Skip to content

Library Of Heaven’s Path 739


ตอนที่ 739 ชื่อของเขาคือจางเซวียน

“เป็นเรื่องจริงหรือนี่?”

“เยี่ยมไปเลย…”

เมื่อได้ยินหัวหน้าจ้าวยืนยันเรื่องนั้น ทั้งหยวนหงและคนอื่นๆพากันหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น

ในฐานะช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด พวกเขาเข้าใจดีว่าชื่อ ‘หวูหยางจื่อ’ มีความสำคัญต่อจักรวรรดิหงหย่วนอย่างไร

ในครั้งนั้น ตอนที่ผู้อาวุโสผู้ทรงเกียรติได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ก็เกิดความปั่นป่วนอย่างหนักขึ้นในสมาคมช่างตีเหล็ก ผู้คนจำนวนมหาศาลต่างมุ่งหน้ากันเพื่อตามหาเขา แต่ทุกความพยายามก็ลงเอยด้วยความสูญเปล่า ใครจะคิดว่าสุดท้ายผู้ที่ได้ค้นพบร่องรอยของเขาจริงๆจะเป็นนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์?

พวกเขาคาดการณ์ได้เลยว่า หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป จะต้องเกิดความอื้ออึงเซ็งแซ่กันขนานใหญ่แน่ อีกทั้งชื่อเสียงเกียรติยศของโรงเรียนช่างตีเหล็กก็จะเกรียงไกรขึ้นอีก

“พวกคุณทำได้ดีมาก ผมจะให้ทางโรงเรียนตบรางวัลให้กับความสำเร็จครั้งนี้อย่างงาม!” จ้าวปิงฉูพยักหน้าขณะที่จ้องมองทั้ง 3 อย่างภาคภูมิใจ

ถ้าจะพูดกันตามตรง เขาเองก็เคยพยายามค้นหาร่องรอยของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อเหมือนกันเมื่อสมัยที่เขายังอายุน้อยกว่านี้ แต่ลงท้ายก็ถึงทางตัน ทำให้ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องล้มเลิกความคิด

“ขอบคุณมาก หัวหน้าจ้าว!” ชิงย่วนและคนอื่นๆประสานมือคารวะ

รองหัวหน้าฉงปิงเคยคิดว่าพวกเขาคงปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จได้ยาก จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องการ เสนอรางวัลตอบแทนเท่าไหร่นัก แต่เมื่อภารกิจยิ่งใหญ่นี้ประสบความสำเร็จ ทั้งค้นพบแหล่งกบดานของหวูหยางจื่อและร่างของเขา จึงเป็นธรรมดาที่ของรางวัลจะต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปด้วย

“ในเมื่อพวกคุณพบร่างของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อแล้ว แล้วมรดกตกทอดของเขาล่ะ…” หนึ่งในรองหัวหน้าอดตั้งคำถามไม่ได้

เมื่อครั้งที่หวูหยางจื่อผู้ทรงเกียรติหายตัวไปจากโลกใบนี้ เขาไม่ได้ทิ้งมรดกตกทอดเอาไว้เลย นี่เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เมื่อเขาหายตัวไป ผู้คนมากมายจึงพยายามตามหาแหล่งกบดานของเขา เพื่อหวังว่าจะได้ค้นพบมรดกตกทอดบางอย่าง

ในเมื่อนักเรียนกลุ่มนี้พบร่างของเขา แล้วได้มรดกตกทอดของเขามาด้วยหรือเปล่า?

ด้วยระดับความสามารถของพวกเขาในตอนนี้ มรดกตกทอดของหวูหยางจื่อไม่ได้มีความสำคัญอีกต่อไป และพวกเขาก็จะไม่ลดตัวถึงขนาดลงไปฉกฉวยมรดกตกทอดที่นักเรียนหามาได้ แต่หากโรงเรียนช่างตีเหล็กได้รับมรดกตกทอดของหวูหยางจื่อเอาไว้ แน่นอนว่าช่างตีเหล็กมากมายจะต้องสามารถพัฒนาทักษะของตัวเองได้อีกมาก และเป็นประโยชน์กับทุกคนที่นี่

“พวกเราพบมรดกตกทอดของเขา และฉัน…ก็ได้ตอบรับเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อด้วย แต่ว่า ฉันไม่อาจพูดได้หรอกว่าการนำมรดกตกทอดของเขามาเป็นผลงานของฉัน!”

