Skip to content

Library Of Heaven’s Path 749


ตอนที่ 749 อันตรายถึงตาย

“อสูรตะวันไบแซนไทน์?” สาวน้อยขมวดคิ้ว “คุณหมายถึงอสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนหรือ?”

“ใช่แล้ว” ปรมาจารย์มู่พยักหน้า “ผมเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กับท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน จึงสนิทสนมคุ้นเคยกับอสูรของเขาดี แม้รังสีที่รู้สึกได้จะเบาบางมาก ผมก็แน่ใจว่าต้องเป็นเขา!”

ในฐานะเพื่อนสนิทของท่านอาจารย์ใหญ่ผู้หายตัวไป เขาคุ้นเคยกับอสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นอย่างดีเช่นกัน

เพิ่งเมื่อบ่ายนี้เองที่เขาได้ข่าวว่าอีกฝ่ายถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นลักพาตัวไป แล้วจะให้เขาอยู่เฉยได้อย่างไร เมื่อตอนนี้สัมผัสได้ถึงรังสีของมัน?

รู้ดีว่าปรมาจารย์มู่กำลังคิดอะไรอยู่ สาวน้อยพูดขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูสิ”

“ได้!” ปรมาจารย์มู่พยักหน้า ก่อนจะรีบมุ่งตรงไปยังทิศทางที่รังสีแผ่ออกมา

หลัวลั่วชิงถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นแผ่นหลังของปรมาจารย์มู่ห่างออกไป

“อะไรที่เขากำลังตามหา เขาก็หาเจอได้ง่ายดายขนาดนี้ ทำไมเหตุการณ์แบบนั้นถึงไม่เกิดกับเราบ้าง? ถ้าเรารู้เสียก่อน คงจะนำสิ่งนั้นมาด้วย ตอนนี้เรารู้แค่พื้นที่คร่าวๆว่ามันอยู่ที่ไหนเท่านั้น ใครจะไปรู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะหาเจอ…” หลัวลั่วชิงกุมขมับก่อนจะส่ายหน้าและหันไปมองท้องฟ้ามืดมิด

สาวน้อยจ้องมองความมืดมิดอันลึกซึ้งของท้องฟ้าอยู่อย่างนั้น ประดุจภาพวาดที่บ่งบอกถึงความเงียบสงบอันดื่มด่ำ

…..

“โว้ยยยย แกก็ช่างภักดีต่อนายท่านของแกเสียจริง!” เห็นอสูรตะวันไบแซนไทน์ยืนยันความจงรักภักดีต่อนายท่านของมันแบบนั้น จางเซวียนได้แต่ส่ายหน้า

อยากรู้เหลือเกินว่าเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเอายาวิเศษชนิดไหนให้หมอนี่กิน ถึงได้คงความจงรักภักดีไว้ได้ขนาดนี้ แม้จะถูกซ้อมจนปางตาย?

“นี่แกไม่กลัวตายจริงๆเรอะ?” จางเซวียนถามอย่างเย็นชา

“ตาย? มีอะไรให้ต้องกลัวล่ะ ถ้าฉันตายไป ฉันก็ได้ไปอยู่กับนายท่าน แล้วจะต้องกลัวอะไรอีก?” อสูรตะวันไบแซนไทน์คำราม

“ไอ้หมอนี่…” จางเซวียนส่ายหัว

ช่างดื้อด้านและไม่ยอมแพ้เอาเสียเลย

นี่มันอะไรกันนักหนา?

