ตอนที่ 924 สี่อาจารย์ใหญ่
“เขาผ่านการทดสอบแล้ว?”
“เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ 2 เดือน เขายกระดับอาณาจักรอันทรงเกียรติให้กลายเป็นจักรวรรดิไร้ขั้นได้แล้วหรือ?”
“ถ้าผมจำไม่ผิด ผู้ครองสถิติปัจจุบันของสถาบันของเรา, อาจารย์ใหญ่โม่หลิ่วเจิน ก็ยังต้องใช้เวลาถึง 3 ปีใช่ไหม?”
“ใช้เวลาแค่ 2 เดือน ช่างรวดเร็วจริงๆ !”
บรรดาหัวหน้าโรงเรียนอดงงงันกับการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้
พวกเขาไม่สงสัยเลยว่าอาจารย์ใหญ่จางจะต้องผ่านการทดสอบสร้างการสร้างจักรวรรดิอย่างแน่นอน แต่นึกไม่ถึงว่าจะรวดเร็วขนาดนี้
ทำสำเร็จภายใน 2 เดือน เขาได้ทำลายสถิติของสภาปรมาจารย์แล้ว!
หัวหน้ามั่วพยักหน้า “จริงด้วย มันเร็วมากจริงๆ ตอนนี้อาจารย์ใหญ่จางคงกำลังเดินทางกลับแล้วล่ะ”
“ดีเลย ถ้ารวดเร็วแบบนี้ เขาคงมาทันการคัดเลือกยอดขุนพล” จ้าวปิงฉูพูด
“ใช่”
ทันทีที่การคัดเลือกยอดขุนพลถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ความเคร่งเครียดก็แผ่กระจายไปทั่วห้อง
สถาบันปรมาจารย์อันยิ่งใหญ่ทั้ง 4 สถาบันจะต้องเข้าร่วมการคัดเลือกยอดขุนพลทุกๆ 100 ปี และแม้ฉากหน้าจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่อันที่จริงแล้วมีการขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างเข้มข้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าอาจารย์ใหญ่กลับมาทันก็น่าจะดีที่สุด
“ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา โรงเรียนศิลปะการต่อสู้ของเราได้คัดเลือกตัวแทนชั้นยอดไว้เกรดละ 20 คนเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกยอดขุนพลแล้ว” ฉูฉางชิ่งพูด
เงื่อนไขข้อเดียวของการคัดเลือกยอดขุนพลก็คือพละกำลังอันเหนือชั้น บรรดานักเรียนในสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนได้ต่อสู้ขับเคี่ยวกันเองในรอบคัดเลือกตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา และสุดท้ายก็ได้ คนที่แข็งแกร่งที่สุดมาเกรดละ 20 คน เป็นตัวแทนของสถาบันเข้าประชันกับอีก 3 สถาบันที่เหลือ เพื่อแย่งชิงตำแหน่งในการคัดเลือกยอดขุนพล
เมื่อได้ยินว่าผลการคัดเลือกออกมาแล้ว จ้าวปิงฉูลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “ความแข็งแกร่งของนักเรียนของเราเป็นอย่างไร?”
