ตอนที่ 854 เสิ่นจวิน
“นายน้อยเสิ่นจวิน”
ชิงย่วนหน้าตึงด้วยความหงุดหงิดเมื่อเห็นอีกฝ่าย แต่ก็ยังแนะนำ “พวกเขาเป็นนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์เช่นกัน, เพื่อนร่วมชั้นขององค์หญิงหยู่เฟยเอ๋อ เขาคือปรมาจารย์จาง และเธอคือปรมาจารย์หลัว”
“ปรมาจารย์จางกับปรมาจารย์หลัว ยินดีที่ได้พบคุณ ผมคือเสิ่นจวิน!” ชายหนุ่มประสานมือและทักทาย ก่อนจะยกแก้วไวน์ในมือขึ้นแล้วดื่มให้ทั้งสอง
จางเซวียนกับหลัวฉีฉียกแก้วไวน์ขึ้นดื่มเช่นกัน
“เจ้าหนุ่มคนนั้นคือเสิ่นจวิน นายน้อยของตระกูลเสิ่น, 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ของจักรวรรดิหงหย่วน ยังหนุ่มและเฉลียวฉลาด ทำคุณประโยชน์ให้กับราชวงศ์ และอยู่ในตำแหน่งที่มีเกียรติของจักรวรรดิ เขาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของชิงย่วน และในการดวลครั้งที่แล้ว ชิงย่วนเป็นรองเขาอยู่เล็กน้อย” อู๋เจิงแอบบอกจางเซวียนเมื่อเห็นสีหน้างุนงงของเขา
“4 ตระกูลใหญ่?” จางเซวียนถาม
“ใช่แล้ว นอกจากราชวงศ์ กลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิหงหย่วนก็คือ 4 ตระกูลใหญ่ ตระกูลเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อเชื้อพระวงศ์และผู้เชี่ยวชาญอีกมากมาย เหล่าเชื้อพระวงศ์จึงปฏิบัติตัวต่อพวกเขาอย่างดี นอกจากตระกูลเสิ่น ก็ยังมีตระกูลชิง ซึ่งเป็นตระกูลของชิงย่วน ตระกูลอู๋ของผม และตระกูลหลิว ในแง่ของสถานภาพ ตระกูลเสิ่นมาอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยตระกูลชิง และรั้งท้ายด้วยตระกูลหลิวกับตระกูลอู๋” อู๋เจิงตอบ
เมื่อรู้ว่าอู๋เจิงก็มาจาก 4 ตระกูลใหญ่เช่นกัน จางเซวียนถึงกับประหลาดใจ “แปลว่าคุณก็เป็นทายาทของสี่ตระกูลใหญ่?”
ชิงย่วนกับอู๋เจิงมีความแตกต่างกันมาก ทั้งในด้านบุคลิกนิสัยและของล้ำค่าที่พวกเขามี จางเซวียน จึงคิดมาตลอดว่าอู๋เจิงน่าจะมาจากตระกูลธรรมดาๆ
“ผมเป็นทายาทฝั่งกิ่งก้านสาขาของตระกูล จึงเป็นธรรมดาที่สถานภาพจะแตกต่างจากผู้สืบเชื้อสายโดยตรงอย่างชิงย่วน” อู๋เจิงอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน
สายเลือดถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการประสบความสำเร็จของเหล่าตระกูลใหญ่ ทำให้เกิดสถานภาพที่เหลื่อมล้ำกันมากระหว่างผู้สืบสายเลือดโดยตรงกับกิ่งก้านสาขาของตระกูล
เพราะชิงย่วนมาจากผู้สืบสายเลือดโดยตรง เขาจึงมีสถานภาพสูงส่งในตระกูล เหล่าสมาชิกในตระกูลต่างทุ่มเททรัพยากรมากมายเพื่อบ่มเพาะเขา
อู๋เจิงกับจางเซวียนใช้โทรจิตคุยกัน ดูเหมือนจะใช้เวลานาน แต่อันที่จริงเพียงครู่เดียวเท่านั้น หลังจากเสิ่นจวินวางแก้วไวน์ของเขาลง เขาก็หันไปยิ้มให้ชิงย่วน “ผมมีเรื่องอยากขอร้องพวกคุณ แต่ไม่แน่ใจว่าสมควรจะพูดหรือเปล่า”
“ในเมื่อไม่แน่ใจว่าสมควรพูดหรือเปล่า คุณก็เงียบไว้เสียดีกว่า”
ดูเหมือนจะรู้ว่าเสิ่นจวินกำลังจะพูดอะไร ชิงย่วนปฏิเสธอย่างเฉยเมย
