ตอนที่ 524 รักษาเถาวิเศษ
“ฉัน…”
กูรูเชวหน้าแดงก่ำ อยากปรี๊ดเต็มแก่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
ในฐานะเจ้าของสวนสมุนไพรอันดับหนึ่งของเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ความรู้ความเข้าใจเรื่องสมุนไพรของเธอไม่ได้เป็นรองผู้อาวุโสหลิวและผู้อาวุโสลู่เลย บางทีอาจจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ
นี่คือเหตุผลที่ไม่มีใครคิดว่าตัวเองจะแก้ปัญหาได้ หลังจากที่รู้แล้วว่าแม้แต่เธอก็ยังหมดหนทางกับเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ต้นนี้
สำหรับสมุนไพรและเครื่องมือที่มีจิตวิญญาณในตัวเอง แม้ว่าจะมีคำว่า ‘จิตวิญญาณ’ เหมือนกันแต่พวกมันก็แตกต่างจากจิตวิญญาณของมนุษย์ ถึงสมุนไพรวิเศษบางชนิดจะมีฤทธิ์บำรุงจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ แต่ก็ไม่เคยมีกรณีไหนที่ยืนยันได้ว่าการซึมซับจิตวิญญาณภายในสมุนไพรวิเศษจะช่วยเยียวยาจิตวิญญาณบอบช้ำของมนุษย์
ธรรมชาติของทั้งสองสิ่งนั้นแตกต่างกันตั้งแต่ต้น หากจะเปรียบเทียบ ก็คงเหมือนกับการที่ไม่อาจคาดหวังให้เสือหิวตัวหนึ่งพุ่งเข้ากินหญ้าได้เหมือนกับแพะ!
“เอ่อ…”
บรรดาแขกเหรื่อต่างอัศจรรย์ใจ
กูรูเชวคือกูรูสมุนไพรที่มีความรอบรู้มากที่สุดในหมู่พวกเขา เธอทำเรื่องพื้นๆ แบบนี้ผิดพลาดได้อย่างไร?
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมถึงไม่ยอมขายสมุนไพรที่ตัวเองฟูมฟักมาให้ใครเลย เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เอง!
เพราะเธอหวังจะเยียวยาจิตวิญญาณบอบช้ำของตัวเองด้วยจิตวิญญาณในสมุนไพร ก็เป็นธรรมดาที่ยิ่งมีสมุนไพรวิเศษมากเท่าไหร่ การรักษาก็ย่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับนักรบ ไม่มีอะไรที่แพงเกินไปหากจะได้สำเร็จวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง!
แต่ว่าเรื่องพวกนี้ก็เป็นความลับสุดยอดของเธอ…แล้วชายหนุ่มคนนี้รู้ได้อย่างไร?
ทุกคนเฝ้าสังเกตการณ์มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่มีใครล่วงรู้ปัญหาที่แท้จริงของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ มันช่างอยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขาอย่างมากที่กูรูเชวจะทำอะไรแบบนี้…แต่แค่แตะเถาวัลย์และสังเกตการออกหมัดพื้นฐานของกูรูเชว ชายหนุ่มคนนั้นก็สรุปได้ชัดเจน…
จะเหลือเชื่อไปหน่อยไหม?
ลู่จั้นกับซ่งเชาพากันตาค้าง
ทั้งคู่รู้ดีว่าจางเซวียนเป็นปรมาจารย์ผู้เก่งกาจ แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะเหนือชั้นได้ขนาดนี้
“ตั้งแต่กูรูเชวเดินเข้ามาในงานเลี้ยง ผมก็รู้สึกได้แล้วว่ามีบางอย่างแปลกๆ ดูจากกระแสพลังปราณและความกระชุ่มกระชวยของเธอ เธอควรจะอยู่ในช่วงอายุราว 100 ต้นๆ เท่านั้น และเป็นเรื่องธรรมดาที่สุภาพสตรีจะใส่ใจรูปลักษณ์ของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ หากทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ เธอก็ไม่น่าจะดูมีอายุได้ขนาดนี้…เว้นเสียแต่ว่าจะมีบางอย่างผลักดันให้เป็นไป!”
