ตอนที่ 669 หัวใจแห่งความว่างเปล่า
ที่จักรวรรดิฮ่วนหยู…
ตอนนี้ ซากปรักหักพังและพื้นที่แตกร้าวรอบบริเวณทะเลสาบหมดจดได้รับการบูรณะแล้ว และถึงแม้พลังจิตวิญญาณในทะเลสาบจะไม่เข้มข้นเท่าเดิม แต่ก็มีสัญญาณของการฟื้นตัว
ด้านข้างทะเลสาบหมดจดมีการจัดวางแท่นหินแท่นใหญ่ไว้ ถ้อยคำจารึกอยู่บนนั้น – ปรมาจารย์หยางขว้างรองเท้าของเขา!
ถ้อยคำนั้นโดดเด่นเป็นสง่าและดึงดูดสายตาของทุกคน มองแวบเดียว ใครก็บอกได้ว่าเป็นผลงานของจิตรกรระดับ 5 ดาว
จุดที่ไม่ห่างจากแท่นหินคือบริเวณที่จางเซวียนโผล่ขึ้นมาจากมังกรเพลิงและขว้างรองเท้า
ซึ่งจุดที่เขาขว้างรองเท้าลงไปก็คือจุดตัดของพลังงานจาก 3 ด้าน ซึ่งอันที่จริงใช้อะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรองเท้า
รองเท้าข้างนั้นได้กลายเป็นสมบัติของจักรวรรดิฮ่วนหยู มีธงค่ายกลปักไว้ตรงนั้น
ตราบใดที่ธงยังอยู่ในที่ของมัน พลังจิตวิญญาณจากสามด้านจะยังคงสมดุล และเป็นแหล่งพลังงานให้กับทะเลสาบหมดจด ทำให้จักรวรรดิฮ่วนหยูบ่มเพาะอัจฉริยะได้ต่อไป
เรียกได้ว่าเป็นพรที่สวรรค์ประทานให้จักรวรรดิฮ่วนหยูก็ว่าได้
นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งยืนอยู่หน้าแท่นหิน เขาบันทึกลงไปว่า “จักรวรรดิฮ่วนหยู, ปีที่ 67 ของฮ่องเต้เหวินเถียน, ฤดูหนาว พลังจิตวิญญาณจากภูเขาเขียวขจี แม่น้ำเกล็ดมังกร และท่อน้ำเลี้ยงปฐพีได้ปะทะกัน พลังนั้นทำลายทะเลสาบหมดจดและเกือบจะทำให้ทั้งเมืองหลวงพังพินาศ แต่ปรมาจารย์หยางลงมาจากท้องฟ้าและหยุดสถานการณ์วิกฤตได้ด้วยรองเท้าเพียง 1 ข้าง…”
ขณะที่นักประวัติศาสตร์กำลังจดบันทึก น้ำในทะเลสาบก็เริ่มหมุนวน มีเสียงระฆังดังอยู่ไกลๆ ฝูงนกมากมายนับไม่ถ้วนโจนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับจะเข้ารุมล้อมสวรรค์
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ผมก็ไม่รู้…”
เมื่อเห็นภาพนั้น บรรดาองครักษ์ต่างมองหน้ากันอย่างงงงัน
“ประธานเว่ย เกิดอะไรขึ้น?”
ฮ่องเต้เย่เหวินเถียนซึ่งยังไม่ได้ออกจากพื้นที่รู้สึกได้ทันทีถึงความอลหม่านที่เกิดขึ้น เขารีบออกมาจากห้อง และมายืนข้างประธานเว่ยเจียง
ประธานเว่ยนึกถึงสิ่งที่ประวัติศาสตร์แต่โบร่ำโบราณบันทึกไว้ แล้วก็ต้องตัวแข็งทื่อ
“เสียงเซ็งแซ่แสดงความยินดีของนกร้อยตัว…ใครสักคนได้การยอมรับในวิชาชีพฟ้าประทาน!”
เย่เหวินเถียนก็ตัวแข็ง
“วิชาชีพฟ้าประทาน? คุณหมายถึง…มีใครคนหนึ่งเข้าถึงความเชี่ยวชาญในวิชาชีพของเขาจนถึงระดับที่แม้แต่สวรรค์ยังยอมรับ?”
