ตอนที่ 495 ไอ้ตัวตื่นตูม
หัวหน้าหานเซ็งสุดขีด
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเจ้านี่จะต้องการอะไร เขาก็ทุ่มสุดตัวเพื่อจัดหาให้ทุกอย่าง สิ่งเดียวที่อยากได้ก็แค่ความรู้สึกขอบอกขอบใจ และการยอมตกลงใจสร้างความสนิทชิดเชื้อกับเขาเมื่อเขาคิดจะจับมัน…
แต่เจ้านี่กลับลืมทุกอย่างทันทีที่เห็นของล้ำค่า และเหิมเกริมถึงขนาดคิดจะฉกไปต่อหน้าต่อตา…
สารเลว แกจะโลภกว่านี้อีกได้ไหม?
หากเขารู้ว่ามันจะไม่สำนึกบุญคุณแบบนี้ จะไม่มีทางลงทุนลงแรงให้เหนื่อย!
“เปิดใช้ค่ายกล!”
เมื่อดูจากความดุเดือดในการพุ่งเข้าโจมตีของมัน แน่นอนว่ามันคงไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้หินวิเศษขั้นกลางไปจากมือของเขา หัวหน้าหานรู้ดีว่าไม่ใช่เวลาจะมานั่งห่อเหี่ยว เขาตวาดก้อง
ในเมื่อพูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่อง…ก็เหลือวิธีสุดท้าย!
ใช้กำลังบังคับให้มันยอมจำนน!
การใช้ความรุนแรงกับอสูรห้าสะพรึงซึ่งแสนจะทรงพลังเป็นวิธีที่ไม่น่าพึงใจที่สุด แม้ว่าดงอสูรจะได้ผลประโยชน์มากมาย แต่การจับมันให้ได้ตัวเป็นๆ ก็ยากเอาการ
ไม่อย่างนั้น หัวหน้าหานคงไม่ยอมเสียเวลาเอาใจมันอยู่ถึง 3 ปี
ถึงเขาจะมั่นใจว่าสามารถหว่านล้อมให้อีกฝ่ายยอมจำนนได้ เพราะความสัมพันธุ์ตลอดช่วงเวลา 3 ปีและความเย้ายวนใจของสิ่งที่เขามอบให้ แต่หัวหน้าหานก็ได้เตรียมการไว้สำหรับกรณีที่เลวร้ายที่สุดแล้ว ด้วยการจัดวางค่ายกลเอาไว้ล่วงหน้า
นึกไม่ถึงเลยว่า ลงท้ายก็จะต้องใช้มันจริงๆ !
“ขอรับ”
บรรดาผู้อาวุโสต่างพยักหน้า และกระจายกำลังเข้าตรึง 4 จุด 4 ทิศทาง ทุกคนขับเคลื่อนพลังปราณในตัวอย่างเต็มพิกัด
บึ้ม!
ห่างออกไปจากฝูงชนกว่าหลายร้อยเมตร ม่านหมอกค่อยๆ ปรากฎขึ้นและตรึงการเคลื่อนไหวของอสูรห้าสะพรึงไว้ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่มันยังงุนงงอยู่ ม่านหมอกก็เข้าโอบล้อมตัวมัน
“ค่ายกลกักกัน!”
เพราะได้เรียนรู้ศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้ามาแล้ว แม้ไม่ต้องใช้หอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนก็มีความรู้ความเข้าใจเรื่องค่ายกลเทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด
“ค่ายกลกักกันโซ่เหล็ก!” จินชงไห่หรี่ตาเมื่อรู้ว่ามันคืออะไร
“ใช่แล้ว!” จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ค่ายกลกักกันโซ่เหล็กคือค่ายกลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดคนหนึ่งคิดค้นขึ้นตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน มันรวบรวมเอาอานุภาพรุนแรงของพลังจิตวิญญาณในสภาพแวดล้อมโดยรอบมาสร้างเป็นโซ่เหล็กที่คล้องกัน และสามารถกักขังเหยื่อเอาไว้ภายในกับดักในบริเวณที่มันออกฤทธิ์ แค่จะดิ้นให้หลุดจากโซ่ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว การเอาตัวรอดออกจากค่ายกลนั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง
“ค่ายกลกักกันเกรด 4 ขั้นสูงสุด!”
