ตอนที่ 820 การล่มสลายของโรงเรียนนักปรุงยา
รู้ดีว่าต่อให้เขาพยายามโต้แย้งเรื่องลำดับอาวุโส อีกฝ่ายก็มีมุกหมกเม็ดไว้เป็นตัน ลู่เฟิงจึงสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิดและเปลี่ยนเรื่อง “พวกเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังการบรรยาย จางเซวียนได้ตบตาเหล่านักเรียนและอาจารย์ของโรงเรียนนักปรุงยา เราจึงมาที่นี่เพื่อดูว่าเขาใช้วิธีการสกปรกแบบไหนล่อลวงคนพวกนั้น”
“โธ่ ถ้าคุณอยากฟังการบรรยายก็พูดมาเถอะ! อย่ามาใช้ข้ออ้างตื้นๆ แบบนั้น แต่ไม่ว่าคุณจะพูดอะไร ก็ต้องจ่ายค่าผ่านประตูอยู่ดีถึงจะเข้าไปข้างในได้! ไม่อย่างนั้นล่ะก็ แค่ตะโกนครั้งเดียว ผมเชื่อว่ามีนักเรียนมากมายที่อยากจะเห็นหน้าผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนอาจารย์ใหญ่ซึ่งไม่ยอมจ่ายค่าเข้าฟังการบรรยาย!” ซุนฉางพูดขณะยืดหลังบิดขี้เกียจ
“คุณ” ลู่เฟิงจิกเล็บลึกลงไปในเนื้อ
ถ้าหมอนี่ตะโกนขึ้นมาจริง ชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมาหลายปีคงหายวับไปทันที
ลำพังแค่ความอับอายก็ฆ่าเขาให้ตายได้แล้ว
“ท่านหัวหน้า เข้าไปข้างในก่อนเถอะ” รู้ดีว่าหัวหน้าหมดความอดทนแล้ว รองหัวหน้าโจวก้าวออกมาและยื่นหินวิเศษขั้นสูง 5 ก้อนให้ “นี่นะ!”
“ก็แค่นั้นแหละ!” ซุนฉางตาโต
สมาชิกของแก๊งชวนชวนจะไม่ถูกเรียกเก็บค่าผ่านประตูเพื่อเข้าฟังการบรรยาย และมีคนนอกไม่มากที่มาเข้าร่วมในการบรรยายครั้งนี้ เพราะนักเรียนและอาจารย์จำนวนหลายหมื่นคนจากโรงเรียนนักปรุงยาได้สมัครใจเข้าร่วมแก๊งชวนชวนกันหมดแล้ว
ไม่ง่ายนักที่เขาจะหากำไร จึงเป็นธรรมดาที่ต้องขูดรีดกันหน่อย
ถึงอย่างไรโรงเรียนนักปรุงยาก็ล่มจมไปแล้วด้วยน้ำมือของนายน้อย ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องสร้างภาพอีก
อีกอย่าง หัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยาผู้สูงส่งไม่มีทางลดตัวลงมาทะเลาะเบาะแว้งกับ ‘ท่านลุง’ ของแขกผู้อาวุโสของสถาบันเป็นแน่
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเขาทำขึ้นมาจริงๆ ก็เจ๋ง จะได้ใช้โอกาสนี้เอาคืนแทนนายน้อยเสียหน่อย
ถึงอย่างไร เมื่อเช้าเขาก็เห็นแล้วว่าหมอนี่ทำตัวหยิ่งผยองแค่ไหน
“เฮ่ย!”
เมื่อเห็นรองหัวหน้าโจวจ่ายหินวิเศษเป็นค่าผ่านประตู ลู่เฟิงคำรามฟึดฟัดและเดินเข้าไปโดยไม่เหลือบแลซุนฉางที่กำลังตื่นเต้น
โซนที่พักของนักเรียนใหม่นั้นใหญ่โตมาก แม้บรรจุคนเข้าไปหลายหมื่นคนก็ยังไม่แออัดยัดเยียด
ลู่เฟิงเพิ่งเดินไปได้ 2-3 ก้าว เมื่อเจอเข้ากับบุคคลหนึ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดกึกและถึงกับหรี่ตาด้วยความประหลาดใจ
“นักปรุงยาลู่ ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่?”
ชายชราคนหนึ่งท่ามกลางฝูงชนมองมาที่เขาด้วยแววตาตื่นเต้น เมื่อได้ยินเสียงเรียกก็หันมา เขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหนึ่งในผู้อาวุโสผู้ทรงเกียรติของโรงเรียนนักปรุงยา, นักปรุงยาลู่อี!
นักปรุงยาลู่อีนั้นอ่อนอาวุโสกว่าก็เพียงแค่โหยวฉู่ เขาอายุราว 900 ปี เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่อายุมากที่สุดของโรงเรียนนักปรุงยา และตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเขาก็ได้ทำประโยชน์ให้โรงเรียนในหลายๆ ด้าน
เพราะติดด่านคอขวด เขาจึงใช้ระยะเวลา 30 ปีสุดท้ายของชีวิตปลีกวิเวกอยู่ในที่พักเพื่อศึกษาเล่าเรียน แทบจะไม่เคยปรากฏตัวในที่สาธารณะ จนแม้แต่ศิษย์พี่หลายๆ คนก็ไม่รู้ว่ามีเขาอยู่ แม้แต่ในงานประลองการถ่ายทอดความรู้ประจำปีของนักปรุงยาซึ่งเขาเองเป็นคนก่อตั้ง เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของโรงเรียนนักปรุงยา เขาก็ยังไม่มา ทำไมจู่ๆ ถึงมาอยู่ที่นี่?
