ตอนที่ 588 ดวลเพลงหมัด
ทันทีที่พวกเขาขึ้นเวที ปรมาจารย์หงก็เร่งให้ผู้เข้าประลองที่จับฉลากได้โซนอื่นๆ ขึ้นไปเช่นกัน
ผู้เข้าประลองที่จับฉลากได้ B1 C1 และ D1 ต่างเข้าประจำที่
จากนั้น พวกเขาก็เริ่มหารือกันถึงเนื้อหาของการประลอง
ซึ่งปรมาจารย์หงก็ไม่ได้ขัดจังหวะ
ไม่ช้าทุกคนก็ตัดสินใจได้
ในจำนวน 4 โซน – 2 โซนเลือกการถ่ายทอดความรู้, 1 โซนเลือกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ และอีก 1 โซนเลือกการดวลซึ่งหน้า
การแข่งขันระหว่างปรมาจารย์นั้นเป็นมากกว่าแค่พละกำลัง โดยรวมถึงความสามารถ ทั้งอาชีพรองรับ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ การถ่ายทอดความรู้และอื่นๆ อีกหลายด้าน ถ้าเป็นแค่การดวลธรรมดา คงไม่ต้องจัดยิ่งใหญ่ขนาดนี้
ดังนั้น จึงมีปรมาจารย์เพียงไม่กี่คนที่เลือกการดวลแบบสู้กันซึ่งๆ หน้ามาเอาชนะคู่ต่อสู้
“นี่คือการประลองปรมาจารย์ของจริงสินะ!” จางเซวียนนึกยำเกรง
การประลองรอบที่แล้วเป็นเพียงการคัดผู้เข้าประลองที่มีความสามารถอ่อนด้อยออกไป แต่สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือแก่นแท้ของการแข่งขันระหว่างเหล่าปรมาจารย์
สมกับที่เป็นการประลองปรมาจารย์
จางเซวียนมองเวทีทั้ง 4 โซนและพบใบหน้าหนึ่งที่เขาคุ้นเคย
ซ่งเชา!
ถึงการประลองรอบคัดเลือกจะไม่ง่าย แต่ดูเหมือนเขาจะทำผลงานได้ดี จึงผ่านเข้ารอบดวลได้อย่างสบาย
ผู้ที่เขาต้องแข่งขันด้วยเป็นศิษย์สายตรงของสำนักหนึ่ง แม้ฝ่ายนั้นจะมีวรยุทธระดับเดียวกันกับซ่งเชา แต่ทำผลงานในรอบคัดเลือกได้ไม่ดีนัก เขารู้ดีว่าแทบไม่มีโอกาสที่เขาจะเอาชนะซ่งเชาได้ จึงใช้กฎเกณฑ์ของการประลองที่เปิดทางเอาไว้เลือกการต่อสู้ซึ่งๆ หน้า
“เริ่มได้!”
เสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มการประลอง ศิษย์สายตรงคนนั้นพุ่งเข้าโจมตีซ่งเชาทันที
เมื่อทั้งคู่เริ่มแลกหมัดเข่าศอกกัน ลมหอบใหญ่วู่หวิวก็พัดอยู่โดยรอบ เพราะมีวรยุทธระดับเดียวกัน ทั้งคู่จึงยังยืนหยัดอยู่ได้ บอกได้ยากว่าใครถือไพ่เหนือกว่า
แม้เวทีจะไม่ใหญ่โตอะไร แต่มีค่ายกลติดตั้งไว้โดยรอบ ด้วยระดับวรยุทธของพวกเขา เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ค่ายกลพังเสียหาย จึงต่อสู้กันได้โดยไม่ต้องกังวลใจ
“ดูเหมือนซ่งเชา…จะผ่านเข้ารอบต่อไปได้แน่!”
