน้าหานยิ่งมีสีหน้าพิลึกพิลั่นกว่าเดิม
ในดงอสูรมีนักฝึกอสูรระดับนี้อยู่มากมาย ประธานไซ่ลดตัวลงไปคบหาเป็นสหายกับคนพื้นๆ แบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
