ตอนที่ 726 หลัวลั่วชิง
“พรุ่งนี้พวกคุณจะได้เลือกอาจารย์ของคุณ บรรดาศิษย์พี่ช่วยพาน้องใหม่เข้าที่พักด้วย…” หลังจากจัดการเรื่องจุกจิกเบ็ดเตล็ดแล้ว ผู้อาวุโสมั่วก็สั่งการกับบรรดาศิษย์พี่ก่อนจะกลับไปที่ศาลา
“ปรมาจารย์จาง คุณไม่ต้องไปกับพวกนั้นหรอก การฝึกฝนวรยุทธในหอพักที่ต้องอาศัยอยู่รวมกันนั้นเป็นเรื่องยาก เดี๋ยวตามผมไปที่สถาบัน ผมจะหาที่พักส่วนตัวให้!” ผู้อาวุโสมั่วพูด
ในฐานะ 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ของสถาบัน เขามีสิทธิจัดหาที่พักส่วนตัวให้ลูกศิษย์ได้
อัจฉริยะชั้นยอดอย่างปรมาจารย์จางไม่ควรจะไปอยู่ในหอพักร่วมกับคนอื่นๆ
“ขอบคุณผู้อาวุโสมั่ว”
จางเซวียนประสานมืออย่างสำนึกในบุญคุณเมื่อเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย
เขาเก็บความลับไว้กับตัวมากมาย จึงดีที่สุดหากจะได้มีที่พักเป็นของตัวเอง
จากนั้น มั่วเกาหย่วน กับผู้อาวุโสมั่วและจางเซวียนก็มุ่งหน้าไปยังสถาบันปรมาจารย์โดยขี่หลังอสูรเซียนหลังหยาไป
เพราะมีบรรดารุ่นพี่คอยจัดการเรื่องต่างๆ และปรมาจารย์ไป๋ก็คอยควบคุมอยู่ จึงไม่มีอะไรต้องกังวล
ด้วยความเร็วของอสูรเซียนหลังหยา ไม่ช้าสถาบันอันใหญ่โตโอ่อ่าก็ปรากฏแก่สายตา
สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนนั้นสร้างขึ้นเพื่อรองรับเหล่าปรมาจารย์กว่าแสนคน มีทะเลสาบและภูเขามากมายอยู่ในบริเวณพื้นที่ของสถาบัน เมื่อมองลงมาจากท้องฟ้าก็ดูคล้ายกับปราสาทราชวัง
แม้เมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรทั้งเมืองก็ดูจะด้อยไปเมื่อเทียบกับที่นี่
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมสถาบันปรมาจารย์จึงเป็นที่ที่อัจฉริยะชั้นนำจากหลากหลายจักรวรรดิล้วนแต่มุ่งมั่นอยากเข้ามา ลำพังแค่ขนาดของตัวสถาบันเองก็ใหญ่กว่าเมืองหลวงของบรรดาจักรวรรดิเล็กๆแล้ว
“นี่คือโซนหัวกะทิ เป็นบริเวณที่ปรมาจารย์ผู้มีผลงานโดดเด่นของแต่ละเกรดอาศัยอยู่ นำตราสัญลักษณ์ของผมไปและไปหานักเรียนผู้มีหน้าที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้เขาจัดหาที่พักให้ ประธานมั่วกับตัวผมจะต้องไปหารือปัญหานั้นกับผู้อาวุโสคนอื่นๆก่อน!”
ไม่ช้า อสูรเซียนหลังหยาก็ร่อนลงจอดใกล้กับบริเวณที่พักของสถาบัน จากนั้นผู้อาวุโสมั่วก็สะบัดข้อมือและยื่นตราสัญลักษณ์ของเขาให้จางเซวียน
หลังจากรับตราสัญลักษณ์มา จางเซวียนก็สำรวจโดยรอบ มันเป็นสถานที่งดงามซึ่งเขียวชอุ่มและมีลำธารใสสะอาดไหลผ่าน มีที่พักตั้งอยู่ทั้ง 2 ฝั่งลำธารอย่างสวยงามและเป็นระเบียบ
บ้านพักแต่ละหลังมีค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณติดตั้งอยู่ ทำให้พื้นที่นั้นมีกระแสพลังจิตวิญญาณเข้มข้น แม้ยังไม่ได้เข้าไปข้างใน ก็รู้สึกได้ถึงความสดชื่นและกระชุ่มกระชวยจากการเยียวยาของกระแสพลังจิตวิญญาณที่ส่งออกมา
‘สมกับเป็นโซนหัวกะทิ ช่างแจ่มจริงๆ!’
