ตอนที่ 741 ผมยังไม่ได้เป็นช่างตีเหล็ก!
“เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณเห็นไหม? หมอนั่นใช้เล่ห์กลตุกติกในห้องเปลวเพลิงปฐพีและทำลายพื้นที่ทั้งหมดเสียวอดวาย แถมยังจงใจจะปล่อยให้เปลวเพลิงปฐพีสร้างความเสียหายต่อเส้นทางสถิติโลกจารึกด้วย!”
“หมอนั่นเสียสติไปแล้ว? หรือว่าเบื่อหน่ายชีวิตเต็มที?”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ในเมื่อไม่เกี่ยวกับพวกเรา รอดูเงียบๆจะดีกว่า…”
การที่โรงเรียนช่างตีเหล็กพังทลายไปส่วนหนึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ช้าฝูงชนกลุ่มใหญ่ก็มาออกันอยู่รอบบริเวณนั้น ต่างคนต่างซักถามกันให้วุ่นเพื่อบรรเทาความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง
เมื่อรู้ว่า เหตุทั้งหมดเกิดจากนักเรียนใหม่คนหนึ่ง แต่ละคนก็มีสีหน้าออกจะสงสาร ไม่ก็สมเพช
ต่อให้อยากตายหรือเบื่อหน่ายชีวิตแค่ไหน ก็ไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้!
พวกเขาอยู่ในสถาบันปรมาจารย์ ไม่ใช่โรงเรียนบ้านนอกคอกนาที่ไหน มาสร้างความปั่นป่วนยุ่งยากและถูกรองหัวหน้าหยวนหงจับได้คาหนังคาเขาแบบนั้น…รับรองได้เลยว่าจบเห่!
ต่อให้ทำงานชดใช้จนชั่วชีวิต ก็จ่ายค่าเสียหายได้ไม่ครบหรอก!
“ยืนให้มันดีๆ!” หลัวเหยียนจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างมึนตึง
รู้ดีว่าท่านอาจารย์ของเขาโมโหเดือดกับเรื่องนี้ หลัวเหยียนจึงได้จัดผู้เชี่ยวชาญถึง 8 คนมาคุมตัวจางเซวียนเอาไว้ ซึ่งหากไม่เกรงใจผลที่จะตามมาล่ะก็ เขาคงซ้อมหมอนั่นจนน่วมไปแล้ว
สำหรับนักเรียนใหม่ที่เข้ามาสร้างความปั่นป่วน แทนที่จะอยู่ในที่ทางของตัวเอง ต่อให้ถูกไล่ออกก็ยังถือว่าสมควรแล้ว!
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความยุ่งยากอะไรเลย ก็แค่อยากตรวจสอบกลไกอื่นๆในเส้นทางสถิติโลกจารึก และดูว่าซ่อมได้หรือเปล่า…ก็เท่านั้น!” เห็นนักเรียนคนอื่นๆเข้าประชิดตัวเขาราวกับเขาเป็นหัวขโมยที่ย่องเบามาคว้าของมีค่าไป จางเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขาเองก็รู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทั้งหมดที่เขาต้องการก็แค่เข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาวอย่างเงียบๆ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมาลงเอยด้วยสภาพแบบนี้
สุดท้าย เขาก็ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ หัวใจเปลวเพลิงปฐพีเป็นของล้ำค่าที่หายากมาก และใครจะรู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ที่เขาจะได้เจอกับมันอีกครั้ง?
