ตอนที่ 667 หลอมอาวุธ (2)
“ลดอุณหภูมิลงเพื่อให้เหมาะกับการหล่อเย็น?” หลัวฉีฉีชะงัก
การหล่อเย็นต้องใช้น้ำไม่ใช่หรือ? ซึ่งน้ำก็มีขีดจำกัดของมันก่อนที่จะกลายเป็นน้ำแข็ง แล้วอุณหภูมิที่เหมาะกับการหล่อเย็นจะลดลงได้อย่างไร?
อีกอย่าง จางเซวียนก็ประมาทเรื่องนี้ไป ความแตกต่างของอุณหภูมิไม่ใช่ประเด็นเดียว ที่สำคัญกว่านั้น การหล่อเย็นยังต้องทำภายใต้ขีดจำกัดของอาวุธชิ้นนั้นด้วย ไม่อย่างนั้นมันอาจรับการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันของอุณหภูมิไม่ไหว และแตกเป็นเสี่ยงๆ
มีช่างตีเหล็กหลายคนพยายามใช้วัสดุหล่อเย็นที่ไม่ใช่น้ำ เพื่อเพิ่มระดับขั้นของอาวุธที่พวกเขาหลอม แต่บ่อยครั้งที่ลงเอยด้วยการที่ของเหลวนั้นทำปฏิกิริยากับอาวุธแทน ซึ่งผลที่ได้ก็คือ อาวุธที่พวกเขาหลอมขึ้นด้วยความยากลำบากต้องแตกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นขยะที่ทำให้ต้องสิ้นเปลืองทั้งสินแร่และแรงงาน
การตีเหล็กเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อน ทั้งสัดส่วนของสินแร่ อุณหภูมิ ชนิดของเหลวที่ใช้หล่อเย็น ระยะเวลา…ทุกปัจจัยมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพของอาวุธ หากบกพร่องไปเพียงเล็กน้อย ก็อาจลดทอนคุณภาพของอาวุธลงไป หรือแม้กระทั่งล้มเหลวไปเลย ดังนั้นจึงพูดได้ว่า การตีเหล็กยากพอๆ กันกับการหลอมยา ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำให้วิชาชีพช่างตีเหล็กเป็นหนึ่งในเก้าสถานะระดับบน
“ใช่” จางเซวียนพยักหน้า “คุณนำหม้อต้มยามาด้วยหรือเปล่า?”
“หม้อ…ต้มยา?” หลัวฉีฉีทวนคำอย่างประหลาดใจ นึกว่าตัวเองหูฝาด
เราจะหลอมอาวุธกันไม่ใช่หรือ? เอาหม้อต้มยามาทำไม?
จางเซวียนมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมอยากให้คุณหลอมยาเม็ดวิญญาณเยือกแข็ง!”
“ยาเม็ดวิญญาณเยือกแข็ง?” หลัวฉีฉีผงะ แต่แล้วก็พลันนึกได้ เธอตาโต “ท่านอาจารย์คิดจะนำความเย็นเยือกของยาเม็ดวิญญาณเยือกแข็ง…มาใช้หล่อเย็นอาวุธหรือ?”
ยาเม็ดวิญญาณเยือกแข็งเป็นยาที่ใช้ปลุกสภาวะวิญญาณเยือกแข็ง หากคนธรรมดากินเข้าไป รังสีเย็นเยือกที่อยู่ภายในจะทำให้แข็งตายในทันที
“แต่ถึงจะใช้การได้ จะนำมาใช้หล่อเย็นอาวุธได้อย่างไร โดยเฉพาะขนาดของมัน…” หลัวฉีฉีสงสัย
โดยทั่วไป ยาเม็ดวิญญาณเยือกแข็งมีขนาดเท่าผลองุ่น ขณะที่ดาบฝนเย็นเยือกยาวเกือบเมตร แล้วยาเม็ดเล็กเท่านั้นจะนำมาใช้หล่อเย็นดาบทั้งเล่มได้อย่างไร?
ใครๆ ก็รู้ว่าหากจุ่มคมมีดหรือคมอาวุธทั้งอันลงไปในของเหลวที่ใช้หล่อเย็น จะทำให้ประสิทธิภาพในการหล่อเย็นเป็นไปได้ดีกว่า
เพราะหากไม่จุ่มลงไปทั้งอัน ความไม่สมดุลของอุณหภูมิอาจนำไปสู่ความเปราะบางแทนที่จะเป็นความแข็งแกร่ง
ใช้ยาเม็ดหล่อเย็นดาบทั้งเล่ม…ดูจะเหลือเชื่อไปสักหน่อย?