จางเซวียนพูดต่อ “ผมจึงเฝ้าดูการออกหมัดพื้นฐานของเธออย่างถี่ถ้วน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เพลงหมัด ที่เธอใช้คือ ‘เพลงหมัดเพลิงตะวัน’ ซึ่งถ้าเป็นวิถีทางของพลังปราณแบบธรรมดา พลังปราณของผู้สำแดงเพลงหมัดนี้จะต้องพุ่งออกมาจากจุดชีพจรไป๋ซิน แต่เธอได้บิดเบือนมันไปจนพลังปราณพุ่งออกมาจากจุดชีพจรจางชิงแทน”
“ในฐานะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ความรู้ความเข้าใจในเรื่องวรยุทธของเธอย่อมเป็นเลิศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำอธิบายเดียวสำหรับความแปลกประหลาดที่ว่า…นั่นคือจุดชีพจรฮุ่ยหมิงของเธอได้บอบช้ำ ทำให้เธอไม่อาจแยกแยะความแตกต่างของจุดชีพจรแต่ละจุดได้ จุดชีพจรฮุ่ยหมิงคือศูนย์รวมการรับรู้ของแต่ละคน เป็นหนึ่งในจุดชีพจรสำคัญที่บ่งบอกถึงภาพรวมของจิตวิญญาณของผู้นั้น หากจุดนี้บอบช้ำ ก็แน่นอนว่าจิตวิญญาณของเธอจะต้องบอบช้ำไปด้วย!”
“ผมเชื่อว่าพวกคุณทุกคนคงได้เห็นเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ด้วยตาตัวเองแล้ว ทั้งที่มันไม่ได้ป่วย ไม่มีแมลงหรือหนอนชอนไช แต่กลับเหี่ยวแห้ง และใช้วิธีไหนแก้ไขก็ไม่ได้ผล ตั้งแต่ต้น ผมเองก็ไม่คิดว่าสาเหตุจะมาจากการที่มันถูกซึมซับจิตวิญญาณออกไป จนกระทั่งผมได้เห็นพื้นที่ที่คาดเดาได้ว่าเป็นบริเวณที่กูรูเชวใช้ฝึกฝนวรยุทธอยู่บ่อยๆ”
จากนั้น จางเซวียนก็ชี้นิ้วไปยังบริเวณที่เขาสัมผัสสมุนไพรล้ำค่าชนิดอื่นๆ เมื่อครู่ก่อนหน้า
ทุกคนมองตาม หญ้าที่ขึ้นอยู่บริเวณนั้นทั้งหนาแน่นและเขียวชอุ่ม ดูดีกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของแปลงสมุนไพร
“ผมเชื่อว่าพวกคุณคงเห็นแล้วว่าหญ้าที่ขึ้นอยู่ตรงนั้นเติบโตได้ดีกว่าบริเวณอื่นๆ ของแปลงสมุนไพร เวลาที่ใครสักคนฝึกฝนวรยุทธ พลังจิตวิญญาณของเขาจะแผ่ออกสู่สภาพแวดล้อมโดยรอบ ซึ่งส่งผลต่อการบ่มเพาะพืชพรรณที่อยู่บริเวณนั้นให้เติบโตได้ดีกว่าเดิม แต่ว่า…ดูตรงนี้เสียก่อน!”
จางเซวียนก้าวออกมาและยื่นมือไปหาต้นหญ้า
ฟึ่บ!
หญ้านั้นทำท่าราวกับพบเจอบางอย่างที่น่าสะพรึง ทั้งที่ไม่มีลมพัด แต่พวกมันก็รีบเอนลำต้นหลบมือของเขา
“หญ้าต้นนี้เป็นแค่หญ้าธรรมดาสามัญที่พบได้ทุกที่ มันไม่ควรจะมีจิตวิญญาณในตัวเอง แต่ตอนนี้มันกำลังหลบมือของผม ซึ่งเท่าที่เห็น ก็สรุปได้ว่ามีใครสักคนได้ซึมซับจิตวิญญาณจากสมุนไพรวิเศษออกไป จนทำให้แม้แต่พืชพรรณธรรมดาก็ยังหวาดกลัวถึงขนาดสามารถหลบเลี่ยงให้พ้นอันตราย!”
จางเซวียนหัวเราะหึๆ “ด้วยสิ่งที่เห็น ก็ไม่ยากเกินไปที่จะสรุปส่วนที่เหลือ!”