“ถ้าเปรียบเทียบกับการคัดเลือกยอดขุนพลครั้งที่ผ่านๆ มา นักเรียนของเรายังอ่อนด้อยอยู่เล็กน้อย ผมเกรงว่าคงจะมีไม่กี่คนที่ผ่านการคัดเลือก” ฉูฉางชิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่
สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนได้อันดับบ๊วยในบรรดา 4 สถาบันมาตลอด ตลอดระยะเวลาของการก่อตั้งมากว่าหมื่นปี มีเพียง 327 คนที่ผ่านการคัดเลือกได้เป็นยอดขุนพล นั่นหมายความว่าในการคัดเลือกแต่ละครั้ง มีนักเรียนเพียง 3-4 คน เท่านั้นที่ได้เป็นยอดขุนพล
เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่ค่อยจะดีนัก จ้าวปิงฉูส่ายหัวแล้วพูดว่า “ยังพอมีเวลาอีก 2-3 วันกว่าจะถึงการคัดเลือก พวกเราเรียกนักเรียนมารวมตัวกัน แล้วพยายามผลักดันเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการคัดเลือกเถอะ บางทีอาจจะช่วยให้มีคนผ่านการคัดเลือกมากขึ้น”
“ก็เป็นสิ่งเดียวที่พวกเราจะทำได้ในตอนนี้” คนอื่นๆ พยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
การฝึกฝนในนาทีสุดท้ายนั้นได้ผลน้อยมาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
สถาบันปรมาจารย์อีก 3 แห่งนั้นมีปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวคอยให้คำชี้แนะกับผู้ผ่านการคัดเลือก อีกทั้งทรัพยากรที่พวกเขาได้รับจากสภาปรมาจารย์ก็มีมากกว่า ด้วยเหตุนี้ อัจฉริยะส่วนใหญ่จึงเลือกเข้าเรียนในอีกสามสถาบันที่เหลือหากพวกเขามีโอกาส โดยทิ้งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนให้รั้งท้าย จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนจะสู้กับคนอื่นไม่ไหว
การมีครูบาอาจารย์ดีนั้นก็ยังไม่เพียงพอ หากปราศจากทรัพยากรที่ดีพร้อมและนักเรียนผู้ปราดเปรื่อง ก็ยากที่เหล่าตัวแทนของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะผ่านการคัดเลือกเป็นยอดขุนพล
เรื่องนี้ก่อเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ หลังจากล้มเหลวมาหลายปี สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนก็ได้รับทรัพยากรจากสภาปรมาจารย์น้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งชื่อเสียงก็ค่อยๆ ตกต่ำลง ส่งผลให้ปรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่องส่วนมากเลือกเข้าเรียนที่อื่น ศักยภาพของนักเรียนที่นี่จึงตกต่ำลง
…..
ขณะที่บรรดาหัวหน้าโรงเรียนกำลังหารือกันอยู่นั้น นอกเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน เรือเหาะขนาดมหึมาลำหนึ่งก็หยุดนิ่ง
ทั้งลำมีความยาวเกือบ 80 เมตร และมีความสูงมากกว่า 10 ชั้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เมื่อมองดูจากที่ไกลๆ ดูโอ่อ่าหรูหรามาก
ด้านหน้าและด้านหลังของเรือเหาะนั้นถูกขับเคลื่อนโดยอสูรระดับเซียน 8 ตัว แต่ละตัวมีสายเลือดมังกร เมื่ออสูรระดับเซียนถึง 16 ตัวทำงานร่วมกัน พวกมันจึงสามารถขับเคลื่อนเรือเหาะขนาดมหึมานี้ไปได้โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ
ผู้อาวุโส 2 คนยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ พวกเขากำลังจ้องมองกำแพงเมืองที่ตระหง่านอยู่เบื้องล่างด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“อาจารย์ใหญ่วอ ผมขอบคุณมากสำหรับ ‘เรือเหาะผาเมฆ’ ของคุณ ไม่อย่างนั้นผมคงต้องลำบากหากจะมาถึงที่นี่ให้เร็วๆ” ผู้อาวุโสในเสื้อคลุมสีน้ำเงินที่ยืนอยู่ด้านซ้ายพูดขณะลูบเครา
“เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่พวกเรา 4 สถาบันปรมาจารย์จะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อีกอย่าง การคัดเลือกยอดขุนพลครั้งนี้จัดขึ้นที่สถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ซึ่งสถาบันปรมาจารย์หลัวชิงก็เป็นเส้นทางผ่านของสถาบันปรมาจารย์อวิ๋นชือของเรา จึงไม่ได้ลำบากลำบนอะไรเลย เป็นโอกาสดีที่นักเรียนของเราจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะได้รู้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่กว่าที่เกินกว่าที่พวกเขาจะมาทำตัวหยิ่งผยองอยู่ได้ อีกอย่าง ถ้าพวกเขาอยู่แต่ภายในสถาบันปรมาจารย์ของตัวเอง ก็จะหลงผิดคิดว่าตัวเองเก่งกาจที่สุดในโลก และนั่นไม่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของพวกเขาเลย” ผู้อาวุโสในเสื้อคลุมสีเทาที่ยืนอยู่ทางขวาตอบยิ้มๆ
ทั้งคู่มีความแข็งแกร่งระดับเซียน และรังสีที่พวกเขาแผ่ออกมาก็ลึกล้ำเกินหยั่งถึง ทำให้ไม่อาจประเมินพละกำลังที่แท้จริงได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตราสัญลักษณ์ที่กลัดติดบนเสื้อคลุมปรมาจารย์ของพวกเขาก็มีดาวถึง 7 ดวงส่องประกายอยู่ ชัดเจนว่าทั้งคู่เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว
ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวเป็นความสูงส่งที่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในสถาบันปรมาจารย์และสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนจะได้รับ
“จริงด้วย หัวใจสำคัญก็คือเราจะละเลยเสียไม่ได้ว่านักเรียนเหล่านี้มีความโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมรุ่นในสถาบันเดียวกัน และการได้เข้าร่วมการคัดเลือกยอดขุนพลก็บ่งบอกแล้วว่าพวกเขาคือผู้ปราดเปรื่อง คนเหล่านี้จึงอดไม่ได้ที่จะหยิ่งผยองในความสามารถของตัวเอง ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้พวกเขารู้ว่ายังมีภูเขาที่สูงกว่า มีผู้คนที่เก่งกว่าเขาอยู่เสมอ นั่นจะช่วยให้พวกเขาก้าวหน้าได้มากขึ้นในอนาคต” ผู้อาวุโสในเสื้อคลุมสีน้ำเงินพยักหน้า
หลังจากเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง อาจารย์ใหญ่วอถาม “อาจารย์ใหญ่หวู่อยู่ไหนล่ะ? พวกเรามาถึงแล้ว ยังไม่เห็นเขาเลย?”
“คุณพูดอย่างกับว่าไม่รู้จักหวู่หรันอย่างนั้นแหละ หมอนั่นฝังตัวอยู่ที่แท่นสถาปนาเซียนและกลายเป็นผู้นำของวงเสวนาสถาปนาเซียนไปแล้ว เขาจึงมีเวลาล่วงหน้าหลายเดือน ป่านนี้คงอยู่ในเมืองหลวงแล้วล่ะ” ผู้อาวุโสในเสื้อคลุมสีน้ำเงินตอบ
ผู้อาวุโสในเสื้อคลุมสีน้ำเงินคืออาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หลัวชิง, เสิ่นผิงเชา ส่วนผู้ที่เขาพูดด้วยคืออาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์อวิ๋นชือ, วอเทียนฉง