จางเซวียนพยักหน้าอย่างยำเกรง
ค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณของที่นี่เป็นค่ายกลเกรดสูงกว่าที่เขาเคยจารึกในเมืองหงไห่ คือเป็นค่ายกลเกรด 6 ใครก็ตามที่ฝึกฝนวรยุทธที่นี่จะต้องได้รับความก้าวหน้ามากกว่าการฝึกฝนวรยุทธที่อื่น
สถาบันปรมาจารย์ไม่สามารถจัดหาที่พักชั้นยอดแบบนี้ให้กับนักเรียนทุกคนได้ จึงมีแต่อัจฉริยะผู้ทำผลงานโดดเด่นเท่านั้นที่สามารถพักอาศัยอยู่ที่นี่
“ขอบคุณมาก ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!” จางเซวียนพูดขณะที่กระโดดลงจากหลังของอสูรเซียนหลังหยา
ผู้อาวุโสมั่วกับมั่วเกาหย่วนสบตากันก่อนจะส่งสัญญาณให้อสูรเซียนหลังหยามุ่งหน้าต่อไป
เรื่องการปรากฏตัวของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาไม่อาจเสียเวลาได้
สองสามนาทีต่อมา ทั้งคู่ก็มาถึงห้องลับแห่งหนึ่ง
ในห้องนั้นมีทั้งหมด 13 ที่นั่ง แต่ละที่นั่งสงวนไว้สำหรับผู้ทรงเกียรติที่สุดในสถาบัน อย่างท่านอาจารย์ใหญ่และ 10 สุดยอดปรมาจารย์
มีค่ายกลอันทรงพลังติดตั้งไว้ภายใน ทำให้แน่ใจได้ว่าทุกสิ่งที่หารือกันในห้องนี้จะไม่มีทางรั่วไหลออกไปภายนอก
“ทำไมคุณถึงเรียกพวกเราอย่างเร่งด่วนขนาดนี้?”
ทันทีที่ทั้งคู่ทรุดตัวลงนั่ง ผู้อาวุโสสองสามคนก็ผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ครั้งล่าสุดที่มีการเรียกประชุมฉุกเฉินก็คือเมื่อตอนที่ท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนหายตัวไป แล้วคราวนี้ มันเรื่องอะไรที่ผู้อาวุโสมั่วกับประธานมั่วจะต้องเรียกตัวพวกเขาอย่างเร่งด่วนขนาดนี้?
“หาที่นั่งก่อนเถอะ เราจะเริ่มเมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว!” ผู้อาวุโสมั่วมองไปรอบๆ
เหล่าผู้อาวุโสพยักหน้าและทรุดตัวลงนั่งตามลำดับของตัวเอง
ไม่ช้าประตูก็เปิดออกอีกครั้ง มีผู้อาวุโสเดินเข้ามาอีกสองสามคน
ไม่ช้า ที่นั่งทั้ง 11 ที่ก็เต็ม
“ผู้อาวุโสมั่วกับประธานมั่ว พวกคุณพูดมาได้เลย!” ผู้อาวุโสเคราขาวโพลนคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะมีอายุมากที่สุดในกลุ่มส่งสัญญาณให้ทั้งคู่เริ่มเรื่อง
“ได้!” ผู้อาวุโสมั่วพยักหน้า
เขาสะบัดข้อมือและนำผลึกบันทึกออกมาก่อนจะพูดว่า “ก่อนผมจะเริ่ม อยากให้พวกคุณดูสิ่งนี้ก่อน…”
เขาแตะปลายนิ้วลงไป จากนั้นร่องรอยการต่อสู้บนยอดเขาเล่หยวนซึ่งเขาได้บันทึกไว้ก่อนหน้าก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคน
ตอนแรก เหล่าผู้อาวุโสต่างงงงันกับสิ่งที่เห็น แต่เมื่อเพ่งดูใกล้ๆ แต่ละคนก็มีสีหน้าไม่สู้ดี
“มันคือ…ร่องรอยการต่อสู้ของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น? แล้วตอนนี้ศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์เป็นอย่างไร?” ผู้อาวุโสเคราขาวถามอย่างวิตกกังวล
คนที่เหลือต่างหันขวับไปมองผู้อาวุโสมั่ว
ในฐานะ 1 ในสมาชิกของ 10 สุดยอดปรมาจารย์และปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด แค่เห็นภาพที่ถูกบันทึกไว้ในผลึกบันทึก พวกเขาก็คาดเดาได้แล้วว่าใครเข้ามามีส่วนในการสู้รบ
“ศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์…หายตัวไป!” ผู้อาวุโสมั่วตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หายตัวไป?” เหล่าปรมาจารย์ที่เหลือต่างผงะกับคำตอบที่ได้รับ และแม้แต่มั่วเกาหย่วนก็ยังแทบไม่อยากเชื่อ
