ตอนที่ 890 เหตุเบื้องหลังการตายของอาจารย์ใหญ่คนเก่า
จางเซวียนกลับห้องด้วยความอ่อนล้า
2 วันมาแล้วนับตั้งแต่เขากลับจากการตามหาผลหิ่งห้อยแดง และยังไม่มีเวลาได้พักผ่อนเลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังต้องมากลายเป็นเจ้านายของอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนแห่งสันเขาปุยเมฆอีกกลุ่มใหญ่ ทำให้เขาใช้พลังไปจนเกินขนาด
ถ้าไม่ใช่เพราะจิตวิญญาณอันใหญ่โตของเขา จางเซวียนคงรับมือไม่ไหว แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อความตึงเครียดทางกายหายไป ก็กลับปวดหัวอย่างหนัก
ก่อนที่ไอ้โหดจะเข้าสู่ภาวะโคม่าชั่วคราว เขาได้ช่วยเราบ่มเพาะจิตวิญญาณของมังกรเขาน้ำเงิน เราสามารถใช้สิ่งนั้นเยียวยาจิตวิญญาณที่ได้รับบาดเจ็บของเราได้ จางเซวียนระบายลมหายใจยาว จากนั้นก็ดึงจิตวิญญาณของมังกรเขาน้ำเงินออกมา ก่อนจะถอดจิตของตัวเองออกมาเช่นกัน
เขาขับเคลื่อนศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า เริ่มกลืนกินจิตวิญญาณที่อยู่ตรงหน้า
ฟิ้ววววว!
จิตวิญญาณบริสุทธิ์ของมังกรเขาน้ำเงินพุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณของจางเซวียนในรูปของกระแสพลังงานอบอุ่น มีอานุภาพเยียวยาและบ่มเพาะในเวลาเดียวกัน
ไม่ช้า จิตวิญญาณของจางเซวียนก็ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังมีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
จิตวิญญาณของมังกรเขาน้ำเงินนั้นแหว่งวิ่นไปบางส่วน จึงไม่อาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นจิตวิญญาณของอสูรที่เข้าถึงวรยุทธระดับเซียนขั้น 5 ดังนั้น ในแง่ของความบริสุทธิ์ของพลังงาน ต่อให้หินวิเศษขั้นสูงก็ยังเทียบชั้นไม่ได้
น่าเสียดายที่ตอนนี้เราไม่มีศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าขั้นตัวดักแด้ฉบับสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นก็คงสามารถยกระดับวรยุทธให้จิตวิญญาณได้!
หลังจากซึมซับจิตวิญญาณของมังกรเขาน้ำเงินเข้าไปและรู้สึกได้ว่าจิตวิญญาณของตัวเองได้รับการเติมเต็มแล้ว จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหัว
ตอนนี้เขามีแค่ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าขั้น 8 จึงไม่มีทางจะยกระดับวรยุทธได้
แน่นอนว่าเขาสามารถเลือกที่จะซึมซับจิตวิญญาณเพื่อเพิ่มขนาดแทนที่จะเป็นคุณภาพ แต่หากทำอย่างนั้น ก็มีโอกาสที่จะเกิดสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนใจอย่างที่เคยเกิดขึ้นในทะเลสาบหมดจดมาครั้งหนึ่ง ถ้าจิตวิญญาณกับร่างกายของเขาไม่สมดุลกัน ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพการต่อสู้จะไม่เพิ่มขึ้น ยังจะลดลงด้วย
น่าเสียดายที่สันเขาปุยเมฆถูกยึดครองโดยอสูรระดับเซียน ไม่มีเทคนิควรยุทธของมนุษย์อยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้น เราก็อาจพยายามรวบรวมหนังสือมาประมวลขึ้นเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าและพยายามฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบระดับกึ่งเซียนให้ได้ในคืนนี้
มีทรัพย์สมบัติล้ำค่าทุกรูปแบบอยู่ในแหวนเก็บสมบัติของอสูรเสือสีทอง ขาดก็แต่หนังสือเทคนิควรยุทธ
ทั้งอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนฝึกฝนวรยุทธในรูปแบบที่แตกต่างจากมนุษย์มาก เทคนิควรยุทธของมนุษย์จึงไม่มีประโยชน์กับอสูรเสือสีทอง มันจึงไม่ได้เก็บไว้
แต่ถึงอย่างไรก็ยังพอมีเวลาก่อนจะสว่าง เขาอาจใช้ช่วงเวลานี้พยายามฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบระดับกึ่งเซียนให้ได้
แต่แล้ว คิดไปคิดมา จางเซวียนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
ช่างมันเถอะ พิธีสถาปนาจะมีขึ้นในอีก 2-3 ชั่วโมงข้างหน้า ทันทีที่เราได้เป็นอาจารย์ใหญ่ ก็จะสามารถเข้าถึงหนังสือทุกเล่มในสถาบันได้สบาย ถึงตอนนั้น เราก็แค่รวบรวมหนังสือเทคนิควรยุทธที่ยังขาดอยู่และประมวลเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขึ้นมา
ถ้าเป็นเมื่อก่อน จางเซวียนจะต้องเริ่มค้นหาไปรอบๆเพื่อดูว่าจะเจอหนังสือเทคนิควรยุทธบ้างหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาแล้วว่าวันพรุ่งนี้เขาก็จะสามารถเข้าถึงหนังสือทุกเล่มในสถาบัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลำบากลำบนแบบนั้นอีก
“ท่านอาจารย์!” ขณะที่จางเซวียนกำลังจะพักผ่อน ก็ได้ยินเสียงเรียกของเว่ยหรูเหยียนดังมาจากหน้าต่าง
จางเซวียนขมวดคิ้วและเดินไป “มีอะไร?”
