ตอนที่ 590 การวิเคราะห์ของจ้าวเฟยอู่
“ปรมาจารย์จาง…”
คุณชายโหลวฮวนเดินมาหาจางเซวียนและอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูด “ผมมีเรื่องอยากขอร้อง!”
“พูดมาเลย!” จางเซวียนตอบยิ้มๆ
ถึงเขาจะเคยมีความขุ่นเคืองกับอัจฉริยะแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรผู้หยิ่งผยองคนนี้ แต่ทั้งคู่ก็ได้ปรับความเข้าใจกันแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งที่อยู่ในที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง อีกอย่าง ในฐานะที่เป็นตัวแทนของสมาพันธ์ด้วยกันทั้งคู่ หากเขาช่วยได้ ก็ไม่ควรปฏิเสธ
“ตอนแรก ผมก็ไม่ได้หวังว่าจะติด 1 ใน 10 แต่ในเมื่อตอนนี้เป็น 1 ใน 16 แล้ว หากไม่พยายาม คงเสียใจไปชั่วชีวิต…” คุณชายโหลวฮวนหน้าแดงก่ำ
การจับฉลากได้ ‘A1’ ทำให้เขาผ่านเข้ารอบ 16 คนไปโดยไม่ต้องประลอง
มนุษย์ล้วนเกิดมาพร้อมความปรารถนา ถ้าเขาถูกคู่ต่อสู้โค่นไปในรอบที่แล้ว ก็คงไม่คิดอะไรมากแต่ในเมื่อตอนนี้ติดอันดับ 1 ใน 16…ชัยชนะของการได้เป็น 1 ใน 10 อันดับแรกจึงเป็นเรื่องที่เขาอดวาดหวังไม่ได้
“…แต่คนที่ผมจะต้องประลองกับเขาในรอบถัดไป คือฉิงเหลยจากสำนักตะวันขาว!”
คุณชายโหลวฮวนพึมพำออกมาอย่างท้อแท้ “ผมไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะเขาได้!”
จางเซวียนมองหน้าคุณชายโหลวฮวน “ฉิงเหลย…คนที่รั้งอันดับ 3?”
เขาเคยเห็นชื่อนี้จากรายชื่อที่ประธานคังให้ดู ฉิงเหลยเป็นอัจฉริยะจากสำนักตะวันขาว เป็นทั้งปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด และนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 สูงสุด เป็นรองก็แค่หลัวชุนจากสำนักเมฆเหินและเลี่ยวอู๋จื่อจากสำนักพายุเยือกแข็งเท่านั้น เขาเป็นตัวเก็งผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งเช่นกัน
“ใช่” คุณชายโหลวฮวนพยักหน้า
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง การจะเอาชนะเขาก็ทำได้ยาก!” จางเซวียนขมวดคิ้ว
ถึงคุณชายโหลวฮวนจะพัฒนาขึ้นมากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จนได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4-สูงสุดเช่นกัน แต่ก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะเอาชนะศิษย์สายตรงจากสำนักใหญ่ๆ อย่างคู่ต่อสู้ที่เขาต้องเจอ
อีกอย่าง จำนวนทรัพยากรที่พวกเขาได้รับตลอดหลายปีนี้ก็ต่างกันมาก ซึ่งการฝึกฝนอย่างหนักใน 2 เดือนสุดท้าย ไม่เพียงพอจะลดความเหลื่อมล้ำ
“ผมจึงอยากขอคำชี้แนะจากปรมาจารย์จาง ไม่ว่าผมจะเอาชนะเขาได้หรือไม่ ผมก็สำนึกในบุญคุณของคุณอยู่ดี!” คุณชายโหลวฮวนรีบพูด
ปรมาจารย์จางทำผลงานในการประลองครั้งนี้ได้น่าประทับใจมาก ทำเอาตัวเก็งผู้โด่งดังอย่างหลัวชุนกับเลี่ยวอู๋จื่ออับแสงไปเลย
หากจะมีใครสักคนที่สามารถนำพาเขาให้เข้าใกล้การประสบความสำเร็จ ก็ไม่ใช่ประธานคังซึ่งเป็นท่านอาจารย์ของเขา แต่เป็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้
“ผมให้คำชี้แนะคุณได้ แต่ว่า…”
จางเซวียนส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อ “…เรายังไม่รู้เลยว่าจะประลองแบบไหน แล้วผมจะให้คำชี้แนะที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร?”
