ตอนที่ 661 แขนหนึ่งข้าง
หลังบานประตูหินมีแต่ความมืดมิด หลัวฉีฉีเดินนำหน้า โดยใช้ไข่มุกกระจ่างราตรี 2-3 เม็ดเป็นแสงนำทาง
ยิ่งทั้งคู่เดินลึกลงไป เสียงกระแสลำธารก็ยิ่งดังขึ้น
แม้จะอยู่ใกล้ลำธาร แต่กลับไม่รู้สึกถึงความชุ่มชื้นเลย ตรงกันข้าม อากาศบริเวณนั้นแห้งผาก ทั้งยังสดชื่นและมีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นกว่าเดิม
“กระแสพลังจิตวิญญาณน่าจะมาจากลำธาร เป็นไปได้ว่ามีค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณอยู่ด้านบน” หลัวฉีฉีกระซิบกระซาบหลังจากสำรวจสภาพแวดล้อม
“ใช่” จางเซวียนพยักหน้า
ค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณที่อยู่บริเวณแม่น้ำด้านบนคงจะดึงดูดพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมลงมาเรื่อยๆ
เมื่อมีกระแสพลังจิตวิญญาณไหลเวียน ห้องใต้ดินแห่งนี้จึงเป็นสถานที่วิเศษสุดสำหรับการฝึกฝนวรยุทธ
ตึ้ง!
แต่หลังจากเดินเข้าไปได้เพียงครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงกระแทกด้านบน เมื่อเงยหน้าดู ก็เห็นว่าช่องทางที่พวกเขาเดินลงมาหายวับไปแล้ว
“แย่แล้วสิ…”
ทั้งคู่หน้าดำคร่ำเครียดและรีบกลับไปตรงทางเข้า พบว่ากลไกบางอย่างได้ปิดตายทางเข้าไปแล้ว
“มันคือพันธนาการมังกร ที่มีแต่นักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 6 ดาวเท่านั้นที่จะหลอมได้!” หลัวฉีฉีหน้าซีด
จางเซวียนก็หน้าเสีย
“ใช่ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะหมายความตามนั้นจริงๆ ตอนที่เขาพูดว่าพวกเรามีโอกาสเลือกเส้นทางเพียงครั้งเดียวน่ะ เมื่อไรก็ตามที่พันธนาการมังกรถูกล็อคแล้ว แม้แต่นักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 6 ดาวก็ยังฝ่ามันไปได้ยาก ไม่มีใครในหมู่พวกเราเข้ามาหรือออกไปได้หรอก!”
พวกเขาไม่ได้ถือเอาเสียงที่สะพานหินเป็นจริงเป็นจังนัก คิดว่าเป็นเพียงการพูดข่มให้ดูสวยหรู ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายหมายความตามนั้น!
เมื่อตอนที่จางเซวียนอยู่ในสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ เขาก็เคยเจอกับพันธนาการมังกรเช่นกัน ทันทีที่มันถูกล็อค ใครก็ตามที่ไม่ได้มีพละกำลังเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ก็ไม่อาจทำลายมันได้ และยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง พันธนาการมังกรของที่นี่ยังดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าอันที่อยู่ในสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเสียอีก ทำให้ไม่มีทางที่พวกเขาจะผ่านไปได้เลย
พูดง่ายๆก็คือ ทั้งคู่ติดกับอยู่ในห้องใต้ดินแห่งนี้เสียแล้ว
หลัวฉีฉีมองหน้าจางเซวียนอย่างร้อนใจ
“ท่านอาจารย์ แล้วเราจะทำอย่างไรดี?”
แม้เธอจะเป็นอัจฉริยะผู้น่าสะพรึงในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่น แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าปรมาจารย์จาง ก็โง่เง่าไม่ต่างอะไรกับเด็ก หลัวฉีฉีรู้สึกว่าความเชื่อมั่นที่เธอมีให้กับอีกฝ่ายค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อย ดูเหมือนความคิดใดก็ตามที่มาจากเขาก็ล้วนแต่ดีที่สุด
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอไว้วางใจในตัวเขา คงไม่เลือกตามเขามาทั้งที่รู้สึกว่าเหตุผลของหยู่เฟยเอ๋อฟังขึ้นกว่า
จางเซวียนขมวดคิ้ว “ในเมื่อเรามีโอกาสเลือกแค่ครั้งเดียว ก็หมายความว่าอีกเส้นทางที่ชิงย่วนกับคนอื่นๆไปต้องถูกล็อคเหมือนกัน เดินหน้าก่อนดีกว่า บางทีอาจจะมีทางออก…”
“ได้!”
