ตอนที่ 723 ผู้อาวุโสมั่วรับศิษย์สายตรง
และที่สำคัญที่สุด…
ที่เขาได้ยินมาจากปรมาจารย์คนอื่นๆ ปรมาจารย์จางได้ใช้ศาสตร์ลับบางอย่างเพื่อยกระดับวรยุทธของเขาจากสะพานจักรวาลขั้นต้นไปเป็นสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดเป็นการชั่วคราวเพื่อช่วยชีวิตทุกคน!
ถ้าเป็นคนอื่นที่อยู่ในฐานะเดียวกับปรมาจารย์จาง ก็ย่อมจะต้องโอ้อวดความสามารถของตัวเองไปทั่ว แต่เขากลับเลือกที่จะถ่อมตัวเหมือนเดิม…
ถ้าไม่ใช่เพราะหยู่เฉิงพูดชื่อของเขาออกมา ก็คงไม่มีใครรู้!
น่าเสียดายเหลือเกินที่ปรมาจารย์ส่วนใหญ่มุ่งมั่นแต่กับการฝึกฝนวรยุทธและความแข็งแกร่งจนละเลยที่จะบ่มเพาะจิตวิญญาณของตัวเอง
ส่องกะโหลกชะโงกดูเงาเสียหน่อย…แน่ใจหรือว่ามีคุณสมบัติเพียงพอจะไปแข่งขันกับเขา?
มีอะไรสู้กับเขาได้บ้าง?
ดีแต่ปากเก่ง!
บรรดาศิษย์พี่ต่างจ้องมองต่างชำเลืองมองหยู่เฉิงอย่างเย้ยหยัน
ถ้าเป็นเมื่อก่อนพวกเขาคงยำเกรงกับ 2000 แต้มอันน่าอัศจรรย์ของหยู่เฉิง แต่เมื่อเจอกับแต้มของปรมาจารย์จาง ความเหลื่อมล้ำนั้นช่างห่างไกลกันจนมองไม่เห็นฝุ่น
ทั้งยังไม่ใช่แค่เรื่องพละกำลัง แต่เป็นเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมด้วย
ปรมาจารย์จางเต็มใจสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยปรมาจารย์คนอื่นๆโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แล้วคุณล่ะ?
เพียงเพราะกลัวว่าจะพ่ายแพ้ คุณจงใจไล่อสูรวิเศษที่อสูรของปรมาจารย์จางจับมาได้ หลังจากทำเรื่องหน้าไม่อายขนาดนั้นแล้ว ก็ยังกล้าอวดแต้มของตัวเองไปทั่ว และบังคับให้อีกฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้…
คุณทั้งสองคนก็เป็นอัจฉริยะ แต่ทำไมต่างกันราวกับฟ้ากับเหว
“….”
หยู่เฉิงแทบเข่าอ่อนเมื่อเห็นสายตาเยาะหยันของบรรดาศิษย์พี่ เขารีบหันไปมองคนอื่นๆเพียงเพื่อจะได้เจอสายตาแบบเดียวกัน
เขาทนไม่ไหวจนถึงกับหน้ามืดและต้องกระอักเลือดออกมา
บ้าไปแล้ว…นี่มันก็แค่การท้าพนันไม่ใช่หรือ?
สำหรับการทดสอบครั้งนี้ ฉันถูกอสูรวิเศษตัวหนึ่งจับแก้ผ้าจนล่อนจ้อนและขโมยทรัพย์สมบัติไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังกลับมาสร้างผลงานโดดเด่นได้ แต่แล้ว…ลงท้ายก็มีแต่ผู้คนดูถูก นี่มันนรกห่าเหวอะไรกัน!
พี่หยู่กับศิษย์พี่ฝงมองหน้ากัน ทั้งคู่ปล่อยโฮ
…..
“เอ่อ…ปรมาจารย์ไป๋ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมั่วอยากพบผมเพราะอะไร?”
