ตอนที่ 605 เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฮ่วนหยู
ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสมาพันธ์ เขาได้อุตสาหะพากเพียรเสริมความแข็งแกร่งให้กับสมาพันธ์นานาอาณาจักร เพื่อปกป้องและขยายอาณาเขตของตัวเอง แต่รากฐานของสมาพันธ์นานาอาณาจักรนั้นอ่อนแอเกินไป
โอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จแทบเป็นศูนย์
แต่ตอนนี้ ความเป็นไปไม่ได้ที่เคยมีได้สูญสลายไปแล้ว เพียงเพราะการบรรยายครั้งเดียวของปรมาจารย์จาง!
“ปรมาจารย์จาง ขอบคุณมาก…”
หัวหน้าจ้าวโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
ชายหนุ่มคนนี้นำความหวังใหม่มาสู่สมาพันธ์นานาอาณาจักรของเขา!
“ใช้โวหารเรียกพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมมาให้นักรบคนอื่นๆ ได้ฝึกฝนวรยุทธ เขาบรรยายเรื่องความรู้พื้นฐานในการฝึกฝนวรยุทธ…จริงๆ หรือ?”
“ผมเคยคิดว่าฟังความรู้พื้นฐานไปก็เสียเวลา แต่เท่าที่เห็น ผมเข้าใจผิดมหันต์เลยล่ะ”
“ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นรากฐานของการฝึกฝนวรยุทธ ก็เหมือนรากฐานของตึกนั่นแหละ มีแต่รากฐานที่แข็งแรงเท่านั้นถึงจะพยุงตึกที่สูงมากๆ ไว้ได้…”
“ผมได้ประโยชน์มากจริงๆ จากการบรรยายครั้งนี้ นับจากวันนี้ไป ปรมาจารย์จางจะเป็นกึ่งอาจารย์ของพวกเรา หากใครจงใจระรานสมาพันธ์นานาอาณาจักร…แผ่นดินแม่ของปรมาจารย์จางล่ะก็ พวกเราจะไม่นิ่งดูดายอีกแล้ว…”
นักรบจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนต่างคิดและแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันทั้งหมด
หลังจากได้ฟังการบรรยายของปรมาจารย์จาง พวกเขาก็นับเป็นกึ่งลูกศิษย์ จึงรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่จะต้องปกป้องเขาต่อไป
“…ปกป้องแก่นแท้ของตัวเองไว้ และเดินหน้าไปอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ นี่คือพื้นฐานของการฝึกฝนวรยุทธ! เอาล่ะ ผมจะจบการบรรยายเพียงเท่านี้”
เมื่อจบการบรรยาย ชายหนุ่มที่อยู่บนเวทีก็สะบัดข้อมือ พู่กันด้ามหนึ่งปรากฏขึ้น มันร่ายลีลากลางอากาศ เกิดเป็นนกฟีนิกซ์ตัวมหึมาต่อหน้าต่อตาทุกคน
มันร่อนลงมา ชายหนุ่มก้าวขึ้นไปบนหลังของนกฟีนิกซ์ตัวนั้น และโผบินไปยังท้องฟ้าไกลแสนไกล
สุดท้าย เหตุการณ์นี้ก็ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
สมาพันธ์นานาอาณาจักร ปี 3372, ฤดูหนาว
นักรบนับล้านมารวมตัวกันเพื่อฟังการบรรยายของปรมาจารย์จาง และปรากฏการณ์สะท้านสิบลี้ก็ได้เกิดขึ้นเมื่อจบการบรรยาย
เขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าบนหลังนกฟีนิกซ์
นักรบนับล้านคนคุกเข่าให้ และเรียกขานเขาว่าท่านอาจารย์
เมฆขาวล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าสีฟ้าสดใส อสูรวิเศษมีปีกมากมายบินฉวัดเฉวียนไปทั่ว ทำให้อสูรธรรมดาและนกจำนวนนับไม่ถ้วนแตกฮือด้วยความหวาดกลัว
จางเซวียนที่กำลังทำสมาธิบนหลังอสูรวิเศษตัวหนึ่งลืมตาขึ้นช้าๆ
ผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้วนับตั้งแต่เขาเปิดการบรรยายในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์
ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาอยู่บนหลังของอสูรพาหนะแทบทุกวัน และความอ่อนล้าของจิตใจก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
เพราะรู้ว่าจะต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนเป็นเวลานาน เหล่าปรมาจารย์ที่ร่วมเดินทางจึงพาครอบครัวและบริวารมาด้วย ซึ่งปรมาจารย์หงก็ได้เตรียมอสูรพาหนะไว้ทั้งหมด 10 ตัวเพื่อรองรับทุกคน
ไม่มีอสูรพาหนะตัวไหนมีวรยุทธต่ำกว่าเหนืออสูรขั้น 4 จึงสร้างความตะลึงพรึงเพริดได้ทุกที่ไม่ว่าจะไปที่ไหน สิ่งมีชีวิตมากมายนับไม่ถ้วนพากันเผ่นหนีด้วยความหวาดกลัว
จางเซวียนใช้เวลาไปกับการศึกษาเล่าเรียนและฝึกฝนวรยุทธตลอดทาง ไม่เพียงแต่เขาจะปรับวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 สูงสุดจนเข้าที่เข้าทาง แต่ระดับวรยุทธของจิตวิญญาณของเขาก็ยังฝ่าไปถึงขั้น 5-จิตวิญญาณสอดคล้อง-สูงสุดด้วย
จิตวิญญาณของเขาที่มีวรยุทธเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 นั้นมีพละกำลังที่ 3 ล้าน 2 แสน ติ่ง เมื่อรวมกับวรยุทธของพลังปราณซึ่งมีพละกำลังที่ 2 ล้านติ่งเข้าไป จางเซวียนก็มีพละกำลังรวมสูงสุด ที่ 5 ล้าน 2 แสนติ่ง! เทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6-สะพานจักรวาล-ขั้นกลางเลยทีเดียว!
สำหรับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6-สะพานจักรวาล-ขั้นต้น มีพละกำลังที่ 4 ล้านติ่ง, ขั้นกลาง 4 ล้าน 8 แสนติ่ง, ขั้นสูง 5 ล้าน 6 แสนติ่ง และขั้นสูงสุด 6 ล้าน 4 แสนติ่ง
ด้วยพละกำลัง 5 ล้าน 2 แสนติ่ง จางเซวียนเกือบเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6-ขั้นสูงทีเดียว ต่อให้ปรมาจารย์หงก็เอาชนะเขาได้ยาก
ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวโดยทั่วไปจะมีระดับวรยุทธตั้งแต่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 ไปจนถึงขั้น 4
ส่วนนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5-จิตวิญญาณสอดคล้อง จะเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาว
เมื่อสำเร็จวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 6-สะพานจักรวาลแล้ว จึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอต่อการเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว
ปรมาจารย์หงเพิ่งผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวได้ไม่นาน และวรยุทธของเขาก็อยู่ที่ สะพานจักรวาลขั้นต้น หากเขาไม่ฝึกฝนวรยุทธที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ดีล่ะก็ แม้แต่หมัดเดียวของจางเซวียน เขาก็อาจรับมือไม่ไหว
การมีพละกำลังเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวขั้นต้นภายในระยะเวลา 2 เดือน นับตั้งแต่ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว : มีแต่ปีศาจอย่างจางเซวียนเท่านั้นที่ทำได้
ไม่ใช่เขาคนเดียวที่วรยุทธพุ่งพรวด บรรดาลูกศิษย์ของเขา ทั้งเจิ้งหยาง หวังหยิ่ง หลิวหยาง และหยวนเทาก็ได้รับความก้าวหน้าในการฝึกฝนวรยุทธอย่างมาก