เขาพยายามควบคุมตัวเองแล้วหลังจากที่จิตวิญญาณของเขาแตะระดับ 10 เมตร แต่ก็เกิดเหตุการณ์พลาดพลั้งโดยบังเอิญเมื่อไปถึงจุดนั้น
ส่วนเรื่องการซ่อมแซม เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงเรียนช่างตีเหล็กผู้ทรงเกียรติจะใช้แผ่นค่ายกลที่ด้อยคุณภาพขนาดนั้นมาเรียกพลังจากเปลวเพลิงปฐพี…
แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็สายไปแล้ว สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือพยายามกอบกู้สถานการณ์ให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้น หากเขาต้องติดหนี้หินวิเศษขั้นสูงถึง 3000 ก้อนจริงๆ เขาคงต้องกลุ้มใจตายเพราะการเสียเวลาเนิ่นนานหลายปีจมปลักอยู่ที่นี่!
“คุณกำลังคิดจะซ่อมกลไกอื่นๆหรือ? ขอผมเตือนคุณก่อนนะ หากแตะลงไปแม้แต่ปลายนิ้วล่ะก็ จะหาว่าผมหยาบคายไม่ได้!” เห็นอีกฝ่ายยังไม่มีทีท่าจะสลดกับการกระทำของตัวเองแม้แต่น้อย แถมยังพยายามจะเข้าจัดการกลไกอื่นๆเสียอีก หลัวเหยียนโมโหจนเดือดปรี๊ด
‘จะปัญญานิ่มไปไหน!’
‘ถ้าไม่ใช่เพราะ “การซ่อมแซม” ของคุณ โรงเรียนช่างตีเหล็กจะวายป่วงแบบนี้หรือ?’
‘ถ้าซ่อมไม่ได้ ก็อย่าพยายามเสียตั้งแต่แรกจะดีกว่า!’
“ผมซ่อมได้จริงๆนะ! สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก่อน…เป็นเพียงอุบัติเหตุ!” จางเซวียนรีบอธิบาย “ผมพิสูจน์ให้คุณเห็นได้ นำแผ่นค่ายกลที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิมมาให้ผมสิ แล้วผมจะซ่อมห้องเปลวเพลิงปฐพีให้คุณเห็นกับตาเลย…”
“แก…แกมันรนหาที่ตายชัดๆ!”
เห็นเจ้าหนุ่มนั่นยังพิรี้พิไรหลบเลี่ยงในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป หลัวเหยียนเดือดปรี๊ดถึงขีดสุด รังสีอันทรงพลังแผ่ออกมาจากฝ่ามือของเขาที่กำลังจะพุ่งเข้าปะทะชายหนุ่มคนนั้น
ฟึ่บ!
ในฐานะช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาว วรยุทธของเขาเข้าถึงระดับของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์ ฝ่ามือนั้นจึงเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง พร้อมที่จะฉีกกระชากอากาศโดยรอบให้แหลกเป็นชิ้นๆได้ทันที
“หยุดนะ!” ขณะที่ฝ่ามือนั้นกำลังจะถึงตัวจางเซวียน เสียงตวาดก้องก็ดังขึ้นจากระยะไกล ร่างหนึ่งพรวดพราดเข้ามา และด้วยการสะบัดมือเพียง 1 ครั้ง เขาก็ขจัดพลังปราณของหลัวเหยียนออกไปได้จนหมด
ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง!
หลัวเหยียนหน้าแดงก่ำและถอยกรูดไปหลายก้าวเพราะความเจ็บปวดจากพลังปราณที่ตีกลับ
แต่เมื่อเห็นว่าใครคือผู้ยับยั้งการโจมตีของเขา ก็ถึงกับผงะ
“ท่านอาจารย์…”
ไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกจากท่านอาจารย์ของเขา ผู้ซึ่งแทบจะบีบคอจางเซวียนให้ตายคามืออยู่เมื่อครู่!
อาจารย์ของเขาโมโหไอ้หมอนี่ไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงยับยั้งเขาไว้ไม่ให้สั่งสอนบทเรียนกับมัน?
หลัวเหยียนงงและกำลังจะเอ่ยปากถาม ก็พอดีกับที่อีกฝ่ายหันกลับไปยิ้มร่าให้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลัง “คุณเป็นอะไรไหม?ได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า? เจ้าลูกศิษย์ตัวร้ายของผมกล้าแตะต้องคุณได้อย่างไร! ผมสั่งสอนบทเรียนแทนคุณสักหน่อยน่าจะดี!”