ส่วนบุคคลที่พวกเขากำลังพูดถึงคือหวู่หรัน อาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ฉิงจู และผู้นำวงเสวนาสถาปนาเซียนที่จางเซวียนได้พบเมื่อครั้งเขาไปที่แท่นสถาปนาเซียน
อวิ๋นชือ หลัวชิง ฉิงจู และหงหย่วน นี่คือ 4 สถาบันปรมาจารย์ที่อยู่ในสังกัดของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ
ใน 4 สถาบันนี้ อวิ๋นชือรั้งอันดับหนึ่ง ในขณะที่หงหย่วนอยู่อันดับท้ายของรายการ
“อาจารย์ใหญ่วอ อาจารย์ใหญ่เสิ่น, อาจารย์ของผม ปรมาจารย์หวู่ขอเชิญพวกคุณไปพบ!”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็มาที่เรือเหาะและประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“เห็นไหมล่ะ ผมบอกคุณแล้ว หมอนั่นมาถึงก่อนเรานานแล้วแน่ๆ” เสิ่นผิงเชาหัวเราะหึๆ กับวอเทียนฉงก่อนจะหันไปตอบชายวัยกลางคนที่เพิ่งเข้ามา “พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
จากนั้น ตัวเขากับวอเทียนฉงสั่งการบางอย่างกับปรมาจารย์ที่อยู่บริเวณนั้น ก่อนจะตามชายวัยกลางคนไปยังใจกลางเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงคฤหาสน์ขนาดมหึมา
ทันทีที่เข้าไปในห้องโถงใหญ่ ก็เห็นหวู่หรันนั่งอยู่ข้างใน กำลังรินน้ำร้อนลงในกาน้ำชาด้วยทีท่า สง่างาม เพียงมองดูแว่บเดียว พวกเขาก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชงชาที่มีทักษะเป็นเลิศ
“พ่อเพื่อนเก่า ช่างมาถึงเร็วเหลือเกิน นี่เชิญพวกเรามาดื่มชาหรือ? ขอบอกล่วงหน้านะ ถ้าชาไม่ดีพอล่ะก็ อย่าหวังว่าพวกเราจะดื่ม!” วอเทียนฉงพูดยิ้มๆ
“วางใจน่ะ ผมดูแลพวกคุณด้วยชาอย่างดีที่สุดแน่” ได้ยินคำนั้น หวู่หรันหัวเราะหึๆ “ผมต้องใช้ทั้งเส้นสายและต้องจ่ายเงินสูงลิ่วเพื่อชากานี้นะ แถมยังรอคุณทั้งคู่มาดื่มพร้อมกันด้วย”
ขณะที่หวู่หรันพูด เขาก็รินชาจากกาน้ำชาลงไปในถ้วยใบเล็กที่อยู่ข้างๆ และส่งให้วอเทียนฉงกับเสิ่นผิงเชา
ทั้งคู่รับถ้วยชามา แต่ยังไม่ทันจะได้จิบ หมอกหนาทึบก็คละคลุ้งขึ้นมาจากถ้วย มันลอยอ้อยอิ่งอยู่โดยรอบจนดูเหมือนภาพจากความฝัน
“ช่างเป็นชาที่สวยงามอะไรอย่างนี้” ทั้งคู่ตาลุกด้วยความตื่นเต้น
นอกจากกลิ่นของมัน ลำพังแค่รูปร่างหน้าตาก็เหนือชั้นกว่าชาทั่วไปแล้ว หมอกหนาที่อ้อยอิ่งอยู่รอบถ้วยชานั้นชวนให้นึกถึงหมอกริมแม่น้ำยามอาทิตย์อัสดง แม้จะยังไม่ได้จิบชา ทั้งคู่ก็รู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายและเบาสบายในหัวใจ
“ผมเกือบจะไม่ได้มาแล้วนะ ชากานี้ทำจากดอกปุยเมฆอันเลื่องชื่อมีเฉพาะที่สันเขาปุยเมฆในจักรวรรดิหงหย่วนเท่านั้น สนนราคาก็เท่ากับหินวิเศษขั้นสูง 10 ก้อน! แต่ถ้าผมไม่ใช้เส้นสายอย่างเต็มเหนี่ยวล่ะก็ ไม่มีทางได้ซื้อมันหรอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้มาแค่เหลี่ยงเดียว เลยไม่กล้าดื่มเอง ตัดสินใจว่ารอคุณทั้งสองคนมาดื่มด้วยกันดีกว่า” หวู่หรันพูดยิ้มๆ
(1 เหลี่ยง = 0.125 กรัม)
“แค่ความสุนทรีย์ของมันก็คุ้มค่าคุ้มราคาแล้ว” วอเทียนฉงยิ้ม “ขอผมทดสอบรสชาติหน่อยเถอะ”
เขาหัวเราะเบาๆ ยกชาขึ้นจิบ จากนั้นก็ตาโตด้วยความอัศจรรย์ใจ “ชาชั้นยอดเลย!”
