Skip to content

Library Of Heaven’s Path 725


ตอนที่ 725 แจกจ่ายคะแนน

“ประธานมั่ว กรุณารอผมตรงนี้สักครู่ก่อน ขอผมไปจัดการเรื่องผู้เข้าทดสอบที่อยู่ด้านนอก แล้วจากนั้นจะเรียกรวมพล 10 สุดยอดปรมาจารย์เพื่อเข้าที่ประชุม” ผู้อาวุโสมั่วเอ่ยปากก่อนจะกลับหลังหันและเดินออกไป ทิ้งให้มั่วเกาหย่วนกับจางเซวียนอยู่ในศาลาด้วยกันตามลำพัง

หลังจากเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง จู่ๆมั่วเกาหย่วนก็ถามขึ้น “ปรมาจารย์จาง ไม่ทราบว่า…ปรมาจารย์หยางอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า?”

เหตุผลเดียวที่เขามอบหินวิเศษขั้นสูงให้เป็นรางวัลสำหรับการประลองปรมาจารย์และลงทุนมาถึงนี่เพื่อพบจางเซวียน ก็เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับปรมาจารย์หยาง

“ท่านอาจารย์ของผมเป็นคนรักอิสระและไม่ชอบอยู่ติดที่ ตอนนี้ผมจึงไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาอยู่ที่ไหน” จางเซวียนตอบด้วยทีท่าสบายๆ “ผมรู้มาจากท่านอาจารย์ว่าคุณมีปัญหากับการพยายามเปิดจุดชีพจรจูข่ง ไม่ทราบว่าปัญหานั้นคลี่คลายแล้วหรือยัง?”

“พูดถึงเรื่องนี้ ผมต้องขอขอบคุณปรมาจารย์หยางเป็นอย่างมากสำหรับคำชี้แนะ!”

มั่วเกาหย่วนประสานมือคารวะอย่างสุภาพ

ถ้าไม่ใช่เพราะคำชี้แนะของปรมาจารย์หยาง เขาก็คงเดินผิดทางไปเรื่อยๆ และบางที การสำเร็จวรยุทธระดับเซียนขั้น 2 ก็คงเป็นไปไม่ได้จนชั่วชีวิต แต่เมื่อบาดแผลภายในได้รับการเยียวยาแล้ว การฝ่าด่านวรยุทธก็อยู่แค่เอื้อม

เรื่องนี้ยิ่งเน้นให้เห็นว่าปรมาจารย์หยางมีความสามารถในระดับที่น่าสะพรึงขนาดไหน

แค่มองปราดเดียว อีกฝ่ายก็เห็นสาเหตุของปัญหา และชี้แนะวิธีแก้ไขให้เขาได้ทันที ซึ่งไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาได้ แต่ยังยกระดับวรยุทธของเขาได้ด้วย

ต่อให้มีตัวเขาผนึกกำลังกัน 10 คน ก็ยังเทียบชั้นกับปรมาจารย์หยางไม่ได้อยู่ดี

ในสายตาของมั่วเกาหย่วน 10 สุดยอดปรมาจารย์แห่งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนนั้นไม่ต่างอะไรกับเด็กเล่นขายของเลยเมื่อเทียบกับปรมาจารย์หยาง

“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไป ท่านอาจารย์จะทำตามในสิ่งที่ตัวเองเห็นดี ในเมื่อเขาเต็มใจช่วยเหลือคุณ ก็แปลว่าคุณกับท่านอาจารย์มีวาสนาต่อกัน เพราะฉะนั้น เรื่องนี้คุณไม่ต้องคิดมากไปหรอก!” จางเซวียนหัวเราะหึๆ

“ผมเข้าใจแล้ว!” มั่วเกาหย่วนพยักหน้า

มีปรมาจารย์ระดับสูงบางคนซึ่งเข้าถึงแก่นแท้ของโลกแล้วจะใช้วาสนาและโชคชะตาในการตัดสินใจ หากไม่มีวาสนาต่อกัน พวกเขาจะไม่มีวันให้คำชี้แนะกับผู้นั้นเลย