ผู้พูดคือหลัวฉีฉี

“คุณพบมรดกตกทอดของหวูหยางจื่อ?”

“ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผลงานของคุณ? ก็จริง…ในเมื่อพวกคุณใช้ความพยายามมากมายกว่าจะได้มรดกตกทอดนี้มา พวกคุณก็ควรจะหารือกันให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ”

“ไม่ต้องห่วง ถ้าคุณไม่อยากเปิดเผย ผมให้สัญญาว่าจะไม่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นความยุ่งยากสำหรับคุณ…”

“สภาปรมาจารย์ก็มีกฎเกณฑ์ของตัวเอง ไม่มีใครกล้าหือกับพวกเขาหรอก!”

เมื่อได้ยินว่าทั้งกลุ่มได้นำมรดกตกทอดของหวูหยางจื่อมาด้วย ทุกคนก็ได้แต่อัศจรรย์ใจ แต่ไม่ช้า ต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นพ้อง

ความรับผิดชอบของเหล่าปรมาจารย์คือการถ่ายทอดความรู้และนำแสงสว่างมาสู่มวลมนุษยชาติ แต่แม้ภารกิจนั้นจะสูงส่งเพียงไหน พวกเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่มีความต้องการและให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตัวเอง คงจะไม่เป็นการสมเหตุสมผลนักที่จะคาดหวังให้พวกเขาถ่ายทอดทุกสิ่งที่ตัวเองได้รับรู้มาให้กับผู้อื่นโดยไม่ปิดบัง

นี่คือเหตุผลที่ทำให้มีการแบ่งขั้นระหว่างศิษย์สายตรง ศิษย์ธรรมดา และผู้เข้ารับฟังการบรรยาย

ผู้เข้ารับฟังการบรรยายจะได้รับการถ่ายทอดเฉพาะหลักการพื้นฐาน ขณะที่ศิษย์สายตรงจะได้รับการถ่ายทอดเทคนิคที่ลึกซึ้งที่สุด

นั่นคือเหตุผลที่ศิษย์สายตรงมีสถานภาพสูงกว่าผู้เข้ารับฟังการบรรยาย ทำให้ฝ่ายหลังต้องเรียกฝ่ายแรกว่า ‘ศิษย์พี่’

ในเมื่อหลัวฉีฉีได้เป็นศิษย์สายตรงของหวูหยางจื่อ และรับมรดกตกทอดของเขามาแล้ว มันก็ควรจะเป็นของเธอ ถ้าเธอเต็มใจจะถ่ายทอดมันออกไปก็นับเป็นความปรารถนาดี แต่หากเธอไม่เต็มใจ ก็ไม่มีใครอยู่ในฐานะที่จะคัดค้านอะไรได้

เรื่องนี้เป็นความเมตตากรุณาของเหล่าปรมาจารย์ที่พวกเขาควรมี ไม่อย่างนั้นจะมีคุณสมบัติเพียงพอต่อการนำแสงสว่างมาสู่มวลมนุษยชาติได้อย่างไร?

“อันที่จริง แทนที่จะพูดว่าพวกเราฝ่าฟันความยากลำบากมากมายกว่าจะได้มา ควรจะพูดว่าคนๆนั้นฝ่าฟันความยากลำบากมามากมายจะถูกต้องกว่า ตราบใดที่เขาตกลง ฉันเชื่อว่าฉีฉียิ่งกว่าเต็มใจเสียอีกที่จะถ่ายทอดมรดกนี้ให้กับโรงเรียนช่างตีเหล็ก!” เมื่อนึกได้ว่าอาจเกิดการเข้าใจผิดกันบางอย่าง หยู่เฟยเอ๋อรีบอธิบาย

“คนๆนั้น?” ทั้งจ้าวปิงฉู หยวนหง และคนอื่นๆมองหน้ากันอย่างสงสัย

“จริง นอกจากเขาจะช่วยเรานำมรดกตกทอดกลับมาแล้ว ยังช่วยชีวิตพวกเราด้วย ถ้าไม่มีเขา พวกเราคงตายอยู่ในห้องใต้ดินแห่งนั้นแล้ว!” นัยน์ตาของหลัวฉีฉีเต็มตื้นไปด้วยความสำนึกบุญในบุญคุณขณะที่พูด