เสิ่นผิงเชาที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบจิบชาโดยไม่ลังเล จากนั้นดวงตาก็เป็นประกายวาววับ
“คุณซื้อชานี้มาจากไหนน่ะ? พาผมไปซื้อบ้างสิ”
“ซื้อบ้าง? ถ้าผมทำอย่างนั้นได้ คงจะซื้อมาสักสิบตินแล้ว” (ประมาณ 5 กิโลกรัม)
“ถ้าอย่างนั้นก็ขายใบชา 1 เหลี่ยงที่คุณซื้อมาให้ผมเถอะ ผมจะจ่ายให้เป็น 2 เท่า!” เสิ่นผิงเชาพูดอย่างร้อนรน
เขาเองก็ชื่นชอบชาดีๆ เพียงแค่ได้จิบชานี้ก็ตกหลุมรักเสียแล้ว
“อย่าแม้แต่จะคิด ต่อให้คุณเสนอราคาสูงแค่ไหนผมก็ไม่ขายหรอก ว่าแต่มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า” หวู่หรันส่ายหน้า “คุณได้ยินข่าวเรื่องอาจารย์ใหญ่คนเก่าของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนไหม?”
วอเทียนฉงถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วตอบว่า “ผมรู้ เขาหายตัวไปกว่า 2 ปีแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตำแหน่งสูงสุดของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนคงยังว่างอยู่ใช่ไหม?”
อาจารย์ใหญ่ของทั้ง 4 สถาบันปรมาจารย์นั้นมีตำแหน่งอยู่ในสถานะเดียวกัน และต่างก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่รู้เรื่องการหายตัวไปของอาจารย์ใหญ่คนก่อน แถมยังเสียอกเสียใจอยู่พักหนึ่งด้วย
“คุณพูดถูกที่ว่าอาจารย์ใหญ่คนก่อนหายตัวไปกว่า 2 ปีแล้ว แต่ตอนนี้น่ะ สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนได้อาจารย์ใหญ่คนใหม่แล้วนะ” หวู่หรันพูด
“ได้อาจารย์ใหญ่คนใหม่แล้ว? คุณรู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นคนแบบไหน?” เสิ่นผิงเชาถาม
“ถึงผมจะไม่ได้ตั้งใจสืบเสาะเรื่องอาจารย์ใหญ่เท่าไหร่นัก แต่ข่าวคราวก็แพร่ไปทั่วเมืองหลวงของจักรวรรดิหงหย่วนแล้ว ถ้าผมบอกคุณถึงวีรกรรมของเขาล่ะก็ พนันได้เลยว่าคุณทั้งคู่จะต้องตกใจแทบแย่!”
เขามาถึงเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนตั้งแต่ 2-3 วันก่อน และข่าวคราวของอาจารย์ใหญ่คนใหม่ก็เล่าลือกันไปทุกหนทุกแห่ง ยากที่เขาจะไม่รู้ว่าเป็นใคร
“ตกใจแทบแย่?” วอเทียนฉงกับเสิ่นผิงเชามองหน้ากันก่อนถามต่อ “เขาโด่งดังมากไหม? เป็นตัวแทนที่ทำงานใหญ่ส่งมาหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่หรอก แต่คนใหม่นี่น่ะอายุราวยี่สิบต้นๆ เท่านั้น และเป็นนักเรียนที่เข้าเรียนในสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนในปีนี้ เขาชื่อจางเซวียน” หวู่หรันตอบ
“นักเรียนที่เข้าใหม่ในสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนในปีนี้?”
“อายุยี่สิบต้นๆ ? เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?”