“ฮะ?” ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น หลัวเหยียนยืนอึ้งด้วยความตะลึง
เรื่องบ้าบอตรงหน้าเขานี่มันคืออะไรกัน?
คนที่เขาเห็นอยู่..ใช่ท่านอาจารย์ของเขาซึ่งเป็นรองหัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็กหรือเปล่า?
เขาแทบจะบีบคอหมอนั่นให้ตายคามืออยู่เมื่อครู่ไม่ใช่หรือ? ทำไมตอนนี้ถึงพลิกท่าทีจากหลังมือเป็นหน้ามือขนาดนี้…
“คุณบอกว่ารองหัวหน้าหยวนโมโหหนักไม่ใช่หรือไง?”
“ก็เกือบทั้งโรงเรียนพังทลายขนาดนั้น ใครจะไม่โมโหล่ะ? แต่ทำไมทีท่าของเขาถึงดูไม่เหมือนคนโมโหเลยสักนิด?”
“ช่างพิลึกพิลั่นเกินจะเข้าใจนะ ดูดีๆสิ คุณรู้สึกไหมว่าเหมือนเขากำลังประจบนักเรียนใหม่คนนั้นเลย?”
“ประจบ?” คุณก็พูดเกินไปน่ะ! รองหัวหน้าหยวนเป็นถึงปรมาจารย์และช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดเชียวนะ มีเกียรติสูงส่งขนาดนั้น จำเป็นด้วยหรือที่เขาจะต้องประจบประแจงใคร?
…..
บรรดานักเรียนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ต่างยืนเซ่อกันไปหมด
เกิดหายนะในโรงเรียนขนาดนี้ พวกเขาคิดว่าเจ้าหนุ่มหน้าใหม่นั่นคงถูกลงโทษอย่างหนักเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้อื่น แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ไอ้การเอ่ยถามว่าจะสั่งสอนบทเรียนให้หลัวเหยียนดีไหมนั่นหมายความว่าอย่างไร?
ทั้งยังรอยยิ้มเริงร่าและท่าทีแบบนั้นอีก…ต่อให้มองอย่างไร รองหัวหน้าหยวนหงก็กำลัง พะเน้าพะนอหมอนั่นอยู่ดี!
“สั่งสอนบทเรียนให้เขาหรือ? ไม่ต้องหรอก ผมไม่ได้เป็นอะไร!”
ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายมุงดูที่งงงันกับสถานการณ์ แม้แต่จางเซวียนผู้เป็นตัวการของเรื่องทั้งหมดก็ไปไม่เป็นกับการหักมุมครั้งนี้
ผู้อาวุโสคนนี้พรวดพราดออกไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อหาทางลงโทษเขาอย่างหนักหน่วงไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมปุบปับถึงกลับมาแสดงมิตรไมตรีแบบนี้?
“ก็ดีแล้วที่คุณไม่เป็นอะไร!” หยวนหงถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็หันไปตวาดหลัวเหยียน “ยืนรีรอหาอะไรล่ะ รีบขอโทษปรมาจารย์จางเสีย!”
ตั้งแต่ออกจากสำนักงานของโรงเรียนมา หยวนหงก็แล่นมาด้วยความเร็วเต็มพิกัดเพราะเกรงว่าลูกศิษย์ของเขาจะลงไม้ลงมือกับจางเซวียน ซึ่งก็โชคดีที่เขามาทัน
ถ้าฝ่ามือนั้นปะทะเข้ากับจางเซวียนจังๆล่ะก็ ความปรารถนาดีทั้งหมดที่โรงเรียนช่างตีเหล็กพยายามจะเสนอให้จางเซวียนก็จะถูกทำลายไปด้วย
ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้น จะเชื้อเชิญให้เขาอยู่ในโรงเรียนช่างตีเหล็กต่อไปได้อย่างไร?