จางเซวียนพูดแทรกคำถามของอีกฝ่าย “วางเรื่องนั้นไปก่อนเถอะ บอกผมมาว่าคุณมีหม้อต้มยาและสมุนไพรที่ใช้หลอมยาเม็ดวิญญาณเยือกแข็งหรือไม่?”
หลัวฉีฉีอ้ำอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ยาเม็ดวิญญาณเยือกแข็งไม่ใช่ยาที่ใช้กันทั่วไป บรรดานักปรุงยาก็ไม่ค่อยหลอมมัน ฉันจึงมีสมุนไพรไม่ครบเซ็ต แต่ก่อนหน้านี้ฉันให้สัญญากับใครคนหนึ่งไว้ว่าจะหลอมยาตรึงพลังหยินไว้ให้ จึงมีสมุนไพรสำหรับหลอมยาตรึงพลังหยินอยู่ 3 ชุด…”
ยาเม็ดวิญญาณเยือกแข็งมีไว้สำหรับปลุกสภาวะพิเศษที่หายาก ทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์ก็มีคนที่ มีสภาวะพิเศษแบบนั้นอยู่เพียงหยิบมือ จึงแทบไม่มีใครหลอมกัน ต่อให้ควานหาทั่วทั้งโรงเรียนนักปรุงยาแห่งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ก็อาจหาไม่เจอสักเม็ด
“ยาตรึงพลังหยิน?”
จางเซวียนขมวดคิ้ว “ยาตรึงพลังหยินมีอานุภาพด้อยกว่ายาเม็ดวิญญาณเยือกแข็ง แต่นั่นแหละถ้าเราใช้ทั้ง 3 ชุด ก็อาจจะทำให้ได้ยาที่มีคุณภาพแตกต่างออกไป…”
ยาตรึงพลังหยินเป็นยาที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บที่นักรบได้รับจากเทคนิควรยุทธที่มีธาตุไฟเป็นองค์ประกอบหลัก แม้จะมีอานุภาพด้อยกว่ายาเม็ดวิญญาณเยือกแข็ง แต่หากใช้ทั้ง 3 ชุดพร้อมๆ กัน ก็น่าจะแตกต่างไปจากเดิม
“ได้ ถ้าอย่างนั้นก็หลอมยาและอาวุธไปพร้อมๆ กันเลย!”
จางเซวียนครุ่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิเคราะห์แผนการและเก็บรายละเอียด จากนั้นก็โบกมือเป็นสัญญาณให้หลัวฉีฉีลงมือ
“ได้!”
รู้ดีว่าท่านอาจารย์รับผิดชอบเรื่องการเก็บรายละเอียด หลัวฉีฉีจึงตัดสินใจทำตามเขา เธอสะบัดข้อมือ นำหม้อต้มยาออกมาแล้วจุดไฟ พร้อมๆ กับจุดไฟใต้หม้อเพลิงแดงเดือด
ในฐานะนักปรุงยา เธอมีวัตถุดิบทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร หม้อต้มยา หรือถ่านหิน ใช้เวลาไม่นานก็จัดเตรียมได้เรียบร้อย
ไม่ช้าเปลวไฟก็ลุกโพลง ความร้อนแผดเผาแผ่ออกมาจากหม้อทั้ง 2 ใบ
“ท่านอาจารย์…”
หลังจากเตรียมสมุนไพรที่ต้องใช้ในการหลอมยาตรึงพลังหยินไว้บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบแล้ว หลัวฉีฉีก็หันไปมองอาจารย์ของเธอ
ถึงเธอจะไม่รู้ว่าจางเซวียนคิดอะไร แต่หลังจากได้เห็นวีรกรรมน่าทึ่งมากมายของเขา จึงเรียกได้ว่าแทบจะหลับหูหลับตาศรัทธาในตัวเขาเลยทีเดียว
บางที…ด้วยคำชี้แนะของปรมาจารย์จาง เธออาจเพิ่มระดับขั้นของอาวุธจากอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นกลาง มาเป็นอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดก็ได้
ส่วนจางเซวียนก็ชำเลืองมองหม้อต้มยาและสั่งการ “หม้อยังไม่ร้อนพอนะ เร่งอุณหภูมิไปได้เรื่อยๆ !”
