ตอนที่ 993 มุ่งหน้าสู่ห้องโถงแห่งยาพิษ
หลังจากไต่ถามกันอีกครู่หนึ่ง ดูเหมือนราชาใบไม้สีม่วงจะไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับอาณาจักรโบร่ำโบราณในเมืองหลวงต้นเพลิง เมื่อเห็นว่ารีดเอาข้อมูลที่มีประโยชน์จากเขาไม่ได้แล้ว จางเซวียนก็ส่ายหน้า
ตอนนี้ไอ้โหดก็ได้ใช้ประโยชน์จากจิตวิญญาณต้นกำเนิดของราชาใบไม้น้ำ และผลลัพธ์ก็เป็นแบบเดียวกันกับที่ได้รับจากราชาใบไม้สีม่วง คือทั้งคู่รู้แค่ว่ามีแผนที่อยู่ แต่ข้อมูลอื่นๆนอกเหนือจากนั้นก็ยังคลุมเครือ
ว่ากันว่าอาณาจักรโบร่ำโบราณปรากฏขึ้นตั้งแต่ 2000 ปีก่อน กลุ่มอำนาจมากมายได้พยายามจะเข้ายึดครองแผนที่ แต่สุดท้ายมันก็ตกไปอยู่ในมือของห้องโถงแห่งยาพิษ
ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ทางห้องโถงแห่งยาพิษไม่ได้ส่งใครไปค้นหา ทั้งยังปิดตัวเองจากโลกภายนอก ดังนั้น ในเวลาเพียงไม่นาน ข่าวคราวเกี่ยวกับแผนที่จึงหายไปจากการรับรู้ของชาวโลก
เพราะการเพียรสืบเสาะอย่างยากลำบากของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นที่ทำให้พวกมันรับรู้เรื่องแผนที่ หลังจากเตรียมการมากมาย พวกมันก็สบโอกาสเหมาะที่จะส่ง 2 ราชาออกมาเพื่อค้นหาแผนที่นั้น แต่ใครจะไปคิดว่าทั้งสองราชาจะต้องจบชีวิตเพราะจางเซวียนก่อนที่จะทันได้เห็นห้องโถงแห่งยาพิษด้วยซ้ำไป
“แล้วราชาใบไม้เขียวกับราชาใบไม้สีทองล่ะ พวกเขามาทำไม?”
เหตุที่ราชาใบไม้น้ำกับราชาใบไม้สีม่วงมาที่เมืองจิ้งหยวนก็เพื่อสืบหาเรื่องแผนที่ จึงเป็นธรรมดาที่ราชาใบไม้สีทองกับราชาใบไม้เขียวจะต้องมีวัตถุประสงค์บางอย่างเช่นเดียวกัน เพียงแต่ทั้งคู่ถูกสังหารก่อนที่จะทันได้ทำอะไร จนถึงตอนนี้ จางเซวียนก็ยังไม่รู้ว่าทั้งคู่มีแผนการอะไรอยู่ในหัว
“เป้าหมายของทั้งคู่คือสังหารอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ ซึ่งก็คือ…คุณนั่นแหละ นายน้อย พวกเขาตั้งใจจะสร้างความปั่นป่วนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสภาปรมาจารย์” ราชาใบไม้สีม่วงหน้าแดงก่ำ
“ฆ่าผม?” จางเซวียนชะงัก
เขาไม่เคยคิดเลยว่าเป้าหมายของราชาใบไม้สีทองและราชาใบไม้เขียวคือการสังหารเขา โชคดีเหลือเกินที่เขาพบตัวทั้งคู่เสียก่อน ไม่อย่างนั้น ถ้าต้องเผชิญหน้ากับนักรบระดับเซียนขั้น 4 ถึง 2 คนล่ะก็ มีโอกาสสูงที่เขาจะถูกฆ่าตาย
เขานึกภาพออกเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นหาก 2 ราชาและเผ่าพันธุ์ปีศาจระดับเซียนอีกกว่า 200 ตัวปรากฏตัวขึ้นในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน มันคงจะเป็นความปั่นป่วนและหายนะครั้งใหญ่ ต่อให้สภาปรมาจารย์ของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติก็ต้องเดือดร้อน ถึงตอนนั้น คงจะไม่มีใครให้ความสนใจกับอาณาจักรโบร่ำโบราณ ซึ่งจะทำให้เผ่าพันธุ์ปีศาจลอบเข้าไปเอาของล้ำค่าได้อย่างสบาย
“เอ่อ” เห็นความประหลาดใจของนายน้อย ราชาใบไม้สีม่วงส่ายหัวอย่างสังเวช
ทั้งราชาใบไม้เขียวและราชาใบไม้สีทองต้องตายอย่างน่าอนาถ
ทั้งคู่ถูกส่งตัวมาเพื่อสังหารอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน แต่กลับถูกเป้าหมายของตัวเองฆ่าทิ้ง แถมยังกลายเป็นว่าเป้าหมายของพวกเขาไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย พวกนั้นจะรู้สึกอย่างไรหากได้รู้เรื่องนี้!
“ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร” จางเซวียนออกความเห็น
อะไรที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไปแล้ว เผ่าพันธุ์ปีศาจที่อยู่ในอาณาจักรใต้ดินพวกนั้นมีแผนจะสังหารเขา แต่ต้องลงเอยด้วยการถูกเขาสังหารเสียเอง
“ผมมีมิติลี้ลับ ตอนนี้คุณควรจะเข้าไปอยู่ข้างในเสียก่อน” หลังจากถามคำถามมากมายที่ค้างคาใจแล้ว จางเซวียนก็สั่งการให้ราชาใบไม้สีม่วงเข้าไปอยู่ในรังนางพญามด
เขาต้องเหนื่อยยากกว่าจะหว่านล้อมให้ผู้อาวุโสฉู่ยอมเชื่อว่าตัวเขาเป็นกูรูยาพิษ หากอีกฝ่ายเห็นเขาอยู่กับราชาใบไม้สีม่วง ความไว้วางใจที่อุตส่าห์สร้างขึ้นอย่างยากลำบากก็คงแตกสลายไปหมด ทำให้ความพยายามที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า
ดังนั้น จึงเป็นการดีที่สุดหากตอนนี้ราชาใบไม้สีม่วงจะซ่อนตัวเสียก่อน
หลังจากเก็บราชาใบไม้สีม่วงเข้าไปในรังนางพญามดแล้ว จางเซวียนก็ทำลายค่ายกลหลอกล่อเกรด 7 ซึ่งตอนนั้น หูอวิ๋นเซินกับคนอื่นๆก็ยังไปไม่ได้ไกลเท่าไร เขาสั่งการให้หูอวิ๋นเซินรวบรวมกองกำลังของสำนักเมฆหม่นเพื่อจัดการกับเหล่าองครักษ์ก่อนจะส่งข้อความไปหาสภาปรมาจารย์ของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน
การร่วมมือกันระหว่างท่านเจ้าเมืองแห่งเมืองจิ้งหยวนกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้หยูเสิ่นชิงไม่พอใจ ก็แล้วแต่ตัวเขาว่าจะจัดการกับคนทรยศอย่างไร
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือทันทีที่ข้อความถูกส่งไปถึงหยูเสิ่นชิง เจ้าเมืองผู้ยโสโอหังคนนั้นก็จะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์
จางเซวียนกลับเข้าไปในห้องและพบว่าบาดแผลส่วนใหญ่ของผู้อาวุโสฉู่ได้รับการเยียวยาแล้ว อาการของเขาดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่หน้ายังซีดเผือดอยู่เพราะจิตวิญญาณได้รับความเสียหายมากเกินไป
จางเซวียนเกิดความคิดหนึ่งขึ้น เขานำแมลงเต่าทองออกมายื่นให้ “เมื่อครู่นี้ผมไปที่คฤหาสน์ท่านเจ้าเมือง และนำสิ่งนี้มาให้คุณ”
เต่าทองตัวนั้นเป็นแมลงร้ายตัวตายตัวแทนของผู้อาวุโสฉู่ และเขาได้ให้มันดื่มเลือดของเขามาหลายปี คงจะเป็นความสูญเสียอย่างมากหากผู้อาวุโสฉู่ต้องเสียมันไป จางเซวียนจึงบังคับให้ราชาใบไม้สีม่วงมอบมันให้เขาหลังจากที่อีกฝ่ายยอมจำนน
จะว่าไป ก็ดูเหมือนจะเป็นเพราะเต่าทองตัวนี้ที่ทำให้ราชาใบไม้สีม่วงแกะรอยตามพวกเขามาถึงสำนักเมฆหม่นได้อย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อพิจารณาจากความใหญ่โตของเมืองจิ้งหยวน ไม่มีเหตุผลเลยที่พวกเขาจะมาตามหาที่สำนักเมฆหม่นเป็นที่แรก
“อ๊ะ” เมื่อเห็นแมลงเต่าทอง ผู้อาวุโสฉู่มีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขารีบรับมันมาและกล่าว “ขอบคุณมาก!”