หลัวฉีฉีพยักหน้า
ทั้งคู่จึงเดินลึกลงไป ไม่ช้าก็มาถึงห้องขนาดปานกลางห้องหนึ่ง ภายใต้แสงสลัวของไข่มุกกระจ่างราตรี พวกเขาเห็นโต๊ะหินตัวหนึ่งกับม้าหินอีก 2 ตัว – เป็นการจัดวางพื้นที่แบบเรียบง่าย
ไม่มีประตูหรือหน้าต่าง ทั้งคู่มาสุดทางแล้ว
“เล็กแค่นี้?”
หลัวฉีฉีขมวดคิ้ว
ห้องโถงที่ทุกคนรวมกลุ่มกันอยู่เมื่อครู่มีพื้นที่ราว 100 ตารางเมตร พวกเขาจึงคิดว่าห้องใต้ดินน่าจะใหญ่กว่า ใครจะคิดว่ามีพื้นที่ราว 20 ตารางเมตรเท่านั้น แถมยังโล่ง ไม่มีอะไรเลย ดูเหมือนกรงขังมากกว่าจะเป็นห้องใต้ดิน
“เรามาสุดทางแล้ว? หรือว่า…ผมเลือกเส้นทางผิด?”
จางเซวียนหน้าเสีย
เขาไม่ได้เลือกเส้นทางนี้แบบสุ่มๆ แต่ดูจากความแคบและการที่ไม่มีเส้นทางให้เดินต่อ…หรือ สัญชาตญาณของเขาจะทรยศเอา?
ต้องมาตายที่นี่จริงๆหรือ?
จางเซวียนมองไปรอบๆ พยายามระงับ ความร้อนรนไว้และพูดว่าไม่ว่าผมจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็ตามเท่าที่ดูจากความลึกของห้องใต้ดิน และการที่มีพันธนาการมังกรล็อคอยู่ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่เส้นทางจะมาสุดที่ห้องนี้ น่าจะมีกลไกหรือลูกเล่นอะไรสักอย่าง!
พันธนาการมังกรถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าแม้แต่กับนักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 6 ดาว นอกจากเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ มันยังทำจากวัสดุที่แข็งแรงทนทานจนแม้แต่นักรบระดับเซียนยังทำลายได้ยาก
ดูไม่สมเหตุสมผลเอาเลยที่ใช้ของล้ำค่าขนาดนี้มาล็อคเส้นทางที่นำไปสู่ห้องเล็กๆเพียงห้องเดียว
“ฉันจะลองสำรวจรอบๆ”
หลัวฉีฉีพยักหน้า เธอเดินไปสัมผัสโต๊ะหิน แต่แล้วก็มีสีหน้าตกตะลึงพร้อมกับรีบหดมือกลับ “ไม่มีฝุ่นเลย!”
จางเซวียนรีบเข้าไปสัมผัสโต๊ะ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดไป
ทั้งโต๊ะหินและม้าหินอยู่ที่นี่มานานนับปีไม่ถ้วนแล้ว แต่กลับไม่มีฝุ่นสักนิด ราวกับใครสักคนปัดฝุ่นเป็นประจำ
“หรือว่า…มีคนอาศัยอยู่ที่นี่จริงๆ?”
หลัวฉีฉีหรี่ตา
การที่มีกลไกอัดเสียงก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากมีคนเป็นๆอาศัยอยู่…ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายมากกว่าที่ผ่านมา
เป็นพลังงานที่แกร่งกล้าถึงขนาดลักพาตัวช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด – หวูหยางจื่อมาได้ทั้งที่ยังมีชีวิต…พละกำลังของพวกเขาคงเกินกว่าจะจินตนาการ
หากมีใครอาศัยอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วยระดับวรยุทธของทั้งคู่ คงยากที่จะเอาตัวรอดกลับไป!
“จากการสำรวจตอนที่ผมดึงธงค่ายกลออกมาทีละอันน่ะ ที่นี่น่าจะไม่มีใครแตะต้องมากว่า 2,000 ปีแล้ว…มีชีวิตอยู่ในห้องใต้ดินแห่งนี้ถึง 2,000 ปี คงไม่มีใครอายุยืนขนาดนั้นหรอก!” จางเซวียนพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
แม้หลังจากที่สำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ ผู้นั้นจะมีพละกำลังเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่อายุขัยก็เพิ่มขึ้นได้สูงสุดแค่ราว 300 ปี ไม่น่าเกินไปกว่านั้นได้
อันที่จริง ต่อให้สำเร็จวรยุทธเป็นนักรบขั้นเซียน ซึ่งถือว่าพัฒนาไปอีกขั้น ก็ยังมีอายุขัยยืนยาวที่สุดได้ราว 1,000 ปี ไม่เคยได้ยินว่ามีเซียนคนไหนมีชีวิตอยู่ได้เกิน 2,000 ปีมาก่อน
แม้แต่ปรมาจารย์เซียนขงก็ไม่อาจต้านทานบททดสอบของกาลเวลา สุดท้ายเขาก็ต้องหายไปกับบันทึกของหน้าประวัติศาสตร์
ในเมื่อธงค่ายกลไม่ได้ถูกแตะต้องมา 2,000 ปีแล้ว ก็หมายความว่าตลอดระยะเวลานั้นไม่มีใครเข้าออกห้องใต้ดินแห่งนี้ คนๆหนึ่งจะมีชีวิตยืนยาวขนาดนั้นได้อย่างไร?