ซึ่งนั่นเป็นเหตุที่ทำให้ปรมาจารย์หยางมอบคำชี้แนะให้เขาโดยไม่คาดหวังสิ่งใดตอบแทน อีกอย่าง ต่อให้มั่วเกาหย่วนตั้งใจจะมอบของตอบแทน เขาก็ต้องหาสิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายสนใจได้เสียก่อน…

ในตอนนั้นเอง จางเซวียนพลันคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาและตั้งคำถาม “ว่าแต่…ในเมื่อผู้อาวุโสมั่วเป็นนักฝึกอสูรระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด ทำไมผมไม่เคยเห็นอสูรของเขาเลย? ไม่ทราบว่าอสูรระดับเซียนของเขาเป็นตัวไหน?”

แม้เขาจะแน่ใจแล้วว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นสายลับของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น แต่จางเซวียนก็ยังมีข้อสงสัยอีกหลายข้อ

ข้อแรก ด้วยระยะทางที่ใกล้กันระหว่างยอดเขาเล่หยวนกับสถาบันปรมาจารย์ ก็น่าสงสัยอยู่ว่าอสูรระดับเซียนที่ทรงพลังขนาดนั้นอยู่บนยอดเขาได้อย่างไรโดยไม่เป็นที่สังเกตเห็นของเหล่าปรมาจารย์ในสถาบัน

“มันคืออสูรเซียนมังกรเพลิง!” แม้มั่วเกาหย่วนจะไม่แน่ใจว่าจางเซวียนถามแบบนั้นเพราะอะไร แต่เขาก็ตอบโดยไม่ลังเล

“อสูรเซียนมังกรเพลิง?”

เมื่อได้ยินคำตอบนั้น จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก

เขาไม่เคยได้ยินชื่ออสูรระดับเซียนชนิดนี้มาก่อน แต่ขอแค่ไม่ใช่อสูรตะวันไบแซนไทน์ก็พอแล้ว

“อันที่จริง อสูรของเขา…ออกจะโชคร้ายอยู่สักหน่อย!” เมื่อพูดถึงอสูรเซียนมังกรเพลิงขึ้นมา มั่วเกาหย่วนอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าอย่างไม่สบายใจ

“มีอะไรหรือ?” จางเซวียนสงสัยกับปฏิกิริยาของมั่วเกาหย่วน

“เท่าที่ผมรู้ ดูเหมือนอสูรเซียนมังกรเพลิงจะมีชีวิตอยู่ได้…อีกไม่นาน” มั่วเกาหย่วนถอนหายใจ

“มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน?” จางเซวียนยิ่งงงหนัก

โดยทั่วไป อสูรขั้นเซียนจะมีอายุขัยยืนยาวกว่ามนุษย์มาก จึงมีโอกาสน้อยครั้งที่นักฝึกอสูรจะต้องสูญเสียอสูรวิเศษของตัวเอง

“ใช่ ดูเหมือนอสูรเซียนมังกรเพลิงจะประสบปัญหาบางอย่างในการฝึกฝนวรยุทธ…ช่างมันเถอะ อย่าพูดถึงเรื่องเครียดๆเลยดีกว่า!”

มั่วเกาหย่วนส่ายหน้าและหยุดพูดไปดื้อๆ

แม้อารมณ์ฉุนเฉียวร้ายกาจของมันจะทำให้อสูรเซียนมังกรเพลิงไม่เหมาะกับการทำหน้าที่ควบคุมการทดสอบ แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยเหลือในบางเรื่องได้ เพราะการทดสอบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

เมื่อสถานการณ์ออกจะแปลกๆ เมื่อครู่ก่อนเขาจึงถามปัญหานี้กับผู้อาวุโสมั่ว ซึ่งตอนนั้นเองถึงได้รู้ว่าอสูรเซียนมังกรเพลิงกำลังประสบปัญหาบางอย่าง

“ก็ได้”

เห็นมั่วเกาหย่วนไม่เต็มใจจะพูดต่อ จางเซวียนก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน

…..

หูฉิงเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดจากจักรวรรดิขั้น 2-ฉิงหย่วน เขาเป็นแค่นักรบขจัดสิ่งมัวหมองขั้นสูงเท่านั้น ยังห่างไกลกับขั้นสูงสุด

เขามาจากดินแดนไกลปืนเที่ยง และต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายกว่าจะผ่านการทดสอบมาได้ถึงตรงนี้

ในรอบสุดท้ายของการประลองปรมาจารย์ เพื่อให้ติด 1 ใน 10 อันดับแรก เขายอมต่อสู้โดยไม่คิดชีวิตจนได้รับบาดเจ็บสาหัสถึง 17 แผลกว่าจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้

เหตุผลที่เขาต้องอึดและมุ่งมั่นขนาดนี้ก็เพราะเขาแตกต่างจากใครๆ

ปรมาจารย์คนอื่นๆสามารถกลับไปยังสภาปรมาจารย์ในดินแดนของตัวเองได้ ต่อให้ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในสถาบันปรมาจารย์ได้ก็ตาม แต่สำหรับเขา ไม่ได้เป็นแบบนั้น!

เขาเกิดมาพร้อมกับสภาวะวิกฤตบางอย่าง ซึ่งมีสมุนไพรเพียงชนิดเดียวที่สามารถช่วยชีวิตเขาได้ แต่สมุนไพรชนิดนี้ก็ล้ำค่าจนแทบประเมินมิได้ และวิธีเดียวที่จะได้มันมาก็คือต้องเข้าเรียนในสถาบันปรมาจารย์ และใช้คะแนนวิชาการซื้อสมุนไพรชนิดนี้

เขาคิดว่าหากทุ่มสุดตัว ต่อให้การทดสอบจะยากแค่ไหน เขาก็น่าจะสอบผ่าน…แต่ใครจะรู้ว่าลงทุนลงแรงไปขนาดนี้แล้วก็ยังสอบตกจนได้!

เขาพยายามล่าอสูรวิเศษเพื่อเอาพวงเครื่องในของมันมา แต่ลงท้ายกลับถูกพวกมันรุมล้อมจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เขาต้องตะเกียกตะกายอย่างหนักเพื่อฝ่าวงล้อม ซึ่งก็ลงเอยด้วยการได้รับบาดเจ็บสาหัส และสุดท้ายการทดสอบก็สิ้นสุดลงโดยที่เขาไม่ได้เครื่องในมาแม้แต่พวงเดียว

เมื่อไม่มีสัก 1 แต้ม ก็ไม่มีทางได้เข้าเรียนต่อในสถาบัน

หากไม่ได้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการวิกฤตของเขา อีกไม่นานเขาก็คงป่วยและอาการกำเริบจนถึงตาย

“ไม่ได้การล่ะ เราจะต้องเข้าเรียนต่อที่นี่ให้ได้ จะด้วยเล่ห์หรือกลด้วยมนต์คาถาก็เถอะ…”

หูฉิงพยายามข่มความเจ็บปวดจากบาดแผลไว้ และกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินโซเซไปหาอัจฉริยะผู้โด่งดังที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ – หยู่เฉิง

เขาเฝ้าดูการพนันเมื่อครู่นี้แล้วและเห็นว่าอีกฝ่ายได้มากกว่า 2,000 แต้ม ขอแค่ฝ่ายนั้นยอมมอบให้เขาเพียงแต้มเดียว เขาก็จะได้เข้าศึกษาต่อในสถาบัน และนั่นก็จะเป็นความหวังให้เขาได้รักษาอาการวิกฤตของตัวเอง

หูฉิงประสานมือคารวะและโค้งคำนับอย่างงาม ก่อนจะอ้อนวอนอย่างจริงใจ “พี่หยู่…ผมคือหูฉิง, ปรมาจารย์จางจักรวรรดิฉิงหย่วน ขอแค่พี่หยู่มอบแต้มให้ผมเพียงแต้มเดียว ผมก็จะผ่านการทดสอบ และผมยินดีจะใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดของผมตอบแทนความมีน้ำใจของพี่…”

แม้จะเป็นการเสื่อมเสียศักดิ์ศรีอย่างหนักในฐานะปรมาจารย์ แต่เพราะมีชีวิตเป็นเดิมพัน เขาจึงไม่มีทางเลือก

“ให้คุณหนึ่งแต้ม? คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร?”