นี่เธอไม่ได้แก้แค้นให้ท่านพ่อของเธอหรอกหรือ? เกิดใจอ่อนขึ้นมาในวินาทีสุดท้ายหรือไงกัน?
“ท่านอาจารย์ ก่อนที่ฉันจะฆ่าเขา โหยวฉู่ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถาบันปรมาจารย์ ฉันไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ จึงมารายงานเรื่องนี้ให้อาจารย์ทราบ!” เว่ยหรูเหยียนพูด
“เรื่องอะไร?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เขารู้สึกตั้งแต่แรกแล้วว่ามีบางอย่างไม่ธรรมดาเกี่ยวกับโหยวฉู่ และความรู้สึกนี้ก็รุนแรงขึ้นอีกหลังจากเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะมีผู้วางยาต้นโพธิ์เซียน
แต่ถึงอย่างไร ในเมื่อโหยวฉู่เป็นศัตรูของเว่ยหรูเหยียน เขาจึงตัดสินใจจะปล่อยให้เธอพิพากษาชีวิตหมอนั่น ไม่นึกเลยว่าเธอจะได้ข้อมูลสำคัญมา
“ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเหตุเบื้องหลังการตายของอาจารย์ใหญ่คนก่อน” เว่ยหรูเหยียน ตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แต่เขาก็ไม่เต็มใจจะบอกรายละเอียด เขาต้องการพบท่านอาจารย์”
“รับทราบ” จางเซวียนพยักหน้า ขณะที่เขากำลังจะเดินออกไป ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพาอสูรตะวันไบแซนไทน์ไปด้วย
อสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นอสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนเก่า และเป็นที่รู้กันดีว่าจงรักภักดีต่ออีกฝ่ายมาก ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความตายของท่านอาจารย์ใหญ่คนเก่า เขาจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับฟัง
จากนั้นทั้ง 3 ก็มุ่งหน้าไปยังที่พักของโหยวฉู่
เมื่อพวกเขาไปถึง โหยวฉู่ถึงกับหน้าซีดเผือดและตัวสั่นไม่หยุด
“คุณวางยาเขาใช่ไหม?” เห็นสภาพของอีกฝ่าย จางเซวียนถึงกับเลิกคิ้ว
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษ เขาบอกได้เลยว่าปฏิกิริยานี้ไม่ได้มาจากความหวาดกลัวของโหยวฉู่ แต่เป็นเพราะพิษร้ายแรงถึงตายที่ไหลพล่านไปทั่วร่างของเขา
เว่ยหรูเหยียนมีสภาวะกายพิษแต่กำเนิด รวมทั้งสภาวะจิตวิญญาณเป็นพิษด้วย การสังหารปรมาจารย์คนหนึ่งที่ถูกสกัดกั้นวรยุทธไว้ถือเป็นเรื่องแสนง่ายดายสำหรับเธอ
“ใช่” เว่ยหรูเหยียนยอมรับ
เธอไม่เคยล่วงรู้ถึงสภาวะพิเศษของตัวเอง แต่รู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่าร่างกายของเธอผลิตยาพิษร้ายแรงถึงตายขึ้นได้
ในเมื่อหมอนี่เป็นตัวการที่ทำให้ท่านพ่อของเธอเสียชีวิต เธอก็ไม่อยากจะให้เขาตายง่ายดายนัก อยากให้เขาทุกข์ทรมานเสียก่อน
แต่ก็ไม่คิดว่าหมอนี่จะยอมเปิดเผยความลับที่เกินกว่าเธอจะจินตนาการได้ เธอจึงรีบออกไปแจ้งท่านอาจารย์ให้มารับมือกับเรื่องนี้
เกรงว่าอาจารย์จะตำหนิ เว่ยหรูเหยียนเสียงอ่อย “ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า? ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว!”