เหล่าอสูรวิเศษที่เขาเคยพบเจอมานั้น โดนเตะเข้าทีสองทีก็หมอบแล้ว แต่สำหรับเจ้านี่ ขนาดถูกซ้อมอย่างหนักก็ยังไม่ยอมจำนน แถมยังดื้อด้านจงรักภักดีกับนายท่านของมันอยู่นั่น

ถ้าจะพูดกันตามตรง แม้แต่จางเซวียนก็ออกจะประทับใจอยู่ไม่น้อย

พลังใจอันมุ่งมั่นของมันช่างน่าชื่นชมนัก

“ที่นี่ดูเหมือนจะไม่กว้างพอ…”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมจำนน จางเซวียนกำลังจะอัดมันอีกรอบ แต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมองดูห้องขนาดกะทัดรัดที่เขากำลังยืนอยู่

ที่พักที่ซุนฉางหาให้นั้นออกจะคับแคบไปสักหน่อย หากเขาเรียกกองทัพหุ่นปีศาจออกมาเพื่ออัดอสูรตะวันไบแซนไทน์อีก บ้านพักทั้งหลังจะต้องพังทลายไม่เหลือซากแน่

แล้วถ้าบ้านพัง บรรดาลูกศิษย์ของเขาจะไปอยู่ที่ไหน?

เงินที่พอจะมีก็ใช้จ่ายไปกับบ้านพักหลังนี้หมดแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อบ้านใหม่

“ช่างหัวมัน เราออกไปนอกเมืองก็ได้!” จางเซวียนพึมพำ

ตราบใดที่เขาอยู่รอบๆบริเวณกำแพงเมือง ก็สามารถทำทุกอย่างได้ตามสบายโดยไม่ต้องเกรงว่า จะมีใครรู้

เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็สะบัดข้อมืออีกครั้ง และจับเจ้าอสูรยัดกลับเข้าไปในรังนางพญามดเหมือนเดิม

จากนั้นก็เดินออกจากห้อง สำแดงเคล็ดวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดง และโผขึ้นสู่ท้องฟ้า

เพราะบ้านพักของเขาอยู่บริเวณชานเมือง จึงไม่มีกองกำลังหรือกองลาดตระเวนใดๆอยู่บริเวณนั้นจางเซวียนจึงไม่จำเป็นต้องปกปิดตัวเอง และอีกอย่าง การมีจอมอสูรปีกม่วงคอยอารักขาอยู่ในบ้านพักก็ย่อมอุ่นใจกว่ากันมาก เผื่อกรณีที่ทางห้างสารพันจิตวิญญาณจะส่งฆาตกรอีกกลุ่มหนึ่งมา

ถ้าเป็นเรื่องของความปลอดภัยของบรรดาลูกศิษย์และพ่อบ้านของเขาล่ะก็ รอบคอบไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสียใจภายหลัง

หลังจากที่จางเซวียนออกจากบ้านพักไป ร่างหนึ่งก็กระหืดกระหอบปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิด

“อ้าว? รังสีของเขาหายไปแล้ว?”

ผู้อาวุโสเคราขาวโพลนมองไปรอบๆและขมวดคิ้วอย่างงงๆ – ปรมาจารย์มู่

ทันทีที่เขารับรู้ได้ถึงรังสีของอสูรตะวันไบแซนไทน์ เขาก็พุ่งปราดมาทันที แต่ขณะที่มาถึงต้นตอของรังสีนั้น จู่ๆมันก็หายวับไปดื้อๆ ราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน

“หรือมันถูกจับไปอีกรอบ?” ปรมาจารย์มู่ขมวดคิ้ว

แม้เขาจะประกาศไปแล้วว่าใครก็ตามที่เป็นผู้พบตัวอสูรตะวันไบแซนไทน์จะได้รับการประกาศให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะนิ่งเฉย หากโอกาสที่จะได้ช่วยชีวิตอีกฝ่ายมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

อสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นอสูรของเพื่อนเก่าแก่ของเขา ซึ่งมันก็ได้สังหารเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นไปมากมายตลอดช่วงชีวิตของมัน ได้ช่วยชีวิตมวลมนุษยชาติไว้นับไม่ถ้วน

“มีคนอยู่ตรงนั้น!” ปรมาจารย์มู่มองไปรอบๆ และพลันเห็นเงาดำๆอยู่ตรงขอบฟ้า

แม้เขาจะกะระดับวรยุทธของอีกฝ่ายได้ไม่แม่นยำนัก แต่อย่างน้อยก็น่าจะเป็นระดับเซียน เพราะดูจากการที่เขาบินได้

“ออกมาบินกลางค่ำกลางคืนแบบนี้ ที่นี่ต้องมีอะไรผิดปกติแน่…” ปรมาจารย์มู่ขมวดคิ้ว “ต้องไปดูเสียหน่อย!”