เสิ่นจวินยังคงวางมาดต่อไป ไม่ใส่ใจอาการฟึดฟัดของชิงย่วน “ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมพบองค์หญิงที่ 6 ตอนผมอายุ 12 ปี ผมก็รู้เลยว่าเธอคือเป้าหมายในชีวิตของผม เพื่อให้คู่ควรกับเธอ ผมทำงานและฝึกฝนอย่างหนักเพื่อสถานภาพและความแข็งแกร่งอย่างที่มีอยู่ในทุกวันนี้ ในฐานะปรมาจารย์คุณคงบอกได้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมพยายามแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้น ความคิดที่จะล้มเลิกก็ไม่เคยอยู่ในหัวของผม ผมรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจำเป็น หากผมต้องการจะยืนเคียงข้างเธออย่างคู่ควร”
หัวข้อการสนทนาของเขาคือเรื่องราวเก่าๆและความรู้สึกที่เขามีให้กับหยู่เฟยเอ๋อ
ชิงย่วนหน้าบึ้งเมื่อได้ยิน
แม้เขาจะเลิกล้มความตั้งใจในการติดตามเทียวไล้เทียวขื่อหยู่เฟยเอ๋อแล้ว แต่จะให้ลืมอารมณ์และความรู้สึกที่ทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาหลายปีได้อย่างไร? การสารภาพถึงความรักต่อหยู่เฟยเอ๋อต่อหน้าเขาแบบนี้ ชัดเจนว่าเสิ่นจวินตั้งใจจะดูหมิ่นเขา
เสิ่นจวินส่งยิ้มหลังจากจบอารัมภบท “ผมจึงตั้งใจว่าจะขอองค์หญิงที่ 6 แต่งงานต่อหน้าฮ่องเต้ และจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากถ้าคุณจะช่วยพูดแทนผม เมื่อเวลานั้นมาถึง”
“พูดแทน? คุณฝันไปเถอะ!” ชิงย่วนขบกรามแน่น ดูพร้อมจะระเบิดได้ทุกวินาที
“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งโมโหโกรธาไป ผมไม่ได้คิดจะพึ่งพาคุณตั้งแต่ต้นหรอกนะ” เสิ่นจวินหัวเราะหึๆกับอาการฟึดฟัดของชิงย่วน
เขาหันไปมองจางเซวียนกับหลัวฉีฉี และพูดต่อ “ผมหวังว่าคุณทั้งสองจะช่วยผมในเรื่องนี้ได้ และตัวผมก็อยากเป็นเพื่อนกับพวกคุณด้วย นี่คือสัญลักษณ์แสดงความจริงใจจากผม หวังว่าพวกคุณจะรับมันไว้!”
เมื่อพูดจบ เสิ่นจวินก็กวักมือเรียกชายหนุ่มคนหนึ่งออกมาจากด้านหลัง เขาสะบัดข้อมือ จากนั้นก็นำกล่องหยก 2 ใบออกมาวางบนโต๊ะ
ทันที่ที่เปิดกล่อง พลังจิตวิญญาณเข้มข้นก็พวยพุ่งออกมาทันที สร้างความรู้สึกสดชื่นราวสายลมเย็นที่พัดโชยใบหน้าทุกคน
มีหินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อนอยู่ในแต่ละกล่อง
มอบของกำนัลเป็นหินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อนให้แต่ละคนตั้งแต่พบกันครั้งแรก เสิ่นจวินช่างใจกว้างเหลือเกิน
แน่นอนว่าเรื่องนี้บ่งบอกว่าเขาเอาจริงเอาจังแค่ไหน ไม่มีนักรบคนใดสามารถปฏิเสธหินวิเศษขั้นสูงได้ แต่หากทั้งคู่รับไว้ ก็คงดูไม่งามนักหากจะปฏิเสธข้อเสนอของเสิ่นจวิน
สมกับที่เป็นนายน้อยของตระกูลเสิ่น เขารู้ดีว่าควรต่อกรกับผู้คนอย่างไร
“คุณมอบหินวิเศษขั้นสูงให้พวกเรา 4 ก้อนเพื่อให้เราพูดแทน? นายน้อยเสิ่นช่างใจกว้างเหลือเกิน ฉีฉี, ในเมื่อเขาให้เราแล้ว จะปฏิเสธเขาก็คงไม่สุภาพนัก รับไว้เถอะ!” จางเซวียนยิ้มตอบอย่างกระตือรือร้น
หินวิเศษ 4 ก้อนเป็นเงินก้อนใหญ่ คงจะน่าเสียดายสุดๆหากไม่รับไว้ และโดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายให้เขาฟรีๆ
เสิ่นจวินอ้าปากค้าง ก่อนจะรีบเก็บกิริยาพร้อมกับหัวเราะหึๆ “น้องจางช่างเป็นคนตรงไปตรงมาเสียจริง เราน่าจะเข้ากันได้ดีนะ!”