จนถึงตอนนี้ จางเซวียนก็ยังงงๆกับเหตุการณ์ที่พลิกผันจนเขาจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น
เขามัวแต่ตามหานางพญาแห่งกองทัพมด จึงไม่สนใจเหล่าอสูรวิเศษที่ตัวเองได้ฝึกให้เชื่อง และไม่รู้ว่าเหล่าปรมาจารย์ที่เขาช่วยชีวิตไว้ได้นำแต้มจากอสูรเหล่านั้นไปรายงานในนามของเขา
ลงท้าย จางเซวียนก็ยังคิดว่าแต้มของเขาต่ำกว่าหยู่เฉิงอยู่ดี
“คุณไม่รู้หรือ?”
ปรมาจารย์ไป๋ชะงักเมื่อได้ยินคำถามของจางเซวียน เขาหันขวับมามองอีกฝ่าย และเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยอย่างไม่ปิดบัง ความเคารพยกย่องที่เขามีให้ปรมาจารย์จางก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นอีก
เห็นไหมล่ะ?
นี่แหละคุณธรรมของปรมาจารย์ตัวจริง!
ภายใต้สถานการณ์ทั่วๆไป การที่ใครสักคนไม่เรียกร้องรางวัลตอบแทนหลังจากการทำความดีก็ถือเป็นคุณธรรมล้ำเลิศแล้ว แต่ปรมาจารย์จางกลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ทำราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาต้องทำ ช่างสูงส่งและควรค่าแก่การเคารพเสียจริง!
ในบรรดาคนที่เขาเคยพบเจอ คนๆเดียวที่พอจะเทียบเคียงกับปรมาจารย์จางได้ก็มีแต่ท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนเท่านั้น
“ผมควรจะได้รู้หรือเปล่า?”
จางเซวียนถามอย่างงงๆ
เขาเคยพบผู้อาวุโสมั่วเพียงครั้งเดียวระหว่างการสรุปกฎระเบียบของการทดสอบ แถมยังไม่คิดว่าตัวเองได้ทำอะไรที่เตะตาอีกฝ่าย แล้วผู้อาวุโสมั่วจะเรียกหาเขาทำไม?
“ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ได้มีเรื่องอะไรยุ่งยาก ไปถึงคุณก็จะรู้เอง!”
ปรมาจารย์ไป๋ตอบยิ้มๆ
หลังจากเดินไปได้อีกครู่หนึ่ง กระท่อมฟางก็ปรากฏตรงหน้า
แม้จะเรียกว่ากระท่อมฟาง แต่อันที่จริงดูเหมือนศาลาหลังหนึ่งมากกว่า มันเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน ภายในศาลานั้นมีผู้อาวุโสสองคนนั่งอยู่
“ประธานมั่ว?”
แค่มองแวบเดียว จางเซวียนก็จำชายทั้งสองคนที่อยู่ในศาลาได้ คนหนึ่งคือผู้อาวุโสมั่ว ขณะที่อีกคนคือประธานสภาปรมาจารย์มั่ว ผู้มอบหินวิเศษขั้นสูงให้เป็นรางวัลสำหรับการประลองปรมาจารย์, มั่วเกาหย่วน
“ท่านอาจารย์ ปรมาจารย์จางมาแล้ว!”
ปรมาจารย์ไป๋ก้าวออกไปและแนะนำจางเซวียน ไม่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
“อ้อ? คุณคือจางเซวียนหรือ?”
ผู้อาวุโสมั่วลุกขึ้นยืนและมองสำรวจจางเซวียนจากหัวจรดเท้า เขาพยักหน้าช้าๆ ดูจะพอใจกับสิ่งที่ได้เห็น
ชายหนุ่มท่าทางสุขุมเยือกเย็น ไม่มีทีท่าของความเย่อหยิ่งหรือวิตกกังวล เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นบุคคลที่ได้รับการอบรมมาดี
“จางเซวียนคารวะผู้อาวุโสมั่วและประธานมั่ว!” จางเซวียนประสานมือ
“อ้อ? ปรมาจารย์จาง ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่เราพบกันนะ” มั่วเกาหย่วนมองจางเซวียนอย่างสงสัย
“เอ่อ…ก็ใช่!”