เมื่อคิดได้เขาก็พุ่งไปหาเงาดำๆนั้นทันที

ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนทุกคนที่พำนักอยู่ในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนล้วนแต่มีเกียรติยศสูงส่ง น้อยคนเหลือเกินที่จะเลือกออกมาเดินทางยามค่ำคืน แถมอีกฝ่ายยังปรากฏตัวขึ้นทันทีที่รังสีของอสูรตะวันไบแซนไทน์หายวับไป นั่นทำให้สถานการณ์ยิ่งน่าสงสัยขึ้นไปอีก

“เฮ้ย? มีคนตามเรามา” ระหว่างที่กำลังบินอยู่ จางเซวียนก็พลันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง นัยน์ตาของเขาเบิกโพลง

แผนการของเขาก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่หาที่เงียบๆสั่งสอนบทเรียนให้เจ้าอสูรตะวันไบแซนไทน์ และบังคับให้มันคายความลับออกมาให้ได้ว่ามันกำลังรับใช้เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นกลุ่มไหนอยู่ ใครจะคิดว่าเขาจะถูกสะกดรอยตามทันทีที่มุ่งหน้าออกจากที่พัก?

“สั่งการได้แม้กระทั่งนักรบระดับเซียน ดูเหมือนห้างสารพันจิตวิญญาณจะเป็นน้ำนิ่งไหลลึกกว่าที่เราคิด!” เมื่อดูจากการที่อีกฝ่ายโผบินอยู่กลางอากาศ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนอย่างแน่นอน!

หมอนี่ปรากฏตัวขึ้นทันทีหลังจากที่เขาจัดการชายสวมหน้ากากทั้ง 4 คนนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคนที่ทางห้างสารพันจิตวิญญาณส่งมาติดตามเขาเช่นกัน

ถึงกับเรียกผู้เชี่ยวชาญมาติดตามเขาเพื่อทรัพย์สมบัติเพียงเล็กน้อย ห้างสารพันจิตวิญญาณก็ช่างทุ่มทุนสร้างเสียเหลือเกิน!

‘หรือว่า….จะมีสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าบางอย่างในบรรดาข้าวของที่เราได้มาจากดงสมบัติลึกลับ ที่แม้แต่เราเองก็ยังไม่รู้?’

เพราะจางเซวียนได้รับข้าวของจากดงสมบัติลึกลับมามากมาย และยังไม่มีเวลาได้ตรวจสอบพวกมันอย่างถี่ถ้วน

แต่ถ้าจะคิดไป ของเหล่านั้นก็มาจากจักรวรรดิฮ่วนหยู ไม่น่าจะมีค่ามากมายอะไรในจักรวรรดิหงหย่วน แต่ทางห้างสารพันจิตวิญญาณกลับเรียกใช้ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนเพื่อมาติดตามเขา?

นี่ไม่ต่างอะไรกับการขี่ช้างจับตั๊กแตนเลย!

‘เราต้องหลอกล่อเขาให้ออกไปนอกเมืองและจัดการซะ!’ จางเซวียนยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดและรำคาญ

ส่งคนมาแล้วมาอีก ห้างสารพันจิตวิญญาณไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?

‘ลำพังแค่ส่งนักรบขั้นเรียงร้อยสวรรค์มาถึง 4 คนก็ย่ำแย่พอแล้ว นี่ถึงกับส่งผู้เชี่ยวชาญขั้นเซียนมาตามเราอีก…อยากเห็นองค์กรของตัวเองถูกฉีกเป็นชิ้นๆใช่ไหม?’

