ตอนที่ 674 พบหยู่เฟยเอ๋อ
หุ่นปีศาจกลุ่มนี้มีพละกำลังพอๆ กับเจ้าตัวที่เขาเจอในห้องใต้ดินอีกฝั่ง เท่าที่ดู ต่อให้นักรบระดับเซียนก็คงเอาตัวไม่รอด
ขนาดเจอแค่ตัวเดียว ทั้งหลัวฉีฉีกับจางเซวียนยังเกือบตาย ต้องวางแผนอย่างถี่ถ้วนและพยายามแสนสาหัสกว่าจะกำจัดมันได้ ถ้าต้องเจอทีเดียว 8 ตัวล่ะก็…
จางเซวียนเดินต่อไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
ตึง ตึง ครืนนนนนน!
ครู่ต่อมา พื้นดินก็สั่นสะท้านไม่หยุดสั่นเป็นจังหวะแปลกๆ
‘ฮึ?’
จางเซวียนขมวดคิ้ว
การสั่นสะเทือนนั้นรุนแรง เหมือนคลื่นความกดดันที่มาจากการปะทะกันของผู้เชี่ยวชาญ ที่ประหลาดคือความต่อเนื่องของมัน แน่นอนว่าร่องรอยการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้จางเซวียนมีหวังขึ้นมาอีก
‘หรือว่าพวกนั้นจะยังอยู่?’
เขาตาโต
แม้เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจะถูกหวูหยางจื่อแปรสภาพให้กลายเป็นหุ่น แต่พวกมันก็ไม่ได้ไร้อารมณ์หรือขาดเหตุผลเสียจนจะสู้กันเอง…ความเป็นไปได้ข้อเดียวคือหยู่เฟยเอ๋อกับคนอื่นๆ ยังมีชีวิตอยู่ และกำลังพยายามต้านทานพวกมัน!
แต่…นี่มันหุ่นระดับเซียน พวกนั้นจะเอาตัวรอดไปได้นานแค่ไหน?
จางเซวียนเร่งความเร็วและบินไปยังจุดที่คลื่นความสั่นสะเทือนแผ่ออกมา ระหว่างทาง ก็เห็นหุ่นอีก 3 ตัวเดินเรียงแถวเหมือนๆ กับกลุ่มแรกที่เจอ
‘ทั้งหมด 17 ตัวแล้ว…’
เมื่อหวนนึกถึงจำนวนหุ่นที่เจอมา จางเซวียนก็หน้าดำคร่ำเครียด
โชคดีที่เขาไม่ได้พากายเนื้อเข้ามาที่นี่ ไม่อย่างนั้น เจอเจ้าพวกนี้รุมล้อมเข้าไป…คงไม่ตลกแน่!
แม้ระดับวรยุทธของเขาจะเพิ่มสูงขึ้นมาก แถมยังมีหอสมุดเทียบฟ้าคอยช่วยเหลือ แต่จางเซวียนก็รู้ขีดจำกัดของตัวเอง เขาอาจใช้คำพูดตบตานักรบขั้นเซียนได้ แต่หากต้องเผชิญหน้ากับหุ่นไร้ชีวิตที่ทำอะไรตามคำสั่ง…ก็รู้ดีว่ามีแต่ตายเท่านั้น
‘ไม่ใช่ ไม่ใช่แล้วล่ะ! ถ้าพวกนั้นยังอยู่ ทำไมหุ่นพวกนี้ถึงเดินออกมา แทนที่จะเข้ารุมล้อม?’
ยิ่งจางเซวียนเห็นหุ่นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสงสัย
ถ้ารู้ว่าหยู่เฟยเอ๋อกับพรรคพวกของเธอยังมีชีวิตอยู่ เจ้าหุ่นเหล่านี้จะต้องผนึกกำลังกันเล่นงานแน่ ทำไมถึงพากันมาเดินแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดนี้?