การประลองปรมาจารย์นั้นประกอบด้วยการประลองหลากหลายรูปแบบ และในเมื่อสมาพันธ์นานาอาณาจักรได้ที่โหล่ในการประลองครั้งที่แล้ว คุณชายโหลวฮวนจึงไม่มีสิทธิ์เลือก ในสถานการณ์แบบนี้ เขาจำเป็นต้องคล้อยตามการตัดสินใจของอีกฝ่าย แล้วจางเซวียนจะให้คำชี้แนะที่เหมาะสมได้อย่างไร?
อีกอย่าง หากจะเตรียมตัว อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายมีกลยุทธใดซ่อนไว้บ้าง ไม่อย่างนั้น ต่อให้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวหรือ 7 ดาว ก็ไม่อาจช่วยคุณชายโหลวฮวนได้
ถึงจางเซวียนอยากช่วย ก็ไม่มีอะไรให้ช่วยได้เลย!
คุณชายโหลวฮวนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ในรอบที่แล้ว คนที่สู้กับเขาคืออู๋ฉิงจากสำนักลมหายใจที่แท้จริง ทั้งคู่มีฝีมือทัดเทียมกันมาก ฉิงเหลยจึงเสนอให้ประลองการถ่ายทอดความรู้ และเอาชนะไปได้ ส่วนกับผม…ผมคิดว่ามีโอกาสสูงที่เขาจะเลือกการดวลซึ่งหน้า เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้สมองให้มากมาย!”
อู๋ฉิงคือปรมาจารย์อีกคนหนึ่งซึ่งมีชื่อใน 10 อันดับแรกเช่นกัน แต่เพราะโชคร้าย จึงต้องเจอกับฉิงเหลยตั้งแต่รอบแรก และลงเอยด้วยการตกรอบ
เพราะทั้งคู่มีฝีมือใกล้เคียงกันมาก ฉิงเหลยจึงเลือกใช้การถ่ายทอดความรู้ แต่กับคุณชายโหลวฮวน ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องเหนื่อยยากขนาดนั้น จึงมีโอกาสที่ฉิงเหลยจะเสนอให้ใช้การดวลซึ่งหน้า
ถึงทั้งคู่จะเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4-สูงสุดเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายมีประสบการณ์เหนือกว่าเขามาก แถมทรัพยากรที่สำนักตะวันขาวได้รับก็ห่างไกลกว่าของคุณชายโหลฮวน จึงมีความเป็นไปได้ว่าคุณชายโหลวฮวนจะด้อยกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการต่อสู้ หรือความสามารถในการควบคุมพละกำลัง
การคาดเดาของคุณชายจึงฟังขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่อีกฝ่ายจะเลือกใช้การดวลซึ่งหน้ากับเขา
“เอ่อ…”
จางเซวียนเกาหัวยิก
ถ้าเป็นการดวลซึ่งหน้าจริงๆ ปัญหานี้ก็แก้ไม่ยาก เพราะการจะยกระดับความสามารถในการต่อสู้ให้คุณชายโหลวฮวนภายใน 1 ชั่วโมงเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับเขา…แต่ถ้าไม่ใช่การดวลซึ่งหน้าล่ะ?
ถ้าทุกอย่างที่ลงทุนลงแรงไปต้องสูญเปล่า?
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะอ้าปากพูด ประธานคังก็เดินเข้ามา
“ปรมาจารย์จาง โหลวฮวน หาอะไรกินก่อน!”
เมื่อมองไปรอบๆ พวกเขาก็เห็นว่าผู้เข้าประลองส่วนใหญ่ต่างพากันลงจากเวทีไปนั่งพักเหนื่อยและเติมพลัง
“ลงมาก่อนเถอะ!”
ไม่มีประโยชน์ที่จะขบคิดในเรื่องที่ยังไม่แน่ใจ ทั้งคู่จึงเดินลงจากเวที
สำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์จัดเตรียมอาหารไว้อย่างหรูหรา มีแม้กระทั่งเนื้ออสูรวิเศษ ซึ่งเป็น อาหารฟื้นฟูพลังปราณที่ดีที่สุด
เมื่อเห็นของกิน ท้องไส้ของจางเซวียนก็ปั่นป่วนขึ้นมาทันที
“คุณสองคนคุยอะไรกัน?” จ้าวเฟยอู่ถามยิ้มๆ
“อ๋อ คุณชายโหลวฮวนจะต้องเจอกับฉิงเหลยจากสำนักตะวันขาวในการประลองรอบต่อไป และเขาหวังว่าผมจะช่วยให้คำชี้แนะได้ แต่เรายังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะเลือกการประลองแบบไหน” จางเซวียนกินไปตอบไป
“การประลองแบบไหน?” จ้าวเฟยอู่เท้าคาง และหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ให้คำตอบ “ฉันคิดว่า…น่าจะเป็นการทำความเข้าใจวรยุทธ!”