การจากไปของจ้าวหย่ากับลู่ชงทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของการใช้เวลากับปรมาจารย์จางมากกว่าเดิม ทุกคนพากเพียรฝึกฝนวรยุทธทุกวัน และด้วยหินวิเศษมากมายที่ปรมาจารย์จางรวบรวมไว้ วรยุทธของพวกเขาจึงก้าวหน้าไปอย่างน่าตกใจ
ลูกศิษย์ทั้ง 4 ของจางเซวียนสำเร็จวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ไปทีละคน และตอนนี้ทุกคนก็เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2-พลังต้นกำเนิด ที่มีวรยุทธเข้าที่เข้าทางแล้ว
ไม่ใช่แค่นั้น จางเซวียนยังได้ปรับปรุงเทคนิคการต่อสู้เทียบฟ้าเสียใหม่ และถ่ายทอดเทคนิคเหล่านั้นให้ลูกศิษย์ของเขา ทำให้ความสามารถในการต่อสู้ของทั้งสี่เพิ่มสูงขึ้นอีก
แต่นอกเหนือจากเด็กทั้งสี่คน ผู้ที่ก้าวหน้าช้าที่สุดก็คือพ่อบ้านซุนฉาง
ชายผู้นี้ไม่ใส่ใจการฝึกฝนวรยุทธแม้แต่น้อย พร้อมอู้ตลอดเวลาที่ไม่มีใครมองอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะหวังหยิ่งคอยให้คำแนะนำ เขาคงติดแหง็กอยู่กับวรยุทธขั้นเดิมไปชั่วชีวิต
แต่เพราะต้องแกร่วอยู่บนหลังของอสูรพาหนะ ซุนฉางไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ทำ เขาจึงก้าวจากนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1-ขั้นสูง ไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2-สูงสุดได้
ซึ่งตอนนี้ ระดับวรยุทธของเขาก็ยังสูงกว่าหวังหยิ่งซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทั้งสี่คน
เหตุผลที่ซุนฉางก้าวหน้าได้ขนาดนี้ทั้งๆ ที่แสนเกียจคร้าน ก็ไม่ใช่เพราะความปราดเปรื่อง แต่เพราะเขามีจิตวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของมั่วคุนเสินอยู่ ทำให้เขาได้รับถ่ายทอดความเข้าใจเรื่องวรยุทธของอีกฝ่ายเอาไว้ เมื่อมีสิ่งนี้เป็นพื้นฐาน ประกอบกับคำชี้แนะของจางเซวียนและหินวิเศษไม่อั้นที่เขาได้ใช้ ความก้าวหน้าขนาดนี้จึงถือว่าชักช้า
น่าจะเป็นเรื่องดีที่ทุกคนก้าวหน้าไปไกลในการฝึกฝนวรยุทธ แต่ตอนนี้จางเซวียนไม่มีอารมณ์จะฉลอง
นั่นก็เพราะ…หินวิเศษราว 600 ก้อนที่เขาได้มาจากสำนักเมฆเหินและกลุ่มอำนาจอื่นๆ หมดเกลี้ยงแล้ว
ซึ่งคนที่ใช้เปลืองก็ไม่ใช่ซุนฉางกับลูกศิษย์คนอื่นๆ ของเขา แต่เป็นตัวจางเซวียนเองนั่นแหละ
ก่อนหน้านี้ เพื่อบ่มเพาะบัวเก้าหัวใจ จางเซวียนใช้หินวิเศษขั้นกลางไปราว 200-300 ก้อน จากนั้นก็มอบหินวิเศษอีกส่วนหนึ่งให้ลู่ชง และใช้อีกกองใหญ่เพื่อยกระดับวรยุทธให้จิตวิญญาณของเขาจนไปถึงขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง
จะว่าไป ก็บุญโขแล้วที่หินวิเศษขั้นกลาง 600 ก้อนใช้ประโยชน์ได้มากขนาดนี้
จางเซวียนนวดหว่างคิ้วและครุ่นคิด “ดูเหมือนเราจะต้องใช้หินวิเศษขั้นสูงเสียแล้ว…”
เขายังไม่ได้ใช้หินวิเศษขั้นสูงที่ได้รับมาจากการประลองปรมาจารย์ เพราะตัดใจใช้ไม่ลง แต่ในเมื่อ หินวิเศษขั้นกลางหมดเกลี้ยง จึงไม่มีทางเลือก
“ปรมาจารย์จาง เราใกล้จะถึงเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูแล้ว!”