“คราวนี้ไม่เป็นไร แต่อย่าใช้วิธีนี้กับคนอื่นนะ” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เว่ยชางเฟิงเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เว่ยหรูเหยียนมี และเขาก็ได้ดูแลสภาพจิตใจของเธอมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา จางเซวียนเกรงว่าเว่ยหรูเหยียนจะหัวใจสลายที่ต้องสูญเสียคนที่เธอรัก จึงตัดสินใจปล่อยโหยวฉู่ไว้ให้เธอระบายความแค้น และให้เธอจบเรื่องราวนี้ด้วยตัวเอง
แต่ถึงอย่างไรก็ยังจำเป็นต้องปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้กับเธอ โดยเฉพาะเมื่อเธอยังมีอายุเพียงเท่านี้
จางเซวียนขับเคลื่อนพลังปราณและใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ “รองหัวหน้าโหยวฉู่ เราเคยพบกันมาครั้งหนึ่งแล้ว ในเมื่อตอนนี้ผมอยู่ที่นี่ คุณก็บอกมาเสียทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาจารย์ใหญ่คนก่อน?”
ตอนนี้ระดับความลึกล้ำของจิตวิญญาณของจางเซวียนอยู่ที่ 21.1 เทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว ทั้งยังเข้าถึงหัวใจครูบาอาจารย์ด้วย สิ่งนี้ทำให้เขาสั่นคลอนสภาพจิตของโหยวฉู่จนอีกฝ่ายยอมเปิดเผยทุกเรื่องอย่างว่าง่าย
โหยวฉู่พูดด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “มันคือช่วงเวลาแห่งความโง่เขลา!”
“เมื่อ 2 ปีก่อน ท่านอาจารย์ใหญ่ได้รวบรวมเหล่าผู้อาวุโสในสถาบันและเปิดเผยว่าเขาได้ค้นพบดินแดนโบร่ำโบราณ และมีโอกาสมากที่จะมีความลับยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ภายในนั้น จึงต้องมีการสำรวจ ดังนั้น หลังจากหารือกัน ก็เป็นที่เห็นพ้องกันว่าผมกับท่านอาจารย์ใหญ่ และผู้อาวุโสอีก 20 คนจะมุ่งหน้าไปยังดินแดนโบร่ำโบราณนั้น”
“แต่ใครจะไปรู้ว่าเราจะต้องเผชิญกับพายุมิติหลังจากเข้าไปในดินแดนโบร่ำโบราณได้ไม่นาน ทำให้กลุ่มของพวกเราแตกฉานซ่านเซ็น โชคร้ายที่ผมกระเด็นเข้าไปอยู่ในมิติลี้ลับและถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจับตัวไว้”
“พวกนั้นให้ยาพิษผมมาขวดหนึ่ง และบังคับให้ผมป้อนยาให้กับท่านอาจารย์ใหญ่และสมาชิกคนอื่นๆ”
“ผมไม่มีเจตนาจะทำร้ายพวกเขาเลย แต่พวกนั้นใช้วิธีการรุนแรงสาปแช่งผม ทำให้ผมไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเชื่อฟัง” โหยวฉู่สารภาพขณะเริ่มต้นร่ำไห้ด้วยความเสียใจ
“มันคือยาพิษชนิดเดียวกับที่แกใช้ในการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับฉันหรือเปล่า?” จางเซวียนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ใช่!” โหยวฉู่พยักหน้า
“ไอ้สารเลว!” อสูรตะวันไบแซนไทน์นัยน์ตาแดงก่ำ เสียงกัดฟันของมันได้ยินชัดไปทั่วทั้งห้อง ร่างใหญ่โตนั้นสั่นสะท้านด้วยแรงโทสะ
เจ้านายเก่าของมันดูแลโหยวฉู่อย่างดี ไม่น่าเชื่อว่าหมอนี่จะสารเลวถึงขนาดวางยาเขา!
ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้สารเลวคนนี้ ต่อให้เกิดเหตุยุ่งยากหรืออันตรายบางอย่างขึ้นในดินแดนโบร่ำโบราณ พวกนั้นก็คงไม่หายสาบสูญกันไปหมด!
