ตอนที่ 884 จางเซวียนเปลี่ยนไป
“จิตวิญญาณแหว่งวิ่น? จอมราชันย์ของฉันเป็นเทพ เป็นอสูรระดับเซียนจากยุคสมัยดึกดำบรรพ์ การที่แกบุกเข้ามาสันเขาปุยเมฆก็ท้าทายอำนาจของจอมราชันย์แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก เขาจะกำจัดจิตวิญญาณของแกและฉีกร่างของแกเป็นชิ้นๆเพื่อแก้แค้นให้ฉัน” อสูรเสือสีทองร้องโหยหวนอย่างเดือดดาล
ดูเหมือนมันจะจงรักภักดีกับบางสิ่งที่เรียกว่าจอมราชันย์จนเป็นอริกับทุกคน
มันได้ยกย่องอีกฝ่ายไว้เลิศเลอจนตัวเองไม่อาจทำใจให้เชื่อได้ว่าจอมราชันย์เป็นเพียงแค่จิตวิญญาณ
ส่วนจางเซวียนก็ส่ายหน้า
ถ้าเจ้าสิ่งที่ถูกเรียกว่าจอมราชันย์มีพลังเสียขนาดนั้น คงไม่ต้องมาติดอยู่ในสันเขาปุยเมฆ ไม่ต้องรอคอยเครื่องเซ่นบรรดาการของอสูรเสือสีทองหรอก
“ถ้าจอมราชันย์ของแกเก่งกาจเสียขนาดนั้น แกไม่คิดบ้างหรือว่าเขาควรจะปรากฏตัวได้แล้วเมื่อเห็นแกอยู่ในสภาพนี้?” จางเซวียนยิ้มอย่างมีเลศนัย
“จอมราชันย์จะไม่มีวันทอดทิ้งฉัน แกจะต้องเสียใจที่ทำร้ายฉัน ไม่ช้าหรอก” อสูรเสือสีทองคำรามตอบอย่างบ้าคลั่ง
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ความไม่มั่นใจก็ฉายวาบขึ้นในแววตา ความเชื่อมั่นของมันสั่นคลอนเสียแล้ว
มันรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวมันกับจอมราชันย์คือการมีผลประโยชน์ต่อกันและกัน มันจัดหาเครื่องบรรณาการให้อีกฝ่าย และฝ่ายนั้นก็มอบพละกำลังหรือน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีให้
ต่อให้มันถูกซ้อมจนตาย ทั้งหมดที่จอมราชันย์จะทำก็คือหาอสูรตัวใหม่มาทำงานให้ ไม่มีความจำเป็นที่จอมราชันย์จะต้องช่วยชีวิตมัน หรือถ้าหมอนั่นอยากช่วยชีวิตมันล่ะก็ แปลว่าคงไม่ได้เห็นว่าหม้อใหญ่ใบนั้นซ้อมมันอย่างโหดเหี้ยมขนาดไหน
เมื่อรู้สึกได้ถึงความหวาดหวั่นที่เกิดขึ้นในส่วนลึกของแววตาอสูรเสือสีทอง จางเซวียนรู้ว่าคำพูดของเขาได้ผล จึงใส่การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์เข้าไปและพูดต่อ “ฉันได้ยินว่าแกเสนอจะมอบตัวหัวหน้ามั่วกับฉันให้จอมราชันย์ของแก นี่คือสิ่งที่แกทำกับปรมาจารย์มากมายก่อนหน้าพวกเราหรือเปล่า?”