จางเซวียนจ้องมองค่ายกลที่อยู่ตรงหน้าอย่างแสนจะชื่นชม เขาเปรย “ดูเหมือนหัวหน้าหานจะตั้งอกตั้งใจจับไอ้ตัวนี้เสียจริงๆ !”
ค่ายกลระดับนี้ไม่อาจประกอบให้เสร็จได้ในเวลาอันสั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลจะต้องศึกษา สภาพทางภูมิศาสตร์ล่วงหน้าเพื่อตัดสินใจว่าจะปักธงค่ายกลลงไปที่จุดไหนบ้าง จากนั้นก็ต้องซุกซ่อนธงค่ายกลให้พ้นสายตา ไม่ให้เหลือร่องรอยแม้แต่น้อย เพื่อไม่ให้อสูรห้าสะพรึงเกิดความสงสัยขึ้นมา
ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด ก็ไม่อาจประกอบค่ายกลชนิดนี้ได้หากไม่มีเวลาเตรียมการหลายเดือน
“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นอกจากพยายามเอาอกเอาใจเจ้ายักษ์ใหญ่นี่แล้ว เขาก็ ยังเตรียมแผนสำรองไว้หลายอย่างด้วย”
ประธานไซ่ยิ้มเจื่อนๆ
ด้วยระยะเวลายาวนานที่ต้องใช้ในการประกอบค่ายกล รวมถึงการที่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด ก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่าเพื่อนเก่าของเขามีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวที่จะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ
หลังจากที่ต้องล่าถอยไปเมื่อ 3 ปีก่อน เขาก็คงเกิดความคิดนี้ขึ้นมา โดยฉากหน้า หัวหน้าหานก็ยังพยายามเอาใจอสูรห้าสะพรึงอย่างดีที่สุดต่อไป แต่ในฉากหลัง เขาได้ไหว้วานผู้อื่นให้ประกอบค่ายกลนี้ขึ้นอย่างลับๆ เผื่อไว้ในกรณีที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน
จางเซวียนเสริม
“ก็เป็นธรรมดาที่เขาจะทำแบบนั้น นักฝึกอสูรจะต้องหาทางหนีทีไล่เผื่อไว้สำหรับความล้มเหลวด้วย หากเขาทำไม่ได้แบบนี้ ก็คงไม่ได้เป็นถึงนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาวหรอก!”
แม้แต่นักฝึกอสูรขั้นสูงๆ ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าการฝึกอสูรของพวกเขาจะสำเร็จไปเสียทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องต่อกรกับอสูรวิเศษที่แสนจะดุร้ายและเย่อหยิ่ง
หัวหน้าหานพลาดไปครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าเขากลับมาเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งโดยไม่เตรียมการให้ดีพอ ก็คงไม่คู่ควรที่จะได้เป็นหัวหน้าดงอสูรและนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด
ฮื่ออออออ!
ขณะที่พวกเขาสนทนากันอยู่ อสูรห้าสะพรึงที่ติดกับก็เพิ่งรู้ตัวว่าหลงกลอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง มันคำรามเกรี้ยวกราดและระเบิดพลังทำลายล้างออกสู่พื้นที่โดยรอบ
“ไม่มีประโยชน์หรอก!”
หัวหน้าหานตวาดขณะที่เดินเข้าไป เขาสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง แล้วจอขนาดใหญ่ก็ปรากฎอยู่ตรงหน้าฝูงชน เผยให้เห็นสภาพของอสูรห้าสะพรึง
ในฐานะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 พลังปราณของเขามีวิวัฒนาการมาจากพลังต้นกำเนิด ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้มากมายจนสุดจะบรรยาย
จอภาพนี้มีลักษณะเหมือนกับกำแพงที่อยู่ด้านข้างทางเดินของทะเลค่ายกลในสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล มันสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ที่อยู่ภายในค่ายกลอย่างชัดเจน ทำหน้าที่เหมือนอุปกรณ์สื่อสารระหว่างคนข้างนอกกับนักโทษที่ติดอยู่ด้านใน
โซ่หนาและหนักอึ้งที่ถูกถักทอขึ้นจากพลังจิตวิญญาณล็อคตัวอสูรห้าสะพรึงไว้อย่างแน่นหนา มันดิ้นรนกระเสือกกระสนอย่างดุเดือด พยายามจะหนีให้หลุดจากสิ่งที่กักขังมันเอาไว้ แต่ก็ไม่เป็นผล
“ฉันบอกแกแล้วนะ ไม่มีประโยชน์หรอก ขอแนะนำแกว่าอย่าเสียแรงไปเปล่าๆ !”