“ชู่ววว อย่าเอ็ดไป ตั้งใจฟังเถอะ มันน่าอัศจรรย์มาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าตรรกะง่ายๆ จะนำมาใช้กับการหลอมยาได้ด้วย น่าทึ่งจริงๆ”
นักปรุงยาลู่อีโบกมืออย่างรำคาญ เขาไม่ใส่ใจหัวหน้าลู่และหันกลับไปยังเวที
“นักปรุงยาลู่”
ลู่เฟิงหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโมโห เขาเข้าไปเพื่อร้องเรียกลู่อีอีกครั้ง แต่ตอนนั้นเอง รองหัวหน้าเว่ยก็ฉุดชายเสื้อคลุมของเขาไว้แล้วพูดว่า “หัวหน้า ดูเสื้อผ้าของนักปรุงยาลู่สิ”
“เสื้อผ้าของเขา?” ลู่เฟิงรีบหันไปมอง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้ต้องอ้าปากค้าง
ในฐานะผู้อาวุโสคนหนึ่งของโรงเรียนนักปรุงยา เป็นธรรมดาที่เขาจะต้องสวมเสื้อคลุมปรมาจารย์ แต่ตอนนี้ 2 คำเบ้อเร่อเท่อที่ปักอยู่บนหน้าอกของเขาคือคำว่าแก๊งชวนชวน! เห็นชัดเลยว่าเขาได้เข้าร่วมกับแก๊งนี้แล้ว!
“ไม่ใช่เฉพาะนักปรุงยาลู่เท่านั้นนะ หัวหน้ามองไปรอบๆ สิ” รองหัวหน้าเว่ยพูดขณะที่มองไปรอบๆ
ลู่เฟิงรีบกวาดสายตา และได้เห็นร่างที่คุ้นเคยมากมายท่ามกลางฝูงชน
“นักปรุงยาไป๋? เขาออกไปท่องโลกกว้างไม่ใช่หรือ? ครั้งสุดท้ายที่ผมเชิญเขามาเปิดการบรรยาย เขาหน้าดำคร่ำเครียดราวกับผมบังคับให้เขาไปตาย นี่ทำไมถึงสวมเสื้อคลุมของแก๊งชวนชวนด้วย?”
“นั่นนักปรุงยาเหริน ซึ่งเทคนิคการหลอมยาเพลิงกระจ่างของเขาเป็นชั้นเรียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโรงเรียนนักปรุงยา แถมยังเป็นอาจารย์คนหนึ่งที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับโรงเรียนของเรา อยู่ในรายชื่อของอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในสถาบันด้วย เขาก็เข้าร่วมแก๊งชวนชวนหรือ?”
“นั่นนักปรุงยาชิว ผมเคยเรียนกับเขาครั้งหนึ่ง”
…..
ยิ่งมองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยมากขึ้นเท่าไหร่ หัวหน้าลู่ก็ยิ่งหน้าดำคร่ำเครียดมากขึ้นเท่านั้น พอสำรวจจนครบ ก็รู้สึกว่าสายใยแห่งความมีสติใกล้ขาดผึงเต็มที
มีทั้งอาจารย์ผู้ทรงเกียรติ 2-3 คนของโรงเรียนนักปรุงยาซึ่งเกษียณแล้วและแม้แต่เขายังไม่มีอำนาจสั่งการอะไรได้ แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นสมัครใจเข้าร่วมแก๊งชวนชวน
นึกไม่ถึงเลยว่าอิทธิพลของแก๊งนักเรียนแก๊งหนึ่งจะยิ่งใหญ่กว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนอาจารย์ใหญ่อย่างเขาเสียอีก
ยิ่งกว่านั้น ทุกคนยังจดจ้องอยู่กับการบรรยาย เงี่ยหูฟังทุกถ้อยคำราวกับกลัวจะพลาดอะไรไป
บ้าบออะไรอย่างนี้? โลกนี้ผิดเพี้ยนไปหมดแล้วหรือ?
ขณะที่ลู่เฟิงรู้สึกว่าตัวเองใกล้บ้าเต็มที รองหัวหน้าเว่ยก็กระตุกเขาและชี้มือไป “หัวหน้า นั่นใช่ลู่ฮุ่ยหรือเปล่า?”
อีกครั้งที่ลู่เฟิงรู้สึกว่าสติใกล้จะขาดผึง
ท่ามกลางฝูงชน เขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังจ้องมองเวทีอย่างตื่นเต้นราวกับพบไอดอลคนโปรด จะเป็นใครไม่ได้นอกจากศิษย์สายตรงของเขาที่เข้ามารายงานว่าจางเซวียนเข้ามาที่โรงเรียนนักปรุงยาเมื่อครู่ก่อน ลู่ฮุ่ย!
ตอนที่พวกเขาไปสภานักปรุงยา ได้มอบหมายให้ลู่ฮุ่ยดูแลหอสมุดแทน หมอนั่นดอดมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วไอ้เครื่องแบบแก๊งชวนชวนที่เขาสวมอยู่คืออะไร?
เพิ่งแยกกันได้ครู่เดียวเอง!
แป๊บเดียวก็ทรยศกันแล้วหรือ?
“ลู่ฮุ่ย!” ลู่เฟิงตวาดเสียงกราดเกรี้ยว
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ลู่ฮุ่ยพลันรู้ว่าท่านอาจารย์ของเขาอยู่ที่นี่ด้วยแล้ว เขารีบแทรกตัวผ่านฝูงชนและเข้ามาโค้งคำนับอย่างงาม “ท่านอาจารย์ ผมเห็นว่านักเรียนโรงเรียนเรามากมายมุ่งหน้ามาฟังการบรรยายที่นี่ ผมจึงอดใจไม่ไหวต้องตามมาด้วย พอได้ฟังการบรรยายของปรมาจารย์จางแล้ว ผมว่ามันน่าทึ่งจริงๆ จึงได้เข้าร่วมแก๊งชวนชวนกับเขา!”