แม้จางเซวียนจะยังสงสัย แต่ก็ยังมุ่งหน้าต่อไป
เขาไม่กล้าบินเร็วเกินขนาดเพราะเกรงว่าการเคลื่อนไหวจะสร้างความผิดปกติ หลังจากผ่านไปอีกราว 8 นาที ก็มาถึงต้นกำเนิดของแรงสั่นสะท้านนั้น
ตลอดทางที่ผ่านมา จางเซวียนพบเจอร่องรอยของการต่อสู้อยู่หลายแห่ง แต่น้อยกว่าที่เขาได้เห็นในจุดแรก เป็นไปได้ว่าพวกนั้นพยายามผลักดันหุ่นปีศาจจนพวกมันต้องล่าถอย
ข้อเท็จจริงที่ว่าเขายังไม่เห็นศพของใครสักคน…เป็นความหวังที่ดีว่าพวกนั้นยังมีชีวิตอยู่
เจอเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นซึ่งเป็นหุ่นระดับเซียนเข้าไป ยังรับมือได้นานขนาดนี้…ถือว่าเก่งกาจใช่ย่อย!
‘เอ๊ะ? อยู่ตรงนั้นเอง!’
หลังจากบินวนรอบตึกสูงหลังหนึ่ง จางเซวียนก็เห็นว่าแหล่งกำเนิดความสั่นสะเทือนอยู่ตรงหน้า เขารีบก้มลงมอง และเห็นจัตุรัสขนาดมหึมา
มันมีพื้นที่หลายสิบหมู่ และที่อยู่กึ่งกลางคือแท่นบูชา เป็นไปได้ว่าพวกหุ่นใช้จุดนี้เป็นสถานที่บูชาบรรพบุรุษหรือสรวงสวรรค์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
(15 หมู่ = ประมาณ 1 เฮกตาร์)
มีสัญลักษณ์ประหลาดจารึกอยู่บนแท่นบูชานั้น แค่เห็นก็ชวนให้เวียนหัวแล้ว
บริเวณรอบๆ แท่นบูชา ยังมีประติมากรรมรูปร่างพิสดารอีกหลายชิ้น ดูเหมือนผสมปนเปกันระหว่าง อสูรร้ายหลายสายพันธุ์ เกิดเป็นภาพที่ออกจะน่าพรั่นพรึง
เจตนาสังหารเข้มข้นแผ่ออกมาจากประติมากรรมเหล่านั้น เห็นแล้วชวนให้หนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง
‘พวกนั้นยังมีชีวิตอยู่…’
ทันทีที่ก้มลงมองแท่นบูชา เขาก็ตาโต
ตรงนั้นมีปราการแสงแผ่ออกมา หุ่นปีศาจ 2 ตัวกำลังโจมตีปราการนั้นไม่หยุดหย่อน เป็นต้นกำเนิดของแรงสั่นสะเทือนที่เขารู้สึก
ในปราการแสงนั้น หยู่เฟยเอ๋อ ชิงย่วนและคนอื่นๆ นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง ทุกคนหน้าซีดเผือด ร่างเปรอะไปด้วยเลือด
ดูเหมือนพวกนั้นจะได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างที่พยายามหนีเอาตัวรอดจากหุ่นปีศาจ
‘เป็นไม้ตายที่น่าทึ่งอะไรอย่างนี้!’
จางเซวียนประทับใจกับปราการแสงนั้น
สามารถต้านทานการโจมตีอย่างต่อเนื่องของหุ่นปีศาจระดับเซียนได้ถึง 2 ตัว เป็นปราการที่เหนียวแน่นทนทานจริงๆ !
