ตอนที่ 945 เหตุการณ์ในป้ายหลุมฝังศพ
พวกนี้คงเป็นเจตจำนงที่อาจารย์ใหญ่คนก่อนๆทิ้งเอาไว้ เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนคิด
อาจารย์ใหญ่คนอื่นๆคงใช้สิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าเหล่านี้ในการแบ่งแยกและเก็บเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของพวกเขาก่อนจะนำมาไว้ในป้ายหลุมฝังศพ
แต่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่ถูกแบ่งแยกออกมาพวกนีไม่เหมือนกับของจางเซวียนซึ่งใช้วิธีการของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ การเคลื่อนไหวของพวกมันถูกจำกัดอยู่ภายในสิ่งประดิษฐ์ และไม่อาจอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมทั่วไปได้ เปรียบได้กับสิ่งไม่มีชีวิต
เมื่อนึกอะไรได้บางอย่าง เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนก็ถึงกับชะงัก เป็นไปได้ไหมว่าเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่ถูกทิ้งไว้เหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อประเมินอาจารย์ใหญ่รุ่นต่อๆไป แต่มีไว้เพื่อควบคุม?
ความรู้สึกที่เขาได้รับคือรังสีแห่งความยิ่งใหญ่และชอบธรรมของอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆนั้นกำลังกดข่มเจตนาสังหารที่อยู่ภายในหุบเหวเอาไว้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวัตถุประสงค์แรกของเจตจำนงที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่ไม่ใช่เพื่อประเมินคนรุ่นหลัง แต่เพื่ออารักขาและควบคุม
เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่นี่คือเส้นทางที่นำไปสู่สนามรบของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น?
จักรวรรดิหงหย่วนอาจไม่ได้ทรงพลังนักหากเปรียบเทียบกับจักรวรรดิขั้น 1 ที่อยู่โดยรอบ แต่ก็ยังได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์ ร่ำลือกันว่าเหตุผลก็เพราะมีทางเชื่อมไปสู่สนามรบของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอยู่ในดินแดนแห่งนี้
ดังนั้นสถาบันปรมาจารย์จึงถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อปกป้องมวลมนุษยชาติ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นอย่างนั้น?
นี่อาจเป็นเส้นทางที่นำไปสู่สนามรบของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ด้วยเหตุนี้ใช่หรือไม่ที่มีเจตนาสังหารเข้มข้นอบอวลอยู่ภายในหุบเหว?
เป็นไปได้หรือไม่ว่าเหตุผลที่มีการสร้างป้ายหลุมศพและให้มีการทิ้งเจตจำนงของอาจารย์ใหญ่แต่ละรุ่นเอาไว้ก็เพื่อปกป้องคุ้มครองดินแดนแห่งนี้?
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็อธิบายได้ว่าทำไมถึงมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรอบสุสานอาจารย์ใหญ่ ห้ามไม่ให้ใครเข้าไปนอกจากอาจารย์ใหญ่คนปัจจุบัน สิ่งนี้คงถูกกำหนดขึ้นเพื่อปกป้องเส้นทางที่ว่าและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความยุ่งยากต่างๆ
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง อาจารย์ใหญ่คนก่อนๆก็ถือว่าเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การเคารพอย่างมาก
ในฐานะอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน พวกเขาได้ปกป้องสถาบันด้วยชีวิตเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และแม้กระทั่งเมื่อตายไปแล้วก็ยังใช้เจตจำนงปกป้อง คุณงามความดีของเหล่าปรมาจารย์ที่มีต่อมวลมนุษย์นั้นถือว่าประเมินค่ามิได้
บางทีอาจเป็นเพราะจิตวิญญาณเช่นนี้ที่ทำให้ปรมาจารย์เป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพสูงสุด
เมื่อมองไปรอบๆ เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนก็ได้คำตอบที่ยืนยันความสงสัยของเขา