เกรงว่าท่านอาจารย์จะตำหนิ ลู่ฮุ่ยรีบอธิบาย
“ดี ดีเลย!”
ลู่เฟิงหน้าแดงก่ำจนดูเหมือนเลือดพร้อมจะกระฉูดออกจากผิวหนังของเขา “นี่คุณคิดจะลาออกจากการเป็นศิษย์ของผมด้วยใช่ไหม?”
“ผมจะสำนึกในบุญคุณอย่างมากถ้าท่านอาจารย์อนุญาต!” ลู่ฮุ่ยโค้งคำนับอย่างงาม
“อนุญาตบ้านแกสิ!” ลู่เฟิงกัดฟันกรอด อยากจะเข้าไปบีบคอชายหนุ่มให้ตายคามือ
หมอนี่เพิ่งรายงานพฤติกรรมของจางเซวียนให้เขาอยู่หยกๆ แต่สิบนาทีต่อมาก็หักหลังเขาเสียแล้ว
นี่แกเป็นศิษย์สายตรงของฉันจริงๆ หรือเปล่า?
อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป ลู่เฟิงหันไปมองชายหนุ่มบนเวที “เอาล่ะ ขอฉันดูหน่อยสิว่าเวทมนตร์คาถาชนิดไหนที่หมอนั่นใช้จนทำให้พวกคุณเป็นบ้าตามกันไปหมด”
ขณะนั้น ชายหนุ่มบนเวทีจบการบรรยายแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการตอบคำถาม
“ปรมาจารย์จาง เวลาที่ผมหลอมยาตรึงพลังหยาง ยาเม็ดมักเปลี่ยนเป็นสีเหลืองระหว่างการก่อตัวอยู่เสมอ ไม่ทราบว่ามีวิธีแก้ไขหรือไม่” นักปรุงยาคนหนึ่งตั้งคำถาม
“เพื่อดึงพลังที่แท้จริงของยาตรึงพลังหยางออกมา ผู้หลอมยาเม็ดจะต้องมีพลังหยางเหลือเฟือด้วย แม้วรยุทธของคุณจะไม่มีปัญหาอะไร แต่อาการบอบช้ำที่คุณได้รับตั้งแต่ยังเด็กทำให้เกิดพลังงานเย็นหลงเหลืออยู่ในร่างกาย นำมาซึ่งการที่ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ด้วยเหตุนี้ คุณจึงมีพลังชีวิตไม่พอที่จะหลอมยานั้น ต่อให้ยาเม็ดก่อตัวได้ ก็ไม่น่าจะมีพลังงานสูงเท่าไหร่”
มาถึงตอนนี้ ชายหนุ่มที่อยู่บนเวทีก็จ้องมองนักปรุงยาคนนั้นก่อนจะตั้งคำถาม “ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ยาตรึงพลังหยางที่คุณหลอมได้ก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว!” นักปรุงยาผู้นั้นรีบพยักหน้า
อีกฝ่ายวิเคราะห์ได้อย่างตรงจุด
“ในเมื่อคุณเข้าร่วมแก๊งชวนชวนแล้ว คุณก็คือหนึ่งในพวกเรา ผมไม่สามารถปล่อยปละละเลยสมาชิกของเราได้ เอาอย่างนี้ ผมจะมอบยาเม็ดแผดเผาพลังหยางซึ่งเป็นยาเม็ดเกรด 6 ให้ ด้วยยานี้ คุณจะสามารถขับพลังงานเย็นที่หลงเหลืออยู่ในร่างของคุณออกไปได้อย่างง่ายดาย และเมื่อทำแล้วจะไม่ต้องเผชิญปัญหาใดๆ ในการหลอมยาเม็ดตรึงพลังหยางอีก ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังมีโอกาสจะฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นตัวดักแด้ได้ด้วย!”
จางเซวียนกระดิกนิ้ว แล้วยาเม็ดหนึ่งก็ลอยไปหานักปรุงยาคนนั้น
รองหัวหน้าเว่ยอ้าปากค้างเมื่อเห็นยาเม็ดนั้น “นั่นยาเม็ดของผม”
เขาจำได้ มันคือยาเม็ดที่เขาหลอมและเก็บไว้ที่หอยาเม็ดเพื่อรอการขาย
“ได้เลย!”
แต่ไม่มีใครสนใจปฏิกิริยาของรองหัวหน้าเว่ย นักปรุงยาผู้นั้นรับยาเม็ดไว้และกลืนเข้าไปทันที
ฟิ้ววววว!
ไม่ช้า พลังจิตวิญญาณก็เดือดพล่านอยู่ในร่างของเขา และด้วยเสียงคำรามลั่นจนแสบแก้วหู รังสีของเขาแผ่ออกมาอย่างดุเดือดจนแทงทะลุขึ้นไปยังหมู่เมฆ
ขั้นตัวดักแด้ สำเร็จแล้ว!
“ขอบคุณมาก ปรมาจารย์จาง!”