‘คงเป็นของหยู่เฟยเอ๋อหรือไม่ก็ชิงย่วน…มาจากตระกูลแบบนั้น ก็ไม่แปลกที่จะมีของดีๆ ซุกซ่อนไว้’
เมื่อเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในฐานะองค์หญิงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน เป็นธรรมดาที่เธอจะพกพาสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยป้องกันตัวเอาไว้มากมาย เพราะไม่อย่างนั้น ด้วยสถานภาพที่ไม่ธรรมดา วงศ์ตระกูลของเธอไม่น่าจะเต็มใจให้ออกมาผจญภัยตามลำพัง
ส่วนชิงย่วน เท่าที่ดูจากการที่เขาตามติดองค์หญิงได้อย่างเปิดเผย ครอบครัวของเขาก็คงมีภูมิหลังไม่เบา
แม้สิ่งประดิษฐ์พวกนั้นจะไม่มีอานุภาพถึงขั้นที่ทำให้ต่อสู้กับหุ่นปีศาจได้ แต่ก็พอจะต้านทานได้ชั่วคราว
‘ดูเหมือนปราการแสงใกล้จะพังแล้ว…’
จางเซวียนขมวดคิ้ว
ต่อให้สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนั้นจะทรงพลังสักแค่ไหน ก็ยังถูกจำกัดด้วยปริมาณพลังงานที่สะสมไว้ภายใน อย่างเครื่องรางเกล็ดมังกรของเขา แม้จะต้านทานพละกำลังของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ได้ แต่ก็ใช้ได้แค่ 3 ครั้ง
แม้ปราการแสงที่โอบล้อมทั้งสี่คนไว้จะต้านทานการโจมตีไม่หยุดหย่อนของหุ่นทั้ง 2 ตัวได้ แต่แสงของมันก็เริ่มริบหรี่ ดูเหมือนใกล้แตกสลายเต็มที
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็พังแน่นอน
‘ต้องหาวิธีช่วยชีวิตพวกนั้น…’
สภาพที่เป็นอยู่ทำให้จางเซวียนตกที่นั่งลำบาก หากเขาสั่งการให้พวกนั้นดับปราการแสง หุ่นปีศาจทั้ง 2 ตัวจะต้องพุ่งเข้าใส่ทันที และจางเซวียนก็ไม่มั่นใจว่าจะพาทั้ง 4 คนกลับออกมาได้ในสภาพที่ยังมีชีวิต แต่หากไม่ดับปราการแสง ก็ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่…
ในช่วงเวลาแบบนี้ จะทำอะไรได้?
และที่ทำให้จางเซวียนสงสัยกว่าเดิมก็คือ เท่าที่ดูจากทิศทางที่หุ่นปีศาจเดินแถวไป พวกมันน่าจะเคยรวมตัวกันอยู่ที่แท่นบูชาแห่งนี้มาก่อน แล้วทำไมถึงเดินผละไป เหลือไว้แค่ 2 ตัว?
หากพวกมันทุกตัวผนึกกำลังกันรับมือกับปราการแสง ปราการแสงคงแตกสลายไปแล้ว!
จางเซวียนประเมินสถานการณ์อีกครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจ จึงตัดสินใจเข้าใกล้ปราการแสงขึ้นอีกนิดเพื่อดูให้ชัดๆ
‘ทำไมถึงมีศพอยู่ในนั้น?’
เมื่อเข้าไปใกล้ ก็เห็นหยู่เฟยเอ๋อ ชิงย่วน อู๋เจิง และเย่เฉียน นั่งเบียดกันเป็นวงกลมอยู่ในปราการแสง และที่นั่งอยู่ตรงกลางวงคือผู้เฒ่าคนหนึ่ง
แม้ร่างของผู้เฒ่าจะไม่ปรากฏอาการบาดเจ็บหรือความบอบช้ำที่ชัดเจน แต่ความเหี่ยวแห้งไร้ชีวิตชีวานั้นก็บ่งบอกว่าเขาตายมานานแล้ว
จางเซวียนพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
‘หรือว่าจะเป็น…บรมครูหวูหยางจื่อ?’