แม้แต่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็ยังมีอายุขัยจำกัด หากไม่ใช่เพราะการปกป้องจากบัวเก้าหัวใจ สภาวะเสื่อมถอยทั้ง 5 ก็คงเล่นงานมั่วคุนเสินจนไม่อาจมีชีวิตยืนยาวได้แบบนั้น
“แต่…ถ้าไม่มีคนอยู่ ทำไมถึงไม่มีฝุ่น?”
หลัวฉีฉีก็เข้าใจ แต่ก็เห็นๆกันอยู่ว่าโต๊ะตัวนี้ได้รับการเช็ดถูเป็นประจำ
ห้องใต้ดินที่ไหนๆย่อมเต็มไปด้วยหินและฝุ่นเป็นธรรมดา ที่เครื่องเรือนควรมีฝุ่นเกาะหนา หากไม่มีใครอยู่…แล้วจะอธิบายความสะอาดของเครื่องเรือนว่าอย่างไร?
จางเซวียนขัดจังหวะความคิดของเธอ
“เรื่องนั้นผมก็ไม่แน่ใจ แต่อย่าเพิ่งคิดเลย เรื่องด่วนตอนนี้คือค้นหาว่ามีกลไกอะไรที่ทำให้เราออกไปได้หรือเปล่า ไม่อย่างนั้น อีกไม่นานอาหารและน้ำก็คงหมด!”
เรื่องด่วนที่สุดตอนนี้ไม่ใช่การหาคำตอบว่ามีคนอยู่หรือไม่ เพราะต่อให้มี ห้องใต้ดินก็เล็กแค่นี้ คงไม่เหลือที่ให้พวกเขาหลบซ่อน
เรื่องใหญ่คือการหาทางหนี เพราะยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดเหตุร้ายมากขึ้นเท่านั้น
เขาไม่อยากมาตายเพราะภารกิจเพียงภารกิจเดียว
“ได้!”
หลัวฉีฉี ยักหน้าขณะวางมือลงบนกำแพงเพื่อสัมผัสความรู้สึกจากมัน
จางเซวียนก็แตะปลายนิ้วลงบนกำแพงพร้อมกับตะโกนคำว่า ‘ข้อบกพร่อง’ ในใจ
ฟึ่บ!
หอสมุดเทียบฟ้าประมวลหนังสือให้เล่ม 1 ทันที จางเซวียนรีบเปิดอ่าน
“หินรวมอำนาจ, แร่ธาตุแข็งแกร่งที่พบในดิน เกิดจากการกัดกร่อนของเปลือกโลก…”
แค่อ่าน จางเซวียนก็ใบ้กิน
หอสมุดเทียบฟ้าวิเคราะห์ทุกอย่างที่เขาสัมผัส ในเมื่อจางเซวียนสัมผัสกำแพง ไม่ใช่กลไก หอสมุดจึงระบุเฉพาะคุณสมบัติของหินชนิดนั้น
เขาลากปลายนิ้วไปบนกำแพงอย่างช้าๆ
จางเซวียนแน่ใจว่าในกำแพงนี้ต้องมีกลไกซ่อนอยู่ แต่เพราะความแนบเนียนในการอำพรางกลไกเอาไว้ ตอนนี้เขาจึงยังมองไม่เห็น
กริ๊ก!
ขณะที่จางเซวียนค่อยๆเดินไปตามกำแพง ก็พลันได้ยินเสียงคลิกของฟันเฟือง เมื่อตามไปดู ก็ได้ยินเสียงหลัวฉีฉีตะโกนอย่างตื่นเต้น
“ฉันเจอกลไกแล้ว!”
เมื่อหันกลับไป ก็เห็นกำแพงบริเวณที่หลัวฉีฉีวางมือลงไปค่อยๆยุบลง ราวกับเธอกดปุ่มอะไรสักอย่าง
ครืดดดด!