ก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสมั่วบอกเพียงว่าเขาพบร่องรอยการต่อสู้ที่มาจากเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดมากกว่านั้น ซึ่งเขานึกไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายอสูรตะวันไบแซนไทน์จะถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจโจมตีและถึงกับหายตัวไป
“นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น…” ผู้อาวุโสมั่วไม่กล้าปกปิดรายละเอียดอีกต่อไป เขาเปิดเผยข้อตกลงที่ทำไว้กับอสูรตะวันไบแซนไทน์ เช่นเดียวกับร่องรอยทั้งหมดที่พบบนยอดเขา
ผู้อาวุโสเคราขาวตบโต๊ะอย่างแรงก่อนประกาศก้อง “เผ่าพันธุ์ปีศาจพวกนั้นกล้าดีอย่างไรถึงแทรกซึมเข้ามาในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน และถึงกับลักพาตัวอสูรตะวันไบแซนไทน์ไป! พวกเราต้องจัดการมันเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของสถาบันปรมาจารย์กลับคืนมา!”
10 สุดยอดปรมาจารย์ทำหน้าที่บริหารและควบคุมสถาบัน ซึ่งแต่ละคนก็ดูแลแต่ละโรงเรียนวิชาชีพที่มีอยู่ในสถาบัน ปรมาจารย์อย่างผู้อาวุโสมั่วก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ 10 สุดยอดปรมาจารย์เท่านั้น แต่ยังเป็นหัวหน้าโรงเรียนนักฝึกอสูรด้วย
ส่วนผู้อาวุโสเคราขาว, ฉูฉางชิ่ง ก็เป็นหัวหน้าโรงเรียนศิลปะการต่อสู้
สุภาพสตรีอาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นี่ไม่ใช่เรื่องการกอบกู้ชื่อเสียงของโรงเรียนอีกต่อไป แต่เป็นความปลอดภัยของศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์!”
เธอคือหัวหน้าโรงเรียนนาฏศิลป์, เว่ยหรันเฉว่
“ศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์เป็นอสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน เขาผ่านการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับพวกเรามาแล้วหลายครั้ง ทั้งยังสังหารเผ่าพันธุ์ปีศาจไปมากมายนับไม่ถ้วนเพื่อนำสันติสุขมาสู่มวลมนุษยชาติ ด้วยคุณงามความดีทั้งหมดที่เขาได้ทำลงไป เราจะสู้หน้าท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนได้อย่างไรหากปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับเขา? แล้วพวกเรายังมีศิษย์อะไรที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น 10 สุดยอดปรมาจารย์ หากช่วยชีวิตเขาไว้ไม่ได้?”
“จริงด้วย เราจะปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์ไม่ได้ แต่ตอนนี้เรายังไม่มีเงื่อนงำว่าเขาอยู่ที่ไหน จึงไม่ควรทำอะไรบุ่มบ่าม” ผู้อาวุโสมั่วพูด “ตอนนี้เป้าหมายเบื้องต้นของเราคือหาตัวศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์ให้เจอก่อน หากเขายังมีชีวิตก็ต้องหาทางช่วยออกมาให้ได้ แต่หากถูกสังหารไปแล้ว เราก็จะยอมเอาชีวิตของตัวเองเข้าแลกเพื่อแก้แค้นให้เขา!”
ผู้อาวุโสอีกสองคนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
“ผมเห็นด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็คิดว่าเราควรลงมืออย่างเงียบๆก่อน ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงกับการที่พวกนั้นจะรู้ตัว หากพวกมันรู้ว่าเราสะกดรอยตามมันอยู่ มันจะต้องทำการรุนแรงกว่าเดิมแน่!”