‘ต่อให้คนของแกเป็นนักรบระดับเซียน ก็แล้วไงล่ะ?’

‘แม้แต่อสูรตะวันไบแซนไทน์ยังต้องยอมจำนนให้ฉัน นับประสาอะไรกับคนของพวกแก!’

‘ถ้ากระหายสงครามนัก ฉันก็ไม่รังเกียจหรอกนะที่จะปล่อยให้ไอ้โหดกับกองทัพหุ่นปีศาจได้ยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย!’

‘เห็นว่าฉันเป็นไก่อ่อนในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนหรือไง ถึงคิดจะมาข้ามหัวกันง่ายๆ?’

‘แต่เอ๊ะ อย่าเพิ่งดีกว่า อสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นสาวกของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น จะฆ่ามันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ศัตรูในคราวนี้เป็นมนุษย์ และทางห้างสารพันจิตวิญญาณก็เป็นผู้บงการเรื่องนี้ด้วย ถ้าอีกฝ่ายถูกฆ่าและมีการสืบสาวราวเรื่องขึ้นมา ก็เสี่ยงต่อการที่เราจะถูกเปิดโปงเรื่องกองทัพหุ่นปีศาจ!’

แม้จางเซวียนจะอยากกำจัดคนที่ติดตามเขาเต็มที แต่ก็จะทำอะไรพรวดพราดบุ่มบ่ามไม่ได้

นักรบระดับเซียนถือเป็นผู้ทรงพลังชั้นนำของเมืองหลวง หากมีใครตายไปสักคน ย่อมจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนขนานใหญ่ เพราะฉะนั้น หากหลีกเลี่ยงได้ย่อมดีที่สุด และอีกอย่าง ทางห้างสารพันจิตวิญญาณจะต้องรู้แน่ว่ากลุ่มของพวกเขาเป็นตัวการ

ถ้าทางห้างสืบสาวราวเรื่องและทำให้เป็นเรื่องบานปลายขึ้นมา จางเซวียนก็จะต้องประสบปัญหา เพราะหากมีการสืบเสาะและเปิดโปงว่ากองทัพหุ่นปีศาจกับไอ้โหดเป็นสมบัติของเขา ก็คงยากที่จางเซวียนจะอธิบายให้ใครต่อใครเข้าใจ

อีกอย่าง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ปรมาจารย์แค่ระดับ 4 ดาวจะมีความสามารถถึงขนาดควบคุมหัวหน้าเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจนอยู่หมัดและจัดการให้กองทัพหุ่นปีศาจเหล่านั้นทำตามคำสั่งของตัวเองอย่างว่าง่าย?

หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปงขึ้นมา จางเซวียนจะไม่มีหนทางแก้ตัวเลย จึงต้องหาทางตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

“แต่ถ้าเราไม่กำจัดหมอนั่น ก็อาจเป็นอันตราย…จะทำอย่างไรดี?”

เมื่อหวนนึกถึงการกระทำการอันโหดเหี้ยมที่ทางห้างสารพันจิตวิญญาณได้ดำเนินการมาตลอดระยะเวลาหลายปี จะเกิดอะไรขึ้นหากนักรบระดับเซียนลงไม้ลงมือกับเขา หรือเลวร้ายกว่านั้น…ทำร้ายบรรดาลูกศิษย์ของเขาด้วย?

เขาคงนั่งนิ่งเฉยเพื่อรอดูมันเกิดขึ้นไม่ได้!

‘ดูเหมือนได้เวลาที่ปรมาจารย์หยางจะต้องปรากฏตัวแล้ว!’ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ตัดสินใจ

ลำพังความสามารถของเขาในตอนนี้ หากไม่ใช้พละกำลังของไอ้โหดหรือกองทัพหุ่นปีศาจ ก็ไม่มีทางที่เขาจะรับมือกับนักรบระดับเซียนได้เลย มีวิธีเดียวที่เขาจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ได้ ก็คือ…ต้องตบตาอีกฝ่าย!