หยู่เฉิงกำลังหงุดหงิดพอตัวอยู่แล้วที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับจางเซวียน ก็พอดีกับที่หมอนี่เข้ามาขอแต้มจากเขา ความหงุดหงิดทำให้ใบหน้าของเขาหมองคล้ำลงไปอีก

ถึงอย่างไรเขาก็มีคะแนนรวม 2,000 กว่าแต้ม ต่อให้เอาชนะใจผู้อาวุโสมั่วไม่ได้ ก็น่าจะยังพอมีหวัง ที่จะเตะตาผู้อาวุโสคนอื่นๆ แต่หากเขาต้องมอบแต้มให้หมอนี่แต้มหนึ่ง จะไม่ต้องมอบให้ทุกคนหรือไง?

หากต้องให้คนหนึ่ง ก็จะกลายเป็นเรื่องยืดยาวไม่มีที่สิ้นสุด และอีกอย่าง คะแนนเหล่านี้ก็ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ เขาต้องทำงานหนักแทบตาย เมินเสียเถอะที่จะยอมมอบแต้มของตัวเองให้ใคร

“ผม…”

หูฉิงหน้าแดงก่ำเมื่อถูกเหยียดหยาม เขาก้มหน้างุดและกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด หลังจากสูดหายใจลึก เขาก็กัดฟันด้วยความมุ่งมั่นและทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น “ผมขอวิงวอนพี่หยู่ให้มอบแต้มให้ผมเพียงแต้มเดียว เพื่อจะได้ผ่านการทดสอบ ขอแค่คุณยอมรับคำขอของผม ต่อไป…ไม่ว่าคุณจะสั่งการให้ผมทำอะไร ผมจะยินดีทำทุกอย่าง!”

“คุณมันก็แค่นักรบขจัดสิ่งมัวหมองขั้นสูง เหยาะแหยะจะตายไป ต่อให้มาเป็นคนรับใช้ของผมก็ไร้ประโยชน์ ไปให้พ้น! ไม่งั้นผมจะเตะคุณออกไปเอง!” หยู่เฉิงขมวดคิ้วและคำรามกร้าว

จะบ้าหรือไงวะ?

ถ้านักรบจิตวิญญาณสอดคล้องมาพูดกับเขาแบบนี้ เขายังพอจะรับพิจารณาได้ แต่หมอนี่ยังไม่ได้สำเร็จวรยุทธขจัดสิ่งมัวหมองขั้นสูงสุดเสียด้วยซ้ำ แต่บังอาจมาต่อรองกับเขา ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเสียเลย!

เขาต้องใช้สิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าไปมากมายกว่าจะได้แต้มขนาดนี้ แถมยังถูกอสูรวิเศษขั้น 7 เหยียดหยามให้ได้อายอีก

ก็คิดดูสิว่าต้องลงทุนลงแรงไปมากขนาดนั้น มันเรื่องอะไรจะเอาแต้มให้คนอื่นไปง่ายๆ?

ศิษย์พี่ฝงก้าวเข้ามาและพูดเสริม “ความจริงที่ว่าคุณไม่ได้แต้มนั้นก็บ่งบอกแล้วว่าคุณไร้ความสามารถ และไม่คู่ควรจะได้เป็นสมาชิกของสถาบัน! ผมขอแนะนำให้คุณหยุดสร้างความอับอายให้ตัวเองจะดีกว่า”

ทั้งสองคนอาจเทียบชั้นกับจางเซวียนไม่ได้ แต่แน่นอนว่าหากเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ ทั้งคู่ก็เก่งพอที่จะยืดอกพูด

“จริงด้วย หยุดทำเรื่องน่าอับอายเสียที หากใครก็มาขอแต้มกันได้ง่ายๆเพียงเพราะตัวเองหาไม่ได้ล่ะก็ สถาบันนี้ก็ไม่ควรจะเรียกว่าสถาบันปรมาจารย์แล้ว เรียกว่าสถาบันวณิพกจะดีกว่า!”

