ตอนที่ 572 ลู่ชงฟื้น
เป็นความจริงที่เขามาเพราะมีเจตนาจะทดสอบอีกฝ่าย!
การถูกเปิดเผยเจตนาอย่างจะๆ ต่อหน้าทำให้มั่วเกาหย่วนกระอักกระอ่วนจนบอกไม่ถูก
การที่เขาบังอาจสงสัยตัวตนของปรมาจารย์ผู้เก่งกาจขนาดนี้…โชคดีเท่าไหร่แล้วที่อีกฝ่ายยังอารมณ์ดีอยู่ ไม่อย่างนั้น หากเขาขุ่นเคืองใจขึ้นมา ต่อให้ทำลายทั้งจักรวรรดิหงหย่วนจนราบคาบก็คงไม่สาแก่ใจ ซากศพคงกองเป็นภูเขา แม่น้ำคงกลายเป็นสีเลือด
“ประธานมั่วยอมรับผิด?”
“หรือว่า…ที่ปรมาจารย์หยางพูดจะเป็นเรื่องจริง?”
หงเฉียนกับมั่วเฉินมองหน้ากันอย่างพรั่นพรึง
แค่สังเกตการออกหมัดพื้นฐานก็บอกได้มากขนาดนี้ ทักษะการหยั่งรู้ของปรมาจารย์หยางถือว่าน่าสะพรึงสุดๆ …พูดอีกอย่างก็คือ ไม่สงสัยแล้วว่าเขาน่าจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว!
เมื่อคิดขึ้นมา ทั้งคู่ก็กระตุก
ยังไม่ต้องพูดถึงตำแหน่ง ลำพังแค่ระดับวรยุทธของปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวก็ทำให้เขาเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าพรั่นพรึงที่สุดแล้ว หากใครจะบังอาจล้ำเส้น พละกำลังที่เขามีย่อมมากพอจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามทุกคนหัวหด
“ตอนที่ปรมาจารย์หยางปรากฏตัวขึ้นครั้งแรก ผมก็ยังสงสัยอยู่ เพราะไม่มีบุคลิกลักษณะอันทรงพลังตามแบบที่ผู้เชี่ยวชาญระดับนี้จะพึงมี เขาแทบไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาสามัญเลย แต่พอคิดๆ ดู มีแต่ปรมาจารย์ระดับปรมาจารย์หยางเท่านั้นที่สามารถปกปิดวรยุทธของตัวเองไว้ได้อย่างมิดชิด จนแม้แต่ประธานมั่วก็ยังมองไม่เห็น!”
“คนส่วนใหญ่เลือกใช้พละกำลังของตัวเองเป็นเครื่องมือเอาชนะและสร้างความยำเกรงจากผู้อื่น มีแต่บุคคลที่อยู่ในระดับสูงสุดเท่านั้น ที่มองทะลุภาพลวงตาของเกียรติยศและความรุ่งโรจน์ต่างๆ เขาเต็มใจจะนอบน้อมถ่อมตัวเหมือนคนธรรมดา”
เมื่อคิดได้ ความเคารพยกย่องที่พวกเขามีให้ปรมาจารย์หยางก็ยิ่งล้ำลึกขึ้นอีก
ในบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่พวกเขารู้จัก ไม่มีใครเลยจะเทียบได้กับชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า!
เขามองเกียรติยศและความรุ่งโรจน์ว่าไร้ค่าไม่ต่างอะไรกับฝุ่นผง ยังมีทีท่าถ่อมตัวและเรียบเฉยทั้งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีป อีกทั้งความมั่นอกมั่นใจและบุคลิกอันแสนจะน่าทึ่ง เหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่น้อยคนจะมี
ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ ปรมาจารย์หยางไม่มีทีท่าจะใช้วรยุทธที่เหนือกว่าคุกคามหรือข่มเหงพวกเขาเลย ท่าที่เรียบง่ายนั้นทำให้พวกเขาเกิดความเคารพและยำเกรง ไม่ได้ทำอะไรให้แตกต่างไปจากคนธรรมดาสามัญสักนิด…
เมื่อหวนนึกถึงท่าทีที่ตัวเองแสดงออกแล้วเทียบกับอีกฝ่าย พวกเขาก็ได้แต่ละอายใจ
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมเจ้าพ่อบ้านถึงวางท่าอวดโตโอหังนัก เพราะเขาเป็นถึงพ่อบ้านของปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว ลำพังปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวอย่างพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาสามัญ
อันที่จริง…ระดับวรยุทธของพ่อบ้านที่พวกเขารู้สึกได้อาจเป็นของปลอมด้วยซ้ำ มีโอกาสสูงที่เขาจะไม่ใช่แค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1
เพราะปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวที่เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญขั้นเซียน จะปล่อยให้ผู้ที่มีระดับวรยุทธอ่อนด้อยกว่ามากๆ มารับใช้ข้างกายหรือ?