เพิ่งตอนนั้นเองที่จางเซวียนพลันนึกได้ว่าเขาเคยพบประธานมั่วครั้งหนึ่งในตัวตนของ ‘ปรมาจารย์หยาง’ ดังนั้น ถ้าจะใคร่ครวญกันให้ดี นี่ก็ควรจะเป็นครั้งแรกที่ ‘ปรมาจารย์จาง’ จะได้พบกับเขา
“ผมเคยได้ยินปรมาจารย์หงพูดถึงท่านประธานมั่วมาก่อน”
จางเซวียนตอบโดยไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
“ไม่เลว แค่ได้ฟังเรื่องของผมก็สามารถระบุตัวผมได้ สมกับที่เป็นอัจฉริยะ!” มั่วเกาหย่วนพยักหน้า
เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะประธานสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิหงหย่วน การที่จางเซวียนจะรู้จักเขาจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร
“อ้าว? นี่หมายความว่าอย่างไรกัน? ประธานมั่ว, คุณรู้จักมักคุ้นกับเขาหรือ?” เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ ผู้อาวุโสมั่วถามอย่างสงสัย
ปรมาจารย์จางเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในปีนี้ไม่ใช่หรือ?
ทำไมดูเหมือนเขาจะมีสายสัมพันธ์บางอย่างกับประธานมั่ว?
“เราไม่รู้จักกันหรอก แต่ผมเคยได้ยินชื่อของปรมาจารย์จางมาก่อน ก็อย่างที่คุณเห็น นี่เป็นครั้งแรกที่เราพบกัน” มั่วเกาหย่วนตอบ
หากไม่ได้รับคำอนุญาตจากอีกฝ่าย เขาก็ไม่กล้าพูดถึง ‘ปรมาจารย์หยาง’ ในที่สาธารณะ จึงตัดสินใจตอบแบบคลุมเครือไปก่อน
“คุณเคยได้ยินชื่อของปรมาจารย์จาง?” ผู้อาวุโสมั่วยิ่งงงหนักกว่าเดิม
ชายที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นใคร? เป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด ผู้ควบคุมดูแลสภาปรมาจารย์ของจักรวรรดิขั้น 1, หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของจักรวรรดิหงหย่วน ต่อให้ปรมาจารย์จางจะเก่งกาจแค่ไหน เขาก็เป็นแค่ปรมาจารย์ผู้ถ่อมตัวคนหนึ่งจากจักรวรรดิฮ่วนหยูเท่านั้น เป็นไปได้อย่างไรที่คนสองคนซึ่งอยู่กันคนละโลก โดยเฉพาะคนอย่างประธานมั่ว, ที่จะเคยได้ยินชื่อของปรมาจารย์จาง?
“ประธานมั่วเคยได้ยินเรื่องของผมจากท่านอาจารย์ของผมเอง” เมื่อเห็นประธานมั่วเริ่มจนมุม จางเซวียนจึงก้าวออกมาและอธิบาย
“จากท่านอาจารย์ของคุณ?” ผู้อาวุโสมั่วถึงกับผงะ “ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ผู้ทรงเกียรติของคุณคือใคร? บางทีผมอาจจะรู้จักเขา”
อันที่จริง วีรกรรมของจางเซวียนในการทำให้อสูรวิเศษมากกว่า 400 ตัวเชื่องได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมงนั้นทำให้เขากระตือรือร้นอยากรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์สายตรง
ในมุมมองของเขา จางเซวียนมาจากจักรวรรดิฮ่วนหยูอันห่างไกล จึงไม่น่าจะมีอาจารย์ที่เก่งกาจหรือน่าทึ่งเท่าไหร่นัก ด้วยเหตุนี้ การที่เขาจะรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์สายตรงจึงไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เมื่อรู้ว่ามั่วเกาหย่วนรู้จักกับอาจารย์ของอีกฝ่าย และดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งบางอย่าง ผู้อาวุโสมั่วก็เริ่มไม่สบายใจ
หากอาจารย์ของจางเซวียนเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเหมือนกัน การจะขอให้อีกฝ่ายมาเป็นศิษย์ย่อมเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่หากตัวเขาเองเป็นปรมาจารย์ระดับสูงกว่า ก็ย่อมทำได้ โดยเฉพาะกับการที่จะรับจางเซวียนเป็นศิษย์สายตรง
เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับทั้งมรดกตกทอดด้านวิชาความรู้และชื่อเสียง ดูอย่างเฉาฉงที่พยายามจะฉกหวังหยิ่งไปจากจางเซวียนเป็นตัวอย่าง เหตุการณ์ลักษณะนี้ถือเป็นการดูถูกความสามารถในฐานะของอาจารย์อย่างร้ายแรง ส่งผลให้เกิดความจงเกลียดจงชังที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยได้ระหว่างทั้งสองฝ่าย
“ท่านอาจารย์ของผมคือหยางชวน!” จางเซวียนตอบ
“หยางชวน?”