“เรายอมสละรางวัลที่หัวหน้าจ้าวสัญญาว่าจะให้เราให้เขาได้เลย!” ชิงย่วนเสริม

แม้เขาจะขัดใจกับความสัมพันธ์ที่ออกจะซับซ้อนระหว่างองค์หญิงหยู่เฟยเอ๋อกับเจ้าหนุ่มคนนั้น แต่ก็ยังรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบที่อีกฝ่ายได้ช่วยชีวิตพวกเขา

เมื่อเห็นความจริงใจในน้ำเสียงของทั้งคู่ จ้าวปิงฉูขมวดคิ้ว “มันเกิดอะไรขึ้น? พวกคุณพบเจอกับอันตรายระหว่างที่ตามหาผู้อาวุโสหวูหยางจื่อหรือ?”

ในตอนนั้น หวูหยางจื่อหายตัวไปอย่างกะทันหัน ไม่มีสัญญาณหรือร่องรอยอะไรทิ้งไว้เลย ราวกับเขาหายตัวไปกลางอากาศเฉยๆ แม้แต่จ้าวปิงฉูซึ่งมีอำนาจอยู่ในมือมากมาย ก็คาดเดาได้เพียงว่าเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

แต่ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่มีใครกล้ายืนยันได้เลย

อีกอย่าง ในเมื่อเวลาก็ผ่านไปแต่เนิ่นนานแล้ว สิ่งที่เคยเป็นอันตรายในตอนนั้นก็น่าจะสูญสลายไปหมด

“สิ่งที่พวกเราพบเจอมาน่ะ เรียกว่าอันตรายก็ยังน้อยเกินไป ผู้อาวุโสหยางจื่อถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจับตัวไป และนี่คือข้อความที่เขาทิ้งไว้ด้วยลายมือของตัวเอง…” หลัวฉีฉีพยักหน้าขณะยื่นสมุดเล่มหนึ่งให้

นั่นคือสมุดที่พวกเขาได้มาจากห้องใต้ดินของหวูหยางจื่อ

สิ่งที่เขียนไว้ในนั้นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการถูกลักพาตัวและประสบการณ์ที่เขาได้รับจากเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นระหว่างที่อยู่ในห้องใต้ดิน

“เอ่อ…”

หลังจากอ่านแล้ว จ้าวปิงฉูถึงกับหรี่ตา “หุ่นเผ่าพันธุ์ปีศาจ แปลว่า…พวกคุณเผชิญหน้ากับพวกมันในห้องใต้ดินใช่ไหม?”

“ใช่แล้ว ขณะที่พวกเราไม่ทันระมัดระวังตัว ก็ถูกพวกมันรุมล้อมและเกือบถูกสังหาร ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น บุคคลผู้หนึ่งได้เข้ามาช่วยชีวิตเราไว้ และนอกจากจะสังหารหุ่นพวกนั้นแล้วเขายังทำลายทั้งห้องใต้ดินจนพังพินาศและฝังตัวเองไว้พร้อมกับพวกมัน…” หลัวฉีฉีรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

เมื่อได้ยินว่าบุคคลผู้นั้นยืนหยัดต่อสู้กับหุ่นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นด้วยความกล้าหาญขนาดไหนเพื่อช่วยชีวิตหลัวฉีฉี ทุกคนได้แต่เงียบกริบ

แต่ละคนพยายามนึกภาพว่าหากตัวเองเป็นบุคคลผู้นั้นจะทำอย่างไร ซึ่งก็รู้ได้ว่าการช่วยคนที่เป็นเพียงคนรู้จักคุ้นเคยกันในสถานการณ์แบบนั้นถือเป็นเรื่องยากมาก

อีกอย่าง คนผู้นั้นถึงกับมอบมรดกตกทอดของหวูหยางจื่อให้กับหลัวฉีฉีโดยไม่แม้แต่จะชำเลืองดู คงมีน้อยคนเต็มทีที่เต็มใจจะทำแบบนั้นหากตกอยู่ในสภาพเดียวกับเขา

ไม่มีช่างตีเหล็กคนไหนจะนิ่งเฉยต่อหน้ามรดกของหวูหยางจื่อได้ แต่บุคคลผู้นั้นกลับมอบโอกาสให้หลัวฉีฉี ช่างยากเหลือเกินที่จะได้พบเจอบุคคลที่สูงส่งอย่างเขา