ซึ่งก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่จางเซวียนต้องทำแบบนี้!

ตราบใดที่หมอนั่นยอมรับเขาเป็นอาจารย์ ทางห้างสารพันจิตวิญญาณก็จะไม่กล้าส่งใครมาติดตามเขาอีก

เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็จัดแจงปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเขาให้กลายเป็นหยางชวน

เพราะเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาร่างนวโลหะในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมแล้ว ความเชี่ยวชาญในการ ปรับเปลี่ยนกล้ามเนื้อและรูปลักษณ์ภายนอกจึงแนบเนียนมากขึ้นอีก ต่อให้ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดก็มองแทบไม่ออกว่านี่คือการปลอมตัว

ขนาดมั่วเกาหย่วนยังไม่สงสัยเลยว่าตัวเขากับปรมาจารย์หยางคือบุคคลคนเดียวกัน

เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่าไม่มีหนทางอื่นแล้ว และตอนนี้ก็ดึกโข ถ้าอีกฝ่ายยังไม่เคยเห็นตัวจริงของเขามาก่อน การตบตาก็ไม่น่าจะยากเกินไป

หลังจากปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์แล้ว จางเซวียนก็ขับเคลื่อนพลังปราณเทียบฟ้า เพื่อเพิ่มพลังให้รังสีของเขาดูล้ำลึกและน่าประทับใจจนเกินหยั่ง

เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย จางเซวียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะลอบชำเลืองไปด้านหลัง

‘ข้อบกพร่อง!’ เขาพึมพำในใจ

การโผบินของนักรบระดับเซียนก็ถือเป็นการสำแดงเทคนิคการต่อสู้ชนิดหนึ่ง เพราะพวกเขาต้องขับเคลื่อนพลังปราณ ด้วยเหตุนี้ หอสมุดเทียบฟ้าจึงสามารถประมวลหนังสือให้จางเซวียนได้

วิ้ง!

หอสมุดเทียบฟ้าส่งหนังสือมาให้เขาเล่มหนึ่ง

แม้ร่างของจางเซวียนจะพุ่งไปข้างหน้า แต่สมาธิของเขาจมดิ่งอยู่กับหอสมุดเทียบฟ้าเพื่ออ่านข้อความในหนังสือที่เพิ่งประมวลขึ้น

“มู่หยวน, ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวจากสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ นักรบขั้นเซียนระดับ 3 ข้อบกพร่อง:…”

‘ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว? นักรบระดับเซียนขั้น 3?’ จางเซวียนอ้าปากค้างและหวิดจะร่วงลงมาจากท้องฟ้า

ห้างสารพันจิตวิญญาณมีใครหนุนหลังกันนี่?

ทำอีท่าไหนถึงสั่งการปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวได้?

มันด้วยเหตุผลอะไรที่ใครสักคนต้องเดินทางมาไกลจากสภาปรมาจารย์ของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ เพียงเพื่อจะมาครอบครองทรัพย์สมบัติของเขา เอาจริงๆสิ?

‘โชคดีเหลือเกินที่เราไม่ได้เอากองทัพหุ่นออกมา ไม่อย่างนั้น คนที่จะเสร็จแหงแก๋ต้องเป็นเราแน่นอน…’ แม้จางเซวียนจะหงุดหงิด แต่ก็โล่งใจไปพร้อมๆกัน

กองทัพหุ่นปีศาจของเขาสามารถรับมือกับอสูรวิเศษและนักรบระดับเซียนขั้น 1 หรือขั้น 2 ได้อย่างง่ายดาย แต่หากเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 3 ก็คงไม่ง่ายอย่างนั้น