ทุกคนคิดไปก็เหงื่อแตกไป
โชคดีเหลือหลายที่พวกเขายังเก็บกิริยาต่อหน้าพ่อบ้านซุนคนนั้น หากทำอะไรบุ่มบ่ามไป ใครจะรู้ว่าตอนนี้จะเหลืออะไรบ้าง?
“ไม่ต้องขอโทษขอโพยหรอก ปรมาจารย์มีสิทธิ์จะตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่ได้เห็น อันที่จริง ก็มีปรมาจารย์ระดับสูงบางคนที่ตบตาใครๆ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เป็นการดีที่พวกเราจะสืบเสาะเรื่องเหล่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนขี้โกงมาทำลายชื่อเสียงของสภาปรมาจารย์”
ดูเหมือนปรมาจารย์หยางไม่คิดจะเอาเรื่องกับความผิดของมั่วเกาหย่วนเลย เขากลับสั่งสอนอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกตามแบบของผู้อาวุโส
“ผมได้ประโยชน์มากจากคำชี้แนะของปรมาจารย์หยาง!”
มั่วเกาหย่วนรีบลุกขึ้นยืนและประสานมือคารวะ
“เอาล่ะ พวกคุณกลับไปได้แล้ว ผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมอยู่ที่นี่ คุณคงรู้นะว่าควรทำอย่างไร” ปรมาจารย์หยางโบกมือ
“ขอรับ!” มั่วเกาหย่วนพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยกิริยานอบน้อม มีหงเฉียนกับมั่วเฉินตามไปติดๆ
เมื่อออกมาพ้นเขตบ้านพักแล้ว พวกเขาจึงค่อยคลายความรู้สึกตึงเครียดลง ต่างมองหน้ากันตาปริบๆ และปาดเหงื่อโดยไม่รู้ตัว
ปรมาจารย์หยางไม่ได้โมโหเดือดหรือใช้วรยุทธข่มขู่พวกเขา แต่นัยน์ตาใสกระจ่างก็ทำให้พวกเขาร้อนๆ หนาวๆ อย่างบอกไม่ถูก นัยน์ตาล้ำลึกคู่นั้นดูจะจ้องทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้รู้สึกเหมือนว่าไม่มีการตบตาใดๆ จะลวงสายตาคู่นั้นได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย พวกเขารู้สึกเหมือนถูกจับถอดเสื้อผ้าจนล่อนจ้อน
ผ่านไปครู่หนึ่งกว่าทุกคนจะตั้งตัวได้ มั่วเฉินมองหน้ามั่วเกาหย่วนและถามว่า “ท่านอาจารย์ เราจะทำอย่างไรต่อ?”
“กลับเถอะ!”
มั่วเกาหย่วนโบกมือ
“กลับ?” มั่วเฉินถึงกับชะงัก
เดินทางตั้งเกือบครึ่งเดือนกว่าจะมาถึงที่นี่ แต่ได้พูดกับปรมาจารย์หยางแค่สองสามคำก็จะกลับแล้ว มันจะเร็วไปไหม?
“ในเมื่อได้ทำตามความตั้งใจแล้ว จะอยู่ต่อทำไมล่ะ?” มั่วเกาหย่วนส่ายหน้า “อยู่ให้เกะกะหรือไง?”