ใครๆก็รู้ว่าหัวหน้าโรงเรียนแสดงความจำนงอยากขอรับจางเซวียนเป็นศิษย์สายตรง ซึ่งหากจางเซวียนปฏิเสธเพราะเหตุที่ถูกหลัวเหยียนตบ แล้วเขาจะรายงานเรื่องนี้กับหัวหน้าอย่างไรกัน?
เจ้าลูกศิษย์เหลือขอคนนั้นเกือบทำเขาพังเสียแล้ว!
“ขอโทษ? ผม…” หลัวเหยียนรู้สึกเหมือนโลกกำลังพลิกกลับ “ท่านอาจารย์, ทำไมผมต้องขอโทษเขาด้วย? เขาทำลายเส้นทางสถิติโลกจารึกและโรงเรียนช่างตีเหล็กของเราไปกว่าครึ่ง…”
“พอได้แล้ว!”
ยังไม่ทันที่หลัวเหยียนจะพูดจบ หยวนหงก็ขัดขึ้น ทั้งยังโบกมือด้วยความรำคาญ เขาตวาดกร้าว “กลับไปที่พักของตัวเองแล้วใคร่ครวญซะว่าทำอะไรลงไป หากยังไม่ได้รับคำสั่ง ห้ามออกจากห้องโดยเด็ดขาด!”
‘แค่เอ่ยคําขอโทษเมื่อฉันสั่ง แกจะต้องพล่ามอะไรไร้สาระขนาดนั้นเชียวหรือ?’
‘มีความสุขนักหรือไงที่ทำให้ฉันต้องตกที่นั่งลำบาก?’
“ท่านอาจารย์…” ได้ยินอาจารย์ของเขากล่าวหาโดยไม่มีเหตุผลเช่นนั้น หลัวเหยียนรู้สึกเสื่อมเสียเกียรติและรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งในขณะเดียวกัน นักเรียนคนอื่นๆต่างก็มองหน้ากันอย่างงุนงงกับการกระทำของหยวนหง
“พวกคุณมายืนรีรออยู่นี่เอาอะไรล่ะ? กลุ่มนั้นน่ะ พาหลัวเหยียนกลับไปที่พักด้วย!” หยวนหงสั่งด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
หลังจากสั่งการแล้ว เขาก็หันกลับไปพูดกับจางเซวียนอย่างสุภาพ “ปรมาจารย์จาง คุณตั้งใจจะเข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาวใช่ไหม? ให้ผมพาคุณไปยังมหานทีแห่งศาสตราวุธนะ!”
“มหานทีแห่งศาสตราวุธ? แต่..ผมยังไม่มีคะแนนวิชาการเลย…” จางเซวียนพึมพำอย่างสงสัย
‘หมอนี่เพี้ยนไปแล้วหรือไง เอาหัวไปโขกอะไรมาหรือเปล่า?’
‘ไอ้เรื่องจะสั่งสอนบทเรียนให้หลัวเหยียนก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่ถึงกับจะพาเราไปมหานทีแห่งศาสตราวุธด้วย?’
‘ที่นั่นจะเปิดรับเฉพาะผู้ที่มีคะแนนวิชาการมากพอไม่ใช่หรือ?’
“คุณยังไม่มีคะแนนวิชาการ? ไม่ต้องห่วง นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก! กลุ่มนั้นน่ะ, รอประเดี๋ยวหนึ่งซิ หลัวเหยียน, เอาตราสัญลักษณ์คะแนนวิชาการของคุณออกมา แล้วมอบให้ปรมาจารย์จาง 2 คะแนน…” หยวนหงหันไปสั่งนักเรียนทั้งกลุ่มที่กำลังจะเดินจากไป
“ผม…” เมื่อได้ยินคำนั้น หลัวเหยียนแทบปล่อยโฮด้วยความรู้สึกเสื่อมเสียเกียรติถึงขีดสุด
‘ทำไมต้องเป็นเรา?’