ผู้อาวุโสมั่วขมวดคิ้ว หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พลันนึกได้ว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน จึงหันไปถามมั่วเกาหย่วน “ไม่ทราบว่าปรมาจารย์หยางคือ…”
“เอ่อ…”
เพราะได้ให้สัญญาไว้แล้วว่าจะรักษาตัวตนของปรมาจารย์หยางไว้เป็นความลับ มั่วเกาหย่วนจึงพูดไม่ออก
“ท่านอาจารย์ของผมชอบใช้เวลารอนแรมไปตามดินแดนต่างๆ จึงไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก เป็นธรรมดาที่ผู้อาวุโสมั่วจะไม่เคยได้ยินชื่อของเขา” จางเซวียนรีบตอบ
“ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก?” ผู้อาวุโสมั่วยิ่งงงหนัก
ในฐานะประธานสภาปรมาจารย์ มั่วเกาหย่วนมีสถานภาพสูงส่งอยู่ไม่น้อย หากอาจารย์ของจางเซวียนเป็นแค่ปรมาจารย์ต๊อกต๋อยคนหนึ่ง เหตุใดเขาจึงต้องลังเลที่จะพูดถึง
“ผมจะบอกความจริงกับคุณก็แล้วกัน ผมเป็นหนี้บุญคุณปรมาจารย์หยางสำหรับการถ่ายทอดวรยุทธ…” เมื่อดูจากทีท่าของผู้อาวุโสมั่วว่าคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ มั่วเกาหย่วนเกรงว่าเพื่อนเก่าของเขาจะพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมออกมาต่อหน้าลูกศิษย์ของปรมาจารย์หยาง จึงรีบอธิบาย
“การถ่ายทอดวรยุทธ? หรือว่า…”
เมื่อรู้ซึ้งถึงความหมายที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของมั่วเกาหย่วน ผู้อาวุโสมั่วรีบหันไปมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขา
หากเป็นปรมาจารย์ระดับขั้นเดียวกัน มักจะใช้คำว่าแลกเปลี่ยนความรู้หรือปฏิสัมพันธ์ มีแต่กับปรมาจารย์ขั้นสูงกว่าเท่านั้นที่จะใช้คำว่าการถ่ายทอดวรยุทธ
ขนาดมั่วเกาหย่วนยังแสดงออกอย่างระมัดระวังและใช้คำที่บ่งบอกถึงความเคารพขนาดนี้ หรือว่า…ท่านอาจารย์ของจางเซวียนจะเป็นปรมาจารย์ที่มีระดับขั้นสูงกว่าเขาเสียอีก?
แต่ทั้งมั่วเกาหย่วนและตัวเขาก็เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดแล้ว…ถ้าอาจารย์ของจางเซวียนเหนือกว่ามั่วเกาหย่วน จะไม่หมายความว่าเขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว หรืออาจจะสูงกว่านั้นหรือ?