วิชาชีพฟ้าประทาน หมายถึง การที่สวรรค์ให้การยอมรับในความเชี่ยวชาญและความสามารถของคนๆ หนึ่งที่มีต่อวิชาชีพนั้น ผู้ที่สร้างปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นได้ล้วนเป็นอัจฉริยะแถวหน้า ที่แน่นอนว่าจะต้องประสบความสำเร็จสูงสุดในอนาคต
เกิดเหตุแบบนั้นขึ้นที่นี่ แปลว่ามีอัจฉริยะชั้นยอดปรากฏตัวขึ้นในจักรวรรดิฮ่วนหยู?
“ใช่แล้ว!”
ประธานเว่ยพยักหน้า “วิชาชีพฟ้าประทานหมายถึงการที่ใครสักคนได้พรจากสวรรค์…ไม่ต้องห่วง ผมจะรีบไปสืบเสาะเดี๋ยวนี้ว่าเป็นวิชาชีพไหน และใครกันที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา!”
“ดีเลย บอกผมด้วยนะถ้าคุณพบตัวเขาแล้ว ผมต้องขอไปเยี่ยมเยือนคารวะเสียหน่อย…” เย่เหวินเถียนตอบ
“ได้!” ประธานเว่ยก้าวขึ้นขี่หลังอสูรพาหนะและโบยบินไปยังสภาปรมาจารย์
แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าไปข้างใน ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ถลันออกมารายงานด้วยสีหน้าพรั่นพรึง “ท่านประธาน เกิดเหตุร้าย…ห้องรับรองปรมาจารย์พังพินาศ ป้ายชื่อบรรพบุรุษร่วงลงมา…หมดทุกอัน!”
“ห้องรับรองปรมาจารย์พังพินาศ?”
ประธานเว่ยถึงกับอึ้ง แต่ก็พลันนึกอะไรบางอย่างได้ เขาตัวสั่นขึ้นมาอย่างแทบไม่อยากเชื่อ “การสั่นสะท้านของป้ายชื่อ การสอดประสานของระฆัง…หรือว่า…วิชาชีพฟ้าประทานจะเป็น…ปรมาจารย์ฟ้าประทาน?”
ปรมาจารย์ฟ้าประธานเป็นเกียรติที่มีแต่ปรมาจารย์เซียนขงเท่านั้นที่ได้รับ แม้แต่ศิษย์สายตรงของเขาและอัจฉริยะอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่ปรากฏตัวขึ้นหลังจากนั้นก็ยังไม่เคยได้รับเกียรตินี้
มีปรากฏการณ์น่าทึ่งแบบนี้เกิดขึ้นในสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฮ่วนหยู…ใครกัน?
ภาพคนๆ หนึ่งผุดขึ้นในหัวของประธานเว่ย
“หรือว่า…ปรมาจารย์หยาง?”
ตัวเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดตอนนี้ก็คือปรมาจารย์หยางผู้ล้ำลึกเกินหยั่งคนนั้น ผู้ที่แม้แต่ประธานมั่วยังยอมจำนนโดยดุษณี, หยางชวน!
ภาพของผู้อาวุโสที่ลงมาจากท้องฟ้าและระงับความโกลาหลได้ด้วยรองเท้าเพียงข้างเดียวยังตราตรึงในใจเขา
เมื่อนึกถึงคำสั่งของประธานมั่ว ประธานเว่ยรีบสั่งการ
“แจ้งปรมาจารย์ทุกคนให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ใครฝ่าฝืนคำสั่ง จะถูกถอดถอนคุณสมบัติการเป็นปรมาจารย์!”
ไม่ว่าจะเป็นหยางชวนหรือปรมาจารย์ฟ้าประทาน ทั้งสองเรื่องก็ล้วนแต่เกินกำลังของพวกเขา คงดีที่สุดหากจะเก็บเงียบไว้ ไม่อย่างนั้น…อาจถูกกำจัดออกจากแผนที่โลก
อีกอย่าง ตลอดประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติก็มีปรมาจารย์ฟ้าประทานเพียงคนเดียวคือปรมาจารย์เซียนขง แม้จะมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่มีใครบอกได้แน่ๆ ว่าถูกต้องแม่นยำหรือไม่ รวมทั้งบอกไม่ได้ว่าปรากฏการณ์นี้หมายถึงการได้การยอมรับจากสวรรค์จริงๆ หรือเปล่า
“ได้!”