เมื่อครู่ก่อน ตอนที่อสูรเสือสีทองยื่นข้อเสนอจะมอบชีวิตของหัวหน้ามั่ว จางเซวียน และปรมาจารย์อีกมากมายนับไม่ถ้วนให้เป็นบรรณาการกับจอมราชันย์นั้น อีกฝ่ายก็ตอบตกลงทันที การเจรจาราบรื่นเหมือนทั้งคู่เคยทำการแลกเปลี่ยนกันแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนเข้าใจความต้องการของกันและกันเป็นอย่างดี
และเมื่อนึกถึงศพมากมายก่ายกองที่เห็นอยู่รอบๆ การปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกันก็ไม่ยากจนเกินไป
ด้วยความเหี้ยมโหดของเรื่องนี้ อสูรสีทองจึงไม่อาจปล่อยให้อสูรระดับเซียนตัวอื่นๆรู้เรื่อง มันเก็บทุกอย่างไว้ให้เป็นคำถาม
บางทีความลึกลับทั้งหมดอาจจะอยู่ตรงนี้
“ไร้สาระ”
อสูรเสือสีทองส่ายหัวทันที แต่ยังพูดไม่ทันขาดคำ ร่างของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าก็พลันตระหง่านอยู่เหนือหัวราวกับเทพเจ้าผู้ไร้เทียมทานจากสรวงสวรรค์ มันพยายามจะปฏิเสธทุกเรื่อง แต่สมองไม่ทำตาม มันควบคุมตัวเองไม่ได้และละล่ำละลักสารภาพ “ใช่แล้ว จอมราชันย์ของฉันจะสูบเลือดเนื้อของปรมาจารย์พวกนั้นและมอบน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีให้พวกเราเป็นเครื่องตอบแทน ทำให้พวกเรามีโอกาสที่จะฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ!”
ก่อนหน้านี้ การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของจางเซวียนจะมีอานุภาพกับผู้ที่มีสายเลือดมนุษย์เท่านั้น ทำให้ไม่ส่งผลอะไรกับอสูร แต่หลังจากเขาเข้าถึงหัวใจครูบาอาจารย์ อานุภาพของการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ก็แผ่ขยายมาถึงเหล่าอสูรด้วย ทำให้เขาสามารถล่อลวงได้แม้แต่อสูรระดับเซียนอย่างอสูรเสือสีทอง
“สูบเลือดเนื้อของเหล่าปรมาจารย์?” หัวหน้ามั่วกำหมัดแน่น
ตัวเขาคิดว่าอสูรระดับเซียนพวกนี้เป็นแค่ภัยคุกคามสถาบันปรมาจารย์ที่จะต้องจัดการโดยเร็ว แต่ใครจะรู้ว่าพวกมันทำการอันแสนโหดเหี้ยมมาหลายปีแล้ว
หากเขารู้เสียตั้งแต่แรก คงจะหว่านล้อมสถาบันปรมาจารย์ให้ส่งกองกำลังมากวาดล้างสันเขาปุยเมฆไปตั้งแต่ต้น
หากเรื่องนี้ดำเนินไปอีกพันปี ก็ยากที่จะจินตนาการว่าจะต้องมีปรมาจารย์อีกกี่คนที่จะต้องสังเวยชีวิตอย่างเหี้ยมโหดให้กับอสูรเหล่านี้
จางเซวียนเองก็หน้าดำคร่ำเครียด แต่ยังซักต่อไป “แล้วกระดูกสีขาวในถ้ำมาจากศพของปรมาจารย์เหล่านั้นหรือเปล่า?”