“ในฐานะปรมาจารย์ แทนที่จะปกป้องพวกเดียวกัน แกกลับเลือกอยู่ข้างเดียวกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นและช่วยพวกมันทำร้ายผู้มีพระคุณ แกยังใจกล้าหน้าด้านอยู่ในโลกนี้ต่อได้อย่างไรกัน?” จางเซวียนหรี่ตาอย่างดุร้าย
เขาเองก็เจอพิษนั้นเข้ากับตัว และถ้าไม่มีวิธีเจือจางพิษล่ะก็ ต่อให้นักรบระดับเซียนขั้น 1 ก็ย่อมถูก สังหารภายในเวลาไม่กี่อึดใจ
ท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนมีความสามารถในการต่อสู้ แต่เมื่อถูกวางยาโดยไอ้สารเลวนี่ แถมยังถูกห้อมล้อมด้วยเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น แล้วเขาจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร?
พูดได้เลยว่าโหยวฉู่เป็นตราบาปของมวลมนุษยชาติ เป็นปรมาจารย์ที่ทำตัวน่ารังเกียจ!
“แล้วแกอยู่เบื้องหลังการวางยาต้นโพธิ์เซียนของทางราชวงศ์ด้วยหรือเปล่า?” จางเซวียนซักต่อ
“ใช่” โหยวฉู่พยักหน้า
“เพราะอะไร?”
ต้นโพธิ์เซียนเป็นสิ่งที่ทางราชวงศ์ใช้บ่มเพาะจิตวิญญาณของพวกเขา ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเลย ทำไมถึงต้องวางยามัน?
“ผมเองก็ไม่แน่ใจถึงเหตุผลที่แท้จริง แค่ทำตามที่พวกมันสั่ง พวกมันบอกว่าขอแค่ผมปฏิบัติภารกิจสำเร็จ มันก็จะใช้ศาสตร์ลับยืดอายุขัยของผมให้ยาวออกไปอีก 50 ปี” โหยวฉู่สารภาพ
ด้วยอานุภาพของพิษร้ายแรงที่ไหลพล่านไปทั่วร่างในตอนนี้ ทำเอาหัวสมองของเขาแทบจะระเบิด โหยวฉู่จึงไม่มีเรี่ยวแรงจะต้านทานการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของจางเซวียน เขารีบเปิดเผยทุกอย่างที่ตัวเองรู้
ยิ่งชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ผู้นั้นก็จะยิ่งกระเสือกกระสนไขว่คว้าเอาไว้ โหยวฉู่เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมื่อเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นให้สัญญาว่าจะยืดอายุขัยของเขา ประกอบกับการข่มขู่ ทำให้สุดท้ายเขาต้องยอมแพ้
ในส่วนลึกของหัวใจ เขารู้ดีว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด แต่เมื่อผิดไปก้าวหนึ่งแล้วก็มีก้าวที่สอง ไม่ช้า เขาก็พบว่าตัวเองมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ
ส่วนเรื่องข้อมูลของดินแดนโบร่ำโบราณที่พวกเขาได้ไปเยือน ในเมื่อโหยวฉู่ถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นกักตัวไว้ทันทีที่เข้าไป เขาจึงบอกไม่ได้ว่าสถานที่แห่งนั้นมีความลับอะไร
เหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นกับต้นโพธิ์เซียน เขาเป็นแค่หุ่นเชิดของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้ล่วงรู้แผนการที่แท้จริงของพวกมัน
หลังการซักถามเสร็จสิ้น อสูรตะวันไบแซนไทน์กัดฟันกรอดและถามว่า “นายท่าน ปล่อยไอ้สารเลวนี่ไว้ให้ผมได้ไหม?”
จางเซวียนโบกมือและพูดว่า “อาชญากรรมที่เขาก่อขึ้นก็ถือว่าสมควรตาย แต่เรื่องนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่พวกเราจะตัดสินด้วยตัวเอง เราควรให้ปรมาจารย์มู่มานำตัวเขาไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อไต่สวนเรื่องราว อย่าห่วงเลย สภาปรมาจารย์ไม่เคยอ่อนข้อให้คนทรยศ เขาจะต้องเผชิญกับความตายที่ทุกข์ทรมานเสียยิ่งกว่าพวกเราจะจินตนาการได้!”
