Skip to content

Library Of Heaven’s Path 733


ตอนที่ 733 ยังมีหน้ามาขอคะแนนวิชาการอีกเรอะ?

รายชื่อของนักเรียนที่หยวนหงว่ามาล้วนแต่เป็นอัจฉริยะชั้นยอดของโรงเรียนช่างตีเหล็กซึ่งมีความสามารถเหนือกว่าหลัวเหยียนเสียอีก

การตีเหล็กเป็นวิชาชีพที่ต้องบ่มเพาะร่างกายอย่างหนัก แต่มีช่างตีเหล็กเพียงหยิบมือเดียวที่สามารถทนทานต่อกระบวนการอันเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดนี้ได้ ดังนั้น ทั้งโรงเรียนจึงมีช่างตีเหล็กผู้เก่งกาจอยู่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น

เรื่องนี้เป็นหนามทิ่มแทงจิตใจของหยวนหงเสมอมา ดังนั้น เมื่อได้ยินว่ามีใครคนหนึ่งเข้าท้าทายห้องเปลวเพลิงปฐพี จึงอดรำพึงรำพันไม่ได้

“ไม่ใช่พวกเขาหรอก เป็นนักเรียนใหม่คนหนึ่งที่ชื่อจางเซวียน!” หลัวเหยียนรีบตอบ

“นักเรียนใหม่?” หยวนหงถึงกับผงะกับข่าวที่ได้รับ

“ใช่ เขาเพิ่งผ่านการทดสอบและเข้าเป็นนักเรียนใหม่ของสถาบันในวันนี้ ยังไม่มีตราสัญลักษณ์ประจำตัวด้วยซ้ำ…ดูเหมือนเขาหวังจะทำลายสถิติเพื่อให้ได้คะแนนวิชาการบางส่วน และจะได้ เปิดใช้งานมหานทีแห่งศาสตราวุธ เพื่อเข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาว…” หลัวเหยียนอธิบาย

“อวดดี!” หยวนหงตวาดกร้าวเมื่อได้ยินว่านักเรียนใหม่ที่ยังไม่มีแม้ตราสัญลักษณ์ประจำตัวกล้าเข้าไปท้าทายสถิติ

ในฐานะรองหัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็ก เขามีหน้าที่ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยในหมู่นักเรียน แล้วนักเรียนใหม่คนหนึ่งที่เพิ่งจะได้เข้ามาอาจหาญเข้าไปท้าทายห้องเปลวเพลิงปฐพีได้อย่างไร ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายเลย?

เขารู้สักนิดไหมว่าห้องเปลวเพลิงปฐพีน่าสะพรึงอย่างไร?

“ต่อให้คนอื่นไม่รู้ แต่คุณก็ต้องรู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหน ห้องเปลวเพลิงปฐพีนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแกร่งถึงจะทนทานได้ ในฐานะนักเรียนใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านระบบการฝึกฝนเคี่ยวกรำ ตามแบบของโรงเรียนช่างตีเหล็กด้วยซ้ำ เขาจะมีชีวิตรอดอยู่ในนั้นได้อย่างไร?”

ยิ่งพูดไป หยวนหงก็ยิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ

“ท่านอาจารย์…” หลัวเหยียนพยายามจะอธิบาย แต่ก็ถูกขัดขึ้นก่อนที่จะทันได้แก้ตัว

“เอาเถอะ ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ตำหนิคุณไม่ได้ คุณเป็นแค่นักเรียนคนหนึ่ง หากใครหน้าไหนสักคนยืนกรานจะเข้าท้าทายสถิติ คุณก็ไม่มีอำนาจที่จะหยุดพวกเขาไว้ ที่พูดมาทั้งหมดนี่ ผมไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวโทษคุณหรอก แต่โมโหที่เดี๋ยวนี้บรรดานักเรียนช่างหยิ่งผยองโอ้อวดกันเหลือเกิน พูดกันตามตรงนะ นักเรียน 2-3 รุ่นหลังนี่น่ะ เป็นนักเรียนที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ผมเคยสอนมาทั้งชีวิต…” หยวนหงถอนหายใจเฮือก