“เอ่อ…” มั่วเฉินพูดไม่ออก
พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อยืนยันตัวตนของปรมาจารย์หยางให้แน่ใจ และในเมื่อได้ทำตามนั้นแล้ว อยู่ต่อก็มีแต่จะทำให้ปรมาจารย์หยางไม่พอใจเปล่าๆ ในเมื่อเป็นอย่างนั้น กลับเลยก็น่าจะดีกว่า
เมื่อได้ยินว่าทั้งคู่กำลังจะกลับ หงเฉียนรีบประสานมือและเอ่ยถาม “การประลองปรมาจารย์กำลังจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ ประธานมั่วกับปรมาจารย์มั่วอุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว จะไม่อยู่ร่วมเป็นเจ้าภาพสักหน่อยหรือ?”
หากทั้งคู่เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพ เกียรติยศของการประลองครั้งนี้จะพุ่งสูงขึ้นอีกมาก รวมทั้งชื่อเสียงของจักรวรรดิฮ่วนหยูด้วย
“พวกเราขอปฏิเสธ ในเมื่อเป็นกิจธุระของจักรวรรดิฮ่วนหยู เราก็ไม่ควรก้าวก่าย” มั่วเกาหย่วนส่ายหน้า
จักรวรรดิฮ่วนหยูเป็นจักรวรรดิขั้น 2 ที่อยู่ในสังกัดของจักรวรรดิหงหย่วน จะเกิดปัญหาและข้อสงสัยขึ้นมากมาย หากเขาไม่คำนึงถึงสถานภาพของตัวเองและเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพ
“ผมจะบอกอะไรให้…ศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยาง, ปรมาจารย์จางน่ะเข้าร่วมการประลองด้วยนะ” หงเฉียนรีบเสริมเพื่อหวังโน้มน้าวใจอีกฝ่าย
“ศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยาง?”
มั่วเกาหย่วนขมวดคิ้ว แต่ไม่ช้าก็ส่ายหน้าอีกครั้ง “ผมก็ยังขอผ่านอยู่ดี!”
ดูไม่เหมาะไม่ควรนักหากเขาจะเข้ามาก้าวก่ายกิจธุระของสภาปรมาจารย์สาขาอื่น เพราะด้วยสถานภาพอันทรงเกียรติของเขาในฐานะประธานสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนนั้น การออกตัวทำอะไรเพียงเล็กน้อยย่อมมีนัยยะทางการเมือง จำเป็นมากที่เขาจะต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง
“แต่นั่นแหละ ในเมื่อปรมาจารย์จางเข้าร่วมการประลอง ก็ให้ผมได้เพิ่มของรางวัลสักหน่อย!”
มั่วเกาหย่วนสะบัดข้อมือและนำกล่องหยกใบหนึ่งออกมา เขาหัวเราะหึๆ และพูดว่า “นี่คือหินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อน ผมจะฝากไว้กับคุณ ให้เป็นของรางวัลสำหรับแชมป์การประลองก็แล้วกัน”
“หินวิเศษขั้นสูง?” หงเฉียนถึงกับหายใจถี่
หินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อนมีค่าเท่ากับหินวิเศษขั้นกลาง 1 หมื่นก้อนทีเดียว
หินวิเศษขั้นสูงถือเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับการยกระดับวรยุทธของนักรบระดับเซียน หงเฉียนเองไม่เคยเห็นกับตามาก่อน เมื่อประธานมั่วเสนอให้เป็นของรางวัลสำหรับการประลอง เขาจึงอดตื่นเต้นไม่ได้
“เห็นได้ชัดว่าปรมาจารย์หยางพยายามผลักดันลูกศิษย์ของเขาให้ได้เข้าร่วมการประลองครั้งนี้ ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ผมก็จะช่วยกระพือให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ตื่นเต้นขึ้นอีกสักหน่อย ดูซิว่า ปรมาจารย์จางจะทำผลงานเป็นอย่างไร!” มั่วเกาหย่วนหัวเราะ
ในเมื่อปรมาจารย์หยางอยากให้ลูกศิษย์เข้าร่วมการประลอง มั่วเกาหย่วนก็ตัดสินใจจะช่วยผลักดันอีกแรง
หินวิเศษขั้นสูงอาจไม่สลักสำคัญอะไรมากมายกับคนระดับปรมาจารย์หยาง แต่สำหรับปรมาจารย์ จากดินแดนโดยรอบจักรวรรดิฮ่วนหยู มันถือเป็นของล้ำค่าอย่างประเมินมิได้
การเสนอของล้ำค่าขนาดนี้ให้เป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะการประลองย่อมทำให้บรรดาอัจฉริยะผู้เข้าร่วมการประลองเต็มใจทุ่มสุดตัว และนั่นจะเป็นการสร้างบททดสอบที่ดีให้กับปรมาจารย์จาง
“ได้” เมื่อรู้แล้วว่าประธานมั่วมีเจตนาอย่างไร หงเฉียนก็เก็บกล่องหยกไว้อย่างระมัดระวัง
“จัดงานให้ดีก็แล้วกัน แล้วแจ้งผลการประลองให้ผมรู้โดยเร็วที่สุด!”