“เอ่อ…”
“สมกับเป็นปรมาจารย์ ช่างมีทักษะการหยั่งรู้ที่น่าสะพรึงเหลือเกิน…”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของจางเซวียน ทุกคนก็อดเกรงขามไม่ได้
พวกเขารู้มานานแล้วว่าปรมาจารย์มีทักษะการหยั่งรู้ที่สุดแสนจะน่าสะพรึง และเท่าที่เห็น ก็แสนจะสมคำร่ำลือ
แค่การออกหมัดพื้นฐานและหญ้าแปลงหนึ่ง ชายหนุ่มก็สามารถสรุปเรื่องราวทั้งหมดได้…หากพวกเขาไม่ได้ฟังกับหูและไม่ได้เห็นกับตา จะไม่มีทางเชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจริง
“เอ่อ…” ซ่งเชากลืนน้ำลายและหน้าซีดเผือด
ข้อสรุปของอีกฝ่ายช่างสมสมเหตุสมผลจนเขาไม่รู้จะติติงอย่างไร
แม้ชายหนุ่มจะพูดง่ายๆ แต่เขาก็รู้ว่าการลงมือทำนั้นไม่ง่ายเลย ขนาดปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวอย่างตัวเขาก็ทำแบบนี้ไม่ได้!
อันที่จริง ต่อให้ท่านอาจารย์และเหล่าผู้อาวุโสในสำนักของเขา ก็ไม่มีทางบอกได้มากขนาดนี้
เพียงแค่เห็นรายละเอียดที่ไม่สลักสำคัญอะไร ชายหนุ่มก็สามารถเปิดเผยให้เห็นต้นตอของปัญหา ทั้งยังปะติดปะต่อหลักฐานทุกชิ้นเข้าด้วยกันจนเห็นภาพรวม แถมทุกอย่างก็สอดคล้องกันอย่างเหมาะเจาะ…เขาเป็นพ่อมดหมอผีหรือเปล่า?
ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย!
หรือว่า…ชายหนุ่มคนนี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว?
นั่นอธิบายได้เลยว่าทำไมตัวเขาถึงตกหลุมพรางของการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย! เพิ่งจะตอนนี้นี่เองที่ซ่งเชารู้แล้วว่าระหว่างตัวเขากับจางเซวียนคนนี้ห่างไกลกันแค่ไหน!
คิดแล้วก็ละเหี่ยเพลียใจนัก
“ดูเหมือนไม่มีทางที่เราจะได้หินวิเศษขั้นกลางคืนแล้วล่ะ ขืนเข้าไปทวงตอนนี้ อาจจะเสียหินวิเศษขั้นต่ำไปจนหมดอีกก็ได้…”
เขาตกหลุมพรางทุกครั้งที่พยายามจะเข้าใกล้อีกฝ่าย และครั้งนี้ก็กลัวว่า…ไม่เพียงแต่จะไม่ได้หินวิเศษขั้นกลางกลับคืน แต่ทรัพย์สมบัติทุกอย่างที่เขาหามาด้วยความยากลำบากก็อาจจะวอดวายหมด
“ช่างมันเถอะ เราเอาโลงศพใบนี้กลับดีกว่า บางทีผู้อาวุโสอาจจะพอใจก็ได้ และอาจจะชดเชยความสูญเสียของเราได้บ้าง…”
วิธีการของจางเซวียนทำให้ซ่งเชาจนปัญญา
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ประทับใจไม่น้อย
จางเซวียนสามารถสรุปสถานการณ์ทั้งหมดได้ด้วยเงื่อนงำยิบย่อยเพียงสองสามอย่าง ก็สมกับเป็นปรมาจารย์ที่ทำให้เขาตกหลุมพรางได้จริงๆ
ขณะที่ทุกคนกำลังอึ้งตะลึง กูรูเชวก็ตัวสั่นอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ฉันพบวิธีการนี้ในตำราโบราณเล่มหนึ่ง และตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความบอบช้ำของจิตวิญญาณของฉันก็บรรเทาลงไปได้บ้าง…”
ในครั้งนั้น เมื่อจิตวิญญาณของเธอได้รับความบอบช้ำ ทุกคนก็บอกเธอว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีทางสำเร็จวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องได้
แต่เธอไม่เชื่อ และหลังจากเสาะหาตำราโบร่ำโบราณมานับไม่ถ้วน ในที่สุดก็พบกรรมวิธีซึมซับจิตวิญญาณจากสมุนไพรวิเศษ เพื่อนำมาเยียวยาจิตวิญญาณของตัวเอง…
แม้เธอจะยังสงสัยว่ามันได้ผลจริงหรือไม่ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้
อีกอย่าง หลังจากเพียรพยายามอย่างหนักมาหลายปี จิตวิญญาณที่บอบช้ำของเธอก็ฟื้นตัวขึ้นได้เล็กน้อย
“บรรเทาลงไปได้บ้าง?” จางเซวียนส่ายหน้า “แต่ก็ยังห่างไกลนักกับการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ไม่ใช่หรือ? คุณคิดว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ไปได้อีก 80 ปีหรือไง?”