เขารู้ดีว่าจะระบายอารมณ์เรื่องนี้กับนักเรียนก็เป็นการไม่สมควร จึงได้แต่ส่ายหน้าและถามต่อ “เอาเถอะ เขาอยู่ในนั้นนานแค่ไหนแล้ว? บาดเจ็บสาหัสหรือเปล่า? นี่คือวารีวิญญาณใสกระจ่างขวดหนึ่ง จะช่วยรักษาบาดแผลไหม้พองของเขาได้…”

“เอ่อ…เขายังอยู่ในห้องเปลวเพลิงปฐพีอยู่เลย!” หลัวเหยียนสบโอกาสได้ตอบคำถามในที่สุด

หยวนหงเป็นอาจารย์ที่ยอดเยี่ยม แต่ข้อบกพร่องหลักของเขาก็คือ-พูดไม่หยุดและแสนจะขี้บ่น

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีนักเรียนแม้สักคนที่จะไม่ปวดหัวกับการบรรยายของเขา

“คุณก็แค่หยดวารีวิญญาณใสกระจ่างลงบนบาดแผลไหม้พองภายนอกของเขาเพื่อ…” ขณะที่หยวนหงกำลังจะอธิบายต่อถึงวิธีใช้วารีวิญญาณใสกระจ่าง เขาก็พลันตัวแข็งและตาถลนจนแทบทะลุออกจากเบ้า “คุณว่าอะไรนะ? ป่านนี้ยังไม่ออกมา? เขาเข้าไปในห้องนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“ตั้งแต่…2 ชั่วโมงก่อน!” หลัวเหยียนตอบ

“2 ชั่วโมง?” หยวนหงตัวสั่นด้วยความตกตะลึงและแทบจะเป็นลม

“เรื่องของเรื่องก็คือ ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น จึงมารายงานเรื่องนี้ให้ท่านอาจารย์ทราบ…” หลัวเหยียนพูดต่อ

“รายงาน? รายงานตอนนี้มันได้อะไร เขาจะอยู่ในนั้นถึง 2 ชั่วโมงได้อย่างไรกัน? คงถูกแผดเผาจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปตั้งแต่ 2 วินาทีแรกที่เข้าไปแล้วล่ะ!” หยวนหงตบโต๊ะอย่างโมโหเดือดและลุกพรวด

นี่มันบ้าบออะไรกัน?

คุณก็รู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงแค่ไหน แต่กลับมารายงานผมหลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมงแล้ว!

ห้องเปลวเพลิงปฐพีจะส่งร่างไร้ชีวิตกลับคืนออกมาก็จริง แต่หากใครสักคนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านทันทีที่เข้าไปในนั้น กลไกที่ว่าก็จะไม่ทำงาน

ในเมื่อผ่านไปถึง 2 ชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ก็บอกได้อย่างเดียวว่าอีกฝ่ายเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน

“เอ่อ…มีกลไกแบบนั้นด้วยหรือ…ผมไม่รู้” หลัวเหยียนถึงกับผงะหลังจากได้รู้ความจริง

เขารู้แต่ว่าศพจะถูกส่งคืนกลับมาทันที แต่ไม่รู้เรื่องที่ว่าหากผู้นั้นมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านภายในพริบตาที่เข้าไปในห้อง กลไกที่ว่านั้นจะไม่ทำงาน

ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ แปลว่าหมอนั่นคงตายแหงแก๋ไปแล้ว…

“คุณยังอ่อนด้อยประสบการณ์นัก ผมอยู่ในสถาบันปรมาจารย์แห่งนี้มากว่า 800 ปีแล้ว สิ่งที่ผมได้เห็นมานั้นมากกว่าหนังสือทั้งหมดที่คุณได้อ่านเสียอีก!” หยวนหงคำราม

“ผมจะตามคุณไปเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ในห้องเปลวเพลิงปฐพี แม้จะน่าเสียดายที่ชีวิตหนึ่งต้องมาสูญเสียไป แต่เขาก็ทำตัวเอง ทั้งโอหังและโง่เง่า…”

แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบ พื้นดินบริเวณนั้นก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกระทันหัน และเกิดเสียงเหมือนอะไรบางอย่างพังทลายดังกึกก้อง

บึ้ม!