2 อาจารย์ใหญ่ถึงกับผงะ พวกเขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนเสียสติไปทั้งสถาบันแล้วหรืออย่างไร หรือหมดอาลัยตายอยากเต็มที?
หมอนั่นอายุแค่ยี่สิบต้นๆ ไร้วุฒิภาวะ แต่กลับเลือกให้เขาเป็นอาจารย์ใหญ่ นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?
“จริงแท้แน่นอนเลยล่ะ ถ้าคุณไม่เชื่อผม จะถามใครในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนก็ได้” หวู่หรันตอบพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ “ถ้าคุณสบประมาทอาจารย์ใหญ่คนใหม่เพราะว่าเขาอายุแค่ยี่สิบต้นๆ ล่ะก็ มีเรื่องให้ตกใจมากกว่านี้อีกเยอะ ผมได้ยินเรื่องของเขามามาก ถึงตอนนี้ก็ยังแทบไม่อยากเชื่อ”
“แทบไม่อยากเชื่อ น่าสนใจจริงๆ บอกพวกเรามาสิ!” วอเทียนฉงพูด
“อาจารย์ใหญ่วอ เมื่อครั้งที่คุณเข้ารับการสถาปนาน่ะ คุณก็ได้เชิญเหล่าบรรพบุรุษมาและขอการยอมรับจากพวกเขาใช่ไหม คุณได้การยอมรับเท่าไหร่?” หวู่หรันโพล่งออกมา
“ผมน่ะไม่ได้เก่งกาจนักหรอก จึงได้การยอมรับแค่ 45% ในบรรดาอาจารย์ใหญ่ 100 คนที่มีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ของสถาบันปรมาจารย์ ผมอยู่อันดับ 7 เท่านั้น”
แม้วอเทียนฉงจะบอกว่าตัวเขาไม่ได้เก่งกาจนัก แต่ความภาคภูมิใจที่เจืออยู่ในน้ำเสียงก็บ่งบอกถึงความคิดของเขา
การได้การยอมรับถึง 45 เปอร์เซ็นต์จากอดีตอาจารย์ใหญ่ 100 คนนั้น แปลว่าเขาได้การยอมรับมากกว่า 40 คน แม้จะเปรียบเทียบกับอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆ สถิตินี้ก็ยังถือว่าโดดเด่น
เพราะอันที่จริง ผู้ที่จะได้รับการสถาปนาเป็นอาจารย์ใหญ่จำเป็นต้องได้การยอมรับเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเขาก็ทำได้มากกว่าเป็น 2 เท่า
หวู่หรันหันไปทางผู้อาวุโสเสื้อคลุมสีน้ำเงินแล้วถามว่า “แล้วอาจารย์ใหญ่เสิ่นล่ะ?”
“ผมได้การยอมรับจากบรรพบุรุษเพียง 37 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงไม่ได้อยู่ในท็อปเท็นของประวัติศาสตร์ของสถาบันปรมาจารย์หลัวชิง ผมอับอายเหลือเกิน” เสิ่นผิงเชาตอบ
“45 เปอร์เซ็นต์กับ 37 เปอร์เซ็นต์ก็ถือเป็นสถิติที่โดดเด่นแล้วนะ เมื่อคำนึงถึงความยากของมัน แต่หากเปรียบเทียบกับสถิติของอาจารย์ใหญ่คนใหม่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนล่ะก็ ตัวเลขนี้ไม่ควรค่าแก่การพูดถึงเลย” หวู่หรันพูดขณะส่ายหัวโดยไม่รู้ตัว แววตาของเขาแสดงความไม่อยากจะเชื่อ
ข่าวที่เขาได้รับมานั้นน่าตกใจจนแทบรับไม่ได้
“คุณหมายความว่าเขาทำได้ดีกว่าพวกเราอีกหรือ?”
อาจารย์ใหญ่อีก 2 คนขมวดคิ้ว