‘ไอ้หมอนั่นสร้างความปั่นป่วนอย่างหนัก แต่ไม่เพียงท่านอาจารย์จะไม่ลงโทษมัน ยังเอาคะแนนวิชาการของเราไปให้มันด้วย? จะพะเน้าพะนอเอาหน้ากันไปไหน!’
“อย่ารีรอให้เสียเวลาน่ะ เร็วๆเข้า!” หยวนหงเร่ง
“ก็ได้…”
ถึงอย่างไรหลัวเหยียนก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของท่านอาจารย์ จึงยื่นบัตรคะแนนวิชาการให้แต่โดยดี
นักเรียนแต่ละคนสามารถถ่ายโอนคะแนนวิชาการให้กันและกันได้ แต่ในเมื่อจางเซวียนยังไม่มีแม้แต่ตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียน เขาจึงยังไม่มีบัตรคะแนนวิชาการด้วย แต่เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ไม่ใช่ปัญหากับรองหัวหน้าโรงเรียน
ด้วยการสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง หยวนหงก็นำบัตรเปล่าออกมา 1 ใบ และถ่ายโอนคะแนนวิชาการ 2 คะแนนมาจากบัตรของหลัวเหยียน
“เอาล่ะ ปรมาจารย์จาง ตอนนี้เรามีคะแนนวิชาการแล้ว ไปกันเถอะ!”
เมื่อทำภารกิจจำเป็นเรียบร้อย หยวนหงก็หันมายิ้มให้จางเซวียนและเดินนำหน้าไป จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า เขาชี้มือไปยังเศษซากปรักหักพังและถามขึ้น “ของพวกนี้ล่ะ…ผมต้องจ่ายค่าชดใช้ไหม?”
“ไม่ต้องห่วงหรอก มันไม่ใช่ความผิดของคุณ ไม่ต้องชดใช้อะไรทั้งนั้น เดี๋ยวผมจะให้คนมาซ่อมภายหลัง” หยวนหงตอบ
“เอ่อ…อย่างนั้นก็ได้” แม้จางเซวียนจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็โล่งอกที่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย
หินวิเศษขั้นสูง 3,000 ก้อนเป็นสิ่งที่เกินกำลังของเขา หากไม่ต้องจ่ายก็จะถือเป็นเรื่องดีที่สุด
“อะไรกัน…”
“นี่ใช่รองหัวหน้าหยวนหงผู้เข้มงวดคนที่ผมรู้จักหรือเปล่า?”
“เล่นอะไรกันอยู่นี่?”
“เมื่อครู่นี้เองที่รองหัวหน้าหยวนแทบจะฉีกหมอนั่นเป็นชิ้นๆ แต่ผ่านไปเพียงครู่เดียว ก็กลายเป็นแบบนี้ไปได้…”
…..
เหล่าปรมาจารย์ที่ได้เห็นภาพนั้นพากันตัวสั่นอย่างแทบจะคลุ้มคลั่ง
ที่นี่คือสาขาหนึ่งของสมาคมช่างตีเหล็กนะ! มีใครคนหนึ่งสร้างความเสียหายเกินกว่าครึ่งตึก แต่นอกจากจะไม่ถูกตำหนิแล้ว ยังได้รับสิทธิพิเศษมากมาย
ช่างเป็นเรื่องผิดธรรมดาเหลือเกิน!
ความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้นกับหลี่ชวนหนักกว่าคนอื่น เธอตัวสั่นไม่หยุดและแทบลมจับ
เพราะเธอคือคนที่พาชายหนุ่มคนนั้นมาตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาในสมาคมช่างตีเหล็ก และตลอดเวลา เธอก็นึกว่าเขาเป็นแค่นักเรียนใหม่ที่เซ่อซ่าและหลงตัวเอง…แต่คนแบบนั้นกลับเอาชนะใจรองหัวหน้าหยวนได้ โลกนี้จะผิดเพี้ยนไปถึงไหน..