เท่าที่ฟัง เสียงนั้นน่าจะมาจากเส้นทางสถิติโลกจารึก

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” ทั้งคู่พรวดพราดออกไปจากห้อง

นักเรียนใหม่คนหนึ่งเพิ่งตายไป แล้วยังมาเกิดเหตุวินาศสันตะโรแบบนี้อีก วันนี้เป็นวันอะไรกันนี่?

“ข่าวร้าย ปรมาจารย์หยวน! ห้องเปลวเพลิงปฐพีพังพินาศ!” ปรมาจารย์คนหนึ่งรีบเข้ามารายงาน

“พังพินาศ? คุณหมายความว่าอย่างไร…อะไรพัง?” หยวนหงถึงกับผงะ

“ก็ห้องเปลวเพลิงปฐพีที่อยู่ในเส้นทางสถิติโลกจารึกไง…” ปรมาจารย์ผู้นั้นรีบอธิบาย

หยวนหงแทบคลั่ง “เป็นไปได้อย่างไร? มันเป็นผลงานชิ้นเอกซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนช่างตีเหล็กกับโรงเรียนนักออกแบบสวรรค์สร้างเชียวนะ จะพังง่ายๆแบบนั้นได้หรือ?”

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสถิติโลกจารึก ห้องเปลวเพลิงปฐพีเป็นการประสานฝีมือกันอย่างสุดความสามารถระหว่างโรงเรียนช่างตีเหล็กกับโรงเรียนนักออกแบบสวรรค์สร้าง แถมยังใช้วัสดุชั้นเลิศ จะพังพินาศง่ายๆแบบนั้นได้อย่างไรกัน?

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

หลัวเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆก็ถึงกับชะงักเมื่อได้ยินข่าวนั้น

เขาเพิ่งรายงานเรื่องห้องเปลวเพลิงปฐพีไปเมื่อครู่ก่อน จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ มันเกิดอะไรขึ้นในนั้นกันแน่?

ปรมาจารย์ที่เพิ่งเข้ามารายงานก็ดูแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด “ผมเองก็ไม่แน่ใจ แต่เห็นกับตาว่าห้องนั้นพังทลายเป็นเศษซาก…”

“ไปดูกัน…”

หยวนหงอ้าปากค้าง แล้วพรวดพราดออกไปจากห้องอย่างร้อนใจ ไม่ช้าเขาก็มายืนอยู่หน้าเส้นทางสถิติโลกจารึก หรืออย่างน้อยที่สุดก็…อะไรสักอย่างที่เคยได้ชื่อว่าอย่างนั้น

ตอนนี้เส้นทางสถิติโลกจารึกพังไปแล้วครึ่งหนึ่ง ทั้งห้องฟุ้งไปด้วยฝุ่น

“เกิดอะไรขึ้น?” หลัวเหยียนรีบหันไปถามหลี่ชวน

“ฉันก็ไม่รู้…พวกเรากำลังรอปรมาจารย์จางอยู่ ก็พอดีเกิดเสียงระเบิดดังลั่นออกมาจากเส้นทางสถิติโลกจารึก…กว่าพวกเราจะตั้งตัวได้ มันก็เป็นแบบนั้นแล้ว…” หลี่ชวนสะอึกสะอื้น

ไม่ใช่เธอคนเดียวที่ทำอะไรไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฝูงชนที่ยืนมุงดูอยู่ต่างก็ตัวแข็ง

ไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุใดเส้นทางสถิติโลกจารึกซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งทนทานถึงพังทลายในทันทีแบบนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ในเมื่อหัวใจเปลวเพลิงปฐพีอยู่ที่ใจกลางห้อง…

“ปรมาจารย์จาง…ตายแล้วแน่ๆ” หลัวเหยียนพึมพำเมื่อนึกถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์ของเขาพูดไว้

แต่ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นท่ามกลางกองฝุ่น ตามมาด้วยเสียงไอโขลกเป็นชุด

“แค่ก แค่ก แค่ก…”

เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทุกคนถึงกับกระตุก พวกเขารีบหันซ้ายหันขวาเพื่อหาที่มาของเสียง และจากนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

จะเป็นใครอื่นล่ะ นอกจากปรมาจารย์จาง!

“คะ-คะ-คะ-คุณ คุณไม่เป็นอะไร?” หลัวเหยียนตาค้างด้วยความตกตะลึง เขาตัวสั่นไม่หยุด

ท่านอาจารย์เพิ่งบอกอย่างมั่นใจว่าหมอนี่คงถูกแผดเผาจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านไปแล้ว แต่เท่าที่เห็น ผิวหนังของเขาไม่มีร่องรอยการไหม้พองแม้แต่น้อย…

นี่มันเรื่องจริงหรือความฝัน?

ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ เข้าไปทำห่าเหวอะไรในนั้นถึง 2 ชั่วโมง? แถมทำอีท่าไหน ห้องเปลวเพลิงปฐพีอันแสนจะแข็งแกร่งถึงกับพังพินาศไปด้วย…

นี่คุณเป็นสายลับที่เข้ามาป่วนโรงเรียนช่างตีเหล็กของเราใช่ไหม?

“ผมไม่เป็นอะไร!”

ในตอนนั้นเอง จางเซวียนชำเลืองมองเศษซากของเส้นทางสถิติโลกจารึก และพูดต่ออย่างขัดเขิน

“แต่ดูเหมือน…มันจะพังไปแล้ว!”

“ดูเหมือน?”

ทุกคนชะงักกับคำพูดของจางเซวียน

ดูไอ้ความวินาศสันตะโรที่อยู่ข้างหลังคุณนั่นสิ ยังมีอะไรให้สงสัยอีกหรือ? ต่อให้คนตาบอดก็บอกได้ว่ามันพังพินาศไม่มีเหลือ!

“คุณคือนักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าไปใช่ไหม?” หยวนหงพยายามสงบสติอารมณ์และหันไปถามจางเซวียน

“ใช่แล้ว” จางเซวียนพยักหน้า

แม้เขาจะไม่รู้จักผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้า แต่อีกฝ่ายก็ดูมีอำนาจและความทรงพลังในระดับที่ไม่ด้อยไปกว่าผู้อาวุโสมั่วและประธานมั่วเลย ดูทีท่าแล้ว เขาน่าจะเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของโรงเรียนช่างตีเหล็ก

“คุณพยายามจะทำลายสถิติไม่ใช่หรือ? แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?” หยวนหงถามต่อ

ให้ปรมาจารย์ขงเป็นพยานเถอะ ก็ไหนว่าพยายามจะทำลายสถิติ แล้วพังห้องเปลวเพลิงปฐพีทำไม?