กลไกส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำ ประตูบานขนาดเท่าประตูทั่วไปค่อยๆปรากฏตรงหน้าหลัวฉีฉี
“ท่านอาจารย์ ดูนั่น…”
หลัวฉีฉีอุทานอย่างตื่นเต้น เธอหยิบไข่มุกกระจ่างราตรีขึ้นมาเม็ดหนึ่งขณะที่อีกมือขว้างอีกเม็ดเข้าไปข้างในเพื่อดูว่าในนั้นเป็นอย่างไร ก็พอดีกับที่แขนข้างหนึ่งโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ‘ควั่บ!’มันคว้าหมับเข้าที่ลำคอของเธอ
แขนนั้นล่ำบึ้ก มีมัดกล้ามเหมือนผู้ชาย ทุกส่วนดูปูดโปนไปหมด ผิวหนังเป็นสีเทาเข้ม ดูไม่เหมือนผิวมนุษย์
“แย่แล้ว!”
ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันจนจางเซวียนไม่ทันได้ตอบโต้ เขาหรี่ตาและพุ่งเข้าไปโดยใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้า
ระหว่างที่พุ่งเข้าไป ก็ชักดาบฝนเย็นเยือกออกมาและจ้วงแทงเข้าที่แขนนั้น
วิ้ง!
เมื่อเห็นประกายคมปลาบของดาบ มือที่บีบคอหลัวฉีฉีอยู่ก็คลายออก มันกระดิกนิ้ว และหันมาหาดาบแทน
ทันทีที่ปลายเล็บดำปี๋ปะทะกับปลายดาบ พลังมหาศาลก็พุ่งเข้าใส่จางเซวียนราวกับอุกกาบาตที่ตกปะทะ เขาแน่นหน้าอกจนกระเด็นหงายหลังไป
ตึ้ง!
แผ่นหลังของจางเซวียนกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง เกิดเป็นรอยกดรูปตัวคนบนนั้น รู้สึกได้ถึงรสปร่าในลำคอ เลือดสดๆซึมออกมาจากมุมปากของเขา
การฝ่าด่านวรยุทธครั้งล่าสุดทำให้ประสิทธิภาพการต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นอีกมาก ในแง่พละกำลังก็เทียบได้กับนักรบขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ ขั้นกลาง แต่เขาก็ไม่สามารถต้านทานการกระดิกนิ้วเพียงครั้งเดียวของอีกฝ่ายได้!
‘อย่างน้อยๆหมอนี่ต้องเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8…หรือไม่ก็สูงกว่า!’
จางเซวียนเริ่มเคือง เขากำดาบแน่นจนข้อนิ้วซีด
ก่อนหน้านี้ เขาสำแดงเพลงดาบเทียบฟ้าด้วยพละกำลังเต็มพิกัด แต่กลับถูกสอยร่วงด้วยการกระดิกนิ้วเพียงครั้งเดียว ความเหลื่อมล้ำสุดๆระหว่างตัวเขากับคู่ต่อสู้ทำเอาท้อแท้ไปหมด
ควั่บ!
เมื่อจางเซวียนกระเด็นไป มือใหญ่ยักษ์นั่นก็คว้าคอหลัวฉีฉีอีกครั้ง
“แย่แล้ว!”
หลัวฉีฉีเพิ่งจะได้สติจากการถูกโจมตีครั้งก่อน
ถึงอย่างไร เธอก็เป็นอัจฉริยะตัวฉกาจของสถาบันปรมาจารย์และนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6 สูงสุด เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของเธอเองที่ทำให้หมอนั่นคว้าคอได้ง่ายๆ
แต่เมื่อได้สติแล้ว หลัวฉีฉีก็ตวาดก้องและชักดาบออกมา
เพลงดาบของเธอทั้งแข็งแกร่งและสง่างาม จากท่วงท่าที่เห็น บอกได้เลยว่าความเชี่ยวชาญเพลงดาบของหลัวฉีฉีด้อยกว่าจางเซวียนไม่มาก
เธอเข้าถึงหัวใจเพลงดาบแล้วเหมือนกัน!
เห็นหลัวฉีฉีตอบโต้ ฝ่ามือนั้นก็เบนไปปัดดาบของเธอ
ฉึก!
ดาบของหลัวฉีฉีหลุดมือและพุ่งขึ้นไปปักเพดานห้อง พละกำลังมหาศาลนั้นทำให้ดาบที่ปักอยู่บนเพดานสั่นสะท้านไม่หยุด
“เผ่น!”
รู้ดีว่าวรยุทธของพวกเขาไม่อาจต้านทานมือนั้นได้ จางเซวียนรีบสำแดงศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าและเข้าขวางหน้าหลัวฉีฉี ก่อนจะใช้พลังปราณคว้าตัวเธอถอยหลังเข้ามุม