นึกไม่ถึงว่าเขาจะสามารถฝ่าด่านวรยุทธได้ ทั้งยังแก้ไขอาการบอบช้ำที่เคยได้รับได้ด้วย นักปรุงยาผู้นั้นทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นและโค้งคำนับด้วยความสำนึกในบุญคุณ
“ปรมาจารย์จาง ผม…”
ครู่ต่อมา อีก 2-3 คนก็ยกมือและแย่งกันตั้งคำถาม
ชายหนุ่มผู้นี้ราวกับมีดวงตาที่มองทะลุถึงแก่นแท้ของโลก เขาบอกได้อย่างง่ายดายว่าใครมีสภาวะร่างกายอย่างไร วิเคราะห์ได้ถึงต้นตอของปัญหาและตอบคำถามได้อย่างชัดเจน หากพบใครที่จวนเจียนจะฝ่าด่านวรยุทธได้ เขาก็จะมอบยาเม็ดเกรด 6 ให้โดยไม่ลังเล
เสียงฝ่าด่านวรยุทธดังขึ้นอย่างต่อเนื่องด้านล่างเวที
เมื่อเห็นภาพนั้น ลู่เฟิงกับรองหัวหน้าทั้ง 4 ได้แต่ปวดใจ
ยาเม็ดเกรด 6 ที่ชายหนุ่มมอบให้ใครต่อใครฟรีๆ นั้นมาจากการหลอมยาอย่างแสนเหนื่อยยากของพวกเขา ต้องลงทุนลงแรงใช้เงินมากมาย แต่หมอนี่กลับโยนให้ใครต่อใครง่ายๆ แบบนั้น
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห แต่รู้ดีว่าหากพรวดพราดเข้าไปเรียกร้องเอายาคืนตอนนี้ คงถูกบรรดานักเรียนและอาจารย์ที่ออกันอยู่เตะโด่งออกมาแน่ อีกทั้งชื่อเสียงของเขาก็คงล่มสลายไม่มีเหลือ
“กลับกันเถอะ!” หัวหน้าลู่กัดฟันกรอดและหันหลังกลับ
หมอนั่นไม่เพียงแต่จะขโมยทั้งนักเรียนและอาจารย์ของเขาไป แต่ยังใช้ประโยชน์จากยาเม็ดของเขาเพื่อเอาชนะใจและสร้างความจงรักภักดีด้วย จะให้เขาอยู่เฉยได้อย่างไรกัน?
หากยังอยู่ต่อ คงได้โกรธจนขาดใจตายไปข้าง!
แต่หากเขารายงานเรื่องนี้กับทางสภาปรมาจารย์ ก็มีแต่จะทำให้เขาเป็นตัวน่าสมเพช
เพราะถึงอย่างไร วัตถุประสงค์หลักของยาเม็ดพวกนี้ก็ไม่ได้มีไว้เป็นเครื่องประดับตกแต่งหอยาเม็ดอยู่แล้ว แต่มีไว้เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ
แถมตัวเขาเป็นก็เป็นถึงหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยา และยาเม็ดเหล่านั้นก็ถูกแจกจ่ายให้เพื่อผลประโยชน์ของบรรดานักเรียนในโรงเรียนนักปรุงยาเอง
หมอนั่นอาจใช้ยาเม็ดของเขาเอาชนะใจฝูงชนก็จริง แต่แม้ตัวเขาเองก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะยาแต่ละเม็ดควรจะถูกแจกจ่ายให้กับผู้ที่ต้องการมากที่สุด เพื่อให้ได้ผลคุ้มค่า
“กลับ?” 4 รองหัวหน้าตั้งคำถามอย่างงงๆ
นี่เราจะเข้ามาจัดการและหว่านล้อมนักเรียนให้กลับไปพร้อมกับเราไม่ใช่หรือ?
จะกลับเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยนี่นะ?
“คุณคิดว่าเราทำอะไรได้ล่ะ? สภาพแบบนี้น่ะมีปัญญาหว่านล้อมนักเรียนให้กลับไปกับเราหรือไง?” หัวหน้าลู่คำรามลอดไรฟัน
“เอ่อ” รองหัวหน้าทั้งสี่มองฝูงชนรอบตัวและพากันส่ายหัวโดยอัตโนมัติ
เท่าที่ดูจากความลิงโลดของฝูงชน ไม่มีทางที่พวกเขาจะหว่านล้อมให้ใครกลับไปด้วยได้อย่างแน่นอน ต่อให้เป็นอาจารย์ด้วยกันก็เถอะ ส่วนนักเรียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“แล้วตอนนี้เราจะทำอย่างไร?”
ในเมื่อทั้งอาจารย์และนักเรียนอยู่ที่นี่กันหมด โรงเรียนนักปรุงยาก็ไม่ต่างอะไรกับเปลือกหอยว่างเปล่า
“ทำอะไรน่ะหรือ? เราจะเรียกประชุมผู้อาวุโส!” ลู่เฟิงพูดอย่างตัดสินใจแม่นมั่น
อีกฝ่ายกุมหัวใจนักเรียนหลายหมื่นคนไว้ได้อยู่หมัดจนแม้แต่ตัวเขาก็ไม่กล้าต่อต้าน สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือจัดการประชุมผู้อาวุโสขึ้นทันทีที่กลับไป เพื่อหาวิธีตอบโต้
ไม่อย่างนั้น ถ้าทั้งอาจารย์ทั้งลูกศิษย์พากันทำอะไรผิดที่ผิดทางไปหมด สถาบันปรมาจารย์จะมีสภาพเป็นอย่างไร?
“ได้!” รองหัวหน้าเว่ยพยักหน้า
ถ้าปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข สถาบันปรมาจารย์ต้องมีปัญหาใหญ่แน่
นี่มันอะไรกัน? คิดดูสิว่าทางสถาบันต้องมาเจอกับปัญหาหนักหน่วงก็เพราะโหยวฉู่เพียงคนเดียว ถ้าทำได้ เขาอยากจะสับหมอนั่นให้เป็นชิ้นๆ
“กลับกันเถอะ!”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ทั้ง 5 ก็หันหลังกลับ
ทันทีที่ออกจากแก๊งชวนชวน พวกเขาก็กลับไปยังโรงเรียนนักปรุงยา เมื่อเห็นสภาพโรงเรียนที่เคยคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนกลับเงียบเหงา ต่างคนต่างแทบจะปล่อยโฮ
โรงเรียนนักปรุงยาต้องมีสภาพน่าสมเพชแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
หลังจากเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง รองหัวหน้าโจวพูดขึ้นมา “หัวหน้า ทำไมเราไม่ไปขอโทษปรมาจารย์จางเสีย? ไม่อย่างนั้น โรงเรียนนักปรุงยาของเราถึงกาลล่มสลายแน่!”