“เรื่องนั้น…ผมเองก็ไม่แน่ใจ หลังจากที่เข้าไป ผมรู้สึกว่าความร้อนแผดเผาภายในห้องเปลวเพลิงปฐพียังอยู่ในระดับที่ผมพอรับได้ ผมจึงฝึกฝนวรยุทธเพื่อฆ่าเวลา แต่ยังไม่ทันจะรู้ตัว…ห้องทั้งห้องก็พังพินาศใส่ผมแล้ว!” จางเซวียนตอบด้วยใบหน้าแดงก่ำ

ในฐานะผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ จางเซวียนสามารถถอดจิตของเขาออกมาเพื่อซึมซับพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมได้โดยตรง นั่นทำให้เขาซึมซับพลังจิตวิญญาณได้เร็วกว่านักรบทั่วไปมาก ซึ่งเวลาเพิ่งผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ร่างทั้งร่างของเขาก็กระตุก และจิตวิญญาณของเขาก็ฝ่าด่านคอขวดโดยมีขนาดสูงเกิน 10 เมตรไปแล้ว

ซึ่งตอนนั้นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ การฝ่าด่านคอขวดของจางเซวียนทำให้ระดับการซึมซับพลังจิตวิญญาณของเขารวดเร็วขึ้นอีกมาก จนดึงดูดเอาปริมาณพลังจิตวิญญาณที่มีอยู่ในห้องไปจนหมด ด้วยเหตุนี้ ห้องเปลวเพลิงปฐพีจึงสูญเสียพลังจิตวิญญาณไปรวดเร็วกว่าที่เขาคิดไว้

ในเมื่อแกนกลางของค่ายกลที่รักษาห้องเปลวเพลิงปฐพีไว้คือหัวใจเปลวเพลิงปฐพี เมื่อปราศจากพลังจิตวิญญาณมาหล่อเลี้ยง ค่ายกลจะทำงานอยู่ได้อย่างไร?

ก็เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลสาบหมดจด พลังงานที่หมุนเวียนอยู่ในค่ายกลเกิดแปรปรวนและหมดไปอย่างกะทันหัน เท่านั้นก็บุญโขแล้วที่ไม่เกิดการระเบิด

แต่ถึงอย่างไร ห้องเปลวเพลิงปฐพีก็พังพินาศ และเส้นทางสถิติโลกจารึกซึ่งเชื่อมโยงกับมันก็ได้รับผลกระทบไปด้วย…

โชคดีเหลือหลายที่จางเซวียนดึงจิตวิญญาณกลับเข้าร่างได้ทันเวลาก่อนที่ทุกอย่างจะเกินเลยไปกว่านั้น และใช้พลังปราณของเขาปกป้องร่างของตัวเองจากผลกระทบของการพังพินาศได้ ไม่อย่างนั้น เขาคงกลายเป็นนักเรียนคนแรกในประวัติศาสตร์ของโรงเรียนช่างตีเหล็กที่ไม่ได้ตายเพราะความร้อน แต่ตายเพราะถูกห้องเปลวเพลิงปฐพีพังพินาศใส่

เมื่อมองเศษซากของความวินาศสันตะโรที่อยู่รอบตัวเขา สีหน้าของความท้อแท้และหมดหวัง อย่างสุดจะบรรยายก็ปรากฏบนใบหน้าของจางเซวียน

ทั้งหมดที่เขาต้องการก็คือ…ทำลายสถิติ และเอาคะแนนวิชาการมาให้ได้สักหน่อยเพื่อจะได้เข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาว ใครจะไปคิดว่าความต้องการอันแสนจะธรรมดาสามัญของเขาจะนำมาซึ่งเหตุวินาศสันตะโรขนาดนี้?

แต่เอาเถอะ แม้เขาจะเป็นตัวการ แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะปฏิเสธความรับผิดชอบทุกอย่าง

เพราะถึงอย่างไร ลำพังแค่หัวใจเปลวเพลิงปฐพี 4 ดวงก็เกินกำลังของเขาที่จะชดใช้แล้ว

ดังนั้น ทางเลือกเดียวที่เหลือก็คือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องที่เกิดขึ้น

“มันพังพินาศใส่คุณ…ก่อนที่คุณจะทันรู้ตัว?” เมื่อได้ยินถ้อยคำที่พูดออกมาดื้อๆแบบนั้น ทุกคนถึงกับหัวหมุน แม้แต่หยวนหงก็แทบยืนไม่อยู่

ห้องเปลวเพลิงปฐพีตั้งอยู่ในโรงเรียนช่างตีเหล็กมาอย่างน้อยก็กว่า 4,000 ปีแล้ว และคุณก็เป็นผู้เข้าท้าทายเพียงคนเดียวที่สร้างปัญหา…นี่คุณคิดว่าจะปัดความรับผิดชอบได้ด้วยการแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างนั้นหรือ?