เมื่อเฝ้าดูการต่อสู้อยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็สรุปได้ไม่ยากว่าซ่งเชาน่าจะเป็นฝ่ายชนะ
ถึงทั้งคู่จะมีวรยุทธทัดเทียมกัน แต่ท่วงท่าของซ่งเชานั้นยืดหยุ่นและระมัดระวังตัวกว่า ปิดโอกาสที่คู่ต่อสู้จะเข้าโจมตีได้เกือบหมด
ขอแค่คู่ต่อสู้ของเขาเผยความหวั่นวิตกออกมา ซ่งเชาก็จะได้โอกาสโค่นเขาทันที
เมื่อเดาผลได้ จางเซวียนจึงหันไปสนใจอีกเวทีหนึ่ง ซึ่งเป็นการแข่งขันเรื่องการถ่ายทอดความรู้
ถ้าเปรียบเทียบกับเวทีของซ่งเชาที่ทั้งคู่ต่างขับเคลื่อนพลังปราณเข้าห้ำหั่นกับอีกฝ่าย เวทีนี้ดูจะสงบราบเรียบกว่ามาก
นักรบ 20 คนซึ่งมีระดับวรยุทธต่างๆ กันถูกสุ่มมาจากในจัตุรัส และผู้เข้าประลองก็เลือกไว้ข้างละ 10 คน
หลังจากได้นักรบ 2 กลุ่มแล้ว ผู้เข้าประลองก็เริ่มเปิดการบรรยายโดยใช้พลังปราณส่งโทรจิตหากลุ่มผู้ฟังของตัวเอง เพื่อไม่ให้รบกวนซึ่งกันและกัน
ระยะเวลาที่กำหนดไว้คือ 1 ก้านธูป เมื่อหมดเวลา ผู้ฟังของกลุ่มไหนที่มีความก้าวหน้ามากกว่า ปรมาจารย์ผู้บรรยายก็จะเป็นผู้ชนะ
การแข่งขันแบบนี้เรียบร้อยหมดจดกว่ากันมาก และดูจะสอดคล้องกับบุคลิกของครูบาอาจารย์
เมื่อเห็นว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะได้ผู้ชนะ จางเซวียนจึงหันไปมองเวทีที่ผู้เข้าประลองเลือกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ
ทั้งคู่ถือหินหยั่งรู้ไว้ในมือ และไม่ช้าตัวเลขก็ปรากฏ – 14.7 และ 14.9 แน่นอนว่าฝ่ายหลังเป็นผู้ชนะ
นี่คือการประลองที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด
แต่ถึงอย่างไร ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณก็เป็นรากฐานของปรมาจารย์ ซึ่งปรมาจารย์ส่วนใหญ่ก็ไม่เต็มใจจะเปิดเผยให้ใครรู้ ดังนั้น จึงมีผู้เข้าประลองน้อยมากที่เลือกการประลองหัวข้อนี้
ไม่ช้ารอบแรกก็เสร็จสิ้น เหมือนอย่างที่จางเซวียนคิดไว้ ซ่งเชาเป็นผู้ชนะ
ส่วนการประลองเรื่องการถ่ายทอดความรู้ของทั้งสองโซนก็ได้ข้อสรุปแล้วเช่นกัน ปรมาจารย์ที่ทำให้ผู้ฟังฝ่าด่านวรยุทธได้มากกว่าภายในเวลาที่กำหนดไว้ ก็เป็นผู้ชนะและได้ผ่านเข้ารอบต่อไป
เมื่อสิ้นสุดรอบแรก ก็มีทั้งผู้เริงร่าดีใจและผู้หงอยเหงา แต่ปรมาจารย์หงไม่ได้ใส่ใจ เขาประกาศเรียกผู้เข้าประลองในรอบต่อไปทันที
“สำหรับรอบ 2 ขอเชิญผู้เข้าประลองที่จับฉลากได้ A3 B3 C3 และD2 ออกมา…”
B2 และ C2 ได้ผ่าน
เมื่อได้ยินว่าถึงตาของตัวเอง จางเซวียนเดินไปที่เวทีโซน ‘D’
“ปรมาจารย์จาง…ได้ D2? ทำไมเราซวยแบบนี้ล่ะ?”