“ขอโทษเขา? ฝันไปเถอะ!”
ลู่เฟิงกัดฟันกรอด “รอตรงนี้ก่อนนะ ผมจะเรียกรวมพล 10 สุดยอดปรมาจารย์เพื่อประชุมด่วน ไม่สิ ต้องเชิญปรมาจารย์มู่มาด้วย ถ้าผมทำให้หมอนั่นชดใช้เรื่องนี้ไม่ได้ล่ะก็ จะไม่ใช้แซ่ลู่อีกต่อไป!”
ในหอคอยชั้นสูงสุดของสถาบันปรมาจารย์ มีห้องพิเศษอยู่ห้องหนึ่ง
ในห้องนั้นมีโต๊ะยาวรูปไข่ซึ่งมี 13 ที่นั่ง ตอนนี้มีคนนั่งไปแล้ว 10 ที่
“หัวหน้าลู่ ทำไมถึงเรียกประชุมพวกเราด่วนขนาดนี้?” หัวหน้ามั่วถาม
“หรือว่าคุณพบเงื่อนงำเรื่องศิษย์พี่อสูรตะวันไบแซนไทน์แล้ว?”
“นั่นเป็นข่าวดีมากเลยนะ! ผมเที่ยวเสาะหาไปทุกหนแห่ง แต่ก็ไม่เจอร่องรอยเลย”
หัวหน้าโรงเรียนคนอื่นๆเสริม
จางเซวียนเพิ่งกลับเข้ามาในสถาบันปรมาจารย์ได้เพียง 5-6 ชั่วโมง แล้วนักเรียนกับบรรดาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็ไปเข้าแก๊งชวนชวนกันหมด เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วมากจนหัวหน้าโรงเรียนคนอื่นๆยังไม่รู้ข่าว
“ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับศิษย์พี่อสูรตะวันไบเเซนไทน์ แต่เป็นความอยู่รอดของสถาบันปรมาจารย์ของเรา กรุณารอสักครู่ ปรมาจารย์มู่มาถึงแล้วผมจะพูด!” ลู่เฟิงโบกมือ
“ความอยู่รอดของสถาบันปรมาจารย์?”
“หรือคุณพบตัวเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นที่จับศิษย์พี่อสูรตะวันไบแซนไทน์ไป?”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ จะต้องเกิดสงครามแน่!”
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของลู่เฟิง และรู้ว่าเขาถึงกับเชิญปรมาจารย์มู่มาร่วมการประชุมด้วย บรรดาหัวหน้าโรงเรียนต่างก็มองหน้ากัน
นอกจากชี้ทางสว่างให้กับมวลมนุษย์แล้ว สภาปรมาจารย์ยังแบกรับภาระในการปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วย
ในเมื่อเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นกำเริบเสิบสานถึงขนาดลักพาตัวศิษย์พี่อสูรตะวันไบแซนไทน์ไปเมื่อหลายวันก่อน ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกมันต้องมีวัตถุประสงค์บางอย่าง หากมันปรากฏตัวขึ้นเมื่อไหร่ ทางสถาบันปรมาจารย์จะต้องระดมสรรพกำลังเพื่อหยุดยั้งมันให้ได้
แอ๊ดดดด!
ในตอนนั้นเอง ประตูพลันเปิดออก ปรมาจารย์มู่เดินเข้ามา
“คารวะปรมาจารย์มู่!”
ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างรีบลุกขึ้นยืนประสานมือ
ปรมาจารย์มู่เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวจากสำนักงานใหญ่ และมาด้วยภารกิจการเลือกท่านอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบันปรมาจารย์ รวมถึงอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ จึงถือว่าเขามีสถานภาพเหนือกว่าหัวหน้าโรงเรียน ไม่มีใครกล้าแสดงความกระด้างกระเดื่องใส่เขา
หลังจากโบกมือให้ทั้งกลุ่มนั่งลง มู่หยวนขมวดคิ้วและถามว่า “ลู่เฟิง ทำไมคุณถึงเรียกผมมาอย่างเร่งด่วนแบบนี้? มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
“ในเมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว ผมจะเริ่มแล้วนะ!”
ลู่เฟิงพยักหน้า “ในบรรดานักเรียนที่เข้าใหม่ มีอยู่คนหนึ่งชื่อจางเซวียน ผมเชื่อว่าทุกคนในที่นี้คงเคยได้ยินเรื่องราวของเขาแล้ว”
“ใช่!”
หัวหน้าโรงเรียนทุกคนต่างพยักหน้า ยกเว้นมู่หยวนคนเดียวที่ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่อนั้น
ตั้งแต่เข้ามาในสถาบัน ครั้งเดียวที่เขาออกไปข้างนอกก็คือตอนที่รับรู้ได้ถึงรังสีของอสูรตะวันไบแซนไทน์ ส่วนนอกเหนือจากนั้น เขาใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการฝึกฝนวรยุทธภายในที่พัก จึงยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวและวีรกรรมของจางเซวียนมาก่อน
“ปรมาจารย์มู่ จางเซวียนคนนี้คือ…” หัวหน้ามั่วอธิบายเรื่องราวให้อีกฝ่ายฟังอย่างรวดเร็ว
ปรมาจารย์มู่ตาโตเมื่อได้ยินอารัมภบท “ปรมาจารย์ที่มีดวงตาหยั่งรู้? มีอัจฉริยะแบบนี้อยู่ในสถาบันปรมาจารย์ด้วยหรือ?”