เขาเปลี่ยนคำนำหน้าของจางเซวียนจาก ‘ปรมาจารย์จาง’ เป็น ‘น้องจาง’ ราวกับจะเน้นย้ำว่าทั้งคู่สนิทสนมกันแค่ไหน จากนั้นก็ส่งสายตากวนโทสะให้ชิงย่วนก่อนจะกลับไปที่นั่ง
จะว่าไป เสิ่นจวินเองก็ไม่คิดว่าจางเซวียนจะรับหินวิเศษขั้นสูงทั้ง 4 ก้อนไว้ เพราะมันหมิ่นเหม่ต่อความสัมพันธ์ของเขากับชิงย่วนเหลือเกิน
“ปรมาจารย์จาง” ชิงย่วนถึงกับตกใจเมื่อเห็นจางเซวียนรับหินวิเศษของเสิ่นจวินไว้ ทั้งๆที่อีกฝ่ายตั้งใจหยามหน้าเขา
เห็นชิงย่วนเก็บอาการไม่อยู่ จางเซวียนอธิบายอย่างสุขุม “ไม่ต้องกังวลใจไปหรอก คุณได้ใช้เวลากับหยู่เฟยเอ๋อมาก็เนิ่นนาน คุณคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงชนิดที่คล้อยตามลมปากคนหรือ?”
“เอ่อ” คำพูดนั้นขจัดความแคลงใจของชิงย่วนในทันที
ถ้าสุภาพสตรีที่เขาสนใจหวั่นไหวง่ายๆกับลมปาก เขาคงไม่ต้องตกกระป๋องทั้งๆที่พยายามอยู่หลายปีแบบนี้
หยู่เฟยเอ๋อเป็นคนที่มีความคิดของตัวเอง ทั้งยังดื้อรั้นสุดๆ หากเธอตัดสินใจอะไรแล้ว ต่อให้กระทิงร้อยตัวมาฉุดก็เอาไม่อยู่
ก็เพราะความดื้อรั้นนี้เองที่ทำให้เธอยินยอมเป็นแม่บ้านของปรมาจารย์จางแทนที่จะรับไมตรีจากชิงย่วน
คนแบบนี้จะหวั่นไหวกับลมปากง่ายๆได้อย่างไร?
“ในเมื่อคำพูดของเราเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของหยู่เฟยเอ๋อไม่ได้อยู่แล้ว ทำไมเราถึงไม่รับของขวัญดีๆที่เขาเสนอให้ล่ะ?” จางเซวียนยิ้มอย่างมีเลศนัย “ต่อให้เป็นทายาทสายตรงของตระกูลเสิ่นก็เถอะ หินวิเศษขั้นสูง 4 ก้อนมีราคาค่างวดไม่น้อยทีเดียว”
ชิงย่วนตาโตเมื่อถึงบางอ้อ
ตระกูลชิงของเขาไม่ได้อ่อนด้อยกว่าตระกูลเสิ่นมากมายนัก และสถานภาพของเขาในตระกูลชิงก็เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับเสิ่นจวิน
เมื่อคำนึงถึงว่า ด้วยสถานภาพของชิงย่วน เป็นเรื่องยากเอาการที่เขาจะได้หินวิเศษขั้นสูงมา ต่อให้เป็นเสิ่นจวินที่มีระดับวรยุทธสูงกว่า ก็คงต้องลำบากลำบนไม่แพ้กัน
ดังนั้น แม้เสิ่นจวินจะแสดงทีท่าเป็นคนใจป้ำ แต่ก็ปวดใจจนแทบกระอักเลือดออกมาเมื่อเห็นหลัวฉีฉีเก็บหินวิเศษขั้นสูงทั้ง 4 ก้อนเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของเธอ
อันที่จริง เสิ่นจวินตั้งใจจะใช้โอกาสนี้หักหน้าชิงย่วนและสร้างความร้าวฉานในหมู่พวกเขา แต่ใครจะคิดว่าจางเซวียนจะหน้าไม่อายถึงกับรับหินวิเศษไว้หน้าตาเฉยแบบนั้น