แม้ผู้อาวุโสจะยังงงงัน แต่ก็รีบพยักหน้ารับ ก่อนจะออกไปทำตามคำสั่งของประธานเว่ย
ที่เมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร…
จ้าวเฟยอู่บิดขี้เกียจก่อนจะเดินออกจากห้อง
หลังจากปลีกวิเวกเพื่อฝึกฝนวรยุทธเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ก็ออกจะเมื่อยขบอยู่เล็กน้อย
แต่เธอก็รู้ดีว่านี่เป็นวิธีเดียวที่เธอพอจะได้เห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มคนนั้นไวๆ แม้ระยะทางระหว่างทั้งคู่จะห่างออกไปทุกทีก็ตาม
“ฝึกฝนวรยุทธสำเร็จแล้วหรือ? ไม่เลวเลย คุณก้าวหน้าไปมาก!”
ประธานคังเดินเข้ามา หลังจากมองดูจ้าวเฟยอู่ ก็พยักหน้าอย่างพอใจ
ปรมาจารย์จางได้ฝากฝังจ้าวเฟยอู่ไว้กับเขาก่อนจะออกเดินทาง ประธานคังจึงทุ่มเทเวลาให้กับเธอตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจ้าวเฟยอู่ก็พัฒนาขึ้นมากจากคำชี้แนะของเขา
ครืนนนนน!
ตอนนั้นเอง ประธานคังพลันรู้สึกได้ว่าพื้นดินสั่นสะท้าน เสียงระฆังดังประสานกันอย่างบ้าคลั่งมาจากสภาปรมาจารย์
“นี่มัน…ปรมาจารย์ฟ้าประทาน? อีกแล้ว?”
ประธานคังตาค้าง
ก็เพิ่งเกิดขึ้นไปไม่นาน ทำไมเกิดอีกแล้วล่ะ?
มีปรมาจารย์ฟ้าประทานอะไรกันบ่อยๆ อย่างกับเทศกาลประจำปี?
จ้าวเฟยอู่ก็ผงะ เธอพลันนึกถึงชายหนุ่มที่เธอได้ใช้เวลาหลายเดือนอยู่กับเขา แล้วก็อดถามไม่ได้ “หรือว่าจะเป็นปรมาจารย์จาง?”
“ปรมาจารย์จาง? ไม่ใช่หรอก! เขาเดินทางไปจักรวรรดิฮ่วนหยูแล้ว ห่างจากที่นี่เกือบล้านกิโลเมตร จะเป็นเขาได้อย่างไร?” ประธานคังส่ายหน้า
ต่อให้เป็นปรากฏการณ์ปรมาจารย์ฟ้าประทาน ก็ยังต้องมีขอบเขต ในเมื่อปรมาจารย์จางไม่ได้อยู่ในสมาพันธ์นานาอาณาจักร จะมาสร้างปรากฏการณ์ที่นี่ได้อย่างไร?
“ฉันเคยอ่านตำราโบราณ มันบอกไว้ว่าเมื่อครั้งที่ปรมาจารย์ขงได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานระดับ 9 ดาว ทั่วทั้งทวีปให้การต้อนรับความสำเร็จของเขา ทั้งนกฟีนิกซ์และมังกรต่างส่งเสียงแสดงความเริงร่า อีกทั้งรังสีเจิดจ้าก็ยังแผ่ลงมาจากสวรรค์…หรือว่า ขอบเขตของปรากฏการณ์จะเพิ่มขึ้นไปตามระดับขั้นของการเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน?” จ้าวเฟยอู่วิเคราะห์
แม้เธอจะไม่ได้เป็นปรมาจารย์เพราะข้อจำกัดของร่างกาย แต่ก็ใช้ช่วงเวลาตลอดวัยเด็กอ่านหนังสือ สมาพันธ์นานาอาณาจักรมีตำราที่เชื่อถือได้อยู่จำนวนมาก รวมถึงประวัติศาสตร์และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ ในแง่ของความรู้ทั่วไป จึงถือว่าเธอเทียบเท่ากับประธานคังเลยทีเดียว
“เอ่อ…” ประธานคังชะงัก
ก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี หากจะสรุปว่าปรากฏการณ์ปรมาจารย์ฟ้าประทานระดับ 1 ดาวย่อมแตกต่างจากปรากฏการณ์ของปรมาจารย์ฟ้าประทานระดับ 9 ดาว
หรือความโกลาหลครั้งนี้จะมาจากเขาจริงๆ ?