“ถูกแล้ว!” รู้ดีว่าผู้อาวุโสมั่วกำลังคิดอะไร มั่วเกาหย่วนรีบพยักหน้า
“เอ่อ…” ผู้อาวุโสมั่วหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
เขาเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด จะกล้ารับเอาศิษย์ของปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวมาได้อย่างไร? ถือเป็นการบังอาจเกินตัวไปแล้ว!
“ไม่ทราบว่าทักษะการฝึกอสูรของปรมาจารย์จางได้รับการถ่ายทอดมาจากปรมาจารย์หยางหรือเปล่า?”
แต่ผู้อาวุโสมั่วก็ยังไม่อยากจะปล่อยของดีให้หลุดมือไปง่ายๆ
เพราะถึงอย่างไร ศิษย์คนหนึ่งก็สามารถมีอาจารย์ได้หลายคนตามหลากหลายสาขาวิชา มีทั้งอาจารย์ผู้ชี้แนะเรื่องวรยุทธ เรื่องการฝึกอสูร การวาดภาพ การปรุงยา…ถ้าทักษะการฝึกอสูรของจางเซวียนไม่ได้มาจากปรมาจารย์หยาง การที่ผู้อาวุโสมั่วจะรับเขาเป็นศิษย์เพื่อถ่ายทอดวิชาการฝึกอสูรให้ก็ไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท
เช่นเดียวกับการที่จางเซวียนรับหลัวฉีฉีเป็นศิษย์ปรุงยาของเขา
อย่างคำพูดที่ใครๆว่ากัน “เก่งกาจด้วยทักษะอันเชี่ยวชาญ ไม่ใช่ด้วยอายุ” แม้หยางชวนจะเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว แต่หากเขาไม่ได้ถ่ายทอดวิชาการฝึกอสูรให้จางเซวียน ก็จะไม่ถือเป็นการก้าวก่ายอะไร
“ทักษะการฝึกอสูรของผมก็มาจากท่านอาจารย์นั่นแหละ”
จางเซวียนรู้เจตนาของผู้อาวุโสมั่ว จึงรีบตอบไปอย่างนั้น
ด้วยเหตุผลข้อแรก ลำพังแค่จะอธิบายเรื่องราวของ ‘ปรมาจารย์หยาง’ ก็ยากเย็นแล้ว
ที่ผ่านมา ปรมาจารย์หยางได้สร้างวีรกรรมเหลือเชื่อให้ปรากฏแก่สายตาใครต่อใครมาตลอด ความน่าเชื่อถือของเขาจะต้องคลอนแคลนแน่หากจางเซวียนรับผู้อาวุโสมั่วเป็นอาจารย์ ไม่ว่าจะถือเป็นการก้าวก่ายวิชากันหรือไม่ก็ตาม
ข้อสอง, แม้แต่ปรมาจารย์ขง เขายังไม่ยอมรับให้เป็นอาจารย์เลย หากเขายอมเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสมั่ว ปรมาจารย์ขงมิโมโหตายหรือ?
แม้จะเป็นที่รู้กันทั่วทั้งทวีปว่าปรมาจารย์ขงถึงแก่กรรมไปนานแล้ว แต่จางเซวียนก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าจะต้องมีเรื่องราวบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นเกี่ยวกับ ‘การรับศิษย์สายตรง’ ที่เคยเกิดขึ้น
อีกอย่าง ตัวเขาก็เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน ที่แม้แต่สวรรค์ยังให้การยอมรับ หากเขารับผู้อื่นเป็นอาจารย์ ผู้นั้นจะรับภาระของการเป็นอาจารย์ของปรมาจารย์ฟ้าประทานได้หรือเปล่า?