“ใช่สิ! พวกนั้นคือปรมาจารย์ที่บังอาจบุกรุกเข้ามาในสันเขาปุยเมฆของฉันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันสังเวยเลือดเนื้อของพวกเขาให้จอมราชันย์ จนเหลือแต่กองกระดูกอย่างที่เห็นนั่นแหละ แล้วจอมราชันย์ก็ใช้ความแข็งแกร่งระดับเทพของเขาเปลี่ยนภูมิประเทศของสันเขาปุยเมฆให้กลายเป็นค่ายกลที่รวบรวมน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีโดยธรรมชาติ มันมีมูลค่ามาก ทำให้เหล่าอสูรในสันเขาปุยเมฆแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดหลายปีที่ผ่านมา” อสูรเสือสีทองอธิบายอย่างภาคภูมิใจ
ตัวมันไม่กล้าสังหารเหล่าปรมาจารย์อย่างออกหน้าออกตา แต่เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีปรมาจารย์จำนวนมากหายตัวไประหว่างการปฏิบัติภารกิจเสี่ยงภัยหรือด้วยเหตุผลเบ็ดเตล็ดต่างๆ มันจึงสามารถมอบบรรณาการเป็นปรมาจารย์หลายสิบหรือแม้แต่หลายร้อยคนให้จอมราชันย์ได้ทุกปีโดยไม่ดึงดูดความสนใจของใครๆมากนัก
จางเซวียนข่มความเดือดดาลไว้และถามต่อ “ในเมื่อจอมราชันย์ของแกสูบเลือดเนื้อจากเหล่าปรมาจารย์ ก็แน่นอนว่าต้องไม่ใช่จิตวิญญาณธรรมดาทั่วไป ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนล่ะ?”
การที่จิตวิญญาณดวงหนึ่งจะมีชีวิตอยู่ได้ จะต้องมีกายเนื้อรองรับ ไม่อย่างนั้นจะต้องเผชิญกับการเสื่อมถอยทั้ง 5 ทำให้อ่อนแอลงทุกขณะ
เหตุผลหลักที่มั่วคุนเสินมีชีวิตรอดอยู่ได้หลายหมื่นปีก็เพราะความพิเศษของบัวเก้าหัวใจ ถ้าไม่ใช่เพราะของล้ำค่าระดับเทพเจ้าชิ้นนั้นล่ะก็ จิตวิญญาณของเขาคงสูญสลายไปเสียนานแล้ว
การเอาตัวรอดมาได้ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์และสูบเลือดเนื้อของเหล่าปรมาจารย์ นั่นก็หมายความว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่าจอมราชันย์นั้นจะต้องเป็นจิตวิญญาณที่ไม่ธรรมดา
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจอมราชันย์ของฉันอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าเขาจะปรากฏตัวที่นี่เมื่อฉันร้องเรียก” อสูรเสือสีทองตอบ
“ร้องเรียกเขาที่นี่?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เขาเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้และเริ่มสำรวจพื้นที่โดยรอบ
คราวก่อนที่เขามาที่นี่ก็ได้สำรวจครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่เจออะไรผิดปกติเลย
แต่ถ้าสิ่งที่ถูกเรียกว่าจอมราชันย์จะปรากฏตัวก็ต่อเมื่อถูกร้องเรียกที่นี่ ก็เป็นไปได้ที่จะมีบางอย่างผิดปกติ
ขนาดเปิดใช้งานดวงตาหยั่งรู้ จางเซวียนก็ยังเห็นแต่ถ้ำธรรมดา ดูไม่มีอะไรผิดที่ผิดทางสักนิด
เดี๋ยวก่อน หมอนั่นดูเหมือนจะเพิ่งปรากฏตัวที่นี่ไม่นาน บางทีเราอาจจะแกะร่องรอยจากรังสีของเขาได้ เมื่อนึกได้ จางเซวียนพลันตาโต
ด้วยธรรมชาติของจิตวิญญาณที่เป็นภาพลวงตาและจับต้องไม่ได้ จึงทำให้ยากต่อการแกะร่องรอย แต่สำหรับผู้มีดวงตาหยั่งรู้ ก็สามารถหาร่องรอยบางอย่างได้หากพิจารณาให้ถี่ถ้วน
จางเซวียนเพ่งสมาธิไปตรงบริเวณที่จอมราชันย์ปรากฏตัวขึ้นเมื่อครู่ก่อน เส้นสายแห่งการหยั่งรู้รวมตัวกันในดวงตาของเขา และในที่สุดร่องรอยบางเบาก็ปรากฏขึ้นโดยตรงลึกเข้าไปในถ้ำ
“ติงติง จัดการเจ้านี่ให้ผมที!”