หัวหน้าหานเยาะเมื่อได้ยินเสียงคำรามเกรี้ยวกราดของมัน
ฮื่ออออ!
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ความโกรธแค้นของอสูรห้าสะพรึงก็กำเริบหนักกว่าเดิม
ความสัมพันธุ์ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาทำให้มันลดความหวาดระแวงที่มีต่ออีกฝ่ายลง ไม่อย่างนั้น มันจะสะเพร่าถึงขนาดมองผ่านค่ายกลที่ถูกประกอบขึ้นที่ปากทางเข้ารังของมันได้อย่างไร?
มันไม่คิดว่าสิ่งนี้จะนำเรื่องยุ่งยากมาให้ คลื่นความเสียใจถาโถมเข้ากระหน่ำหัวใจของอสูรห้าสะพรึง และหากสายตาฆ่าคนได้ หัวหน้าหานคงถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
“นี่คือค่ายกลเกรด 4 ขั้นสูงสุด แกอาจจะแข็งแกร่งก็จริง แต่ไม่มีทางหลุดรอดออกมาได้หากไม่รู้วิธีการที่ถูกต้อง ทำไมเราไม่สานต่อบทสนทนาเมื่อครู่นี้ให้จบเล่า? ขอแค่แกตกลงทำสัญญาว่าจะเป็นอสูรของฉัน ทุกอย่างที่ฉันเคยสัญญาไว้ก็จะยังคงอยู่ แต่ถ้าไม่ล่ะก็ ฉันเชื่อว่าแกรู้สภาพของตัวเองดี จะฆ่าแกทิ้ง…อันที่จริงก็น่าเสียดาย แต่แกก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับฉันแล้ว” หัวหน้าหานพูด
อันที่จริงเขาก็ไม่อยากจะก้าวมาถึงขั้นนี้ แต่ต่อให้เขาจับอสูรตัวนี้ได้สำเร็จ ก็ไม่มีทางเอาชนะใจมันได้ ทำไปก็เท่ากับหาบ่วงมารัดคอเปล่าๆ
แถมมันก็ไม่ยอมจำนนเอาเสียเลย ยังเหิมเกริมถึงขนาดคิดจะฉกของล้ำค่าของเขาด้วย หัวหน้าหานจึงไม่มีทางเลือก
ฮื่ออออ!
อสูรห้าสะพรึงถลึงตาคู่โตของมันใส่หัวหน้าหานอย่างแค้นเคือง
“แกไม่ต้องรีบตอบก็ได้ ฉันยังมีเวลา!” เห็นท่าทีของมัน หัวหน้าหานก็ส่ายหน้า เขาไม่มีความกระวนกระวายแม้แต่น้อย
ในเมื่อมันติดกับแล้ว อย่างมากที่สุด เขาก็แค่ใช้หินวิเศษยื้ออานุภาพของค่ายกลไว้ให้นานอีกสักหน่อย เพราะไม่ว่าอย่างไร หัวหน้าหานก็ตั้งใจจะจับเจ้าตัวนี้ให้ได้ แม้เขาจะขู่ฆ่ามันไปแล้ว แต่ก็ขู่เพื่อบีบบังคับให้มันยอมจำนนมากกว่าเหตุผลอื่น จะว่าไป หากมันต้องตาย ความพยายามตลอด 3 ปีที่ผ่านมาของเขาก็ย่อมสูญเปล่า
อสูรห้าสะพรึงออกอาการฮึดฮัดและดิ้นรนต่อสู้ แต่ก็ไม่อาจหลุดจากโซ่เหล็กที่พันธนาการมันไว้อย่างแน่นหนา สุดท้าย เมื่อรู้แล้วว่าไม่มีทางหนีพ้นจากค่ายกลนี้ มันก็ทรุดตัวลงนอนและหลับตา
“หัวหน้า เราจะทำอย่างไรต่อ?”