ถ้าโหยวฉู่เป็นเพียงแค่สาเหตุการตายของเว่ยชางเฟิง ในเมื่อจางเซวียนกำลังจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบัน ทั้งยังเป็นผู้ชนะในการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายด้วย เขาก็มีสิทธิ์ที่จะจัดการกับชีวิตของโหยวฉู่ตามแต่ต้องการ แต่ในเมื่อหมอนี่เกี่ยวข้องกับการตายของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน รวมทั้งเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น เรื่องนี้จึงเกินขอบเขตการวินิจฉัยของพวกเขา ไม่อาจฆ่าเขาทิ้งได้ง่ายๆ
ทางสำนักงานใหญ่จะต้องได้รับรู้เรื่องนี้เพื่อที่พวกเขาจะได้สืบสาวราวเรื่องต่อไป
อสูรตะวันไบแซนไทน์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ “ก็ได้!”
เขาอยากสังหารหมอนี่ใจจะขาด แต่ในฐานะที่เป็นอสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน ก็พอรู้กฎเกณฑ์ของสภาปรมาจารย์ ความตายยังถือเป็นความปรานีผู้ทรยศมากเกินไป
การส่งเขาไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อให้ได้รับการลงโทษ ให้เขาได้ทนทุกข์กับความอับอายไปตลอดชีวิตน่าจะเป็นการลงโทษที่สาหัสสากรรจ์ที่สุด
จางเซวียนหันไปมองเว่ยหรูเหยียน “แล้วคุณล่ะ?”
“ฉันจะทำตามคำสั่งของท่านอาจารย์” เว่ยหรูเหยียนพยักหน้า
“ดี” จางเซวียนตบหลังเว่ยหรูเหยียน “เอาล่ะ ผมจะเรียกปรมาจารย์มู่มาเดี๋ยวนี้”
จากนั้นเขาก็เรียกซุนฉางเข้ามาเพื่อสั่งการบางอย่าง
ไม่ถึง 10 นาทีให้หลัง ปรมาจารย์มู่ก็เข้ามาในลานของคฤหาสน์
เมื่อเห็นจางเซวียน ปรมาจารย์มู่ประสานมือและทักทายอย่างนอบน้อม “ศิษย์ลุง!”
จางเซวียนมองชายแก่ท่าทางอ่อนระโหยที่อยู่ข้างเขาและพูดว่า “ปรมาจารย์มู่ หลังจากการไต่สวนเล็กน้อย ผมพบว่าโหยวฉู่ทำการทรยศมวลมนุษยชาติ เขาร่วมมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นในการสังหารท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนและพลพรรคที่ไปสำรวจดินแดนโบร่ำโบราณด้วยกัน ผมหวังว่าคุณจะพาเขากลับไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อรับการสอบสวนต่อไป!”
“ทรยศมวลมนุษยชาติ?” ปรมาจารย์มู่หรี่ตาอย่างระแวง “ศิษย์ลุง คุณแน่ใจใช่ไหม?”
สิ่งนี้เป็นตราบาปอันยิ่งใหญ่โดยเฉพาะกับปรมาจารย์คนหนึ่ง ถ้าเป็นที่ยืนยันแน่นอนแล้ว มันจะทำลายทั้งชีวิตของเขาและทำให้เขาเป็นคนที่สังคมรังเกียจ
“ผมแน่ใจ!” จางเซวียนพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมจะไปเตรียมตัว!”
รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหน ปรมาจารย์มู่โบกมือและมัดโหยวฉู่ไว้ด้วยพลังปราณของเขา จากนั้นก็ใช้พลังปราณแบกร่างของอีกฝ่ายขึ้น เขาพูดว่า “ผมจะพาหมอนี่กลับไปสำนักงานใหญ่เดี๋ยวนี้ ต้องขออภัยด้วย คิดว่าคงกลับมาไม่ทันพิธีสถาปนาของศิษย์ลุง”
ในเมื่อบทบาทของจางเซวียนในฐานะอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์เป็นที่รับรองเห็นพ้องต้องกันทั้งกับตัวเขาและ 10 สุดยอดปรมาจารย์แล้ว พิธีสถาปนาก็เป็นเพียงพิธีการอย่างหนึ่งเท่านั้น การที่เขาจะอยู่ร่วมหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เรื่องสำคัญกว่าคือการที่เขาต้องนำตัวผู้ทรยศต่อมวลมนุษยชาติกลับไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อรับการตัดสิน
“ดีแล้ว ไปเถอะ!” จางเซวียนโบกมือ
ปรมาจารย์มู่พยักหน้า เขากระโจนขึ้นกลางอากาศ ไม่ช้าก็หายวับไปในท้องฟ้ามืดมิด