อาณาจักรชวนหยวน
โม่หยู่ในชุดเสื้อคลุมแวววาวนั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างงามสง่า
หลังจากจัดระเบียบการปกครองอยู่หลายเดือน เธอก็ควบคุมทั้งอาณาจักรให้สงบเรียบร้อยได้
หลังจากข่าวที่ปรมาจารย์จางได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวแพร่สะพัดมาถึงอาณาจักรนี้ ก็ไม่มีใครกล้าต่อต้านอำนาจของโม่หยู่อีก
ทุกคนในอาณาจักรรู้ดีถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจักรพรรดินีโม่หยู่กับปรมาจารย์จาง ต่อให้ใครสักคนหูหนวกตาบอดถึงกับก่อการปฏิวัติ นอกจากกองกำลังแข็งแกร่งภายใต้การควบคุมของโม่หยู่แล้ว แม้แต่สภาปรมาจารย์ก็ต้องเข้ามาสั่งสอนบทเรียนให้เจ้าคนนั้นอย่างแน่นอน
แก๊ง แก๊งแก๊ง!
เหล่าข้าราชบริพารกำลังรายงานกิจการทั่วไปของอาณาจักร ขณะที่เสียงระฆังดังกังวานขึ้นจากทิศที่สภาปรมาจารย์ตั้งอยู่
“อะไรกัน…” โม่หยู่ลุกพรวดอย่างประหลาดใจ ข้าราชบริพารคนอื่นๆ ก็หันไปมอง
ปรมาจารย์ทุกคนที่อยู่ในอาณาจักรชวนหยวนต่างรีบมุ่งหน้าไปยังสภาปรมาจารย์
ทุกคนสงสัยกับเหตุการณ์กระทันหันนี้ ต่างไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นในอาณาจักรเทียนหวู่และอาณาจักรอื่นๆ
กล่าวได้ว่าปรากฏการณ์นี้สั่นสะเทือนไปถึงสภาปรมาจารย์ทุกสาขาที่อยู่ในสังกัดของจักรวรรดิฮ่วนหยู
ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้คนที่พอจะรู้ ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์นี้
ในตอนนั้นเอง ตัวการของความโกลาหลอลหม่านทั้งหลายแหล่ก็กำลังคุกเข่า
หลังจากการยอมรับปรมาจารย์ฟ้าประทานครั้งที่ 3 สิ้นสุดลง แม้ระดับวรยุทธของเขาจะยังอยู่ที่จิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงสุดเหมือนเดิม แต่ความเข้าใจในเทคนิคการต่อสู้และเทคนิควรยุทธได้ล้ำลึกขึ้นอีกมาก
ในเวลาเดียวกัน ความสอดคล้องระหว่างจิตวิญญาณกับกายเนื้อของเขาก็ยิ่งสมบูรณ์แบบขึ้นไปอีก แน่นอนว่าประสิทธิภาพในการต่อสู้จะต้องสูงกว่าเดิมด้วย
“ถึงเราจะยังเทียบชั้นกับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นกลางไม่ได้ แต่ถ้าเป็นขั้นต้นล่ะก็ ไม่มีใครสู้เราได้อีกแล้ว!”
เมื่อรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง จางเซวียนหัวเราะหึๆ
แม้การได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานจะไม่ส่งผลต่อระดับวรยุทธ แต่ความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งความสามารถในการวิเคราะห์ของผู้นั้นจะพุ่งสูงขึ้นอีก
แน่นอนว่าเป็นเพราะการยอมรับปรมาจารย์ฟ้าประทาน 2 ครั้งก่อนที่ทำให้จางเซวียนรับมือกับเจ้าหุ่นปีศาจได้อย่างสุขุมกว่าหลัวฉีฉี
“ระดับความลึกของจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นอีก 3.0!”