เมื่อเสร็จสิ้นการซักถามและพบร่องรอยที่จะนำไปสู่เป้าหมายต่อไปแล้ว จางเซวียนก็สั่งการหม้อต้นกำเนิดทองคำก่อนจะก้าวยาวๆเข้าไปในถ้ำ
อสูรเสือสีทองฆ่าแกงเหล่าปรมาจารย์มากเกินไป มันเกินขีดที่จางเซวียนจะรับไหว เขาจึงไม่มีความคิดที่จะไว้ชีวิตมัน
“ให้ผมจัดการเจ้านี่? เยี่ยมเลย! แบบนี้แหละที่ผมชอบ!” หม้อต้นกำเนิดทองคำกระโจนเข้าใส่อสูรเสือสีทองอย่างตื่นเต้น
“กะ-แกจะทำอะไร?” ได้ยินน้ำเสียงลิงโลดของหม้อต้นกำเนิดทองคำ อสูรเสือสีทองตัวสั่นด้วยความพรั่นพรึงขึ้นมาทันที “ปรมาจารย์จาง ผมจะยอมรับคุณเป็นเจ้านายของผม ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วย ได้โปรด อ๊ากกกกกกก!”
แต่ยังพูดไม่ทันจบ เสียงร้องโหยหวนด้วยความทุกข์ทรมานก็หลุดจากปากของมัน หม้อต้นกำเนิดทองคำตรงเข้าแผดเผาใบหน้าของมัน ทำให้เกิดเสียงแสกสากเมื่อเปลวไฟเสียดสีกับผิวหนัง ไม่ช้ากลิ่นตลบอบอวลก็ลอยไปทั่วถ้ำ
เอื๊อก!
ทั้งสิงโตเพลิงเลือดนก หมีหลังเหล็กและราชันย์ตัวอื่นๆพากันกลืนน้ำลายเมื่อเห็นภาพนั้น
บ้าบออะไรกันนี่
โชคดีเหลือหลายที่พวกเขายอมจำนนให้เจ้าปีศาจตัวนั้น ไม่อย่างนั้นคงได้ตกที่นั่งเดียวกับอสูรเสือสีทองแน่
ความรู้สึกนั้นยิ่งรุนแรงขึ้นอีกเมื่อเห็นใบหน้าของอสูรเสือสีทอง ใบหน้าที่พวกเขาทั้งเคารพและยำเกรงมาตลอดระยะเวลาหลายปีกำลังบิดเบี้ยวเป็นรูปร่างที่สุดจะสรรหาถ้อยคำมาบรรยาย
“ปรมาจารย์จาง!”
หัวหน้ามั่วไม่ใส่ใจหม้อต้นกำเนิดทองคำที่กำลังเริงร่า เขารีบตามไปสมทบกับจางเซวียน
เขาส่งโทรจิตหาอาจารย์ใหญ่จางเมื่อเข้าถึงตัว “เจ้า ‘จอมราชันย์’ ผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังไม่น้อย ในเมื่อพวกเราปราบกองกำลังของสันเขาปุยเมฆเสียแล้ว ผมไม่คิดว่าจอมราชันย์จะออกโรงทำอะไรในตอนนี้หรอก ทำไมเราถึงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้ให้ทางสำนักงานใหญ่จัดการล่ะ?”