เมื่อหัวหน้าและรองหัวหน้าทั้ง 5 คนได้ฟังถึงวีรกรรมหาญกล้าของคนผู้นั้นที่ต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นซึ่งมีวรยุทธระดับเซียนอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อช่วยชีวิตหยู่เฟยเอ๋อกับคนอื่นๆ ทุกคนก็ได้แต่อ้าปากค้าง

“ถ้าหุ่นปีศาจพวกนั้นหลุดรอดออกมาจากห้องใต้ดินได้ พวกมันจะต้องสร้างความพินาศวอดวายให้กับจักรวรรดิฮ่วนหยูหรือแม้แต่ทั้งจักรวรรดิหงหย่วนเลยทีเดียว จะต้องมีผู้คนล้มตายมากมาย การกระทำของเขาช่วยชีวิตพวกเราทุกคนเอาไว้ เขาช่างเป็น…บุคคลที่สูงส่งจริงๆ!”

“จริงด้วย เขายอมเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงเพื่อล่อหุ่นปีศาจพวกนั้นให้ไปอีกทางหนึ่ง และพังห้องใต้ดินเสียเพื่อยับยั้งพวกมัน…เห็นชีวิตของผู้อื่นสำคัญกว่าชีวิตของตัวเองแบบนั้น เขาคือปรมาจารย์ที่แท้จริง!”

หลังจากนั้นอีกครู่ใหญ่ จ้าวปิงฉูกับคนอื่นๆก็พูดขึ้นด้วยอาการยำเกรงและชื่นชมในตัวของอีกฝ่าย

กล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อกอบกู้มวลมนุษยชาติ ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นอีกแล้ว!

ทำให้พวกเขาอดคิดถึงปรมาจารย์ขงไม่ได้

ในครั้งนั้น ปรมาจารย์ขงก็ได้ก่อตั้งสภาปรมาจารย์ขึ้นเพื่อยกระดับมวลมนุษยชาติเช่นกัน หลังจากเวลาผ่านไปหลายหมื่นปี เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้หายสาบสูญไปหมดแล้ว เมื่อสภาปรมาจารย์บรรลุเป้าหมายดั้งเดิมของตัวเอง จำนวนปรมาจารย์รุ่นใหม่ผู้ไฟแรงและเต็มใจจะทุ่มเทชีวิตของตัวเองเพื่อมวลมนุษยชาติก็ลดลงไปทุกที จนตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว

ใครจะคิดว่าพวกเขาจะยังได้พบอยู่คนหนึ่งในสถาบันปรมาจารย์!

“เขาเป็นปรมาจารย์ที่น่าเคารพจริงๆ” ชิงย่วนพยักหน้า

“เขาคือคนที่ช่วยฉันนำมรดกตกทอดนี้มา ตราบใดที่เขายินยอม ฉันก็พร้อมจะมอบมรดกนี้ให้โรงเรียนช่างตีเหล็กโดยไม่ลังเล!” หลัวฉีฉีพูด

เป็นเพราะหยดเลือดและหยาดเหงื่อของปรมาจารย์จางทั้งนั้นที่ทำให้พวกเธอได้มรดกตกทอดของหวูหยางจื่อมา ขอแค่เขาตอบตกลง เธอก็จะยอมมอบมรดกนั้นให้ทันที

“ดูจากคุณธรรมอันสูงส่งของเขาที่คุณพูดมา ผมแน่ใจว่าเขาจะยิ่งกว่าเต็มใจที่จะมอบความรู้อันล้ำค่านั้นให้กับมวลมนุษยชาติ” หยวนหงออกความเห็น

“ฉันก็เชื่อว่าเขาจะเต็มใจ เขาเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว…” หลัวฉีฉีพยักหน้าหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

อาจารย์สอนปรุงยาของเธออาจจะอายุยังน้อย แต่ไม่ใช่คนที่คิดเล็กคิดน้อยกับการได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องใดทั้งนั้น หากเธอขอคำอนุญาตจากเขา เขาคงจะยินยอมทันทีโดยไม่ลังเล

“ฉันจะมอบมรดกตกทอดของหวูหยางจื่อให้โรงเรียนช่างตีเหล็กก็แล้วกัน แต่หวังว่าทางโรงเรียนของพวกคุณจะมอบรางวัลตอบแทนให้กับความพยายามของเขา!”