เห็นจางเซวียนเดินเข้ามา ชายหนุ่มคนหนึ่งก็หน้าถอดสีและแทบปล่อยโฮ
ตัวเขาก็จับฉลากได้ D2 ซึ่งหมายความว่าต้องประลองกับเทพเจ้าแห่งความวอดวายคนนี้
“โชคร้ายจริงๆ ที่คุณต้องเจอเขาตั้งแต่ครั้งแรก…” สหายของเขาที่ยืนข้างๆ ก็หน้าตาเหยเก
ปรมาจารย์จางคนนี้โชว์เหนือมาตั้งแต่เริ่มการประลอง ถึงกับทำลายสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าด้วยวิธีการที่แสนจะเหลือเชื่อ ถ้ามีการจัดอันดับรายชื่อของผู้เข้าประลองที่ไม่มีใครอยากเจอ หมอนี่คงเป็นชื่อแรก
ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาเป็นที่โจษจันยิ่งกว่าหลัวชุนเสียอีก
ต้องเจอกับคนแบบนี้ตั้งแต่รอบแรก เขาช่างโชคร้ายจริงๆ
“แล้วผมจะทำไงดี สละสิทธิ์ดีไหม? ถ้าไม่สละสิทธิ์เ ขาจะ…ฆ่าผมด้วยหรือเปล่า?” ชายหนุ่มถามเพื่อนด้วยใบหน้าเปรอะน้ำตา
เพราะหมอนี่ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ชายหนุ่มจึงประหวั่นพรั่นพรึงอย่างหนักว่าตัวเองจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ หากต้องสู้กับเทพเจ้าแห่งความวอดวายคนนี้ นี่เป็นแค่การประลอง เขายังไม่อยากตายในสภาพน่าอนาถ…
“แค่ก แค่ก, ผมไม่คิดว่าเขาจะไปไกลถึงขนาดสังหารมนุษย์หรอก!” เพื่อนปลอบใจ
“แต่ตอนหมากรุกสวรรค์ ผมก็คิดแบบนั้นแหละ…” ชายหนุ่มแย้ง
“เอ่อ…” สหายของเขาถึงกับไปต่อไม่ถูก
ปรมาจารย์จางก็น่าสะพรึงจริงๆ ถ้าเขาเลือกได้ เขาคงจะเลือกเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอีกครั้งมากกว่าต้องสู้กับหมอนั่น
เพราะแรงกดดันที่เขารู้สึกได้จากการเผชิญหน้ากับจางเซวียน…หนักกว่าตอนที่เจอเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเสียอีก
“กว่าคุณจะมาถึงขั้นนี้ได้ก็ไม่ง่าย การสละสิทธิ์น่ะไม่ฉลาดหรอกนะ อย่ากังวลไปเลย ถึงปรมาจารย์จางจะเก่งกาจแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะแพ้ไม่เป็น!”
เขาตบบ่าเพื่อนผู้เคราะห์ร้ายและพูดต่อ “และอีกอย่าง สมาพันธ์นานาอาณาจักรได้อันดับแย่กว่าสำนักของเรามากในการประลองครั้งก่อน แค่คุณเลือกรูปแบบการประลองที่ตัวเองถนัด ก็ยังมีโอกาสที่จะได้ชัยชนะ ซึ่งทันทีที่คุณทำสำเร็จ ก็น่าจะได้ติดอันดับ 1 ใน 8 เป็นอย่างน้อย!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายก็พยักหน้า
“เอ่อ…คุณพูดถูก!”
ทุกสายตาย่อมจับจ้องที่การประลองของเขากับจางเซวียน ถ้าเขาชนะ ไม่เพียงแต่ความมั่นใจจะพุ่งพรวด แต่ยังสร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้เข้าประลองคนอื่นๆ ด้วย เพราะเขาคือผู้ที่โค่นเทพเจ้าแห่งความวอดวายลงได้ และเมื่อความหวาดหวั่นของผู้เข้าประลองคนอื่นๆ ทำให้เขาถือไพ่เหนือกว่า ก็มีโอกาสที่จะได้ติด 1 ใน 10 หรือแม้แต่ 1 ใน 8 ด้วยซ้ำ
สุดท้าย ปัจจัยเรื่องสภาพจิตก็มีส่วนสำคัญมากต่อการประลอง
“เอาวะ เพื่อความก้าวหน้า!”
รู้ดีว่าสิ่งยิ่งใหญ่ย่อมได้มาด้วยความเสี่ยง ชายหนุ่มจึงกัดฟันกรอดและเตรียมออกไป
ถึงเขาจะยังพรั่นพรึง แต่ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว จะต้องปรับสภาพตัวเองให้เป็นปกติโดยเร็วที่สุด
“รีบหาจุดอ่อนของปรมาจารย์จางนะ…”
เห็นเพื่อนเรียกกำลังใจกลับคืนมาได้ สหายของเขาก็พยักหน้าอย่างชื่นชม “ด่านแรก ปรมาจารย์จางทำลายเมืองหลอนแดนปีศาจ นั่นหมายความว่าประตูแห่งความลับที่อยู่ในสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนั้นทำอะไรเขาไม่ได้ แสดงให้เห็นว่าเขามีทั้งสภาวะจิตที่แข็งแกร่งมากและทักษะการหยั่งรู้เป็นเลิศ!”