ไอ้ที่พูดออกมาน่ะ ต่อให้เด็ก 3 ขวบยังไม่เชื่อเลย

อย่างน้อย ต่อให้อยากโกหก ก็ควรจะจริงใจและเลือกคำโกหกที่มันน่าเชื่อถือกว่านี้หน่อยไหม?

“ผมจะให้โอกาสคุณอีกครั้งนะ มันเกิดอะไรขึ้น?” หยวนหงถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“หลังจากที่เข้าไปในห้องเปลวเพลิงปฐพี ผมรู้สึกได้ว่าพลังจิตวิญญาณแผดเผาที่อยู่ในนั้นเหมาะสมกับการบ่มเพาะกายเนื้อ ผมจึงซึมซับพลังจิตวิญญาณมากไปโดยไม่ได้ตั้งใจ…ผมไม่รู้จริงๆว่ามันจะพังลงมาแบบนี้…” สุดท้าย จางเซวียนก็ถอนหายใจเฮือกและสารภาพหมดเปลือก

“เหมาะสมกับการบ่มเพาะกายเนื้อ? ซึมซับพลังจิตวิญญาณมากไปโดยไม่ได้ตั้งใจ?” หยวนหงถึงกับใบ้กิน

“คนอื่นอาจไม่รู้อะไรเกี่ยวกับห้องเปลวเพลิงปฐพีมากนัก แต่ในฐานะผู้ที่มีส่วนร่วมในการดูแลมัน เขารู้ดีว่ากลไกภายในของมันทำงานอย่างไร ในห้องนั้นมีหัวใจเปลวเพลิงปฐพี 4 ดวงเป็นแกนกลางของค่ายกล ซึ่งแต่ละดวงก็มีพลังจิตวิญญาณแผดเผาอันสุดแสนจะน่าทึ่ง

หากคนธรรมดาสักคนเข้าไปแตะต้องมัน จะต้องมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในทันที ต่อให้ช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาวก็ต้องถูกย่างสดหากพยายามจะซึมซับพลังจิตวิญญาณที่อยู่ภายใน…แต่คุณกลับบอกว่ามันเหมาะสมต่อการบ่มเพาะกายเนื้อของคุณ และซึมซับมันมากไปโดยไม่ได้ตั้งใจ?

นี่คุณซึมซับพลังจิตวิญญาณเข้าไปมากมายขนาดไหนกัน ห้องเปลวเพลิงปฐพีถึงพัง!

ขณะที่กำลังจะซักชายหนุ่มให้ละเอียดกว่าเดิม ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาก็พลันส่งสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและตั้งคำถามขึ้น “ผมอยู่ในห้องเปลวเพลิงปฐพีได้ถึง 2 ชั่วโมงเต็ม ก็แปลว่าผมทำลายสถิติได้แล้ว ไม่ทราบว่า…ผมจะขอรับคะแนนวิชาการตอนนี้เลยได้ไหม?”

“คะแนนวิชาการ? คุณยังมีหน้าจะมาขอคะแนนวิชาการอีกหรือ?” หยวนหงโมโหจนแทบปรี๊ด

คุณทำลายห้องเปลวเพลิงปฐพีของเราจนพังวินาศสันตะโร แถมยังพังเส้นทางสถิติโลกจารึกไปอีกกว่าครึ่ง แล้วยังจะหน้าด้านมาขอคะแนนวิชาการอีก? ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณมันอยู่ที่ไหนกัน?

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version