จากนั้น หลัวฉีฉีก็สะบัดข้อมือและนำหนังสือเล่มหนึ่งออกมา

มันคือเคล็ดวิชาลับที่ผู้คนมากมายยอมมอบกายถวายชีวิตเพื่อให้ได้มันมา คือเทคนิคการหลอมพิณซึ่งเป็นเทคนิคส่วนตัวของหวูหยางจื่อ

“เอ่อ…”

หลังจากพลิกดูผ่านๆ จ้าวปิงฉูก็บอกได้ว่าเป็นของแท้ นัยน์ตาของเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น

การตีความและคำอธิบายเรื่องการตีเหล็กในหนังสือนั้นช่างเรียบเรียงได้อย่างหมดจดและสละสลวย หากความรู้เหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกไปให้แก่นักเรียนในโรงเรียนช่างตีเหล็ก ความเชี่ยวชาญด้านการตีเหล็กของพวกเขาจะต้องพัฒนาขึ้นอีกมาก

แม้แต่จ้าวปิงฉูเองก็อาจจะสามารถฝ่าด่านครอบครัวและสำเร็จวิชาการตีเหล็กในขั้นที่สูงกว่านี้

“คนผู้นั้นเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เขาสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับมวลมนุษยชาติ แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน? เขายัง…มีชีวิตอยู่หรือเปล่า?” จ้าวปิงฉูถามอย่างลังเล

หลัวฉีฉีพูดแค่ว่าคนผู้นั้นเต็มใจขังตัวเองไว้ในห้องใต้ดินเพื่อช่วยชีวิตพวกเขา แต่ไม่ได้บอกว่าเขารอดชีวิตจากวิกฤตการณ์นั้นหรือเปล่า

หากคนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ ทางโรงเรียนช่างตีเหล็กจะต้องมอบรางวัลอย่างงามให้กับคุณงามความดีของเขา แต่หากเขาเสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาก็จะดูแลสมาชิกในครอบครัวของบุคคลผู้นั้นเพื่อให้สมกับเกียรติยศที่เขาได้ทำไว้

“เขายังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่าเขายังไม่ตาย!” นึกไม่ถึงว่าจะเกิดการเข้าใจผิดกันได้ขนาดนั้น หลัวฉีฉีรีบอธิบาย “ไม่เพียงแต่เขาจะยังมีชีวิตอยู่นะ เขายังได้เข้าร่วมการสอบเข้า และตอนนี้ก็เป็นนักเรียนใหม่ในสถาบันของเราแล้ว!”

พวกเขาไม่ได้ข่าวจากจางเซวียนว่าผ่านการสอบเข้าหรือไม่ แต่ด้วยความสามารถของจางเซวียน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

“นักเรียนใหม่? คุณกำลังจะบอกว่าบุคคลผู้ช่วยชีวิตพวกคุณเป็นนักเรียนใหม่ในสถาบันของเราอย่างนั้นหรือ?” จ้าวปิงฉูถึงกับอึ้ง

รองหัวหน้าอีกสี่คนก็เซ่อไป

ตอนที่พวกเขาได้ยินว่าบุคคลผู้นั้นยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยผู้อื่น ต่างพากันคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็คงจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวหรืออาจจะสูงกว่านั้นเสียอีก ใครจะคิดว่าเป็นเพียงนักเรียนใหม่ผู้ถ่อมเนื้อถ่อมตัวคนหนึ่งในสถาบันของพวกเขา

“ใช่แล้ว!” หลัวฉีฉีพยักหน้า

“แล้ว…เขาชื่ออะไร? ผมจะส่งคนไปตามหาและเชื้อเชิญให้เขาเข้าร่วมในโรงเรียนช่างตีเหล็กของเรา!” หยวนหงพูด

ลำพังแค่ความจริงที่ว่าเขาได้มอบเทคนิคการหลอมพิณให้กับโรงเรียนช่างตีเหล็กก็จะทำให้เขาได้รับความเคารพจากนักเรียนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว

“เขาเป็นอาจารย์สอนปรุงยาของฉันเอง ชื่อของเขาคือ…จางเซวียน!” หลัวฉีฉีตอบอย่างภาคภูมิใจ

“จางเซวียน?”

หยวนหงตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง และจากนั้นก็สั่นสะท้านกับชื่อที่ฟังดูคุ้นหูนั้น เขาถามหลัวฉีฉีด้วยเสียงสั่นๆ “จางเซวียนที่คุณพูดถึงมีอายุราว 20 ปี สูงประมาณนี้ และผิวขาวใช่ไหม?”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version