เสิ่นจวินลั่นวาจาไปแล้วว่าหินวิเศษเป็นของพวกเขา และในฐานะนายน้อยของตระกูลเสิ่น คงเป็นตัวตลกให้เธอหัวเราะเยาะแน่หากเขาคืนคำ
ว่าแต่ ตอนนี้หัวใจของเขาเจ็บปวดเหลือแสน
ชิงย่วนตาลุกเมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ความรู้สึกแย่ๆที่เขาได้รับจากการเผชิญหน้ากับเสิ่นจวินหายวับไปเป็นปลิดทิ้ง
เมื่อสบตาปรมาจารย์จางอีกครั้ง ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความเคารพยกย่องอย่างจริงใจ
เรื่องจริงก็คือจางเซวียนพูดถูก นายน้อยเสิ่นกำลังปวดใจจนแทบกระอักเลือด
เขานำหินวิเศษขั้นสูงทั้ง 4 ก้อนมาเพื่อหวังจะหยามหน้าชิงย่วน แต่ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายจะทำตัวน่าไม่อายถึงขนาดรับไว้
แถมยังรับหน้าตาเฉย ไม่มีวี่แววจะลังเลใจสักนิด
นี่คุณแน่ใจหรือว่าเป็นเพื่อนกับชิงย่วน?
ความจงรักภักดีต่อเพื่อนหายไปไหนหมด?
ขณะที่เสิ่นจวินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ส่งโทรจิตถาม “พี่เสิ่น หมอนั่นเป็นใคร?”
ชายหนุ่มคนนี้เป็นทายาทของตระกูลหลิว, 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่เช่นกัน
เสิ่นจวินคำรามเยาะหยัน “ไอ้คนงก!”
คุณชายหลิวงงงันกับคำตอบของเสิ่นจวิน
เท่าที่ดูจากเสื้อผ้าของ ‘ไอ้คนงก’ นั่น ดูเหมือนเขาจะเป็นปรมาจารย์
ปรมาจารย์เป็นผู้เที่ยงธรรมและซื่อตรงไม่ใช่หรือ? กลายเป็นไอ้คนงกได้อย่างไร?
…..
การเผชิญหน้ากับเสิ่นจวินเป็นเพียงเรื่องขี้ปะติ๋ว จางเซวียนจึงไม่ใส่ใจอะไรมากมาย ตอนนี้ความสนใจของเขาอยู่ที่การค้นหารายละเอียดของต้นโพธิ์เซียน และตัดสินใจว่ามันมีประสิทธิภาพในการเยียวยาจิตวิญญาณของเว่ยหรูเหยียนหรือไม่
เขาจึงหันไปถามชิงย่วน “ผมได้ยินว่ามีต้นโพธิ์เซียนอยู่ในพระราชวัง ซึ่งมีอานุภาพในการเยียวยาจิตวิญญาณได้ เป็นความจริงหรือเปล่า?”
“ต้นโพธิ์เซียน? พอคุณพูดถึง ผมก็คิดว่าผมเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนนะ!” ชิงย่วนพยักหน้า
ในฐานะทายาทของ 4 ตระกูลใหญ่ เขาพอจะล่วงรู้ความลับสำคัญบางอย่างของพระราชวัง
เมื่อได้ยินว่าชิงย่วนรู้เรื่อง จางเซวียนตาโตและรีบถามต่อ “แล้วคุณรู้หรือไม่ว่ามันอยู่บริเวณไหนของวัง?”