มั่วเกาหย่วนหัวเราะหึๆ อีกครั้งและกระโดดขึ้นหลังอสูรพาหนะไปกับมั่วเฉิน ขณะที่กำลังจะออกเดินทาง เขาก็พลันนึกอะไรบางอย่างได้และหันกลับมา “เก็บเรื่องของปรมาจารย์หยางไว้เป็นความลับล่ะ อย่าได้บอกใครเชียว ระวังพวกสำนักต่างๆ และจักรวรรดิอื่นๆ ที่เข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ครั้งนี้ด้วย หากพวกนั้นบังอาจแพร่งพรายอะไรออกไปล่ะก็ ผมจะสืบสาวราวเรื่องและจัดการคนปากโป้งพวกนั้นด้วยตัวเอง!”
เขาพูดด้วยเสียงเฉียบขาดที่ทำให้ผู้ฟังขนลุก
ในเมื่อปรมาจารย์หยางไม่อยากให้ใครล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเขา ก็จำเป็นที่จะต้องปิดข่าวในทันที ไม่อย่างนั้น หากเกิดการผิดพลาดจนทำให้อีกฝ่ายโมโหขึ้นมา ก็คงไม่มีใครหยุดยั้งเขาได้
“ได้!” หงเฉียนพยักหน้า
ฟึ่บ!
หลังจากย้ำหงเฉียนแล้ว อสูรพาหนะก็กระพือปีก ไม่ช้าทั้งสามก็หายลับไปในท้องฟ้ากว้างใหญ่
มั่วเกาหย่วนกับพรรคพวกจากไปด้วยความยำเกรง ไม่ได้รู้เลยว่าปรมาจารย์หยางก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แถมยังปาดเหงื่อเมื่อพวกเขากลับไป
การปลอมตัวต่อหน้าปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวนี่โคตรเหนื่อย
โชคดีเหลือเกินที่คนเหล่านั้นไม่ทันนึกถึงและไม่ได้ใช้ดวงตาหยั่งรู้ ไม่อย่างนั้น จางเซวียนต้องถูกเปิดโปงแน่
“ตอนนี้คงจะปลอดภัยแล้ว!”
อย่างน้อยที่สุด วิกฤตการณ์เฉพาะหน้าก็ผ่านพ้นไป กว่าคนพวกนั้นจะรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลกๆ ถึงตอนนั้น จางเซวียนก็คงแข็งแกร่งพอที่จะรับมือไหว
นับจากนี้ คงไม่มีใครกล้าวุ่นวายกับเขาไปอีกระยะหนึ่ง
จางเซวียนถอนหายใจอีกเฮือกและกำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ก็พอดีกับที่เสียงร้อนรนเสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อเงยหน้าดู ก็เห็นหวังหยิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องโถงใหญ่
“อาจารย์ปู่ ไม่ทราบว่าอาจารย์จางอยู่ไหน ฉันมีเรื่องด่วนที่จะต้องพูดกับเขา…”
“เกิดอะไรขึ้น?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“เอ่อ…มีแต่อาจารย์จางเท่านั้นที่จะช่วยได้…” หวังหยิ่งตอบ
แม้สีหน้าของเธอจะดูร้อนใจ แต่นัยน์ตาของหวังหยิ่งก็จ้องเขม็งที่อาจารย์ปู่
เธอแน่ใจราว 80 เปอร์เซ็นต์แล้วว่าปรมาจารย์หยางกับปรมาจารย์จางเป็นคนเดียวกัน จึงจงใจเข้ามาตอนนี้เพื่อตั้งคำถาม ถ้าปรมาจารย์จางยังคงไม่ปรากฏตัว ข้อสันนิษฐานของเธอก็เป็นอันว่าจริงแท้แน่นอน!