จางเซวียนตาโต
ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นอีก 3.0, มากกว่าสองครั้งก่อน
ตอนนี้เขามีระดับความลึกของจิตวิญญาณที่ 19.1 เทียบได้กับปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว
มีระดับความลึกของจิตวิญญาณเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวทั้งที่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบ…แค่คิดก็น่าสะพรึงแล้ว!
ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้นถึง 3.0 เทียบเท่ากับ 1 ขั้นของปรมาจารย์ หากเป็นคนอื่น คงต้องใช้เวลาฝึกฝนวรยุทธหลายสิบปีกว่าจะทำได้แบบนี้
พร้อมๆ กันกับระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้น การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์และดวงตาหยั่งรู้ของจางเซวียนก็มีพลังมากขึ้นกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้ จางเซวียนหยั่งรู้ได้ถึงผู้ที่มีระดับวรยุทธสูงกว่าเขา 2 ขั้นย่อย แต่หลังจากความล้ำลึกของจิตวิญญาณเพิ่มขึ้น ก็เพิ่มเป็น 3 ขั้นย่อย
พูดอีกอย่างก็คือ แม้พลังปราณของเขาจะเทียบเท่ากับนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงสุด แต่หากมีนักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงปรากฏตัวต่อหน้า เขาก็ยังสามารถมองเห็นข้อบกพร่องในกระบวนท่าของอีกฝ่ายได้โดยใช้ดวงตาหยั่งรู้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหอสมุดเทียบฟ้า
ความสามารถในการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของเขาก็น่าสะพรึงกว่าเดิมอีกมาก ต่อให้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นกลาง จางเซวียนก็มั่นใจว่าจะสามารถใช้คำพูดโน้มน้าวใจอีกฝ่ายได้
‘ประโยชน์ยิ่งใหญ่ที่สุดของการได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานครั้งนี้ไม่ใช่ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้น หรือประสิทธิภาพของการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์และดวงตาหยั่งรู้ แต่เป็น…หัวใจของความว่างเปล่า!’
หลังจากตรวจสอบสภาวะร่างกายของตัวเองแล้ว จางเซวียนกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
การได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานทำให้ความสามารถในแบบของปรมาจารย์ก้าวหน้าไปอีกหลายด้าน แต่สิ่งที่ทำให้เขายินดีปรีดามากที่สุด คือสภาวะร่างกายของเขาเข้าสู่หัวใจของความว่างเปล่าแล้ว
หัวใจของความว่างเปล่าคือสภาวะที่กล้ามเนื้อสามารถเคลื่อนไหวได้โดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีจิตวิญญาณหรือเจตจำนงใดๆ ขับเคลื่อนก็ได้
เมื่อครั้งที่จางเซวียนอยู่ในทะเลสาบหมดจด ร่างอันไร้จิตวิญญาณของเขาเข้าสู่สภาวะเสมือนตาย ทำให้สั่งการหรือเคลื่อนไหวไม่ได้
แต่ตอนนี้ ด้วยหัวใจแห่งความว่างเปล่า กายเนื้อของเขาสามารถฝึกฝนวรยุทธ หรือแม้แต่ต่อสู้ได้ โดยปราศจากจิตวิญญาณ!
อันที่จริง ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายก็เร็วกว่าเดิมด้วย!
หากต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหุ่นปีศาจอีกครั้ง กายเนื้อกับจิตวิญญาณของเขาสามารถต่อสู้โดยแยกส่วนกันได้ ทำให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้สูงกว่าเก่ามาก!
‘เหลือเชื่อ! ด้วยคุณสมบัตินี้ เราสามารถทำได้หลายๆ อย่างพร้อมกัน!’
จางเซวียนยิ้มแป้นอย่างดีอกดีใจกับสิ่งที่ได้รับ แต่ตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงร้องเรียก หลัวฉีฉีออกจากสภาวะรู้แจ้งของเธอแล้ว