ศพมนุษย์มาปรากฏที่นี่…เมื่อปะติดปะต่อเงื่อนงำทั้งหมดแล้ว ชายชราผู้นี้ก็น่าจะเป็นหวูหยางจื่อ
ตอนที่จางเซวียนหาศพของหวูหยางจื่อในห้องใต้ดินฝั่งโน้นไม่เจอ เขาก็ออกจะสงสัยว่าศพอยู่ที่ไหน แต่เท่าที่เห็น ดูเหมือนศพจะอยู่ที่นี่มานานแล้ว จนหยู่เฟยเอ๋อกับพรรคพวกไปเจอเข้าโดยบังเอิญ และกำลังปกป้องศพนั้นอยู่
แต่จะว่าไป อาจเป็นศพนั้นก็ได้ที่กำลังปกป้องพวกเขา จางเซวียนเริ่มไม่แน่ใจว่าปราการแสงมาจากทั้ง 4 คนหรือหวูหยางจื่อ
ขณะที่เขากำลังประเมินสถานการณ์ ทั้ง 4 ก็เหงื่อตก
ชิงย่วนหายใจหอบและหน้าซีด “องค์หญิง ดูเหมือนคราวนี้เราจะออกไปไม่ได้แน่”
บนแผงอกของเขามีบาดแผลฉกรรจ์ แม้จะได้โปะยาบางอย่างแล้ว แต่เลือดก็ยังไหลซึมออกมาไม่หยุด เกิดเป็นภาพน่าสยดสยอง
“พวกเราคงตายที่นี่แน่…”
อู๋เจิงหน้าเสีย
ทุกคนคิดว่านี่คงเป็นภารกิจธรรมดา ที่ต้องทำก็แค่ยืนยันตำแหน่งของห้องใต้ดินที่ครั้งหนึ่งหวูหยางจื่อเคยพำนักอยู่ ใครจะรู้ว่าภารกิจที่ดูเหมือนง่ายดายจะพาพวกเขามาเจอกับหุ่นบรรลัยกัลป์มากมายขนาดนี้!
ตลอดทางที่มาถึงที่นี่ หากไม่ใช่เพราะสิ่งประดิษฐ์ที่มีอานุภาพป้องกันตัวเป็นเลิศของหยู่เฟยเอ๋อ พวกเขาคงตายไปตั้งแต่ 2-3 ชั่วโมงก่อน
“อย่างน้อยที่สุด พวกเราก็เลือกเส้นทางได้ถูกต้อง นี่คือที่ๆ บรมครูอยู่หวูหยางจื่อเคยอาศัยอยู่ เราเจอแม้กระทั่งศพของเขา!”
หยู่เฟยเอ๋อคำราม
ท่ามกลางความสิ้นหวัง ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ปลอบใจเธออยู่ อย่างน้อยที่สุด คราวนี้เธอก็เกทับเจ้าจางเซวียนได้แล้ว!
ในเมื่อศพของหวูหยางจื่ออยู่ที่นี่ ก็หมายความได้อย่างเดียวว่าพวกเธอมาถูกที่ เธอเสียใจเพียงอย่างเดียวที่จะไม่มีโอกาสได้เห็นหมอนั่นหยุดวางท่าโอหัง
“คุณพูดถูก” ชิงย่วนพยักหน้าอย่างอ่อนระโหย จากนั้นก็หันไปถามหยู่เฟยเอ๋อ “องค์หญิง, ในเมื่อพวกเราใกล้ตายเต็มทีแล้ว คุณจะบอกสักคำได้ไหมว่า…คุณเคยชอบผมบ้างหรือเปล่า?”
เห็นปราการแสงริบหรี่ลงทุกที ชิงย่วนรู้ดีว่าไม่นานก็คงแตกสลาย จึงเก็บคำถามที่สำคัญที่สุดไว้ไม่ได้อีกต่อไป
เขาติดตามเที่ยวไล้เทียวขื่อแม่สาวคนนี้มาเนิ่นนาน แต่เธอก็ไม่เคยตอบรับความรู้สึกของเขาเลย ในเมื่อตอนนี้จวนเจียนจะตายกันแล้ว อย่างน้อยเขาก็อยากรู้ความจริง จะได้ตายอย่างสงบ
เมื่อได้ยินคำนั้น เย่เฉียนกับอู๋เจิงก็หันหน้าหนี
นึกไม่ถึงว่าชิงย่วนจะตั้งคำถามแบบนี้ หยู่เฟยเอ๋ออ้าปากค้าง แต่แล้วก็กัดริมฝีปาก และหลังจากลังเลอยู่นานก็ส่ายหน้า
“ฉันเคยบอกคุณแล้วว่า ถ้ายังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ฉันจะไม่สนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับใคร…”
เธอมีนิสัยชอบการแข่งขัน และกระหายอยากพิสูจน์ตัวเองให้ใครๆ เห็น เรื่องความรักจึงมาทีหลังอยู่ตลอด
แม้ชิงย่วนจะตามติดเธอมานานจนกระทั่งตอนนี้ เธอก็ยังไม่เคยมีใจให้เขา
“ผมรู้ รู้อยู่แล้วว่าแพ้ตั้งแต่เริ่ม…”
ได้ยินคำตอบตรงๆ จากอีกฝ่าย ชิงย่วนส่ายหน้าและยิ้มเจื่อนๆ “แล้วคุณสนใจจางเซวียนหรือเปล่า?”