กูรูเชวตัวสั่น
อายุขัยของนักรบเหนือมนุษย์ก็มีขีดจำกัด เมื่อเลยวัย 100 ปี ก็ถือว่าอยู่มาแล้วครึ่งหนึ่งของอายุขัย ด้วยระดับการฟื้นตัวอย่างตอนนี้ จิตวิญญาณของเธอจะกลับมาอยู่ในสภาพเดิมก่อนสิ้นสุดอายุขัยได้หรือเปล่า?
ต่อให้ฟื้นตัวได้ทัน แต่ฟื้นแล้วจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อความตายก็มาจ่ออยู่หน้าประตูแล้ว?
แล้วอย่างนี้ มันมีประโยชน์อะไรตั้งแต่แรก?
“ฉันทำผิดจริงๆ …”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา กูรูเชวเฝ้าครุ่นคิดแต่ว่าจะเยียวยาจิตวิญญาณของตัวเองและฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องได้อย่างไร แต่มาตอนนี้ ในที่สุดเธอก็ตาสว่าง เข้าใจแล้วว่ามันเป็นแค่ความฝันที่เป็นไปไม่ได้
ชะตาชีวิตของเธอกำหนดมาแล้วว่าวรยุทธขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้องนั้นอยู่เหนือระดับที่เธอจะเข้าถึง
กูรูเชวส่ายหน้า เธอดูแก่กว่าเดิมไปอีกสิบปีในชั่วพริบตา
เมื่อเห็นสภาพนั้น แม้บรรดาแขกเหรื่อจะรู้สึกเห็นใจ แต่ก็จนปัญญาจะหาคำพูดใดมาปลอบโยน
เธออยู่กับความเชื่อมั่นนี้มากว่า 80 ปี แต่แล้วฟองสบู่สวยหรูก็แตกโพละในพริบตา คงไม่มีใครรับความสะเทือนใจอย่างปุบปับนี้ได้ทัน
หลังจากเวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ สุดท้ายกูรูเชวก็ทำใจได้ เธอถามชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า “ปรมาจารย์จาง มีวิธีช่วยเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ไหม?”
ในเมื่ออีกฝ่ายระบุปัญหาได้ชัดเจนขนาดนี้ บางทีเขาก็อาจจะมีวิธีแก้ไข
ถ้าโชคชะตาของเธอถูกปิดตายไปแล้ว เธอก็ไม่คิดจะดิ้นรนต่อสู้อีก แต่สวนสมุนไพรแห่งนี้อยู่คู่กับเธอมานานกว่าครึ่งชีวิต เธอไม่อยากเห็นมันเสื่อมสลายไปต่อหน้าต่อตา
“เพราะคุณเฝ้าฝึกฝนวรยุทธอยู่ตรงนี้มาเนิ่นนานหลายปี ทำให้ตอนนี้เถาวิเศษไม่ต่างอะไรกับเปลือกหอยที่ว่างเปล่า การจะฟื้นฟูมันให้กลับสู่สภาพเดิมย่อมเป็นเรื่องยาก! แต่อันที่จริง ผมก็มีวิธีนะ เพียงแต่…ราคาแพง!” จางเซวียนตอบ
ถ้าเขาต้องเจอกับปัญหานี้ก่อนที่จะเดินทางไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณล่ะก็ ด้วยความรู้ความเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณที่ยังมีจำกัด แน่นอนว่าการแก้ปัญหาลักษณะนี้ย่อมเป็นเรื่องยาก
แต่เมื่อได้ความรู้ความเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณที่สั่งสมมาชั่วชีวิตของมั่วคุนเสิน ความเข้าใจของจางเซวียนก็พุ่งขึ้นแตะระดับที่เรียกว่าล้ำลึกสุดๆ ต่อให้เถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์อยู่ในสภาพใกล้ตาย เขาก็ยังรักษามันได้ เพียงแต่จะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีก
เมื่อรู้ว่ายังมีหวัง กูรูเชวก็ตอบอย่างร้อนรน “ขอแค่คุณช่วยชีวิตมันได้ เท่าไหร่ฉันก็จ่าย!”
ทุกคนหันขวับ
ขนาดกูรูสมุนไพรผู้เชี่ยวชาญอย่างพวกเขาก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครที่สามารถรักษาสมุนไพรวิเศษที่สูญเสียจิตวิญญาณไปแล้วได้ ทุกคนจึงตั้งใจจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากเรื่องนี้
“วิธีแก้ไขก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร มันคือ…การติดตา!” จางเซวียนตอบ
“ติดตา?”