“โทษตัวเองเถอะที่ฝึกฝนไม่หนักพอ!”

“คุณไม่มีวาสนาร่วมกันกับสถาบันปรมาจารย์ เพราะฉะนั้น…ก็ไปซะ อย่ามาทำให้ศักดิ์ศรีของเหล่าปรมาจารย์ที่นี่ต้องแปดเปื้อน!”

…..

เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่บริเวณนั้นต่างโบกมือเหยียดหยามการกระทำของหูฉิง

เป็นเรื่องเสื่อมศักดิ์ศรีเหลือเกินที่ปรมาจารย์คนหนึ่งจะร้องขอแต้มจากใครแบบนั้น หากเป็นพวกเขาที่ต้องทำแบบนั้นล่ะก็ จะเชิดหน้าสู้โลกใบนี้ได้อย่างไร?

แพ้ก็คือแพ้ ในเมื่อผู้อาวุโสมั่วตั้งกฎไว้แล้ว ก็ต้องเป็นไปตามนั้น

“ก็ได้…”

เมื่อรู้ว่าหมดหวัง หูฉิงตัวสั่นสะท้านไม่หยุดก่อนจะลุกขึ้นยืน

ในตอนนั้น เขารู้สึกว่าสายลมได้พัดพาเอาศักดิ์ศรีทุกหยาดหยดที่มีอยู่ในตัวเขาไปจนหมดสิ้น

แม้ปรมาจารย์จะถูกคาดหวังให้มีความคิดและพฤติกรรมสูงส่ง แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะปราศจากความเห็นแก่ตัว และแม้แต่ปรมาจารย์ก็ยังมีความปรารถนาและเป้าหมายของตัวเอง

“ช่างมันเถอะ…” หูฉิงได้แต่ส่ายหน้า

เขารู้ดีว่าต่อให้ลดศักดิ์ศรีลงไปอีกสักแค่ไหน ก็คงไม่มีปรมาจารย์สักคนที่จะยอมมอบแต้มให้เขาแม้เพียง 1 แต้ม ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ควรจะเก็บศักดิ์ศรีหยดสุดท้ายที่ตัวเองมีเอาไว้ และเดินเชิดหน้าออกไปจะดีกว่า

ฟึ่บ!

แต่ขณะที่เขากำลังจะเดินออกไป ผู้อาวุโสมั่วก็พลันปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงก้องกังวาน “ในการทดสอบครั้งนี้ มีผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมด 6817 คน โดยผู้ที่ไม่ได้แม้แต่แต้มเดียวก็ถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ ไม่มีวาสนาร่วมกันกับสถาบันปรมาจารย์!”

“ไม่มีวาสนาร่วมกัน…”

ใบหน้าของปรมาจารย์ทั้ง 24000 คนที่สอบไม่ผ่านต่างซีดเผือด

แม้พวกเขาจะรู้อยู่แล้วว่าผลการทดสอบจะออกมาแบบนี้ แต่ก็ยังยากที่จะทำใจยอมรับ ทั้งความหวังและความฝันของพวกเขามีจุดมุ่งหมายอยู่ที่สถาบันปรมาจารย์ และหลังจากผ่านความเหนื่อยยากมามากมาย ก็ยากที่จะทำใจยอมรับความล้มเหลว

“แต่ว่าไม่ต้องกังวลใจไป เมื่อรู้ข่าวนี้ ปรมาจารย์จางจากจักรวรรดิฮ่วนหยูได้มาหาผมและเสนอที่จะมอบแต้มของเขาให้กับทุกคน เพื่อที่พวกเราทุกคนในที่นี้จะได้ผ่านการทดสอบ เขาหวังว่าสิ่งนี้จะทำให้สภาปรมาจารย์ของเราแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม!”

“หลังจากใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมก็ตัดสินใจทำตามข้อเสนอของเขา”

“พูดอีกอย่างก็คือ นับจากวันนี้เป็นต้นไป ทุกคนที่นี่จะเป็นนักเรียนใหม่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน!” ผู้อาวุโสมั่วประกาศอย่างสง่าผ่าเผย

“ให้แต้ม…กับพวกเรา?”

“ปรมาจารย์จางยินดีมอบแต้มของเขาให้เราเพื่อที่เราจะได้ผ่านการทดสอบ?”

“เฮ้ย…”

ทุกคนพากันอึ้งกับข่าวที่ได้มาอย่างกะทันหัน ในตอนนั้นเอง หูฉิงก็ตัวสั่นไม่หยุด น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม

เพียงแค่แต้มเดียว เขาถึงกับต้องยอมละทิ้งศักดิ์ศรี ยอมลงทุนคุกเข่าและวิงวอนต่อชายผู้หนึ่งอย่างอับจนหนทาง แต่แล้วก็ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย จนเขาคิดว่าการเดินทางครั้งนี้คงสิ้นสุดลงแล้ว

แต่ในจุดต่ำสุดของชีวิต ปรมาจารย์จางได้ก้าวเข้ามาและมอบโอกาสให้ทุกคน เพื่อที่พวกเขาจะได้ผ่านการทดสอบ…

นี่คือความเมตตากรุณาที่ปรมาจารย์คนหนึ่งพึงมี เห็นแก่ประโยชน์ของมวลมนุษยชาติมากกว่าความต้องการของตัวเอง!

“ปรมาจารย์จาง…ขอบคุณมาก!” หูฉิงทรุดตัวลงคุกเข่าอีกครั้ง และประกาศด้วยเสียงดังฟังชัด “นับจากวันนี้ไป คุณจะถือเป็นผู้มีพระคุณของผม ไม่ว่าคุณจะให้ผมทำอะไร ผมจะทำตามโดยไม่รีรอเลย!”

แต่คราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อน เพราะเขาเต็มใจทรุดตัวลงคุกเข่าและปฏิญาณด้วยตัวเอง

“เอ่อ…”

หยู่เฉิงกับศิษย์พี่ฝงถึงกับตัวสั่นเมื่อเห็นบรรดาผู้ไม่ผ่านการทดสอบแสดงความสำนึกในบุญคุณต่อปรมาจารย์จาง

เพิ่งเมื่อครู่นี้เองที่พวกเขาปฏิเสธที่จะให้แม้เพียง 1 แต้ม แต่พริบตาต่อมา ก็มีการประกาศว่าปรมาจารย์จางจะมอบแต้มของเขาให้กับทุกคน เพื่อที่ทุกคนจะได้ผ่านการทดสอบไปด้วยกัน…

‘นี่แกจะต้องตบหน้าฉันแรงและเร็วขนาดนี้เลยหรือ?’

ทั้งคู่รีบหันไปมองรอบๆ ซึ่งก็ได้รับแต่สายตาเหยียดหยามจากบรรดาผู้เข้าทดสอบ หากสายตาของพวกเขาพูดได้ มันคงจะพูดว่า “แกสองคนก็เป็นปรมาจารย์ ทำไมทำตัวแตกต่างกันขนาดนี้?”

พลั่ก!

สุดจะทานทนไหว หยู่เฉิงรู้สึกเหมือนบาดแผลเก่ากำเริบ เขากระอักเลือดออกมากองใหญ่

ในเวลาเดียวกัน ศิษย์พี่ฝงก็หน้ามืด เขาถูกกระทำย่ำยีมาหลายครั้งจนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปหมดสิ้น

นี่มันบ้าบออะไร? ทำไมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับจางเซวียนถึงไม่เคยมีอะไรที่เป็นเรื่องดีๆเลย?

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version