“ถ้าอย่างนั้น…การตีเหล็กล่ะ? ผมเชี่ยวชาญทักษะการตีเหล็กด้วยนะ!” ผู้อาวุโสมั่วยังไม่ยอมถอดใจ เพราะไม่ใช่จะมีโอกาสเจอลูกศิษย์ที่ปราดเปรื่องแบบนี้ได้ทุกๆวัน
ทุกคนรู้ดีว่าผู้อาวุโสมั่วมีความสามารถอย่างน่าอัศจรรย์ด้านการฝึกอสูร แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าเขาเป็นช่างตีเหล็กมือฉมังเช่นกัน
“ท่านอาจารย์ก็เป็นผู้ถ่ายทอดศิลปะการตีเหล็กให้ผม” จางเซวียนตอบ
“ละ-แล้ว…การแพทย์ล่ะ?” ผู้อาวุโสมั่วยังไม่ยอมเลิก
“แค่ก แค่ก, เอาเถอะ ผมว่าพอแค่นี้ดีกว่า ปรมาจารย์หยางเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่มากนะ ความสามารถของเขาไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเราจะหยั่งถึง…”
เห็นเพื่อนเก่าเพียรพยายามไม่เลิกรา ร่ายยาวตั้งแต่การฝึกอสูรไปจนถึงการตีเหล็ก และลงท้ายด้วยการแพทย์ มั่วเกาหย่วนอดขัดคอไม่ได้
“โธ่ คุณเองก็รู้ดีว่าเหตุผลที่ผมไม่ยอมรับใครเป็นศิษย์สายตรงก็เพราะไม่ใช่เพราะผมไม่อยากรับ แต่ผมยังไม่เจอนักเรียนผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม…”
รู้ดีว่าประธานมั่วยับยั้งเขาไว้ด้วยเจตนาดี ผู้อาวุโสมั่วจึงได้แต่ส่ายหน้าและยิ้มเจื่อนๆ
อันที่จริง ในปีนี้เขาได้เห็นอัจฉริยะหลายคน แต่ไม่มีใครที่ตรงกับความคาดหมายของเขาเลย
เกณฑ์การรับศิษย์สายตรงของเขาไม่ใช่เรื่องความปราดเปรื่อง แต่เป็นนิสัยและบุคลิกลักษณะ เขาเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่าปรมาจารย์จะต้องเต็มใจรับภาระยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ไว้บนบ่าของตัวเอง
จากการที่จางเซวียนยอมสละชีวิตโดยใช้ศาสตร์ลับเพื่อยกระดับวรยุทธของตัวเองชั่วคราวและช่วยชีวิตปรมาจารย์คนอื่นๆไว้โดยไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน คุณสมบัติข้อนี้ถือว่าตรงตามความคาดหมายของผู้อาวุโสมั่ว
เหตุผลที่เขายอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อยืมตัวอสูรตะวันไบแซนไทน์มาควบคุมการทดสอบครั้งนี้ก็เพื่อจะหาลูกศิษย์ที่เหมาะสมและคู่ควรต่อการรับมรดกตกทอดของเขา ในเมื่อมีหยกน้ำงามสมบูรณ์แบบมาอยู่ตรงหน้า แล้วเขาจะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆได้อย่างไร?
“ผมเข้าใจเจตนาของคุณดี แต่…”
มั่วเกาหย่วนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ความสามารถในการต่อสู้ของปรมาจารย์หยางน่ะ…”
ขณะที่เขากำลังลังเลว่าจะเปิดเผยความแข็งแกร่งที่แท้จริงของปรมาจารย์หยางดีหรือไม่ เพื่อให้เพื่อนรักยอมถอดใจจากความคิดที่เป็นไปไม่ได้ ศิษย์พี่ผู้ทำหน้าที่ประเมินการทดสอบคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาในศาลา
“เรียนผู้อาวุโสมั่ว เราประเมินแต้มของผู้เข้าทดสอบทุกคนเรียบร้อยแล้ว!”
“ดี!”
ผู้อาวุโสมั่วตาโต “มีผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดกี่คน?”
“เรียนผู้อาวุโส, ทั้งหมด 6487 คน!”
“อะ-ฮะ! แค่หกพัน?” ผู้อาวุโสมั่วชะงัก