ทั้งการทำลายสถิติของโรงเรียนช่างตีเหล็กและโรงเรียนนายแพทย์ และการเอาชนะโหยวฉู่ได้ในการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญกับเขาเลย เพราะถึงอย่างไรก็เป็นแค่อาชีพรองรับ
สำหรับปรมาจารย์มู่ สิ่งที่เขามองว่าสำคัญที่สุดคือตัวปรมาจารย์เอง
ปรมาจารย์ที่มีดวงตาหยั่งรู้จะต้องกลายเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมากของทวีปแห่งปรมาจารย์หากไม่พลาดพลั้งไปเสียก่อน
กว่าพันปีมาแล้วที่ไม่มีผู้ปราดเปรื่องขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้นแม้แต่ในตระกูลนักปราชญ์
เห็นประกายตื่นเต้นในดวงตาของปรมาจารย์มู่ ลู่เฟิงรีบขัด “ปรมาจารย์มู่ ได้โปรดฟังผมเล่าให้จบก่อนที่คุณจะตัดสิน ผมยอมรับความจริงที่ว่าจางเซวียนมีความปราดเปรื่องมาก และการปรากฏตัวของเขาก็ถือเป็นเรื่องดีกับสถาบันปรมาจารย์หากเขาใช้ความสามารถของเขาไปในทางที่ถูก แต่นี่เขากลับใช้ความสามารถของเขาไปในทางที่ผิด เขาสามารถทำลายสถาบันปรมาจารย์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปีได้เลย!”
“ใช้ความสามารถของเขาไปในทางที่ผิด?” ปรมาจารย์มู่ขมวดคิ้วก่อนพยักหน้า
ดวงตาหยั่งรู้ทำให้ผู้นั้นมองเห็นความผิดพลาดในอดีตและแก่นแท้ของสรรพสิ่ง หากใช้เป็นเครื่องมือชี้แนะผู้อื่นในทางที่ถูกต้อง ก็จะถือว่าได้ช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ แต่หากใช้ไปในทางที่ผิดก็เรียกได้ว่าเป็นหายนะ
แม้เรื่องแบบนี้จะไม่มีบันทึกไว้ แต่ก็เคยมีกรณีที่ปรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่องกลายเป็นคนทรยศต่อมวลมนุษยชาติเสียเอง
เจ็ดพันปีก่อน อัจฉริยะผู้มีภูมิหลังธรรมดาๆคนหนึ่งประสบความสำเร็จ ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวก่อนอายุ 30 ทำให้เป็นที่ร่ำลือกันอย่างมาก ขณะที่ทุกคนคิดว่าเขาจะต้องกลายเป็นเสาหลักของสภาปรมาจารย์และมวลมนุษยชาติ ทางสภาปรมาจารย์ก็ได้ตัดสินเขาอย่างผิดพลาดและไม่ยุติธรรม ด้วยความโกรธแค้น อัจฉริยะผู้นั้นจึงได้ตามล่าปรมาจารย์ทั้ง 37 คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และสังหารจนหมดสิ้น
การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลองในรัศมีถึง 3000 ลี้ ผู้คนกว่า 100 ล้านต้องเสียชีวิตเซ่นสังเวยสงคราม ผลจากการทำลายล้างครั้งนั้นไม่ได้ต่างอะไรกับการถูกกองทัพเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเข้ารุกรานเลย
จากหายนะในครั้งนั้น ทางสภาปรมาจารย์ก็ไม่อาจรับมือได้ จึงได้ส่ง “หน่วยปรมาจารย์ไล่ล่า” ไปจัดการ
เมื่อรู้ว่ากำลังถูกปรมาจารย์ระดับสูงตามล่า อัจฉริยะผู้นั้นก็หลบหนีไปยังชายแดนและล่อลวงปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวและเหนือกว่าอีกกว่า 9 พันคนให้เข้าไปติดกับที่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นวางไว้หน้าสันเขาฟูโบ
มันคือสงครามนองเลือด แม้ในที่สุดจะสามารถสังหารอัจฉริยะผู้นั้นได้ แต่สภาปรมาจารย์ก็ได้รับความเสียหายยับเยิน ต้องสูญเสียปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวไป 3 คน, ระดับ 7 ดาว 134 คน และระดับ 6 ดาวอีก 7612 คน
สุดท้าย สงครามในครั้งนั้นก็ได้รับการขนานนามว่าหายนะฟูโบ!
นั่นถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งที่สภาปรมาจารย์ได้รับหลังจากที่ปรมาจารย์ขงก่อตั้งทวีปแห่งปรมาจารย์เป็นต้นมา
ใช้เวลานานทีเดียวกว่าที่สภาปรมาจารย์จะฟื้นตัวจากความเสียหายครั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ สภาปรมาจารย์จึงปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การรับปรมาจารย์ นอกจากความปราดเปรื่องแล้ว นิสัยใจคอและจริยธรรมก็เป็นประเด็นสำคัญด้วย
ผู้ใดที่มีนิสัยใช้ไม่ได้และไร้ศีลธรรม หากได้รับการบ่มเพาะด้วยทรัพยากรจากสภาปรมาจารย์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อมวลมนุษยชาติมากขึ้นเท่านั้น
จำนวนปรมาจารย์ที่มีดวงตาหยั่งรู้นั้นมีน้อยมากแม้จะนับตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์อันยาวนานของสภาปรมาจารย์ และแต่ละคนก็ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะชั้นยอด เป็นผู้นำในยุคสมัยของตัวเอง หากพวกเขาใช้อำนาจของตัวเองในทางที่ชอบธรรม มนุษยชาติก็จะได้รับความเจริญรุ่งเรือง แต่หากใช้ในทางที่ผิด พวกเขาก็อาจสร้างความวอดวายได้มากกว่าเมื่อครั้งหายนะฟูโบเสียอีก
“หรือว่าจางเซวียนที่พวกคุณทุกคนพูดถึงมีนิสัยใช้ไม่ได้และไร้จริยธรรม?” ปรมาจารย์มู่แสดงความความสงสัย
หากเป็นแบบนั้น พวกเขาก็ต้องปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง ไม่อย่างนั้นก็อาจเกิดหายนะครั้งใหญ่ในทวีปแห่งปรมาจารย์ได้อีก
“จะเป็นไปได้อย่างไร!”