“ยาตรึงพลังหยินเป็นยาที่มีความเย็นเป็นองค์ประกอบ ถ้าหม้อร้อนเกินไป ฉันเกรงว่าจะทำลายคุณสมบัติความเย็นของมัน…”
เมื่อได้ยินอาจารย์สั่งให้เร่งอุณหภูมิ หลัวฉีฉีแย้ง
แม้อุณหภูมิตอนนี้ก็ร้อนเกินไปสำหรับการหลอมยาตรึงพลังหยินแล้ว หากเร่งให้ร้อนกว่านี้อีก ยาตรึงพลังหยินย่อมหลอมละลายก่อนจะจับตัวเป็นเม็ด ทำให้รังสีของความเย็นเยือกสลายไปด้วย
จางเซวียนไม่อธิบาย กลับสั่งการต่อเนื่อง “เร่งอุณหภูมิไปเรื่อยๆ !”
“ก็ได้” หลัวฉีฉีกัดฟันและขับเคลื่อนพลังปราณเข้าไปในถ่านหิน
ฟู่!
เปลวไฟลามเลียหม้อต้มยา แทบจะทำให้หม้อหลอมละลายอยู่แล้ว
“เอาดาบฝนเย็นเยือกกับหินมรกตเย็นใส่ลงไปในหม้อเพลิงแดงเดือดได้!”
“อือ!”
ถึงจะยังงงๆ แต่หลัวฉีฉีก็ตัดสินใจทำตามจางเซวียน เธอนำดาบและหินมรกตเย็นเยือกใส่ลงไปในหม้อเพลิงแดงเดือด
เมื่อสัมผัสกับความร้อนแผดเผา ดาบฝนเย็นเยือกก็เปล่งประกายสีแดงก่ำออกมา ราวกับความร้อนสูงได้เข้าไปสลายความยืดหยุ่นและทนทานของมัน หากนำออกมาจากหม้อในตอนนี้ ระดับขั้นของมันต้องลดลงแน่
ในเวลาเดียวกัน หินมรกตเย็นก็เริ่มอ่อนตัวลง แต่ดูเหมือนอุณหภูมิในหม้อเพลิงแดงเดือดยังต่ำเกินกว่าที่จะหล่อมันได้ทั้งก้อน
“สำหรับหม้อต้มยานะ ใส่หญ้าหางแดงลงไป 3 ต้น สามอึดใจต่อมา ใส่หญ้าหยินเย็น 1 ต้น…จากนั้นก็ใช้เทคนิคการหลอมยาเจ็ดใบไม้ เพื่อใส่หญ้าปัดเป่าครึ่งต้น และควันดาวม่วงอีก 3 เฉียน…” จางเซวียนสั่งการเร็วปรื๋อ
หลัวฉีฉีขมวดคิ้วและทำตามคำสั่งของจางเซวียนทุกขั้นตอน
เพราะเป็นอัจฉริยะนักปรุงยาผู้โด่งดัง ทักษะการหลอมยาของเธอจึงโดดเด่นกว่าการตีเหล็ก จางเซวียนอาจจะสั่งการเร็ว แต่เธอก็ทำตามได้สบาย
ขณะที่ใส่สมุนไพรลงไปในหม้อต้มยาอย่างต่อเนื่อง หลัวฉีฉีก็ทึ่ง
เธอนึกว่าตัวเองรู้ทุกรายละเอียดเรื่องการหลอมยาที่อีกฝ่ายสั่งการ แต่เอาเข้าจริง ก็มีบางอย่างที่เธอได้เรียนรู้โดยบังเอิญ ซึ่งในสถาบันก็มีน้อยคนที่จะรู้ แต่ปรมาจารย์จางก็ยังใส่รายละเอียดเหล่านั้นลงไปในคำสั่งของเขาด้วย
เธอนึกว่าเป็นความบังเอิญที่เธอเข้าใจทุกอย่าง แต่อันที่จริง ปรมาจารย์จางได้เก็บรายละเอียดความสามารถของเธอไว้ทั้งหมด และออกแบบวิธีการหลอมยาเฉพาะสำหรับเธอ!
เขาต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการหลอมยาลึกซึ้งขนาดไหนถึงทำแบบนั้นได้?
มันยิ่งกว่าเหลือเชื่อ เรียกว่าน่าสะพรึงจะดีกว่า!