“การทำความเข้าใจวรยุทธ?” จางเซวียน คุณชายโหลวฮวน และคนอื่นที่อยู่ใกล้ๆ ต่างหันมามอง
อันที่จริง หลายคนเห็นด้วยกับความคิดของคุณชายโหลวฮวนว่าฝ่ายนั้นน่าจะเลือกการดวลซึ่งหน้า ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความอยากรู้เมื่อมีใครคนหนึ่งเห็นต่าง
“การทำความเข้าใจวรยุทธ? แต่นั่นเป็นการดวลที่ยุ่งยาก และการประเมินก็มักทำได้อย่างไม่ค่อยจะเที่ยงตรงด้วย มีไม่กี่คนเท่านั้นแหละที่จะเลือกการดวลแบบนี้!” ปรมาจารย์สู่วแย้ง
การประลองเรื่องการทำความเข้าใจวรยุทธนั้นทำได้หลายวิธี ทั้งการตีความเทคนิคการต่อสู้ การตีความเทคนิควรยุทธ และอื่นๆ อีกมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ก็ล้วนแต่กินเวลาและกินแรง แถมการตีความยังทำได้หลายแง่มุม ซึ่งอาจถูกต้องทั้งหมดเลยก็ได้ พูดง่ายๆ ก็คือ หากการตีความของใครไม่หลุดลุ่ยผิดทางจนเกินไป การตัดสินหาผู้ชนะก็ทำได้ยาก
ยิ่งกว่านั้น พวกเขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด ไม่มีทางที่การทำความเข้าใจวรยุทธของใครจะหลุดลุ่ยผิดทาง ด้วยเหตุนี้ จึงมีปรมาจารย์เพียงไม่กี่คนที่เลือกใช้การดวลอันยุ่งยากอย่างที่ว่ามา
“อธิบายให้ละเอียดกว่านี้สิ!”
ถึงองค์หญิงจะมีวรยุทธอ่อนด้อย แต่จางเซวียนก็รู้ว่าเธอเป็นนักอ่านตัวยง และเคยแสดงให้เห็นหลายครั้งแล้วว่ามีความสามารถพิเศษในการเดาใจใครต่อใคร
“เหตุผลที่ฉันสรุปแบบนี้ ก็ง่ายนิดเดียว มันขึ้นอยู่กับว่าเขาหวังอะไรในการประลอง!”
จ้าวเฟยอู่หัวเราะอย่างมีเลศนัย
“เขาหวังอะไร?” คุณชายโหลวฮวนชะงัก “ไม่ใช่หวังตำแหน่งแชมป์หรอกหรือ?”
ความรุ่งโรจน์สูงสุดที่ใครสักคนหนึ่งจะคาดหวังจากการประลองปรมาจารย์ก็คือการได้เป็นแชมป์ ในฐานะตัวเก็งที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง ก็เป็นธรรมดาที่ฉิงเหลยจะต้องหมายตาตำแหน่งนั้น
“คุณก็พูดถูก แต่คุณรู้ไหมว่าตอนนี้อุปสรรคสำคัญที่สุดที่ขวางกั้นไม่ให้เขาบรรลุเป้าหมายคืออะไร?” จ้าวเฟยอู่หรี่ตาขณะที่หันใบหน้างดงามของเธอมามองชายหนุ่ม
“คุณหมายถึง…ปรมาจารย์จาง?”
ไม่มีใครคิดเป็นอย่างอื่น
คงไม่เป็นการพูดเกินเลยหากจะใช้คำว่า ‘บ้าคลั่ง’ อธิบายพฤติกรรมของจางเซวียนในการประลองรอบคัดเลือก และหลังจากการดวลรอบแรกในรอบดวล ก็ไม่มีใครอีกแล้วที่คิดว่าตัวเองจะเอาชนะวรยุทธอ่อนด้อยของเขาได้ ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงกลายเป็นตัวเก็งที่น่าจับตาที่สุดสำหรับตำแหน่งแชมป์ เหนือกว่าหลัวชุนเสียอีก
ดังนั้น อุปสรรคใหญ่หลวงที่สุดที่ฉิงเหลยต้องเจอก็คือเขา
“ถูกต้อง ในเมื่อเป้าหมายของเขาคือปรมาจารย์จาง จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะไม่เห็นคุณเป็นศัตรู ดังนั้น ที่ผ่านๆ มา…เขาจึงไม่เคยมองว่าคุณเสมอกับเขา” จ้าวเฟยอู่พูด
คุณชายโหลวฮวนหน้าแดงก่ำ
แม้คำพูดนั้นจะบาดใจ แต่เขาก็รู้ว่าเป็นความจริง
ด้วยความเหลื่อมล้ำของทั้งคู่ แน่นอนว่าฉิงเหลยไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวเขา
“แต่เพราะว่าคุณสองคนมาจากสมาพันธ์ และเป้าหมายของเขาก็คือโค่นล้มปรมาจารย์จาง จึงเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ใช้ความแข็งแกร่งที่สุดของปรมาจารย์จางมาเอาชนะคุณ เพื่อจะได้ยั่วยุปรมาจารย์จาง!” จ้าวเฟยอู่พูดต่อ
“ความแข็งแกร่งที่สุดของผม?” จางเซวียนชะงัก
“ใช่ ถึงคุณจะแสดงความสามารถโดดเด่นในหลายๆ ด้าน อย่างเช่นการควบคุมอารมณ์และความจำ แต่ก็ชัดเจนว่าความแข็งแกร่งที่สุดของคุณคือสติปัญญาและการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์!”