เมื่อนึกถึงสีหน้ายียวนไร้ยางอายของชายหนุ่มคนนั้น หยู่เฟยเอ๋อกัดฟันกรอดอย่างเดือดดาล
“จางเซวียน? ฉันจะไปสนใจเจ้าคนชั่วร้ายหน้าไม่อายแบบนั้นได้อย่างไร? ถ้าต้องตกหลุมรักหมอนั่น คงเป็นบ้าเสียก่อน!”
เธอเป็นถึงองค์หญิง เป็นสมาชิกราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์ แต่หมอนั่นกล้าบังคับให้เธอเป็นคนรับใช้ที่ต้องเสิร์ฟชาให้เขา…
ถ้าแค่นั้นก็ยังพอทำเนา…แต่เขายังเตะก้นเธอถึง 2 ครั้งซ้อนอีก!
ไม่เคยเจอใครที่ไร้ความเป็นสุภาพบุรุษขนาดนี้!
ถ้าไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าเธอเอาชนะเขาไม่ได้ คงขยี้หมอนั่นให้แหลกคามือไปแล้ว
“เอ่อ…”
จิตวิญญาณของจางเซวียนซึ่งลอยวนอยู่รอบๆ ปราการแสงเพื่อหาทางช่วยทั้งกลุ่มเกือบทรุดเมื่อได้ยินคำตอบของหยู่เฟยเอ๋อ
‘ผมเป็นคนตรงไปตรงมา มีน้ำใจและมีเมตตา กลายเป็นคนชั่วร้ายหน้าไม่อายตั้งแต่เมื่อไหร่?’
‘เหมือนที่นักปราชญ์โบร่ำโบราณว่าไว้ อิสตรีและคนสองหน้าคือคนที่เอาใจยากที่สุด’
‘เป็นแบบนั้นจริงๆ !’
ชิงย่วนไม่ได้ลิงโลดสักนิดที่ได้ยินเธอคำราม เขาส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
“ยิ่งคุณกระฟัดกระเฟียดตำหนิเขามากเท่าไหร่ ก็แปลว่าเขากุมหัวใจคุณได้มากเท่านั้น ผมรู้จักคุณมาตั้งแต่เรายังเด็ก ซึ่งก็ผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยมีพื้นที่ในใจคุณได้มากเท่าเขาเลย? ตอนที่ผมพูดว่าเรากลับออกไปไม่ได้ สิ่งแรกที่คุณนึกถึงก็ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความรู้สึกที่ว่าคุณชนะพนันเขาได้แล้ว…”
หน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ ทั้งหมดที่เธอนึกถึงก็ยังมีแต่จางเซวียน…
ด้วยความจริงข้อนี้ ตัวเขาที่ตามติดเธอมาเนิ่นนานหลายปีรู้ดีว่าที่ทางของตัวเองเทียบไม่ได้เลยกับชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเจอ
“ฉัน…”
หยู่เฟยเอ๋อตัวแข็งไป
นี่เราตกหลุมรักหมอนั่นจริงๆ หรือ? เป็นไปไม่ได้หรอก!
ทั้งหมดที่เราต้องการก็แค่กำจัดสถานภาพคนรับใช้และสั่งสอนบทเรียนให้เจ้าคนหน้าไม่อายคนนั้น!
หยู่เฟยเอ๋อทบทวนความรู้สึกในใจและกำลังจะตอบโต้ชิงย่วน ก็พอดีกับได้ยินเสียงแว่วเข้าหู
“แค่ก แค่ก…นี่ไม่ใช่เวลาจีบกันนะ หาทางออกไปน่าจะดีกว่า!”
หยู่เฟยเอ๋อตาค้างเมื่อได้ยินเสียงนั้น “จางเซวียน?”