…..
จางเซวียนคิดหาเหตุผลจนหัวสมองแทบแตก แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมผู้อาวุโสถึงเปลี่ยนท่าทีจากหลังมือเป็นหน้ามือขนาดนี้ สุดท้ายเขาก็ได้แต่ยกความดีให้ผู้อาวุโสมั่วกับประธานมั่ว จางเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินตามหยวนหงไปยังอีกฟากหนึ่งของโรงเรียนช่างตีเหล็ก ซึ่งก็โชคดีเหลือหลายที่ยังคงอยู่ในสภาพดีแม้เพิ่งเกิดการระเบิดไป
ไม่ช้าเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าประตูสูงใหญ่บานหนึ่ง
“ปรมาจารย์จาง นี่คือทางเข้ามหานทีแห่งศาสตราวุธ ในการเข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาว คุณจะต้องวางบัตรคะแนนวิชาการและตราสัญลักษณ์ของช่างตีเหล็กระดับ 4 ดาวลงบนแท่นหินตรงนั้น และก้าวผ่านประตูเข้าไป แล้วจากนั้นคุณจะถูกพาตัวไปยังบริเวณที่ทำการทดสอบเอง” หยวนหงอธิบายด้วยรอยยิ้ม
ก็เหมือนกับเส้นทางสถิติโลกจารึก มหานทีแห่งศาสตราวุธก็เป็นกลไกซับซ้อนชนิดหนึ่งซึ่งใช้วัสดุพิเศษมากมาย ในการเปิดใช้งานมัน ผู้นั้นจะต้องมีคะแนนวิชาการอยู่ในบัตรมากพอ เช่นเดียวกันกับที่ต้องมีตราสัญลักษณ์ของช่างตีเหล็กในระดับที่ต่ำกว่าระดับซึ่งเขากำลังจะเข้ารับการทดสอบ
เมื่อมี 2 สิ่งนี้ จึงจะสามารถเปิดใช้กลไกและเข้ารับการทดสอบได้ นี่คือระบบอันทรงประสิทธิภาพ ที่ทำให้โรงเรียนช่างตีเหล็กไม่ต้องใช้บุคลากรมากเกินไปเพื่ออำนวยความสะดวกในการทดสอบ
“ผมต้องมีตราสัญลักษณ์ของช่างตีเหล็กระดับ 4 ดาวด้วยหรือ?” จางเซวียนชะงัก
“ใช่แล้ว ในเมื่อปรมาจารย์จางมาเข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาว ผมเชื่อว่าคุณคงมีตราสัญลักษณ์ของช่างตีเหล็กระดับ 4 ดาวอยู่กับตัวแล้ว อย่าห่วงเลย ตราสัญลักษณ์อะไรก็ตามที่ออกโดยสมาคมช่างตีเหล็กก็ใช้กับที่นี่ได้” หยวนหงอธิบาย คิดไปว่าจางเซวียนกำลังกังวลว่าตราสัญลักษณ์ช่างตีเหล็กที่เขาได้รับมาจากสาขาอื่นอาจใช้กับที่นี่ไม่ได้
“คือ…” จางเซวียนเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน “จำเป็นต้องมีตราสัญลักษณ์ด้วย? แล้วจะทำอย่างไรถ้าผมไม่มีสักอันเดียว?”
“ไม่มีสักอัน?” หยวนหงผงะ “คุณหมายความว่าอย่างไร?”
จางเซวียนหน้าแดงก่ำอย่างกระอักกระอ่วน
“ก็เพราะ…ผมยังไม่เคยเข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กเลย เรื่องจริงก็คือ ผมยังไม่ได้เป็นช่างตีเหล็กด้วยซ้ำ…”