“ใช่!”
ชายหนุ่มวิเคราะห์ตามและพยักหน้า
เมืองหลอนแดนปีศาจที่มืดมนอนธการนั้นเต็มไปด้วยวิญญาณ และหากไม่มีสายตาเป็นเลิศ ก็ไม่มีทางมองเห็นเส้นทางที่อยู่ภายใน ดังนั้น ต่อให้ใครอยากทำลายมัน ก็แทบเป็นไปไม่ได้
“เรื่องนี้คุณไม่น่าจะเอาชนะเขาได้ เพราะฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงการดวลที่เกี่ยวข้องกับการใช้สายตาหรือทักษะการหยั่งรู้”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ได้สิ แปลว่าการระบุข้อบกพร่องและการชี้แนะวรยุทธน่าจะไม่เป็นปัญหา!”
สหายของเขาวิเคราะห์ต่อไป “ทีนี้มาถึงการทดสอบด่านที่ 2 เขาสามารถหว่านล้อมเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นโดยใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ แปลว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาไม่ธรรมดา ดังนั้นคุณจึงไม่ควรแข่งขันกับเขาในเรื่องระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ หรือการถ่ายทอดความรู้!”
การที่อีกฝ่ายหว่านล้อมเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นให้ฆ่าตัวตายได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ นั่นหมายความว่าทั้งระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณและความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของเขาอยู่ในระดับน่าอัศจรรย์ ถ้าคิดจะแข่งขันเรื่องนั้นกับปรมาจารย์จางล่ะก็ เผลอๆ อาจจะลงเอยแบบเผ่าพันธุ์ปีศาจตนนั้นก็ได้
สหายของเขาสรุปการวิเคราะห์และให้คําประเมินขั้นสุดท้าย
“ส่วนการทดสอบด่านที่ 3 และด่านที่ 4…แม้จะไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก แต่มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีทั้งความจำและสติปัญญาที่เหนือชั้น จึงเป็นไปได้ว่าความเข้าใจในวรยุทธย่อมสูงส่งด้วย ดังนั้น ถ้าจะให้สรุป…ผมคิดว่าคุณควรประลองกับเขาด้วยการดวลซึ่งๆ หน้า!”
“จริงด้วย ถ้าผมท้าทายเขาด้วยการดวลซึ่งๆ หน้า ดูจากการที่เขาเป็นแค่นักรบหยินหยาง-ขั้นสูงสุดขณะที่ตัวผมเป็นนักรบขจัดสิ่งมัวหมอง-ขั้นกลางแล้ว การที่ผมจะเอาชนะเขาก็คงไม่ยาก!” นัยน์ตาของชายหนุ่มวาววับเมื่อมองเห็นความหวัง
ในเมื่อการดวลรูปแบบไหนก็ไม่มีโอกาสชนะ ก็เหลือทางเลือกให้เขาเพียงทางเดียว…การดวลซึ่งๆ หน้า!
เพราะระดับวรยุทธของเขาสูงกว่าปรมาจารย์จาง จึงถือว่าได้เปรียบ
“แต่…เขาก็มีโอกาสปฏิเสธรูปแบบการดวลที่ผมเสนอได้ 1 ครั้งเหมือนกัน แล้วถ้าเขาปฏิเสธล่ะ?” หลังจากลิงโลดได้ครู่เดียว ชายหนุ่มก็พลันนึกได้ รอยยิ้มของเขาหดหายไปทันที
ถึงสมาพันธ์นานาอาณาจักรจะไม่มีโอกาสเลือกรูปแบบของการประลอง เพราะได้ที่โหล่ในการประลองปรมาจารย์ครั้งก่อน แต่ตัวแทนก็ยังมีสิทธิ์ปฏิเสธรูปแบบของการดวลได้ 1 ครั้ง
ถ้าเขาเลือกการประลองแบบดวลกันซึ่งๆ หน้า และอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย จะไม่กลายเป็นว่าต้องใช้รูปแบบอื่นๆ ที่เหลือหรือ.