ขนาดอาจารย์ของเธอ หัวหน้าลู่แห่งโรงเรียนนักปรุงยา…ก็ยังทำไม่ได้แบบนี้!
‘คิดดูสิว่าสามารถใส่ควันดาวม่วงกับหญ้าปัดเป่าลงไปในหม้อต้มยาพร้อมๆ กันได้ ตามความเข้าใจเดิมของเรา สมุนไพรสองชนิดนี้จะทำปฏิกิริยารุนแรงต่อกัน ทำให้เกิดการระเบิด แต่มาถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักนิด ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด จะต้องเกี่ยวข้องกับความแรงของเปลวไฟแน่…”
แม้หลัวฉีฉีจะประหลาดใจ แต่เธอก็พยายามเรียบเรียงขั้นตอนของการหลอมยาโดยละเอียด
ลำดับการใส่สมุนไพรที่ปรมาจารย์จางสั่งการนั้นตรงกันข้ามกับสูตรการหลอมยาตรึงพลังหยินที่เธอเคยเรียนมาอย่างสิ้นเชิง แถมยังใช้เวลาน้อยกว่ากันมาก
โดยปกติ กว่าจะหลอมยาตรึงพลังหยินเสร็จก็ตก 3-4 ชั่วโมง แต่ครั้งนี้ ไม่ถึงครึ่งนาทีก็ใส่สมุนไพรทั้ง 3 ชุดลงไปกว่าครึ่งแล้ว
เมื่อนึกได้ หลัวฉีฉีก็หรี่ตา
“เดี๋ยวก่อน…หรือปรมาจารย์จางคิดจะหลอมสมุนไพรทั้ง 3 เซตพร้อมๆ กัน? ตะ-แต่ มันเป็นไปไม่ได้!”
เหตุผลที่เตรียมสมุนไพรไว้ 3 ชุด ก็เผื่อไว้ในกรณีที่การหลอมยาล้มเหลว หรือพูดอีกอย่างก็คือสมุนไพรแต่ละชุดใช้สำหรับการหลอมยาคนละครั้ง…แต่ปรมาจารย์จางเจาะจงสั่งการให้เธอใส่ลงไปในหม้อต้มยาทั้งหมด
ใส่สมุนไพร 3 ชุดลงไปในหม้อใบเดียว หากจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับการที่คนคนเดียวขี่ม้าสามตัวพร้อมๆ กัน
จะทำได้อย่างไร?
เธอหันไปมองอาจารย์เพื่อความแน่ใจ แต่อีกฝ่ายก็สั่งการต่อไปเรื่อยๆ
“ใช้เทคนิคน้ำตกแพรไหมเพื่อใส่หญ้าสามเหรียญลงไป 3 ต้น และกลีบดอกใบแดงอีก 2 กลีบ…”
หลัวฉีฉีกัดฟันโยนสมุนไพรลงไปตามคำสั่งของจางเซวียน
เมื่อตอนอยู่ที่สมาคมนักปรุงยา เธอกังวลตลอดเวลาว่าหม้อจะระเบิด แต่เมื่อทำตามคำสั่งของอีกฝ่าย ไม่เพียงแต่จะทำสำเร็จ ยังผสมยาเกรด 6 ได้อีกด้วย ถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่า
หลังจากเห็นวิธีการชวนอึ้งตะลึงของปรมาจารย์จางมาแล้วมากมาย เธอก็แน่ใจว่าไม่มีอะไรต้องกังวล
ยิ่งขั้นตอนการหลอมยาดำเนินไป ก็ยิ่งต้องใส่สมุนไพรลงไปเร็วขึ้น ไม่ช้าหม้อก็เริ่มโคลงเคลง ดูเหมือนใกล้ระเบิดเต็มที
คราวที่แล้วเธอแทบระงับความกังวลใจไว้ไม่ได้ แต่เมื่อรู้เห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้จึงไม่หวาดกลัว
ขณะที่กำลังใส่สมุนไพรเพิ่ม เสียงสั่งการก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เร่งไฟของหม้อเพลิงแดงเดือดได้!”