“มีแต่ผมที่จะช่วยคุณได้? หวังหยิ่ง มันเรื่องอะไรถึงต้องทำตัวมีลับลมคมในแบบนี้?”
ขณะที่สายตาของหวังหยิ่งจับจ้องที่ปรมาจารย์หยางเพื่อหยั่งทีท่าของเขา เสียงเรียบเฉยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เมื่อหันกลับไป หวังหยิ่งก็เห็นอาจารย์จางเดินมาจากข้างนอก เขาประสานมือคารวะและทักทาย “ท่านอาจารย์!”
“อือ!” ปรมาจารย์หยางพยักหน้า
“เอ่อ…” หวังหยิ่งตาค้าง เซ่อไปสนิท
มันเกิดอะไรขึ้น?
ปรมาจารย์หยางกับปรมาจารย์จางปรากฏตัวพร้อมกัน? แล้ว…พวกเขาไม่ใช่คนเดียวกันหรอกหรือ?
ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมมีรอยปื้นที่ขากรรไกรเหมือนกัน?
หวังหยิ่งงงจนพูดไม่ออก
เธอแน่ใจนักหนากับสมมติฐานของตัวเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับตรงหน้าเล่นเอาทำอะไรไม่ถูก
“หวังหยิ่ง!” อาจารย์จางเรียก
“คือ…”
เมื่อตั้งตัวได้ หวังหยิ่งก็หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
ดูเหมือนเธอจะคิดมากไปจริงๆ
อาจารย์จางเป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์หยาง แล้วจะเป็นคนเดียวกันได้อย่างไร? วันนั้นเธอคงตาฝาด
“เรียนอาจารย์และอาจารย์ปู่ ลู่ชงฟื้นแล้ว…” หวังหยิ่งประสานมือตอบอย่างกระอักกระอ่วน
ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วนับตั้งแต่อาจารย์จางใช้หญ้าปลุกวิญญาณช่วยชีวิตลู่ชง
“ฟื้นแล้ว?” อาจารย์จางตาโต
“ใช่!” หวังหยิ่งพยักหน้า
“คุณออกไปก่อน เดี๋ยวผมพร้อมแล้วจะรีบตามไป!” อาจารย์จางโบกมือ
“ได้” หวังหยิ่งตอบก่อนจะออกจากห้อง
เมื่อหวังหยิ่งออกไป ทั้งคู่ก็ได้แต่มองหน้ากัน และจากนั้นต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
จางเซวียนรู้ว่าหวังหยิ่งยังสงสัยตัวตนของเขา จึงเรียกตัวโคลนออกมา
เมื่อมีทั้งปรมาจารย์หยางกับปรมาจารย์จางปรากฏตัวพร้อมกัน ต่อให้หวังหยิ่งจะแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองคิดสักแค่ไหน ก็ต้องยอมรับอย่างไม่มีทางเลือก
“เอาล่ะ คุณกลับไปพักก่อน ผมจะไปดูลู่ชง!”
จางเซวียนโบกมือให้ตัวโคลนกลับห้อง เมื่อแน่ใจว่าตัวโคลนไปแล้ว เขาก็กลับมาอยู่ในคราบของจางเซวียนก่อนจะเดินไปที่ห้องของลู่ชง
“ท่านอาจารย์…”
ทันทีที่เข้าไปในห้อง เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาและคุกเข่าลงตรงหน้า
จะเป็นใครไปได้นอกจากลู่ชง!
“คุณฟื้นก็ดีแล้ว…” จางเซวียนพยักหน้า
ลู่ชงเกือบตายเพราะช่วยชีวิตเขา บุญโขแล้วที่ตอนนี้ลู่ชงหายดี ไม่อย่างนั้น…จางเซวียนคงต้องโทษตัวเองทั้งชีวิต
ทุกอย่างที่เขาลงทุนลงแรงไปเพื่อช่วยชีวิตลู่ชงไม่ได้สูญเปล่า
“เอ๊ะ? วรยุทธของคุณ…”
จางเซวียนกำลังจะพูดต่อ ก็พอดีกับที่รู้สึกได้ถึงระดับวรยุทธของลู่ชง เขายืนนิ่งงัน