นี่คือแมลงร้ายตัวตายตัวแทนของเขา หากมันต้องตาย เขาก็จะได้รับบาดเจ็บสาหัส เขายังนึกว่าคงไม่มีโอกาสที่จะได้มันกลับคืนมาแล้วหลังจากที่ตกไปอยู่ในมือของนักรบระดับเซียนขั้น 4 แต่ใครจะไปคิดว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเสี่ยงชีวิตไปเอามันกลับมาให้เขาได้!
เขาอดประทับใจไม่ได้กับการกระทำครั้งนี้
“คุณได้รับบาดเจ็บที่ไหนหรือเปล่า?” หลังจากเก็บแมลงเต่าทองแล้ว ผู้อาวุโสฉู่ถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย
เขาได้เห็นกับตาว่านักรบระดับเซียนขั้น 4 นั้นน่าสะพรึงแค่ไหน การไปเอาสิ่งของที่อีกฝ่ายยึดไว้นั้นเป็นการกระทำที่ยากเกินกว่าเขาจะนึกจินตนาการได้
“วางใจเถอะ ผมไม่เป็นไร” จางเซวียนตอบพร้อมกับยิ้มอย่างสุภาพ ขณะที่จู่ๆก็ชวนเซและใบหน้าซีดเผือด
เขากระอักเลือดออกมากองใหญ่ จางเซวียนทรุดฮวบลงกับพื้นราวกับได้รับบาดเจ็บสาหัส
“คุณ! คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า?” ผู้อาวุโสฉู่รีบเข้าไปช่วยจางเซวียน ความกังวลและเป็นห่วงเป็นใยฉายชัดบนสีหน้า
การเสี่ยงอันตรายเข้าไปเอาแมลงเต่าทองมานั้น เขาจะขอบคุณอีกฝ่ายได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ชายผู้นี้ยังบอกว่าตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บสาหัส เพราะเกรงว่าเขาจะเป็นห่วง นี่คือบุคคลที่สมควรจะนับถือกันเป็นมิตรสหายและไว้วางใจกันอย่างที่สุด!
ผู้อาวุโสฉู่นำยาพิษฟื้นฟูร่างกายออกมาและป้อนให้จางเซวียน เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายค่อยๆดีขึ้นแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้วล่ะ เราควรรีบออกไปโดยเร็วที่สุด!” หลังจากพักฟื้นอยู่ชั่วครู่ จางเซวียนระบายลมหายใจยาวและพูดต่อ
ผู้อาวุโสฉู่พยักหน้ารับ
ถ้าอีกฝ่ายไม่ไปเอาแมลงเต่าทองของเขามา นักรบระดับเซียนขั้น 4 คนนั้นคงคิดว่าทั้งคู่หนีไปไกลและคงจะส่งกองกำลังออกตามหาโดยรอบแล้ว
แต่ตอนนี้…อีกฝ่ายย่อมรู้ชัดเจนว่าพวกเขายังอยู่ในเมืองจิ้งหยวน ด้วยพื้นที่แคบๆนี้ มีโอกาสที่จะถูกตามเจอได้อย่างรวดเร็วมาก
“ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไร? อยากพักอีกหน่อยหรือเปล่า?” ผู้อาวุโสฉู่ถามอย่างกังวล
แม้การหลบหนีจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้อาการบาดเจ็บของอีกฝ่ายเลวร้ายกว่าเดิม เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
“ผมไม่เป็นไร อาการบาดเจ็บของผมนั้นอยู่ในระดับที่ยังทนได้ หนีกันก่อนเถอะ ผมเข้าไปฟื้นฟูตัวเองเมื่อเราถึงห้องโถงแห่งยาพิษแล้วก็ได้!” จางเซวียนพูดอย่างมุ่งมั่น
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นไปกันเลย”
ทั้งคู่รีบวางแผนการและกำหนดเส้นทางก่อนจะลักลอบออกไปจากห้อง พวกเขาไปจนถึงกำแพงเมือง และไม่ช้าก็ออกมานอกออกมาพ้นประตูเมือง
ทั้งคู่เข้าป่าที่อยู่ถัดไปจากกำแพงเมืองและลงไปสู่หุบเขา ไม่ช้าอสูรระดับเซียนขนาดมหึมาก็ปรากฏตรงหน้า
“นี่คืออสูรระดับเซียนของห้องโถงแห่งยาพิษ ผู้อาวุโสชเวกับผมขี่มันมาที่นี่” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนความเสียใจจะปรากฏขึ้นในดวงตา