เจตนาสังหารที่แผ่ออกมานั้นทรงพลังมาก ทำให้ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถเข้าใกล้ หากไม่ใช่เพราะมีการติดตั้งค่ายกลที่ใช้สิ่งประดิษฐ์ล้ำค่า รวมถึงเจตจำนงที่อาจารย์ใหญ่คนก่อนๆทิ้งไว้ มันอาจทำลายป้ายหลุมฝังศพและสร้างหายนะแก่เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนได้
ค่ายกลเกรด 7, เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนพยักหน้าอย่างยอมรับในความสามารถของผู้ติดตั้ง
ตราประทับอาจารย์ใหญ่ก็รวมอยู่ในค่ายกลเช่นกัน
ตราประทับอาจารย์ใหญ่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่หลอมขึ้นจากเจตจำนงของนักเรียนและครูบาอาจารย์ในสถาบันปรมาจารย์ มีพลังสะสมอยู่ในนั้นมากมาย เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เหมาะสมที่สุดที่จะใช้ปกป้องทางเดินแห่งนี้
หลังจากอาจารย์ใหญ่แต่ละรุ่นเสียชีวิตไป ตราประทับอาจารย์ใหญ่ก็จะถูกนำมาใช้เสริมพลังให้กับค่ายกล ด้วยเหตุนี้จักรวรรดิหงหย่วนจึงอยู่สงบสุขมาได้ตลอดระยะเวลาหมื่นปีที่ผ่านมา ไม่ถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นรุกราน
จางเซวียนถอนหายใจอย่างยำเกรง เศษเสี้ยววิญญาณของเขากำลังคำนวณว่าควรจะอยู่ตรงไหนเพื่อเพิ่มพละกำลังของค่ายกลให้ได้มากที่สุด ก็พอดีกับที่ได้ยินเสียงคำรามกร้าวมาจากส่วนลึกของหุบเหว
ราวกับถูกคลื่นยักษ์พลังงานมหาศาลโถมเข้าใส่ป้ายหลุมฝังศพ มันสั่นสะเทือนจนหยุดไม่ได้ ราวกับพร้อมจะพังทลายได้ทุกนาที
บึม!
จากนั้น จางเซวียนก็รู้สึกถึงเจตนาสังหารท่วมท้นที่ระเบิดออกมา ราวกับสึนามิที่พยายามจะทำลายค่ายกลที่ขวางทางมันอยู่
วิ้ง!
ค่ายกลสว่างวาบขึ้นและเริ่มกดข่มเจตนาสังหารทันที แต่คราวนี้ดูเหมือนเจตนาสังหารจะแข็งแกร่งกว่าเดิม เหมือนตาข่ายบอบบางที่พยายามจะขังปลาที่กำลังบ้าคลั่ง ค่ายกลดูพร้อมจะพังทลายได้ทุกขณะ
ถ้าเป็นอย่างนี้ ดูท่าค่ายกลจะอยู่ไม่ได้นานนัก เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนขมวดคิ้วขณะหน้าดำคร่ำเครียดมองดูภาพนั้น
ดวงตาหยั่งรู้ของเขาทำให้เขาประเมินพละกำลังของค่ายกลและพละกำลังของเจตนาสังหารได้อย่างชัดเจน หากค่ายกลยังต้องต้านทานเจตนาสังหารในระดับนี้ ก็คงจะถึงขีดสุดแห่งพละกำลังของมันในไม่ช้า
ปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้! เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนจ้องดูค่ายกลอย่างเคร่งเครียด เขาพุ่งเข้าใส่ค่ายกลและรีบประเมินมัน จากนั้นก็เงื้อขาข้างหนึ่งขึ้นและเตะค่ายกลเข้าอย่างจัง
วิ้ง!
ด้วยกระแสพลังจิตวิญญาณของเขา ค่ายกลส่งแสงสว่างวาบขณะระเบิดพลังงานมหาศาลออกมาจากตัวมัน ในพริบตานั้น ค่ายกลที่ดูเหมือนจะพังมิพังแหล่ก็กลับมั่นคงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ฟิ้วววว! ฟึ่บ!
สิบนาทีต่อมา เจตนาสังหารก็สงบลง ป้ายหลุมฝังศพกลับเงียบสงบอย่างเดิม
เฮ่ออออ!
จิตวิญญาณของจางเซวียนชักขาออกขณะถอนหายใจเฮือกใหญ่
การเตะของเขาเพิ่มประสิทธิภาพของค่ายกลได้เพียงชั่วขณะเท่านั้น โชคดีที่การจู่โจมของเจตนาสังหารดำเนินไปไม่นานเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้น สุดท้ายค่ายกลจะต้องพังทลายแน่ๆ ต่อให้เขาเข้าช่วยเหลือก็ตาม
อีกอย่าง ตอนนี้จางเซวียนเป็นแค่เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณ ไม่อาจใช้ความสามารถของหอสมุดเทียบฟ้าหรือดวงตาหยั่งรู้ได้เต็มที่ ความรู้เรื่องค่ายกลของเขาทำให้เขาหาจุดกึ่งกลางของมันเจอและเพิ่มพลังให้มันได้
ทำไมเจตนาสังหารอันทรงพลังถึงมาอยู่ในเหวนี้? เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
จากนั้นเขามองสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าที่อยู่โดยรอบซึ่งใช้เก็บเจตจำนงของอาจารย์ใหญ่รุ่นก่อนๆ ไม่ช้าก็หยุดอยู่หน้าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งและทาบฝ่ามือลงไป
วิ้ง!