“ได้”
ตอนนี้ต้องเร่งมือกันเร็วจี๋ จึงออกจะปั่นป่วนอยู่บ้าง เมื่อเห็นเปลวไฟใต้หม้อเพลิงแดงเดือดพลุ่งพล่านแล้ว หลัวฉีฉีก็รีบใช้มือซ้ายถ่ายเทพลังปราณเข้าไป
ฟึ่บ! เปลวไฟลุกโชติช่วง
การใช้พลังปราณควบคุมอุณหภูมิของเปลวไฟเป็นทักษะพื้นฐานที่สุดที่นักปรุงยาและช่างตีเหล็กทุกคนจะต้องเรียนรู้ทันทีที่เริ่มเรียนศาสตร์นั้น เพราะหลัวฉีฉีเป็นนักปรุงยาผู้เก่งกาจ จึงไม่มีปัญหาอะไร ปัญหาของเธอตอนนี้คือต้องทำงานพร้อมกันหลายอย่าง
มือหนึ่งวุ่นกับสมุนไพร ขณะที่อีกมือก็ใช้ถ่ายทอดพลังปราณเข้าสู่หม้อเพลิงแดงเดือด ไม่ช้า ใบหน้าของเธอก็ชุ่มเหงื่อ หม้อต้มยายังคงสั่นสะท้านไม่หยุด ดูพร้อมจะระเบิดใส่เธอได้ทุกขณะ
“ท่านอาจารย์…”
หลัวฉีฉีรีบหันไปมองหน้าจางเซวียน
แม้การระเบิดของยาตรึงพลังหยินจะเบากว่าการระเบิดของยาน้ำเกรด 6 ที่เธอผสมในครั้งก่อน แต่ด้วยระดับวรยุทธของทั้งคู่ แรงระเบิดไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้านทานไหว
แถมตอนนี้หม้อเพลิงแดงเดือดก็ดูไม่มั่นคงเอาเสียเลย การระเบิดของหม้อต้มยาย่อมส่งผลกระตุ้นหม้อเพลิงแดงเดือดด้วย ซึ่งหากหม้อสองใบระเบิดพร้อมกัน พวกเขาคงตายเสียก่อนที่จะได้เจอกับหุ่นปีศาจ
บอกได้เลยว่าคราวนี้อันตรายกว่าที่สมาคมนักปรุงยามาก!
เพราะตอนที่ทั้งคู่ผสมยาน้ำเกรด 6 ประธานสมาคมนักปรุงยาก็อยู่ใกล้ๆ และการหลอมยาก็ดำเนินไปในสมาคมนักปรุงยา ต่อให้เกิดการระเบิดขึ้นจริง ทั้งประธานสมาคมและค่ายกลที่มีอยู่ ย่อมช่วยระงับการระเบิดได้ทันที ทำให้ลดความเสียหายลงได้มาก แต่คราวนี้…ไม่มีอะไรแบบนั้นอยู่เลย!
“ไม่ต้องตกใจ ใส่ดอกมิ้นต์ลงไปในหม้อต้มยา 1 ดอก!” จางเซวียนสั่ง
อันที่จริง เขาเองก็กลัวหม้อระเบิด แต่ก็รู้อยู่ว่านี่เป็นทางเดียวที่จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้
หากดาบฝนเย็นเยือกยังไม่กลายเป็นอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุด ก็ไม่มีทางสังหารปีศาจตัวนั้นได้ ต่อให้เจอทางออกก็คงหนีไม่พ้น!
เมื่อรู้แล้วว่ามันน่าสะพรึงแค่ไหน จางเซวียนจึงแน่ใจว่าด้วยระดับวรยุทธที่พวกเขามี ไม่มีทางพ้นมือมันได้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นทางเดียวที่จะเอาตัวรอด
เห็นท่านอาจารย์ไม่แสดงความรู้สึกใด หลัวฉีฉีมั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง เธอพยักหน้าและเร่งไฟใต้หม้อเพลิงแดงเดือดด้วยมือซ้าย ขณะที่ใส่ดอกมิ้นต์ลงไปในหม้อต้มยาด้วยมือขวา
ฟึ่บ!
ทันทีที่ดอกมิ้นต์ถูกใส่ลงไปในหม้อต้มยา พลังงานพลุ่งพล่านที่อยู่ในนั้นก็ดูจะสงบลงทันที หลัวฉีฉีถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกแปลกๆ ที่มือซ้าย จึงรีบหันไปดู แล้วก็ต้องตาค้าง
“ท่านอาจารย์ ข่าวร้าย! ดาบฝนเย็นเยือกกำลัง…ละลาย!”
เปลวไฟใต้หม้อเพลิงแดงเดือดอ่อนลงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไม่ช้า ดาบฝนเย็นเยือกคงจะกลายเป็น โลหะเหลวกองหนึ่ง