“ถูกต้อง!” ประธานคังพยักหน้า
ปรมาจารย์จางทำผลงานโดดเด่นตลอดทั้งการประลอง แต่สติปัญญาและการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์คือสิ่งที่ทำให้ใครๆ ประทับใจที่สุด
เขาใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์หว่านล้อมให้เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นฆ่าตัวตาย ทั้งยังเอาชนะหุ่นผู้เฒ่าแห่งหมากรุกสวรรค์ได้ด้วยการเดินหมากเพียงตาเดียว
ส่วนการทำลายเมืองหลอนแดนปีศาจนั้นไม่ได้บ่งบอกความสามารถที่ชัดเจนอะไร และโดยเฉพาะเมื่อผู้เข้าประลองคนอื่นๆ ไม่มีโอกาสเข้าไปข้างในด้วยตัวเอง และการจดจำหนังสือได้สองหมื่นเล่มนั้นก็เป็นเพราะภูมิหลังเดิมของเขา จึงไม่น่าประทับใจเท่ากับ 2 อย่างแรก
“การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์นั้นเป็นความสามารถที่ผูกติดกับระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ซึ่งต่อให้เขาคิดว่าจะเอาชนะคุณได้ ก็อาจไม่ง่ายแบบนั้น แต่ระดับสติปัญญานั้นไม่เหมือนกันสติปัญญาของปรมาจารย์จะแสดงออกมาทางความเข้าใจอันล้ำลึกเกี่ยวกับวรยุทธ และหากเขาแสดงความสามารถด้านนี้ได้โดดเด่น ก็จะแย่งซีนปรมาจารย์จางได้สำเร็จ นี่เป็นโอกาสดีของเขาฉันจึงเชื่อว่าเขาจะคว้าไว้!”
จ้าวเฟยอู่หัวเราะเบาๆ ขณะสาธยายการวิเคราะห์ของเธอ “ฉันคิดว่าเขาไม่น่าจะเลือกการดวลซึ่งหน้า เพราะการที่ปรมาจารย์มาดดีสักคนหนึ่งจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการใช้กำลัง ก็ดูไม่เหมาะสม ต่อให้เขาชนะ ก็ไม่ช่วยให้ได้คะแนนนิยมอะไร!”
“คุณพูดถูก!” จางเซวียนตาโต
ดูเหมือนจ้าวเฟยอู่จะจับจุดความคิดของอีกฝ่ายได้อย่างเหมาะเจาะ คำพูดของเธอดูลงตัวราวกับต่อจิ๊กซอว์
“ที่คุณวิเคราะห์ก็ถูกนะ แต่การดวลเรื่องความเข้าใจวรยุทธน่ะจะออกมารูปไหน? เพราะถึงอย่างไร เราคงหาหนังสือเล่มเดียวกันมาทำความเข้าใจตอนนี้ไม่ได้หรอก…” คุณชายโหลวฮวนสงสัย
วิธีการที่ง่ายที่สุดในการตัดสินว่าใครมีความเข้าใจเรื่องวรยุทธที่ลึกซึ้งกว่า ก็คือทั้งคู่ต้องศึกษาหนังสือเล่มเดียวกัน แต่จะเลือกเล่มไหน? และต่อให้ได้มา ก็น่าจะมีอคติไม่ใช่หรือ?