ผู้อาวุโสชเวที่เขาพูดถึงคือชายร่างเตี้ยที่อยู่กับเขาในคฤหาสน์ท่านเจ้าเมือง เพื่อช่วยชีวิตเขา อีกฝ่ายได้ถลันเข้ามารับพลังฝ่ามือของราชาใบไม้สีม่วงแทน ทำให้ถึงแก่ความตายทันที
“ผู้อาวุโสชเวมอบชีวิตของเขาเพื่อช่วยเหลือคุณ วิธีที่ดีที่สุดที่จะตอบแทนความมีน้ำใจของเขาก็คือต้องกลับไปถึงห้องโถงแห่งยาพิษให้ได้อย่างปลอดภัย” จางเซวียนปลอบใจ
“อือ” รู้ดีว่าจางเซวียนพยายามปลอบใจเขา ผู้อาวุโสฉู่พยักหน้าและเงียบไป ทั้งคู่ก้าวขึ้นบนหลังอสูรและออกเดินทางไปยังทะเลเมฆเขียว
ทะเลเมฆเขียวเป็นทะเลที่ใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิหงหย่วน กินอาณาบริเวณกว้างยาวราวหนึ่งแสนกิโลเมตร มีอสูรระดับเซียน ขั้น 3 และขั้น 4 ที่ทรงพลังอยู่ในนั้นมากมาย ทำให้เป็นพื้นที่ที่อันตรายมากหากจะเข้าไปสำรวจ ลงท้ายก็กลายเป็นดินแดนต้องห้ามสำหรับเหล่านักรบ
อสูรระดับเซียนที่พวกเขากำลังขี่อยู่นั้นเป็นอสูรระดับเซียนขั้น 1-ขั้นกลาง มังกรปีกเหล็ก ความเร็วของมันไม่มากมายนัก แต่พละกำลังนั้นจัดเป็นชั้นยอด
หลังจากบินไปราวครึ่งวัน ในที่สุดพวกเขาก็เห็นทะเลที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เมื่อมองไปไกลๆ ท้องฟ้าสีน้ำเงินสวยงามและน้ำทะเลสีมรกตดูจะแนบชิดกัน เกิดเป็นภาพที่งดงาม ความกลมกลืนของสรวงสวรรค์กับโลกที่สวยจนแทบจะลืมหายใจ
การได้เห็นภาพอย่างนี้ในช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้จิตใจสงบและแข็งแกร่งขึ้น
“มีค่ายกลยาพิษอยู่ 27 อันระหว่างทางที่ไปห้องโถงแห่งยาพิษ แม้แต่นักรบระดับเซียนขั้น 3 ก็ยังถูกวางยาถึงตายได้หากบุ่มบ่ามเข้าไป ผู้อาวุโสฉู่ซึ่งนั่งอยู่ในเพิงไม้บนหลังของอสูรระดับเซียนมองลงไปยังน้ำทะเลสีเขียวมรกตและพูดขึ้นมา
“ค่ายกลยาพิษ 27 อัน?” จางเซวียนประหลาดใจ
“ใช่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีค่ายกลยาพิษตั้งอยู่รอบๆถ้ำของอสูรระดับเซียนขั้น 3 ด้วย ดังนั้น ต่อให้พ้นค่ายกลอื่นมาได้ ก็ยังต้องเจอเข้ากับการโจมตีของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ นักรบส่วนมากที่พยายามตามหาห้องโถงแห่งยาพิษจึงต้องตายระหว่างการเดินทาง กะคร่าวๆก็คงจะมีอย่างน้อยหลายร้อยคนต่อปี”
ผู้อาวุโสฉู่ส่ายหน้า
“มีคนตายหลายร้อยคน…ต่อปี?” จางเซวียนถึงกับอัศจรรย์ใจ
ผู้ที่กล้าเดินทางไปยังทะเลเมฆเขียวเพื่อตามหาห้องโถงแห่งยาพิษนั้น แน่นอนว่าจะต้องไม่ใช่พวกที่มีวรยุทธเหยาะแหยะ อย่างน้อยก็ต้องเป็นนักรบระดับเซียน แต่มีนักรบระดับนั้นเสียชีวิตหลายร้อยคนต่อปี…โดยไม่ได้มาจากการกระทำโดยตรงของเหล่ากูรูยาพิษ เป็นเพียงความเกี่ยวพันกันเท่านั้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมอาชีพนี้ถึงเป็นที่หวาดกลัวกันทั่วทั้งทวีป พวกเขามีพละกำลังที่ทุกคนต้องระมัดระวังตัวจริงๆ
“ในเมื่อห้องโถงแห่งยาพิษซ่อนตัวอยู่ลึกลับขนาดนี้ แล้วสืบทอดมรดกตกทอดกันอย่างไร?” จางเซวียนถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
ทุกอาชีพต้องการเลือดใหม่เพื่อมาสืบทอดมรดกของตัวเอง และดูจากการที่ห้องโถงแห่งยาพิษซ่อนตัวอยู่ลึกลับขนาดนี้ ผู้คนส่วนมากย่อมหาไม่เจอ และในเมื่อเป็นแบบนั้น จะสืบทอดภูมิปัญญาไปสู่คนรุ่นหลังได้อย่างไร?