“ถ้าผมจำไม่ผิดนะ มันอยู่ในหอบรรทมของฮ่องเต้” ชิงย่วนตอบ “เรื่องนี้เป็นความลับของราชวงศ์ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
ถ้าเป็นคนอื่นถาม ไม่มีทางที่ชิงย่วนจะยอมเปิดเผยความลับง่ายๆ แต่เขาเป็นหนี้ชีวิตต่อจางเซวียน ทั้งยังเชื่อมั่นในความชอบธรรมของอีกฝ่าย
“หอบรรทม?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เขาไม่แน่ใจว่าหอบรรทมของฮ่องเต้อยู่ที่ไหน แต่หากค้นหาอย่างถี่ถ้วนก็คงไม่ยากจนเกินไป เพราะหอบรรทมของฮ่องเต้น่าจะอยู่ในพื้นที่ที่มีค่ายกลปกป้อง มีกองกำลังอารักขาแน่นหนา เพื่อ ป้องกันผู้บุกรุก หากเขาไปตามทิศทางนั้น ก็คงหาเจอโดยไม่ยากเย็นอะไร
เราต้องหาโอกาสถอดจิตออกไปสำรวจดู จางเซวียนคิด
ด้วยระดับวรยุทธของเขาในตอนนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะรอดหูรอดตาเรดาร์ของเหล่าผู้เชี่ยวชาญในพระราชวังไปจนถึงหอบรรทม เว้นเสียแต่ว่าจะไปในรูปของจิตวิญญาณ
จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ตราบใดที่เขาไม่ไปจ๊ะเข้ากับนักรบระดับเซียนสักคนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องจิตวิญญาณ ก็ย่อมหลุดรอดจากการถูกตรวจพบไปได้
เมื่อคิดแล้ว จางเซวียนก็หันไปถามสาวน้อยที่นั่งอยู่ข้างเขา “ฉีฉี งานเลี้ยงจะเริ่มเมื่อไหร่?”
หลัวฉีฉีมองไปรอบๆก่อนจะตอบว่า “แขกเหรื่อยังมากันไม่ครบเลย ฉันคิดว่าน่าจะอีกราวๆ 1 ชั่วโมง!”
“มีเวลาเหลือเฟือ ผมเพิ่งเกิดแรงบันดาลใจบางอย่างกะทันหัน จึงอยากขอฝึกฝนวรยุทธสักครู่หนึ่ง อารักขาผมด้วยนะ อย่าให้ใครมารบกวนได้!” จางเซวียนสั่งการ
“คุณจะฝึกฝนวรยุทธที่นี่หรือ?” หลัวฉีฉีทำตาโต
นี่เราอยู่ในงานเลี้ยง สถานที่ที่ผู้คนดื่ม กิน ร้องเพลง และสนุกสนานรื่นเริงกัน คุณจะมาฝึกฝนวรยุทธนี่นะ?
“ใช่” จางเซวียนพยักหน้า
“เอาเถอะ” ได้ยินแล้ว หลัวฉีฉีก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกยำเกรงในตัวท่านอาจารย์ของเธอ
ขยันหมั่นเพียรเสียขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะก้าวหน้าได้รวดเร็ว คงมีเพียงไม่กี่คนที่ทำได้แบบเขา
“ขอบคุณมาก”
จางเซวียนหลับตาแล้วถอดจิตออกจากกายเนื้อของเขา
เขาได้เล่าเรียนทั้งศาสตร์แห่งนาฏศิลป์และศาสตร์ของมือบรรเลงบทเพลงปีศาจมาแล้ว ความเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณจึงล้ำลึกกว่าเดิม ทำให้จางเซวียนสามารถปกปิดจิตวิญญาณของตัวเองได้ดีขึ้น เขาหลุดรอดออกจากห้องโถงใหญ่ไปโดยไม่ดึงดูดความสนใจของใครเลย
เมื่อพ้นจากห้องโถงใหญ่แล้ว จางเซวียนไม่กล้าไปไหนสะเปะสะปะ จึงเปิดใช้งานดวงตาหยั่งรู้
ทันใดนั้น ค่ายกลมากมายที่ถูกติดตั้งไว้ทั่วพระราชวังก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา
สถานที่ที่มีค่ายกลคุ้มกันอย่างเข้มงวดที่สุดอยู่ตรงนั้น
ไม่ช้า จางเซวียนก็เล็งเป้าหมายไปที่บ้านพักหลังหนึ่ง
ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ต่อให้อยู่ในสภาพของจิตวิญญาณ เขาก็ไม่กล้าที่จะร่อนเร่ไปไหนต่อไหนในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยค่ายกลเกรด 6 แต่หลังจากอ่านหนังสือในหอสมุดของโรงเรียนผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลมาแล้ว ก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนไหนในอาณาเขตของจักรวรรดิหงหย่วนที่จะเทียบชั้นกับเขาได้ในเรื่องความรู้ด้านค่ายกล ต่อให้ค่ายกลนั้นจะล้ำลึกหรือทรงพลังสักแค่ไหน ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงที่ไม่ใส่เสื้อผ้า ความลับของพวกมันถูกเปิดเผยอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง
หลังจากลัดเลาะไปตามค่ายกลและกลไกต่างๆด้วยความเชี่ยวชาญ ไม่นานจางเซวียนก็ไปถึง บ้านพักหลังนั้น