เมื่อได้ยินคำนั้น หัวหน้ามั่วอุทานออกมาอย่างไม่พอใจ “เขาทำให้นักเรียนจำนวนมากได้เข้าเรียนในสถาบัน ยกระดับความแข็งแกร่งให้กับมวลมนุษยชาติ ปรมาจารย์จางมอบคะแนนกว่า 40,000 คะแนนที่เขาสะสมได้ให้ใครต่อใครโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทนเลย บุคคลที่มีน้ำใจแบบนี้จะกลายเป็นคนชั่วร้ายได้อย่างไร?”
“หัวหน้ามั่ว ผมไม่อยากให้คุณมองแต่ภายนอก เห็นชัดเลยว่าที่เขาทำไปก็เพื่อหาสมัครพรรคพวก และทำให้เขาก่อตั้งแก๊งชวนชวนขึ้นมาได้!” ลู่เฟิงโบกมือ
“แก๊งชวนชวน?” ปรมาจารย์มู่ตั้งคำถาม
“แก๊งชวนชวนคือแก๊งนักเรียนที่จางเซวียนก่อตั้งขึ้น โดยปกติกลุ่มแก๊งของนักเรียนคือเครื่องมือรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวระหว่างปรมาจารย์ ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาตัวเองและทำงานร่วมกันได้ดี ด้วยเหตุนี้ทางสถาบันจึงไม่ได้มีข้อห้ามอะไร แต่นั่นแหละ เขาเพิ่งเข้ามาในสถาบันได้เพียงไม่นาน แต่กลับพยายามชักจูงเหล่านักเรียนให้ร่วมทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องในสถาบัน ชัดเจนว่าเขามีจิตใจที่ชั่วร้าย!” ลู่เฟิงพูด
“หัวหน้าลู่, ในฐานะปรมาจารย์ ระวังคำพูดของคุณด้วย!” หัวหน้ามั่วหน้าตาถมึงทึง
คุณหมายความว่าอย่างไรที่พูดว่าร่วมกันทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง?
แค่นักเรียนรวมกลุ่มกัน หมายความว่าพวกเขาต้องคิดร้ายหรือ?
“ตามที่ฉันรู้มา ดูเหมือนปรมาจารย์จางจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีการก่อตั้งแก๊งชวนชวน เพราะถูกข่มขู่รังแกจากศิษย์พี่ พวกนักเรียนใหม่จึงรวมตัวกัน และในฐานะผู้ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่นักเรียนใหม่ พวกเขาจึงเสนอชื่อปรมาจารย์จางให้เป็นผู้นำ ก็เท่านั้นเอง” เว่ยหรันเฉว่มีสีหน้าไม่สู้ดี
ด้วยอำนาจและอิทธิพลที่เหล่าปรมาจารย์มี พวกเขาจึงจำเป็นต้องระมัดระวังทุกคำพูด โดยเฉพาะเมื่อไม่มีหลักฐานชัดเจนพอ ไม่อย่างนั้นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งอาจต้องตกเป็นเหยื่อ
“ระวังคำพูด? ผมระมัดระวังทุกคำพูดของผมอยู่แล้ว! ในเมื่อมาถึงขนาดนี้ ผมก็จะไม่ปกปิดอะไรแล้วนะ ผมจะบอกพวกคุณว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น แล้วพวกคุณก็ประเมินเอาเองแล้วกันว่าผมกล่าวหาเขาหรือเปล่า!” ลู่เฟิงร่ายยาวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ที่ประชุมฟัง
“คุณกำลังจะบอกว่าทั้งอาจารย์และนักเรียนทุกคนของโรงเรียนนักปรุงยาไปเข้าร่วมแก๊งชวนชวน ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งผู้อาวุโส?”
“ตอนนี้โรงเรียนนักปรุงยาก็เลยไม่ต่างอะไรกับเปลือกหอยว่างเปล่า?”
ทั้งห้องพลันเงียบกริบ หัวหน้าโรงเรียนทั้งสิบรวมทั้งปรมาจารย์มู่ถึงกับอึ้งไป
ทำไมถึงฟังดูเหมือนนิยายหลอกเด็กเลย?
“ก็ใช่น่ะสิ! สิ่งที่สำคัญที่สุดของปรมาจารย์ก็คือการสั่งสอนลูกศิษย์ เขาสามารถทำให้ผู้คนจำนวนมากลาออกจากการเป็นศิษย์พร้อมๆกันเพียงเพื่อไปเข้าร่วมแก๊งนักเรียน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหมอนั่นจะต้องใช้วิธีการสกปรกบางอย่าง!”
ลู่เฟิงหน้าเปลี่ยนสีด้วยความเดือดดาล “ถ้าเราไม่รีบรับมือกับเขา เขาคงจะทำแบบเดียวกันกับโรงเรียนอื่นๆด้วย ไม่ช้าอาจารย์และนักเรียนทุกคนในสถาบันปรมาจารย์จะต้องกลายเป็นนักเรียนของเขา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น สถาบันก็ไม่ต่างอะไรกับของเล่นในกำมือของหมอนั่น!”