เมื่อเห็นเจ้ายักษ์ใหญ่นิ่ง ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็มองหน้ากันอย่างงงๆ ก่อนจะเดินไปหาหัวหน้าหาน
“จะให้ทำอะไรได้นอกจากรอ? ผู้อาวุโสหู, นำซากอสูรฝูงกวางมาย่างซะ เอาให้แน่ใจนะว่ากลิ่นของมันจะลอยไปถึงเจ้านั่น ผมไม่เชื่อหรอกว่าไอ้ตะกละขนาดนั้นจะยั้งใจไหว ถ้ามีของดีมาวางตรงหน้า!” หัวหน้าหานพูด
ขนาดยังดิบๆ เนื้ออสูรฝูงกวางก็มีกลิ่นหอมล้ำลึกของสมุนไพรอยู่แล้ว ถ้าย่างก็จะยิ่งหอมอบอวลชวนกินมากขึ้น
ในฐานะตัวตะกละ หากอสูรห้าสะพรึงยั้งใจได้ก็เป็นเรื่องแปลก
ถ้าจะพูดกันตามตรง ความเชี่ยวชาญในการฝึกอสูรของหัวหน้าหานก็จัดว่าไร้เทียมทาน เพราะแน่นอนว่ากลิ่นหอมอบอวลของของเนื้ออสูรฝูงกวางย่อมเย้ายวนใจอสูรห้าสะพรึงอย่างมาก มันคงจะเข้าตะครุบทันทีทันใด และพ่ายแพ้ต่อความเย้ายวนจนต้องยอมจำนนให้เขา
ซึ่งถ้าเป็นอสูรวิเศษทั่วไปล่ะก็ คงยอมจำนนไปนานแล้ว
“ได้!” ผู้อาวุโสหูพยักหน้า ขณะที่เขากำลังจะก่อไฟย่างซากอสูรฝูงกวาง นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวที่เพิ่งเข้ามาก็ส่ายหน้าและพูดเนิบๆ “ผมขอแนะนำคุณว่าอย่าย่างมันจะดีกว่า”
ผู้อาวุโสหูขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ?”
นึกไม่ถึงว่าคนที่เป็นแค่นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวจะเข้ามาจุ้นจ้าน หัวหน้าหานกับผู้อาวุโสคนอื่นๆ มองหน้ากัน ทุกคนชักสีหน้า
แม้แต่ผู้ที่อ่อนด้อยที่สุดในหมู่พวกเขาก็ยังเป็นนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาว-ขั้นต้น และทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าการย่างซากอสูรฝูงกวางเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้ ไม่เหลืออะไรให้ทำได้อีกแล้ว…แต่นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวบังอาจค้านการตัดสินใจของพวกเขาอย่างนั้นหรือ?
“ก็ไม่มีอะไรมาก ผมแค่เกรงว่าสถานการณ์จะเลยเถิดจนเหนือการควบคุม หากพวกคุณย่างมัน!”
จางเซวียนส่ายหน้าและตัดสินใจจะไม่พูดอะไรอีก
แม้เขาจะเป็นปรมาจารย์ แต่ก็ไม่ใช่นักบุญ ไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปช่วยแก้ไขทุกเรื่อง
แถมอีกฝ่ายก็เหมือนจะดูหมิ่นเหยียดหยามเขาด้วย
“ก็แค่ย่างซากอสูรฝูงกวาง มันจะเกิดอะไรได้?” เห็นเด็กหนุ่มไม่มีคำอธิบายให้กระจ่าง ผู้อาวุโสหู พึมพำเหยียดๆ
หมอนี่เห็นนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาวเป็นคนโง่เง่าหรือไง? ถ้าการทำแบบนี้จะนำมาซึ่งเหตุร้ายล่ะก็ พวกเขาจะต้องคิดได้เสียก่อนแล้ว ไม่ต้องรอให้นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวมาบอกหรอก
“ลืมเสียเถอะ…ถ้าพวกคุณไม่คิดจะฟัง!” จางเซวียนถอนหายใจ
เขาทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองแล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เต็มใจฟัง เขาก็ไม่เต็มใจจะพูดต่อเหมือนกัน
“เฮ่อ ดูเหมือนคุณก็เป็นแค่ไอ้ตัวตื่นตูมคนหนึ่ง จองหองเหลือเกิน!”