สหายของเขายิ้ม
“คุณก็โง่ไปได้! การดวลซึ่งหน้ามีตั้งหลายแบบ คุณเลือกการดวลเพลงหมัดก็ได้ แล้วพอเขาปฏิเสธ คุณก็เปลี่ยนเป็นการดวลเพลงดาบ คราวนี้เขาก็ปฏิเสธไม่ได้แล้ว ตัวคุณเองก็เป็นนักดาบหมายเลข 1 ในสำนักของเรา ถ้าดวลเพลงดาบกันล่ะก็ ไม่มีทางแพ้เขาหรอก!”
“จริงด้วย!”
เมื่อได้ความมั่นใจกลับคืนมา ชายหนุ่มก็ตาโตขึ้นอีกครั้ง “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ ถ้าผมเอาชนะเขาได้และได้ติด 1 ใน 10 ล่ะก็ ผมจะตอบแทนบุญคุณครั้งนี้อย่างแน่นอน รอดูชัยชนะของผมได้เลย!”
เมื่อพูดจบ เขาก็เดินไปที่เวทีโซน D ด้วยรอยยิ้มมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ผม อู๋เทียนห่าวจากสำนักเมฆผงาด หวังว่าปรมาจารย์จางจะช่วยชี้แนะ!”
ชายหนุ่มก้าวขึ้นไปบนเวทีและประสานมือคารวะ
“จางเซวียน จากสมาพันธ์นานาอาณาจักร!” จางเซวียนพยักหน้ารับ “ไม่ทราบว่าปรมาจารย์อู๋เลือกการประลองแบบไหน?”
“ผมอยากดวลเพลงหมัดกับคุณ!” อู๋เทียนห่าวยิ้มมุมปากและตอบตามคำแนะนำของสหาย
“ดวลเพลงหมัด?” จางเซวียนพยักหน้า “ได้สิ!”
“คุณไม่เห็นด้วยหรือ? ถ้าอย่างนั้นเราก็…เฮ้ย?”
อู๋เทียนห่าวดำเนินการตามแผนอย่างตื่นเต้น แต่แล้วก็พลันนึกได้ เขายืนตัวแข็ง “คุณเพิ่ง…ตอบตกลงใช่ไหม?”
“ใช่ ก็คุณเสนอให้ดวลเพลงหมัด ได้สิ เริ่มเลย!” จางเซวียนพยักหน้า
อันที่จริง จางเซวียนมองออกว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอย่างไร แต่สำหรับเขา จะดวลแบบไหนก็ไม่แตกต่าง
“….” อู๋เทียนห่าวแทบทรุด
ทำไมคุณไม่ทำตามสามัญสำนึกสักหน่อย? มันเป็นลูกเล่น คุณก็น่าจะรู้!
คุณควรจะปฏิเสธข้อเสนอแรกของผม เพื่อที่เราจะได้ดวลเพลงดาบ…
มันเรื่องอะไรถึงตกลงง่ายๆ แบบนั้น!
ผมหมายมั่นปั้นมือว่าจะปราบคุณได้ด้วยเพลงดาบอันเหนือชั้นของผม แต่คุณก็ทำแผนการป่นปี้
แต่เอาแบบนั้นก็ได้! ถึงเพลงหมัดของผมจะอ่อนด้อยกว่าเพลงดาบ แต่ก็ใช่ว่าจะเหยาะแหยะ อย่างมาก ผมก็แค่สำแดงพละกำลังเต็มพิกัดตั้งแต่ต้น ดูซิว่าคุณจะรับมือกับมันอย่างไร?
อีกฝ่ายมีวรยุทธต่ำกว่าเขาถึง 2 ขั้นย่อย แถมวรยุทธขั้นหยิน-หยางกับขั้นขจัดสิ่งมัวหมองยังมีพละกำลังและอานุภาพด้านอื่นๆ ต่างกันมาก อู๋เทียนห่าวจึงไม่เชื่อว่าจางเซวียนจะเอาชนะเขาในการดวลเพลงหมัดได้
“ในเมื่อคุณตกลง ก็เริ่มเลย!”
เมื่อตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะแล้ว อู๋เทียนห่าวก็ขับเคลื่อนวรยุทธของเขา ทันใดนั้น รังสีรอบตัวเขาก็พุ่งเป็นสาย เกิดเป็นภาพเสือโคร่งงามสง่าตัวหนึ่งกำลังเยื้องย่างอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ ภาพนั้นพุ่งเข้าไปในสมองของผู้ชมทุกคน อู๋เทียนห่าวกำหมัดแน่นและพุ่งเข้าใส่