ของล้ำค่าตื่นตัวขึ้นทันที และจิตวิญญาณดวงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาคือผู้ก่อตั้ง, มู่ข่าย
ผู้ก่อตั้งมู่ข่ายมองหน้าจางเซวียนและกล่าวขอบคุณอย่างสำนึกในบุญคุณ “อาจารย์ใหญ่จาง ขอบคุณมากสำหรับการช่วยเหลือของคุณ ถ้าคุณไม่ช่วยล่ะก็ ความพยายามหลายต่อหลายปีของพวกเราจะต้องสูญเปล่าแน่!”
แม้เจตจำนงของมู่ข่ายจะถูกขังไว้ในสิ่งประดิษฐ์ แต่เขาก็สามารถรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว หากอาจารย์ใหญ่คนใหม่ไม่เข้าแก้สถานการณ์ ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะจัดการกับเจตนาสังหารเมื่อครู่ ซึ่งจะทำให้ความพยายามหลายปีที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนโบกมือเพื่อบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร ก่อนจะถามต่อ “เมื่อครู่นี้มันเกิดอะไรขึ้น?”
ถ้าค่ายกลต้องตกอยู่ในสภาพนี้อยู่เรื่อยๆ ก็คงจะทนทานไปได้ไม่นานนัก
“ก็อย่างที่คุณเห็น เจตจำนงของพวกเราที่อยู่ในนี้มีไว้เพื่อปกปักรักษาเส้นทางระหว่างทวีปแห่งปรมาจารย์กับสนามรบของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ที่ผ่านมามันก็สงบสุขมาตลอด ยกเว้นในบางครั้งที่มีเจตนาสังหารแผ่ออกมา ด้วยความแข็งแกร่งของค่ายกลทำให้ไม่ก่อให้เกิดผลอะไรมากนัก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง 2 ปีที่ผ่านมา เจตนาสังหารก็ระเบิดออกมาอย่างที่เห็น เป็นแบบนี้วันละครั้ง!”
ปรมาจารย์มู่มองดูหุบเหวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ตอนแรกเจตนาสังหารก็ไม่ได้ทรงพลังมากมายอะไร พวกเรายังสามารถใช้พละกำลังของตัวเองรับมือได้ แต่ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พลังของมันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และแม้พวกเราแต่ละคนจะปลดปล่อยพละกำลังเต็มพิกัดแล้วก็ยังแทบรับมือไม่ไหว ที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุด หากคุณไม่เข้ามาช่วย ต่อให้ค่ายกลไม่พังทลายก็ย่อมเสียหายหนัก!”
“2 ปีที่แล้ว?” เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนขมวดคิ้ว
“ใช่” ปรมาจารย์มู่พยักหน้า
“คุณรู้เหตุผลหรือเปล่า?” จางเซวียนถาม
ปรมาจารย์มู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เจตจำนงของพวกเราหลอมรวมเข้ากับค่ายกล ไม่อาจไปไหนมาไหนได้ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่อาจสืบเสาะได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับฉนวนระหว่างทวีปแห่งปรมาจารย์กับสนามรบของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น”
“ฉนวน?”
“ฉนวนไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่อยู่อยู่ลึกลงไปในห้องแสดงภาพวาดใต้ดิน มันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่กั้นไว้ไม่ให้เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเข้ามายังทวีปแห่งปรมาจารย์ได้ หากมันฉีกขาดล่ะก็ สิ่งที่เราจะต้องเผชิญคือสงครามของจริง” ปรมาจารย์มู่พูดอย่างเคร่งขรึม
มีฉนวนถูกติดตั้งไว้หลายอันในห้องแสดงภาพวาดใต้ดินซึ่งเชื่อมระหว่างสนามรบของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นกับทวีปแห่งปรมาจารย์ และฉนวนที่แข็งแกร่งที่สุดคืออันที่ถูกติดตั้งโดยอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆจำนวนนับไม่ถ้วนในบริเวณส่วนลึกของทางเดิน
ฉนวนนั้นทำหน้าที่เหมือนปราการด่านสุดท้ายที่มวลมนุษย์จะปกป้องตัวเองจากเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้
“อาจารย์ใหญ่จาง ในเมื่อคุณส่งเจตจำนงของคุณเข้ามาที่นี่ กายเนื้อของคุณก็คงจะอยู่ไม่ไกลนัก คุณจะพากายเนื้อของคุณเข้าไปที่ห้องแสดงภาพวาดใต้ดินเพื่อสำรวจดูว่าเราจะสามารถรายงานเรื่องนี้ไปยังสำนักงานใหญ่และเตรียมการล่วงหน้าได้ไหม? ไม่อย่างนั้น ผมเกรงว่าการระเบิดของเจตนาสังหารแบบนี้ หากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ค่ายกลจะต้องพังทลายและหายนะจะเกิดกับมวลมนุษย์อย่างแน่นอน!” ปรมาจารย์มู่วิงวอน
เจตจำนงของพวกเขาได้ต่อสู้กับเจตนาสังหารมาหลายปีแล้ว ทำให้ความแข็งแกร่งลดลงทุกทีๆ อีกทั้งยังถูกเชื่อมโยงกับค่ายกล ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้
ต่อให้อยากสำรวจสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ทำไม่ได้!
อีกอย่าง หากพวกเขาออกไป ก็จะไม่มีใครยับยั้งพละกำลังของเจตนาสังหารที่อาจเข้าโจมตีได้อีก และนั่นจะนำมาซึ่งหายนะ
“เข้าไปในห้องแสดงภาพวาดใต้ดิน?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“ใช่ คุณแค่เข้าไปดูสถานการณ์เพื่อที่เราจะได้เตรียมการได้ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้น ถ้ามีอะไรร้ายแรงกว่านี้เกิดขึ้นกับพวกเรา สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนจะต้องเดือดร้อนหนักแน่” ปรมาจารย์มู่พูดอย่างวิตกกังวล
จางเซวียนเข้าใจดีถึงความกังวลของอีกฝ่าย เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “แล้วผมจะเข้าไปในห้องแสดงภาพวาดใต้ดินได้อย่างไร?”
“มีเจตนาสังหารปริมาณมหาศาลอยู่ในห้องแสดงภาพวาดใต้ดิน จิตวิญญาณของคุณเข้าไปได้ไม่ลึกหรอก คุณจะต้องใช้กายเนื้อของคุณเข้าไป” เจตจำนงของปรมาจารย์มู่ตอบ
“ด้วยตราประทับอาจารย์ใหญ่ คุณสามารถพากายเนื้อเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นได้ จากนั้นผมจะเปิดช่องชั่วคราวในค่ายกลเพื่อให้คุณเข้าไปในห้องแสดงภาพวาดใต้ดิน ทางเข้านี้อยู่ใกล้กันที่สุดกับฉนวนที่อยู่บริเวณส่วนลึกของห้องแสดงภาพวาดใต้ดิน จึงใช้เวลาไม่นาน”
เมื่อได้ยินคำนั้น เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนขมวดคิ้ว
เขาได้ยินมานานแล้วถึงอันตรายที่อยู่ในห้องแสดงภาพวาดใต้ดิน และหากเข้าไปก็มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้กลับออกมาอีก
แต่ถ้าเขาปฏิเสธที่จะเข้าไปก็จะไม่มีโอกาสกะประมาณแหล่งต้นกำเนิดของเจตนาสังหาร อีกอย่าง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉนวนของห้องแสดงภาพวาดใต้ดินและเกิดพังทลายขึ้นมา จักรวรรดิหงหย่วนทั้งจักรวรรดิจะต้องราบคาบไปด้วยการโจมตีของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น
“ผมรู้ว่าผมทำให้คุณไม่มีทางเลือก ว่าแต่ผมจะทำอะไรได้ล่ะ”
ปรมาจารย์มู่เองก็รู้ดีว่าห้องแสดงภาพวาดใต้ดินมีอันตรายแค่ไหน การที่เขาขอให้อีกฝ่ายเข้าไปเพื่อตรวจสอบฉนวนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับชวนให้กระโดดหน้าผา แต่ชะตากรรมของมวลมนุษย์และอนาคตของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนก็เป็นเดิมพันอยู่ เขาจึงไม่มีทางเลือก
ด้วยการปกป้องของตราประทับอาจารย์ใหญ่ ตราบใดที่อาจารย์ใหญ่จางสำรวจอย่างระมัดระวัง ก็น่าจะกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย
“เอาล่ะ ขอเวลาผมสักครู่ ผมจะติดต่อกับกายเนื้อของผมให้เข้ามา” เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจางเซวียนพยักหน้า