“ยังมีวิธีอื่นๆ ในการวัดระดับความเข้าใจในวรยุทธ ถ้าฉันจำไม่ผิด มันคือการดวลที่เรียกว่า ‘การระบุข้อบกพร่อง’ ใช่ไหมล่ะ?” จ้าวเฟยอู่ตอบยิ้มๆ
“การระบุข้อบกพร่อง? คุณหมายถึง…การดวลที่ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงเทคนิคการต่อสู้ออกมา และต่างคนก็ระบุข้อบกพร่องที่มองเห็น ซึ่งใครที่ระบุข้อบกพร่องได้มากกว่า ก็เป็นผู้ชนะ?”
คุณชายโหลวฮวนอึ้ง “แต่การจะทำแบบนั้นน่ะ ต้องมีทักษะการหยั่งรู้ที่เหนือชั้นและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเทคนิควรยุทธด้วย ซึ่งโดยทั่วไป มีแต่ปรมาจารย์ระดับสูงกว่าเท่านั้นที่ชี้แนะให้ปรมาจารย์ระดับต่ำกว่า จะให้เขามาชี้ข้อบกพร่องของผมนี่นะ…”
เขาไม่ได้พูดจนจบ แต่สิ่งที่ต้องการแสดงออกนั้นชัดเจนกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ทั้งคู่เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดเหมือนกัน จะให้อีกฝ่ายมาชี้ข้อบกพร่องของคุณชายโหลวฮวน มันก็จะเกินไปหน่อยไหม?
“ก็ใช่ แต่อย่าห่วงเลย ในเมื่อฉิงเหลยอยากแย่งซีนและทำตัวให้โดดเด่นกว่าปรมาจารย์จาง ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะเลือกการดวลแบบนี้!” จ้าวเฟยอู่ยิ้ม
ในเมื่ออีกฝ่ายหมายมั่นตำแหน่งแชมป์ เขาจึงต้องหาทางสลายแรงกดดันที่จางเซวียนสร้างไว้ให้ได้ และสำหรับเรื่องนี้ คุณชายโหลวฮวนซึ่งเป็นตัวแทนของสมาพันธ์นานาอาณาจักรก็เป็นหินรองฝ่าเท้าชั้นดี
มีแต่การใช้วิธีหยามหน้าคุณชายโหลวฮวนเท่านั้นที่จะทำให้ความแข็งแกร่งของเขาดูโดดเด่นกว่าเดิม เป็นวิธีเดียวที่เขาจะได้ก้าวขึ้นมาเทียบชั้นกับปรมาจารย์จาง
“….”
คุณชายโหลวฮวนมีสีหน้าขมขื่น
นี่มันอะไรกัน?
เขาคิดว่าอย่างน้อยก็จะมีเกียรติในฐานะที่เป็นตัวแทนเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ แถมวรยุทธของเขาก็ก้าวกระโดดขึ้นมาก แต่ลงท้าย หมอนั่นก็เห็นเขาเป็นแค่หินรองฝ่าเท้าก้อนหนึ่ง
“โว้ยยยยย ผมจะฆ่ามัน!”
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น คุณชายโหลวฮวนหันไปถามจางเซวียน “ถ้าเป็นการดวลรูปแบบนั้น ปรมาจารย์จางมีความคิดดีๆ ที่จะช่วยให้ผมเอาชนะเขาได้ไหม?”
กล้าท้าทายปรมาจารย์ระดับเดียวกันด้วยการชี้ข้อบกพร่อง…หมอนั่นช่างหลงตัวเองเหลือเกิน แม้คุณชายโหลวฮวนเกลียดที่จะต้องยอมรับความจริง แต่เขาก็ไม่มั่นใจสักนิดว่าจะสู้อีกฝ่ายได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงฝากความหวังไว้กับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มผู้สร้างปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า
“ความคิดดีๆ ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตาโตและยิ้มเจ้าเล่ห์ “ผมมีความคิดดีๆ แล้วล่ะ แต่ทำไม่ง่ายนะ!”
“อย่างนั้นหรือ? ขอให้เอาชนะหมอนั่นได้ ผมยอมทำทุกอย่าง จะยากแค่ไหนก็เถอะ!”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายมีความคิดดีๆ คุณชายโหลวฮวนก็ตื่นเต้น เขารีบลุกขึ้นยืนและคำนับให้จางเซวียนอย่างจริงใจ “ปรมาจารย์จาง ผมขอรับคำชี้แนะของคุณด้วย…”
“เอ่อ…ได้สิ!”
จางเซวียนหยิบชามซุปเนื้อที่เขากินไปแล้วครึ่งหนึ่งยื่นให้คุณชายโหลวฮวน “เอาซุปนี้ไปราดคู่ต่อสู้ของคุณซะ!”
“ฮะ? ให้ราด…ปรมาจารย์ฉิงเหลย?”
คุณชายโหลวฮวนตาค้าง