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะหยิบหินวิเศษขั้นสูงออกมาดู ปรมาจารย์หงก็เข้ามา
ในการเดินทางครั้งนี้ ปรมาจารย์หงเดินทางด้วยอสูรพาหนะตัวเดียวกับเขา ซึ่งระหว่างการเดินทาง จางเซวียนก็ได้ช่วยแก้ไขปัญหาบางอย่างที่ปรมาจารย์หงพบเจอในการฝึกฝนวรยุทธ ซึ่งก็ถือเป็นการชดเชยที่เขาทำให้ทรัพย์สมบัติของอีกฝ่ายเสียหาย
แต่แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ทำในนามของ ‘ปรมาจารย์หยาง’
ถึงอย่างไร ปรมาจารย์หงก็ดูจะเชื่อมั่นในตัวท่านอาจารย์ของเขาหมดใจอยู่แล้ว การใช้ชื่อปรมาจารย์หยางจึงไม่เสียหายอะไร
หลังจากได้รับคำชี้แนะของจางเซวียน วรยุทธของปรมาจารย์หงก็ก้าวหน้าขึ้นมาก ความเคารพยกย่องที่เขามีให้ปรมาจารย์หนุ่มผู้นี้ก็ยิ่งล้ำลึกขึ้นอีก
“เมืองหลวง?”
จางเซวียนลุกขึ้นยืนและเดินไปดูที่หน้าต่าง เขาเห็นเมืองขนาดมหึมา
กำแพงเมืองสีดำสนิทตั้งอยู่บนพื้นดินราวกับเหล็กแท่งหนา ตึกรามใหญ่โตโอ่อ่านับไม่ถ้วนสูงเสียดฟ้า ดูไกลๆ …เหมือนแนวสันเขาทอดยาวที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้ บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองนี้
“เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหมื่นปี ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้ง, เย่ฮวนหยู่, นำพี่น้อง 4 คนเข้าทำสงครามยึดครองดินแดนนี้ และกลายเป็นจักรวรรดิอันใหญ่โตมโหฬารในที่สุด!”
ปรมาจารย์หงมองลงไปเบื้องล่าง นัยน์ตาฉายความยำเกรงออกมา “ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง ติดต่อกับภูเขาเขียวขจี ส่วนฝั่งตะวันตกติดต่อกับแม่น้ำเกล็ดมังกร เมื่อมองจากระยะไกลก็ไม่ต่างอะไรกับยักษ์นอนอ้าซ่า”
“อือ!” จางเซวียนก้มลงพิจารณาเมือง
เป็นอย่างที่ปรมาจารย์หงว่า เมืองนี้ใหญ่โตโอ่อ่าจริงๆ มีอาณาเขต ว้างยาวหลายร้อยกิโลเมตร ดูราวกับป้อมปราการขนาดยักษ์ แค่เห็นก็ทำให้เกิดความยำเกรงแล้ว
ถึงจะไม่มีค่ายกลอันซับซ้อนติดตั้งไว้รอบๆ เมือง แต่เมืองนี้ก็ดูเหมือนจะกลมกลืนกับธรรมชาติ ให้บรรยากาศงดงามไร้ข้อด่างพร้อย
“ประธานสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฮ่วนหยู, เว่ยเจียง เป็นท่านอาจารย์ของผม เขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวขั้นสูงสุดและนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8-สูงสุด ส่วนองค์ฮ่องเต้, เย่เหวินเถียน ก็เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8 เหมือนกัน” ปรมาจารย์หงอธิบาย
“ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวขั้นสูงสุด? นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8?” จางเซวียนอ้าปากค้าง
เมื่อสำเร็จเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5-จิตวิญญาณสอดคล้อง จิตวิญญาณกับร่างกายของนักรบผู้นั้นจะสอดประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว พละกำลังก็จะก้าวเข้าสู่ระดับใหม่หมดจด และจิตวิญญาณของเขาก็จะมีความรู้ความเข้าใจในวรยุทธที่เพิ่มสูงขึ้นอีกมาก