“ผมก็เห็นด้วย ในเมื่อพวกมันกล้าแตะต้องศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์ มันก็คงไม่ลังเลที่จะโจมตีสถาบันของเราเช่นกัน เราไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ที่ว่านี่อาจเป็นแผนล่อลวงพวกเราให้ออกจากสถาบันไป เพราะฉะนั้น เราควรสืบเสาะให้ถี่ถ้วนก่อน”
“นั่นคือสิ่งที่ผมเองก็เป็นกังวล ผมเกรงว่าพวกมันอาจทิ้งร่องรอยเหล่านั้นเอาไว้เพื่อจงใจล่อเราให้เข้าไปติดกับ…” ผู้อาวุโสมั่วขมวดคิ้ว
เพราะดูจะไม่มีความพยายามปกปิดร่องรอยของเผ่าพันธุ์ปีศาจบนยอดเขาเล่หยวนเลย ราวกับอีกฝ่ายจงใจเปิดเผยให้พวกเขาเห็น นั่นทำให้เขาเกิดความกังวลว่ามันอาจเป็นกับดัก ผู้อาวุโสมั่วจึงยังลังเลที่จะทำการใดๆลงไป เขาเลือกที่จะเปิดการประชุมหารือกับผู้อาวุโสคนอื่นๆก่อน แทนที่จะสำรวจพื้นที่รอบๆบริเวณยอดเขาเล่หยวนเพื่อตามหาอสูรตะวันไบแซนไทน์
หลังจากหารือกันอยู่อีกครู่หนึ่ง ทั้งกลุ่มก็ยังตัดสินใจอะไรเด็ดขาดลงไปไม่ได้ และในตอนนั้นเอง ลู่เฟิงซึ่งเป็นหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยาก็โพล่งออกมา “ศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์มีความสามารถในการต่อสู้เหนือชั้นกว่าพวกเราเสียอีก หากแม้แต่เขายังรับมือกับคู่ต่อสู้ไม่ได้ พวกเราก็ไม่น่าจะช่วยชีวิตเขาได้หรอก ต่อให้หาตัวเขาเจอก็เถอะ!”
คนที่เหลือต่างพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
อสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นอสูรระดับเซียนขั้น 1-สูงสุดเหมือนกับพวกเขา แต่เพราะเป็นอสูร จึงมีพละกำลังสูงกว่ามนุษย์มาก ในเมื่อมันถูกจับตัวไปโดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ก็บ่งบอกได้ว่าคู่ต่อสู้มีความน่าสะพรึงขนาดไหน
หากพวกเขาไม่สามารถรับมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้ ต่อให้รู้ว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์อยู่ที่ไหน ก็ช่วยชีวิตเขาไม่ได้อยู่ดี
“อีกสองสามวันนี้ ปรมาจารย์มู่จากจักรวรรดิอันทรงเกียรติฉิงหย่วนจะเดินทางมาที่นี่เพื่อเลือกอาจารย์ใหญ่คนใหม่ และสืบสาวราวเรื่องถึงการเสียชีวิตของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน เมื่อถึงตอนนั้น เราสามารถรายงานเรื่องนี้ให้เขาทราบและขอความช่วยเหลือได้!” หัวหน้าลู่พูด
“เอ่อ…” ถึงตอนนี้ ทุกคนเริ่มลังเล
หากต้องพึ่งพาอาศัยและขอความเห็นจากสำนักงานใหญ่ทุกเรื่อง นั่นจะไม่หมายความว่าพวกเขาในฐานะ 10 สุดยอดปรมาจารย์ไร้น้ำยาที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆหรือ?
“ผมรู้ว่าพวกคุณคิดอะไรอยู่ แต่ศัตรูที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นกำลังคุกคามความปลอดภัยและถึงกับลักพาตัวอสูรตะวันไบแซนไทน์ได้โดยไม่มีใครรู้เรื่องเลย นั่นหมายความว่าเรื่องนี้เกินความสามารถของพวกเราไปแล้ว เราควรรายงานทางสำนักงานใหญ่!” หัวหน้าลู่พูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
โรงเรียนนักปรุงยาเป็นโรงเรียนที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับ 1 ในสถาบันปรมาจารย์ ทำให้คำพูดของเขามีน้ำหนักมาก
“ก็ได้…” หลังจากใคร่ครวญกันอีกครู่หนึ่ง ปรมาจารย์คนอื่นๆต่างก็ยอมรับ
ขณะที่พวกเขากำลังจะหารือว่าจะทำอย่างไรต่อไป หัวหน้าลู่ก็สะบัดข้อมือ และตราหยกสื่อสารอันหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เขาชำเลืองมอง จากนั้นก็เลิกคิ้ว
“ทุกคนตามผมมา ปรมาจารย์มู่มาถึงแล้ว!”
“ปรมาจารย์มู่มาถึงแล้ว? ทำไมเร็วขนาดนี้ล่ะ?”
“ก็ไหนบอกว่าอีก 2-3 วันไง?”