เจ้าสิ่งที่ถูกเรียกว่าจอมราชันย์นั้นสามารถเยียวยาบาดแผลร้ายแรงของอสูรระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด แถมยังยกระดับวรยุทธของมันให้ไปจนถึงระดับเซียนขั้น 3 ด้วย พละกำลังของจอมราชันย์นั้นเรียกได้ว่าเหนือจินตนาการของเขา
การจะเข้าไปเผชิญหน้ากับศัตรูระดับนั้น แถมยังไม่พาหม้อต้นกำเนิดทองคำไปด้วย ทำให้หัวหน้ามั่วเกรงว่าอาจารย์ใหญ่จางจะได้รับอันตราย
เรื่องนี้เกินขอบเขตอำนาจของพวกเขา หากปล่อยให้ปรมาจารย์ที่มีตำแหน่งสูงกว่าจากทางสำนักงานใหญ่เป็นผู้สะสางก็น่าจะดีที่สุด
“เจ้า ‘จอมราชันย์’ น่ะคงรีบหลบหนีไปเมื่อเห็นบริวารผู้จงรักภักดีถูกเล่นงาน แล้วกว่าคนจากทางสำนักงานใหญ่จะมาถึง อย่างน้อยๆก็ตกราวครึ่งเดือน กว่าจะถึงตอนนั้น มันจะสายไปแล้วน่ะสิ” จางเซวียนส่ายหน้า
หมอนั่นเป็นจิตวิญญาณแหว่งวิ่นที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งมีประโยชน์มากกับเขา เรื่องอะไรจะปล่อยสมบัติล้ำค่าแบบนั้นให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่น?
ถ้าคนของสำนักงานใหญ่มาถึง ก็ไม่มีทางที่จางเซวียนจะเก็บเอาจิตวิญญาณดวงนี้มาเป็นของตัวเองได้ ทั้งหมดที่เขาจะได้รับก็มีแค่คำชมสองสามคำ ซึ่งในเมื่อเรื่องจะออกมาแบบนั้น จัดการเสียเองจะดีกว่า
“คือ” หัวหน้ามั่วอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้น ให้ผมเรียกปรมาจารย์มู่กับผู้อาวุโสคนอื่นๆมาที่นี่ด้วย น่าจะปลอดภัยกว่า”
“ไม่จำเป็นหรอก คุณอยู่ดูแลสถานการณ์ตรงนี้เถอะ ผมจะเข้าไปดูข้างในเอง ไม่ต้องห่วง ถึงผมสู้มันไม่ได้ ก็ยังมีไม้ตายซ่อนอยู่พอให้หลบหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยแหละ” จางเซวียนยืนยัน
เจ้าจอมราชันย์นั้นน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนขั้น 5 เป็นอย่างน้อย อันตรายมากหากจะไปมีเรื่องมีราวด้วย เหตุผลเดียวที่เขากล้าเข้าหาอีกฝ่ายก็เพราะมีไอ้โหดอยู่ในมือ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเขายังมีหน้าหนังสือสีทองของหอสมุดเทียบฟ้าอยู่!
หน้าหนังสือสีทองเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่เขารับหัวหน้าเจียงชิงชิงเป็นลูกศิษย์
ต่อให้ ‘จอมราชันย์’ จะทรงพลังแค่ไหน ก็จะเก่งกล้าไปกว่าสวรรค์หรือ?
ขนาดไอ้โหดยังต้องยอมคุกเข่าให้ นับประสาอะไรกับจิตวิญญาณแหว่งวิ่นดวงหนึ่ง
แต่แน่นอนว่าเขาไม่อาจเปิดเผยเรื่องนี้กับใคร แม้จะรู้ดีว่าหัวหน้ามั่วเป็นห่วงเป็นใยด้วยใจจริงและตัวเขาก็ไว้ใจอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ยังสำคัญกับตัวจางเซวียนมากเกินกว่าที่จะเปิดเผยให้ใครรู้
“ปรมาจารย์จาง” เห็นจางเซวียนยืนกรานจะเข้าไป หัวหน้ามั่วรีบเข้าไปขวางทาง
“พอทีน่ะ ไม่ต้องห่วง ผมไม่เป็นอะไรหรอก บอกสิงโตเพลิงเลือดนกกับราชันย์ตัวอื่นๆให้ถอยทัพอสูรวิเศษกลับไปยังสันเขาปุยเมฆ จากนั้นแจ้งหัวหน้าจ้าวว่าการเจรจาต่อรองสำเร็จแล้ว ให้เขาส่งกองกำลังนักเรียนที่เข้าร่วมการสู้รบกลับไปพักผ่อน สู้รบกันยาวนานขนาดนี้ พวกเขาคงเหนื่อยมาก!” จางเซวียนโบกมือพร้อมกับสั่งการ
หัวหน้ามั่วยังคงลังเลอยู่ แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้า “ก็ได้!”
จางเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะสะบัดข้อมือและนำหินวิเศษขั้นสูงกองหนึ่งออกมา “นี่คือหินวิเศษขั้นสูง 200 ก้อน จัดแจงบันทึกรายชื่อของนักเรียนที่เสียชีวิตจากการสู้รบเอาไว้ และนำเงินจำนวนนี้ไปชดเชยให้ครอบครัวของพวกเขา”
ทั้งหมด 200 ก้อนพอดิบพอดี
ถึงจางเซวียนจะหวงเงินทองแค่ไหน แต่ก็มีบางอย่างที่เขาต้องสะสาง
ยิ่งไปกว่านั้น ชนวนเหตุที่ทำให้เหล่าอสูรเข้าโจมตีก็เพราะการที่เขาไปขโมยน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีจากสันเขาปุยเมฆมา เขาจึงสมควรมีบทบาทในการจ่ายค่าชดใช้
เขาไม่มีปัญญาปลุกคนตายให้ฟื้น แต่หากเงินจำนวนนี้สามารถเยียวยาสมาชิกในครอบครัวของคนเหล่านั้นและทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ อย่างน้อยที่สุด ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตก็คงไปสู่สุคติ
เห็นจางเซวียนควักหินวิเศษขั้นสูงออกมาทีเดียวมากมายขนาดนั้น หัวหน้ามั่วถึงกับตะลึง เขารีบโบกมือปฏิเสธ “ปรมาจารย์จาง ทางสถาบันของเราจะรับภาระเรื่องค่าชดเชยให้กับนักเรียนเอง จะให้พวกเรายอมรับเงินของคุณได้อย่างไร!”
ต่อให้จางเซวียนอยากชดเชยบางอย่างให้กับสมาชิกในครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิต เขาก็ไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าตัวเอง ทั้งสถาบันปรมาจารย์และสภาปรมาจารย์มีทรัพย์สินมากพอที่จะจัดการเรื่องนั้น
ปรมาจารย์เหล่านั้นเสียชีวิตระหว่างการปกป้องพลเมืองของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน จึงไม่มีทางที่สภาปรมาจารย์จะปล่อยให้การเสียสละนั้นสูญเปล่า
“รับไว้เถอะ!” จางเซวียนยืนกรานและขมวดคิ้วอย่างขัดใจ “สิ่งนี้มาจากผม ไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวอะไรกับสถาบันเลย!”
“ก็ได้” เห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของอาจารย์ใหญ่ หัวหน้ามั่วรับรู้ได้ถึงความจริงใจในทีท่าของเขา จึงไม่อาจจะขัดใจอีกฝ่ายได้อีก
พร้อมกันนั้น ความชื่นชมยกย่องที่เขามีให้กับจางเซวียนก็ยิ่งล้ำลึกกว่าเดิม
มีแต่บุคคลที่สูงส่งและไม่เห็นแก่ตัวเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้เป็นอาจารย์ใหญ่! พวกเขาตัดสินใจถูกจริงๆ
เราจะต้องเอาอย่างอาจารย์ใหญ่จาง ดำเนินชีวิตให้สูงส่งและชอบธรรมเหมือนเขา หัวหน้ามั่วปฏิญาณในใจ
“เอาล่ะ คุณรีบไปเถอะ ผมไม่เป็นอะไรหรอก สบายใจได้”
หลังจากสั่งการแล้ว จางเซวียนก็หันหลังกลับและเดินไปตามร่องรอยต่างๆที่ดวงตาหยั่งรู้เผยให้เขาเห็น ร่องรอยนั้นตรงลึกเข้าไปในถ้ำ