สำหรับนักรบระดับเซียนขั้น 1 – ไล่ล่าหาความว่างเปล่า เหล่าเซียนจะสามารถเปิดจุดชีพจรจูข่งได้ ทำให้มีความสามารถในการโบยบินได้อย่างอิสระ

ส่วนนักรบระดับเซียนขั้น 2 – การรับรู้ของจิตวิญญาณ พวกเขาจะสามารถเปิดดวงตาที่สามได้ ทำให้ขยายขอบเขตของการรับรู้ถึงสภาวะจิตของทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว

ส่วนนักรบระดับเซียนขั้น 3 – ตัวอ่อนจิตวิญญาณ ในแง่หนึ่งก็จะเหมือนกับนักรบเหนือมนุษย์ขั้นตัวดักแด้ โดยสำหรับนักรบเหนือมนุษย์ขั้นตัวดักแด้ ผู้นั้นจะสามารถรวบรวมพลังปราณไว้ที่จุดตันเถียน เพื่อหลอมแกนกลางของตัวอ่อนได้ ซึ่งเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่าแกนทองคำ ส่วนสำหรับนักรบระดับเซียนขั้น 3 ตัวอ่อนจิตวิญญาณจะเปรียบเสมือนกับเด็กทารกที่ออกมาจากแกนกลางของตัวอ่อนนั้น ทำให้วรยุทธระดับนี้ถูกเรียกขานกันอีกชื่อหนึ่งว่า ขั้นต้นกำเนิดของวิญญาณ

เมื่อไหร่ก็ตามที่จิตวิญญาณของผู้หนึ่งถูกบ่มเพาะเข้าสู่ขั้นต้นกำเนิด ก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงอานุภาพและพละกำลังของโลกใบนี้ นักรบที่สำเร็จวรยุทธระดับนั้น จัดว่าเป็นก้าวแรกของความเป็นเซียน มีความเก่งกาจมากพอที่จะพลิกฟ้า เทมหาสมุทร และเคลื่อนย้ายภูผาได้ โดยใช้เพียงแค่ความนึกคิด

พวกเขาสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้โดยใช้เพียงพลังปราณ ไม่จำเป็นต้องใช้พละกำลังจากร่างกายเลย

หากต้องรับมือกับนักรบระดับเซียนขั้น 2 กองทัพหุ่นปีศาจ 20 ตัวของจางเซวียนยังสามารถใช้จำนวนของพวกมันเข้าข่มได้ แต่หากคู่ต่อสู้เป็นถึงนักรบขั้นตัวอ่อนจิตวิญญาณ วรยุทธเดิมที่เคยใช้ย่อมไม่ได้ผล

ต่อให้เขาเรียกไอ้โหดออกมา ก็บอกไม่ได้ว่าหมอนั่นจะมีไม้ตายที่เจ๋งพอหรือเปล่า

หรือถ้าเขาเรียกออกมาทั้งกองทัพหุ่นปีศาจและไอ้โหด ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าจะสังหารอีกฝ่ายได้ แต่ก็จะสร้างปัญหาต่อเนื่องไม่รู้จบ

‘ช่างมันเถอะ เราหาข้อบกพร่องของเขา และใช้จุดนั้นโจมตีเอาดีกว่า!’

ในเมื่อทั้งการต่อสู้และการบินหนีไม่ใช่ทางเลือก จางเซวียนจึงจำเป็นต้องใช้ทักษะการตบตาเพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับและอยู่ในโอวาทของเขา ซึ่งหากทำสำเร็จ ก็รอดพ้นจากอันตรายอย่างแน่นอน แต่หากล้มเหลว… ก็คงได้ตายเดี๋ยวนั้น

จางเซวียนรีบสำรวจข้อบกพร่องของอีกฝ่ายทันที แต่แล้วก็ได้เห็นบางสิ่งที่ทำให้ต้องอ้าปากค้าง และนัยน์ตาถลนจนแทบปะทุออกจากเบ้า

‘นี่มัน…’

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version