ทุกคนงุนงง
ในฐานะกูรูสมุนไพร คำว่า ‘ติดตา’ ไม่ใช่ของใหม่ มันคือการฝังหน่ออ่อนเข้ากับลำต้นของอีกต้นหนึ่งเพื่อสร้างต้นใหม่
สมุนไพรวิเศษหลายชนิดก็ปลูกได้ด้วยวิธีการนี้
“ถูกแล้ว เราติดตาต้นไม้ได้ จิตวิญญาณก็ทำได้เหมือนกัน”
จางเซวียนหัวเราะหึๆ “แค่คุณหาหน่ออ่อนของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ที่ยังมีจิตวิญญาณอยู่ และฝังมันเข้ากับเถาวิเศษต้นนี้ ไม่ช้า จิตวิญญาณที่อยู่ในหน่ออ่อนก็จะหลอมรวมเข้ากับเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ต้นเดิม จนเกิดเป็นต้นใหม่เอี่ยมขึ้นมา”
“หากการติดตาประสบความสำเร็จ ทั้งสองต้นก็จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และจิตวิญญาณของเถาวิเศษต้นเดิมก็จะได้รับการเติมเต็มจนสมบูรณ์”
“แต่ว่า…ด้วยอัตราการเจริญเติบโตตามปกติของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ กว่าการฟื้นฟูจิตวิญญาณจะสำเร็จก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปี ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น สมุนไพรทั้งหมดที่มีอยู่ในสวนสมุนไพรของคุณก็คงตายไปแล้ว…ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเร่งอัตราการเจริญเติบโตของเถาวิเศษ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเร่งมันนี่แหละที่แพงมาก!”
แนวคิดเรื่องการติดตานั้นฟังดูง่ายในเชิงทฤษฎี แต่การทำจริงก็จัดว่าหนักหนาสาหัสใช่ย่อย
ข้อแรก การฝังจิตวิญญาณของหน่ออ่อนเข้าไปในเถาวิเศษต้นเดิมจะต้องใช้ทักษะของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ทำให้กูรูสมุนไพรแทบทุกคนหมดปัญญา
ทั้งนี้ ระหว่างกระบวนการถ่ายทอดจิตวิญญาณ ก็จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ต้นแม่จะไม่ปฏิเสธหน่ออ่อนนั้น
อันที่จริง กระบวนการติดตาที่ว่าก็ไม่ต่างอะไรกับการเข้าครอบงำ แม้ตอนนี้เถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ต้นแม่จะยังว่างเปล่า แต่การจะฝังจิตวิญญาณของหน่ออ่อนเข้าไปควบคุมต้นแม่ก็ถือเป็นความยากลำบากแสนสาหัส
เทียบได้กับการให้มดตัวหนึ่งลากเกี้ยวนั่นทีเดียว
และราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของเถาวิเศษก็จัดว่าสูงมาก
“คุณต้องการอะไรบ้างล่ะ? ฉันจะไปเตรียมให้เดี๋ยวนี้!” กูรูเชวกัดฟันแน่น
ถ้าเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ต้นนี้ต้องตายไป สมุนไพรทุกชนิดในสวนของเธอก็ตายหมดไม่มีเหลือ ซึ่งความสูญเสียในตอนนั้นย่อมจะสาหัสกว่ากันมาก
“หน่ออ่อนของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ 1 หน่อ, สมุนไพรที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปอีก 50 ชนิด…” จางเซวียนร่ายยาวถึงรายการของที่เขาต้องใช้
เมื่อได้ฟัง ทุกคนต่างก็มองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด เพราะราคาที่ต้องจ่ายก็ช่างสูงเหลือเกิน
ตระกูลกูรูสมุนไพรทั่วไปไม่มีทางหาสิ่งเหล่านี้มาได้ทั้งหมดแน่ แถมทุกอย่างก็ยังใช้เพื่อช่วยชีวิตต้นไม้เพียงต้นเดียว
“ได้ ฉันจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้!” เมื่อรู้แล้วว่าต้องใช้อะไรบ้าง กูรูเชวถึงกับเลิกคิ้วเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังพอหาได้
“รอเดี๋ยว…”
ขณะที่เธอกำลังจะไปเตรียมข้าวของ ชายหนุ่มก็พูดต่อ “เตรียมดอกไม้สะกดอารมณ์มาดอกหนึ่งด้วย จะดีที่สุดหากมีอายุ 500 ปีขึ้นไป แล้วก็…นำหินวิเศษขั้นกลางมาให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ด้วยนะ!”