ทุกคนเงียบกริบ
แม้แต่หัวหน้ามั่ว หัวหน้าจ้าว และคนอื่นๆก็ตกตะลึงกับคำพูดนั้น
พูดกันตามตรง พวกเขาคิดว่าลำพังสิ่งที่ปรมาจารย์จางได้ทำลงไป คือการทำลายสถิติในโรงเรียนของพวกเขาและพังสิ่งปลูกสร้างจนพินาศวอดวายนั้นก็น่าสะพรึงพออยู่แล้ว ใครจะคิดว่าเขาเก่งกล้าสามารถถึงขนาดจูงใจอาจารย์และนักเรียนทั้งหมดของโรงเรียนนักปรุงยาได้ด้วยการบรรยายเพียงครั้งเดียว?
ช่างน่าสะพรึงจริงๆ!
นี่ถ้าเขาเปิดการบรรยายอีก 2-3 ครั้ง ทุกคนในโรงเรียนมิกลายเป็นลูกศิษย์ของเขาไปหมดหรือ?
หลังจากเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง ปรมาจารย์มู่ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “คุณได้ฟังการบรรยายของเขาหรือยัง?”
“จางเซวียนอนุญาตให้สมาชิกในแก๊งชวนชวนเข้าฟังการบรรยายของเขาได้ฟรี แต่สำหรับคนนอกจะต้องจ่ายค่าผ่านประตูแพงมาก ตัวผม โจวชิงและรองหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยาคนอื่นๆต้องจ่ายค่าผ่านประตูเป็นหินวิเศษขั้นสูงคนละก้อน!”
ลู่เฟิงคำราม “อันที่จริงพวกเราก็ได้ฟังการบรรยายของเขาเหมือนกัน แต่โดยพื้นฐานก็เรียกได้ว่าแค่งั้นๆ นอกจากความจริงที่ว่ามันเหลวไหลไร้สาระทั้งเพ สิ่งที่เขาพูดออกมาส่วนใหญ่ยังเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อล่อลวงให้คนอื่นๆคล้อยตาม!”
“งั้นๆ?” ปรมาจารย์มู่ขมวดคิ้ว
“ก็ใช่น่ะสิ อ้อ ผมบอกไปหรือยังว่าเขาใช้วิธีการสกปรกบางอย่างขโมยยาเม็ดเกรด 6 ไปจากหอยาเม็ดของเรา เพื่อเอาชนะใจและให้ได้รับการสนับสนุน เขามอบยาเม็ดให้กับนักเรียนที่ใกล้จะฝ่าด่านวรยุทธแบบฟรีๆ เพื่อสร้างความประทับใจแบบปลอมๆให้กับผู้ติดตามของเขา”
ลู่เฟิงทบทวนเหตุการณ์ที่เขาได้เห็นในแก๊งชวนชวนให้ที่ประชุมฟัง
“การมอบยาเม็ดให้กับผู้ที่ต้องการก็ถือเป็นเรื่องดี แต่หากจงใจใช้เพื่อให้ได้รับการสนับสนุน ก็กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ!” ปรมาจารย์มั่วพยักหน้า
สถาบันปรมาจารย์คือสถานที่บ่มเพาะนักเรียนให้เติบโตขึ้นเป็นเสาหลักค้ำจุนมวลมนุษยชาติ จึงเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นบรรดานักเรียนพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าจางเซวียนจงใจใช้ยาเม็ดที่เขาขโมยไปเพื่อหาสมัครพรรคพวก นั่นก็แปลว่าเขาไร้ซึ่งความชอบธรรม
“เขาต้องมีเจตนาชั่วร้ายแน่!” ลู่เฟิงเสริม “ไม่อย่างนั้น คนๆเดียวจะทำให้ทั้งนักเรียนและอาจารย์ภักดีต่อเขาขนาดนั้นได้อย่างไรภายในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง?”
ปรมาจารย์มูส่ายหน้า “นักรบทุกคนมีลักษณะเฉพาะตัว พวกเขามีความเชี่ยวชาญและความเข้าใจโลกในแบบของตัวเอง ดังนั้นบทเรียนที่แต่ละคนต้องการจึงแตกต่างกันออกไป นี่คือเหตุผลที่ปรมาจารย์ขงเสนอให้มีการชี้แนะแบบตัวต่อตัว การจะเอาชนะใจและได้การยอมรับจากเหล่าอาจารย์และนักเรียนผ่านการบรรยายเพียงครั้งเดียวและทำให้พวกเขาเข้าร่วมแก๊งชวนชวนได้นั้น อันที่จริงแทบไม่น่าเป็นไปได้เลย”
ต่อให้ปรมาจารย์คนหนึ่งจะเก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเอาชนะใจได้ทุกคน
เพราะถึงอย่างไรมนุษย์ก็ไม่ใช่เงินตรา ไม่อาจทำให้ทุกคนรักได้
แต่ปรมาจารย์กลับทำสำเร็จ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาอาจใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม
“ในเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนนักปรุงยาของคุณ คุณคิดจะจัดการอย่างไร?” ปรมาจารย์มู่หันไปถามลู่เฟิง
“สิ่งที่ผมคิดไว้นั้นง่ายมาก ผมอยากให้ทั้ง 10 โรงเรียนมีมติร่วมกันขับจางเซวียนออกจากสถาบันปรมาจารย์ ห้ามเขาเหยียบย่างเข้ามาที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว!”
ลู่เฟิงคำรามเย้ย “จากนั้น เขาจะถูกถอนใบอนุญาตปรมาจารย์ และไม่อาจเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ได้อีกจนชั่วชีวิต!”