เหนือไปกว่าขั้นนี้คือขั้น 6-สะพานจักรวาล
ในขั้นสะพานจักรวาล สะพานจักรวาลเป็นสะพานที่เชื่อมโยงตัวนักรบกับโลก ก่อเกิดเป็นความสอดคล้องกลมกลืนเฉพาะตัวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แม้จะไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ แต่พลังจิตวิญญาณก็จะไหลเวียนไปตามสะพาน เข้าไปบ่มเพาะร่างกายของผู้นั้น ทำให้ระดับวรยุทธเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในขั้นนี้ ทั้งพลังปราณและจิตวิญญาณจะเติบโตอย่างรวดเร็วมาก สุดท้ายก็จะมีพละกำลังถึงขนาดขยับภูเขาและเคลื่อนย้ายมหาสมุทรได้
หลังจากขั้น 6 ก็จะเป็นขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ
ในขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างจะรวมกันเป็นหนึ่ง พลังงานของนักรบผู้นั้น จะบริสุทธิ์และสอดคล้องกับธรรมชาติยิ่งกว่าเดิม จิตวิญญาณก็แข็งแกร่งขึ้น
จากนั้นก็คือวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์ ในขั้นนี้ ทั้งพลังปราณและจิตวิญญาณจะเติบโตมากขึ้นอีก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สำเร็จวรยุทธจะมีพลังควบคุมกฎธรรมชาติได้บางส่วน ทำให้เหาะเหินเดินอากาศได้
พูดง่ายๆ ก็คือ…อยู่บนท้องฟ้าได้นั่นเอง แต่การเคลื่อนไหวในแนวราบยังยากเกินไปสำหรับนักรบขั้นนี้ จึงยังไม่เรียกว่าบินได้
นึกไม่ถึงเลยว่าประธานสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูจะมีวรยุทธสูงส่งขนาดนี้ แค่คิดก็น่าสะพรึงแล้ว
แม้จางเซวียนจะพัฒนาตัวเองไปมาก แต่ก็ยังห่างไกลกับผู้เชี่ยวชาญระดับนั้น
แต่แน่นอนว่า ด้วยวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดง หากเขาสู้ไม่ได้ ก็สามารถหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าได้อย่างปลอดภัย
“ผมส่งคนไปรายงานสภาปรมาจารย์เรื่องการมาถึงของพวกเราแล้ว เดี๋ยวก็คงมีคนมารับ…”
หลังจากให้ข้อมูลเกี่ยวกับฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูและประธานสภาปรมาจารย์กับจางเซวียน ปรมาจารย์หงก็หัวเราะหึๆ
แม้ 28 กลุ่มอำนาจจะอ่อนแอกว่าจักรวรรดิฮ่วนหยูมาก แต่การประลองปรมาจารย์ก็มีความสำคัญต่อจักรวรรดิ ไม่อย่างนั้น ปรมาจารย์หงที่เป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวก็คงไม่ถูกส่งไปดำเนินการประลอง
แคว่ก! กี๊ซซซซ!
แต่ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงร้องของอสูรวิเศษก็ดังขึ้นเป็นทอดๆ จากนั้น อสูรวิเศษบินได้ตัวมหึมาราว 12 ตัวก็บินตรงเข้ามาหา
พวกมันตัวไม่ใหญ่มาก มีร่างหนึ่งยืนอยู่บนหนึ่งในอสูรวิเศษเหล่านั้น
ปรมาจารย์หงหัวเราะหึๆ และพูดว่า “เอาล่ะ กำลังเสริมมาแล้ว เดี๋ยวพวกเขาจะนำทางเราไปยังพระราชวัง…”
แต่พูดไปได้เพียงครึ่งประโยค น้ำเสียงเรียบเฉยก็ดังขึ้น
“หงเฉียน ไม่ได้พบกันเสียนาน… โชคดีจริงๆ แต่ดูเหมือนคุณจะมาผิดเวลานะ ผมขอแนะนำให้คุณ หันหลังกลับไปโดยเร็วที่สุด!”