ผู้อาวุโสหูสะบัดแขนเสื้อ
คนอื่นๆ ก็ไม่พอใจกับความเห็นของจางเซวียนเช่นกัน
โดยเฉพาะหัวหน้าหาน ถ้าไม่เกรงใจว่าอีกฝ่ายเป็นสหายของประธานไซ่ล่ะก็ เขาคงตะเพิดไปแล้ว
มันเรื่องอะไรที่นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวบังอาจมาก้าวก่ายกิจธุระของพวกเขา? แส่ไม่เข้าเรื่อง!
“พอได้แล้ว ไปย่างอสูรฝูงกวาง!” หัวหน้าหานโบกมือและสั่งการด้วยสีหน้าเย็นชา
ตอนแรก เขาก็ยังพอจะให้เกียรติอีกฝ่ายอยู่บ้างในฐานะที่ประธานไซ่แนะนำว่าเป็นสหายของเขา แต่เท่าที่ดูตอนนี้ หมอนี่ก็น่าจะเป็นแค่เจ้าพวกโกหกพกลมที่ไม่รู้กาลเทศะ
จะเกิดสถานการณ์บานปลาย? ก็แค่ย่างซากอสูรฝูงกวาง นอกจากเป็นการทดสอบความอดทนของไอ้ตัวนั้นแล้ว จะเป็นอะไรไปได้อีก?
“ขอรับ!”
ผู้อาวุโสหูและผู้อาวุโสคนอื่นๆ พยักหน้า พวกเขาสุมฟืนและเริ่มย่างซากอสูรฝูงกวาง
ในฐานะนักฝึกอสูร ทุกคนเคยออกไปตั้งแคมป์ในป่าเพื่อซุ่มดูอสูรทีละหลายๆ วันอยู่บ่อยครั้ง จึงมีทักษะการเอาตัวรอดขั้นพื้นฐานอยู่ไม่น้อย
ฉ่าาาาาา!
ไม่ช้ากองไฟก็ลุกโพลง มีซากอสูรฝูงกวางวางอยู่ด้านบน เสียงฉี่ฉ่าดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมล้ำลึกที่อบอวลไปโดยรอบ
ซากอสูรฝูงกวางที่กำลังถูกย่างอยู่นั้น เมื่อครั้งยังมีชีวิต มันกินสมุนไพรวิเศษเป็นอาหาร ทำให้มีกลิ่นหอมล้ำลึกออกมาจากตัวมัน การย่างเพิ่งเริ่มไปได้เดี๋ยวเดียวเท่านั้น แต่ฝูงชนก็พากันน้ำลายสอแล้ว
“ถอยกันเถอะ!”
เมื่อได้กลิ่น จางเซวียนก็ส่ายหน้าอีกรอบ
“ถอย?” ประธานไซ่กับคนอื่นๆ ชะงัก
“ใช่แล้ว เราควรจะอยู่ให้ห่างมันอย่างน้อยๆ ก็หลายร้อยเมตร ไม่อย่างนั้นจะติดร่างแหไปด้วย!”
จางเซวียนตอบหน้านิ่ง เขานำพลพรรคถอยห่างออกจากซากอสูรฝูงกวาง
ทันทีที่จางเซวียนเดินออกไป ทั้งจ้าวหย่า จ้าวเฟยอู่และคนอื่นๆ ก็รีบเดินตาม
ประธานไซ่ยังสองจิตสองใจอยู่ แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินตามทั้งกลุ่มไปด้วย
“ไอ้คนพวกนี้…”
เมื่อเห็นทั้งกลุ่มหันหลังกลับและเดินจากไปโดยบอกว่าไม่อยากติดร่างแหไปด้วย หัวหน้าหานก็ขมวดคิ้วจนเส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนเห็นได้ชัด เขาเกือบจะปรี๊ดแตก
แค่จับไอ้ตัวนั้นไม่สำเร็จ เขาก็หงุดหงิดพอแล้ว คำพูดงี่เง่าของหมอนี่ยิ่งทำให้หงุดหงิดหนักกว่าเดิม
เป็นแค่นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว! แต่ทำตัวอย่างกับผู้เชี่ยวชาญที่ล้ำลึกเกินหยั่ง ทำไมไม่ไปเป็นนักแสดงเสียเลยล่ะ?