“เป็นไปไม่ได้หรอกที่พวกเราจะหยั่งถึงความคิดของผู้เชี่ยวชาญระดับเขา อย่าลืมนะ เขาเคยพูดไว้ว่าจะมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน แต่ลงท้ายก็เลื่อนการเดินทางมาจนถึงวันนี้…”
“จริงด้วย…”
ในตอนแรกปรมาจารย์มู่ได้ส่งข้อความหาพวกเขา โดยแจ้งว่าจะมาถึงสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน ซึ่งหลังจากทุกคนรออยู่นานแสนนาน เขาก็ไม่ปรากฏตัว แต่เมื่อวันก่อนเขาก็ส่งข้อความมาอีกครั้ง โดยบอกว่ากำลังติดภารกิจบางอย่างและจะมาถึงในอีก 2-3 วันให้หลัง ซึ่งสุดท้ายก็โผล่มาวันนี้
การมาถึงของเขาทำให้ทุกคนไม่มีโอกาสเตรียมตัว
ระหว่างนั้น ผู้อาวุโสทั้งกลุ่มก็รีบเดินไปยังห้องรับแขก ขณะที่ทางสถาบันทำการต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติแล้ว ไม่ช้า พวกเขาก็เห็นผู้เฒ่าเคราขาวโพลนราวหิมะคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสง่างาม และที่นั่งอยู่ข้างเขาคือสุภาพสตรีคนหนึ่งซึ่งดูมีอายุราว 20 ต้นๆ
“ปรมาจารย์มู่!”
หลังจากเข้าไปในห้อง ผู้อาวุโสทุกคนก็ประสานมือและโค้งคำนับอย่างงาม
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว ปรมาจารย์มู่เป็นหนึ่งในบุคคลชั้นนำของสถาบันปรมาจารย์แม้แต่ 10 สุดยอดปรมาจารย์ก็ไม่กล้ากระด้างกระเดื่องกับเขาแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ ให้ผมได้แนะนำกับพวกคุณทุกคนนะ นี่คือปรมาจารย์หลัว เธอเป็น…ศิษย์น้องของผมเอง ขณะนี้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว และจะมาเป็นอาจารย์ที่นี่ระหว่างการฝึกฝนวิชาของเธอ ดังนั้น ผมจะขอรบกวนพวกคุณให้ช่วยจัดการภารกิจนี้ให้เหมาะสมด้วย” จากนั้นปรมาจารย์มู่ก็ลุกขึ้นยืน แล้วผายมือไปยังสาวน้อยที่อยู่ข้างเขา
“ศิษย์น้อง?”
ทุกคนต่างผงะ พวกเขาหันกลับไปมองสาวน้อยที่กำลังลุกขึ้นยืนและประสานมือคารวะ “ลั่วชิงขอคารวะผู้อาวุโสแห่งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน!”
“ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว? เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้?”
ทุกคนต่างชะงัก
หลัวลั่วชิงดูมีอายุราว 20 ต้นๆเท่านั้น ลำพังแค่ความปราดเปรื่องเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะอธิบายได้ว่าเหตุใดเธอจึงได้เป็นปรมาจารย์ระดับดาวตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ เป็นไปได้ว่าเธออาจมาจากครอบครัวที่มีภูมิหลังอันสูงส่งและน่าทึ่ง!
ดูเหมือนการที่ปรมาจารย์มู่กล่าวว่าเธอเป็นศิษย์น้องของเขานั้นอาจเป็นเรื่องไม่จริง
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว เป็นเรื่องยากที่เขาจะบ่มเพาะปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวคนหนึ่งซึ่งมีอายุเพียง 20 ปี
อีกอย่าง เป็นไปได้ว่าเธออาจเป็นเชื้อสายของตระกูลนักปราชญ์ที่มุ่งหน้ามาหาประสบการณ์เพื่อบ่มเพาะชีวิตและจิตวิญญาณของเธอจากจักรวรรดิที่ต่ำกว่า
มีแต่ตระกูลแบบนั้นเท่านั้นแหละที่จะบ่มเพาะอัจฉริยะผู้น่าทึ่งระดับนี้ได้!
“ช่างน่าทึ่งเหลือเกินที่ปรมาจารย์หลัวประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ ผมขอชื่นชม ส่วนเรื่องการเข้าเป็นอาจารย์ในสถาบันของเรานั้น ผมจะรีบจัดการให้ ไม่ทราบว่า…คุณเชี่ยวชาญด้านไหน? มีโรงเรียนไหนบ้างในสถาบันของเราที่คุณสนใจ?” หัวหน้าลู่ถามยิ้มๆ