“เหล่ากูรูยาพิษจะออกสำรวจโลกกว้างเพื่อตามหาผู้ปราดเปรื่องพอที่จะมาสืบทอดมรดกของพวกเขา มีบางคนที่รับเด็กกำพร้าจำนวนมากไว้ในอุปการะและใช้เป็นหนูทดลองยาพิษตั้งแต่เด็ก ผู้ที่มีชีวิตรอดมาก็จะถือว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับกูรูยาพิษคนนั้นเป็นอาจารย์” ผู้อาวุโสฉู่อธิบาย
จางเซวียนขมวดคิ้ว
นั่นเป็นกระบวนการที่คล้ายกับการเพาะพันธุ์หนอนกู้เพื่อทำให้พวกมันต่อสู้กัน และตัวที่รอดชีวิตเป็นตัวสุดท้ายก็จะเป็นผู้ชนะ
สำหรับเด็กกำพร้า แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่มีประสบการณ์เรื่องยาพิษ การต้องเผชิญหน้ากับยาพิษตั้งแต่เล็กๆมีโอกาสที่จะทำให้พวกเขาเสียชีวิต แล้วจะต้องมีชีวิตเด็กน้อยต้องสูญเสียไปมากแค่ไหนเพียงเพื่อจะให้ได้กูรูยาพิษสักหยิบมือหนึ่ง
“ในเมื่อคุณไม่ได้มาจากตระกูลของกูรูยาพิษ แล้วคุณกลายเป็นกูรูยาพิษได้อย่างไร?” หลังจากอธิบายเรื่องราวแล้ว ผู้อาวุโสฉู่ก็หันมาถามจางเซวียนอย่างสงสัย
แม้ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลของกูรูยาพิษบางคนก็ยังไม่สามารถทานทนกับยาพิษได้ ส่วนชายที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่เคยไปห้องโถงแห่งยาพิษมาก่อน แต่กลับมีวีรกรรมที่กูรูยาพิษส่วนมากก็ยังทำไม่ได้ เขาทำได้อย่างไรกัน?
“อันที่จริงผมเคยไปห้องโถงแห่งยาพิษมาก่อน แต่ไม่ใช่ที่นี่ มันคือสาขาที่อยู่ในดินแดนห่างไกลภายใต้สังกัดของจักรวรรดิชวนหยวนที่เรียกว่าสันเขาบัวแดง…หลังจากที่ผมออกจากที่นั่น ผมก็ตั้งต้นสำรวจโลกกว้าง และก็ได้พบกับหนังสือที่อธิบายศาสตร์ลับเกี่ยวกับการใช้ยาพิษโดยบังเอิญ ผมมศึกษามันอย่างระมัดระวังและถี่ถ้วน จึงได้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้” จางเซวียนตอบ
หากเขาพูดออกไปว่ายังไม่เคยสัมผัสกับกูรูยาพิษตัวเป็นๆ แต่กลับมีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยาพิษ เรื่องก็จะดูเหลือเชื่อเกินไป เขาจึงผสมความจริงนิดความเท็จหน่อยเข้าด้วยกัน ทำให้ยากที่อีกฝ่ายจะประเมินความถูกต้องของเรื่องราวได้
“ศาสตร์ลับเกี่ยวกับการใช้ยาพิษ คุณมีความสามารถขนาดนี้ มันจะต้องเป็นหนังสือศาสตร์ลับที่ทรงพลังมากแน่ๆ!” ผู้อาวุโสฉู่ชมเชยขณะมองหน้าจางเซวียน “ไม่ทราบว่าคุณจะสะดวกใจให้ผมดูหนังสือศาสตร์ลับที่คุณพูดถึงหรือไม่? วางใจเถอะ ผมจะไม่เปิดดู แค่อยากรู้ว่าใครเป็นคนเขียนเท่านั้น!”
“เอ่อ” จางเซวียนอ้าปากค้าง
เขาเพิ่งแต่งเรื่องขึ้นมาสดๆร้อนๆ แล้วจะไปเอาหนังสือศาสตร์ลับมาจากไหน?
แต่อีกฝ่ายตั้งคำถามแบบนี้…แปลว่ายังสงสัยในตัวตนของเขาอยู่หรือเปล่า?
