ตอนที่ 370 : เสียงปรบมือจากคนดู
ค่าจ้าง ค่าเดินทาง ยาวิเศษรักษาโรค…
เอ็มลิน·ไวท์ผงะไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำจากปากนักสืบ
มันไม่ได้คาดหวังคำตอบเช่นนี้
มาดสุภาพบุรุษและมารยาทผู้ดีของเจ้าหายไปไหนหมด?
แวมไพร์หนุ่มขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
สำหรับนักสืบ วิชางบดุลคือสิ่งสำคัญมาก เรื่องเงินๆ ทองๆ ในภารกิจต้องถูกจัดสรรอย่างลงตัว…
ยิ่งไปกว่านั้น นายทำให้ฉันพลาดการแวะเข้าไปสโมสรครักซ์ ไม่รู้เลยว่าเมนูจำกัดเสิร์ฟของสองวันนี้มีอะไรบ้าง… ไคลน์จ้องเอ็มลินพลางตัดพ้อ
ไม่กี่วินาทีถัดมา เอ็มลินเผยรอยยิ้มจืดชืด
“ข้าต้องไปดูอาการของคนไข้ก่อน จึงจะปรุงยารักษาได้ถูกโรค”
ฟังจากน้ำเสียง คงมั่นใจในฝีมือตัวเองพอสมควร…
ไคลน์พยักหน้ารับ
จากนั้นก็เริ่มตระหนักถึงเรื่องน่าปวดใจ
ดูเหมือนตระกูลไวท์จะเป็นนักปรุงยามืออาชีพจากรุ่นสู่รุ่น ฉะนั้น หากเราได้รับบาดเจ็บและต้องการยา ก็สามารถรบกวนให้พวกเขาช่วยรักษาได้… แล้วเราจะมัวเสียเวลาหาสูตรโอสถนักปรุงยาจากหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ไปเพื่ออะไร? ไม่จำเป็นต้องมีลูกน้องคนสนิทเชี่ยวชาญการปรุงยาอีกแล้ว… โลกแห่งความจริงหมุนเร็วจนเราเตรียมตัววางแผนไม่ทัน…
แต่ก็ไม่สูญเปล่าเสียทีเดียว เราถอนทุนคืนได้จากมิสเมจิกเชี่ยน สำหรับโลกใบนี้ สูตรโอสถจะมีคุณค่าเสมอ เพราะสามารถใช้แลกเปลี่ยนได้ไม่รู้จบ…
นอกจากนั้น ครอบครัวไวท์อาจย้ายไปพักอาศัยไกลจากถนนอ่าวแม่น้ำและอำพรางตัวตนจนมิดชิด เราคงหาตัวพวกเขาได้ไม่ง่ายนัก การพึ่งพาทุกครั้งคงไม่ใช่เรื่องสะดวก…
ไม่สิ มีวิธีง่ายกว่านั้นอยู่… จนกว่าเอ็มลินจะหาวิธีขจัด ‘การชี้นำ’ จากเทียนไขจิตฝันร้ายสำเร็จ ชายคนนั้นต้องแวะเวียนไปยังวิหารฤดูเก็บเกี่ยวทุกวัน…
เมื่อได้ข้อสรุป ไคลน์ถอนหมวกและโค้งตัว
“ไม่มีปัญหา ไว้มีโอกาส ผมจะพาคุณไปดูอาการคนไข้อย่างใกล้ชิด ผมไม่รบกวนแล้ว ไว้พบกันใหม่”
ทันใดนั้น เอ็มลินออกอาการลังเลก่อนจะเปล่งเสียงตะกุกตะกัก
“ถ้าเจ้าค้นพบวิธีขจัดการชี้นำจากเทียนไขจิตฝันร้ายได้เมื่อใด ข้าสัญญาว่าจะตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ ล…แล้วก็… เจ้าจะได้รับเกียรติให้เป็นสหายกับผีดูดเลือด!”
เพื่อนยาก… ฉันเป็นแค่นักมายากล สมบัติวิเศษก็มีแค่เข็มกลัดสุริยันกับขวดพิษชีวภาพ แล้วจะมีปัญญาอะไรไปจัดการกับอาการทางจิตอันซับซ้อน… จากบรรดาคนรอบตัว ใกล้เคียงสุดคงเป็นมิสจัสติส แต่เธออยู่เพียงลำดับ 8 นักอ่านใจ…
เว้นเสียแต่ว่านายจะเปลี่ยนมานับถือ ‘เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย’ ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเรายังพอคุยกันได้ บางที ฉันอาจใช้พลังห้วงมิติสายหมอกช่วยหาสาเหตุของโรคได้ จากนั้นก็จะขจัดมันออกด้วยพิธีกรรมพิเศษ ซึ่งถูกบันทึกไว้ภายในหนังสือแห่งความลับ…
ว่ากันตามตรง ในเมื่อแวมไพร์นับถือดวงจันทร์บรรพกาล ก็อาจเป็นเพื่อนร่วมศาสนากับราชาหมอผีคารามันก็เป็นได้…
หืม ดวงจันทร์บรรพกาลอาจเป็นคนเดียวกับหนึ่งในเทพบรรพกาลแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์…
แวมไพร์ต้นกำเนิด ลิลิธ…
ไคลน์เผยรอยยิ้มหลังจากปล่อยให้ความคิดล่องลอย
“ตกลง ผมจะพยายามมองหาวิธีรักษาให้”
เอ็มลิน·ไวท์พยักหน้ารับโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม อากัปกิริยาของมันคล้ายกับอดใจรอไม่ไหวอีกต่อไป สองเท้าก้าวประชิดประตูบ้านอย่างรวดเร็ว
หากไม่เพราะคนขับรถม้ายังอยู่ หมอนี่คงกางปีกค้างคาวบินตรงขึ้นชั้นสองแล้ว…
ไคลน์ยิ้มพลางส่ายหน้า
จากนั้นก็โดยสารรถม้าคันเดิมต่อไปยังสถานีรถไฟใต้ดินซึ่งอยู่ไม่ไกล มันนั่งไปลงสถานีเขตเชอร์วู้ดและนั่งรถม้าต่อมายังอาคารหมายเลข 15 ถนนมินส์
ก่อนจะเปิดประตูบ้าน ไคลน์ตรวจสอบกล่องจดหมายตามความเคยชิน
และคราวนี้ก็พบซองจดหมายอีกแล้ว
บนซองไม่มีตราไปรษณียากร จ่าหน้าถึงนักสืบเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ และผู้ส่งคือ ‘เยอร์เก้น·คูเปอร์’
ของนักกฎหมายเยอร์เก้น? ไคลน์หยิบซองด้วยสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะบรรจงฉีกอย่างระมัดระวัง
ด้วยความช่วยเหลือจากแสงเสาตะเกียงริมถนน ไคลน์พบว่าด้านในมีกระดาษหนึ่งแผ่นและธนบัตรสองใบ
มูลค่าของธนบัตรคือห้าซูลและหนึ่งซูล
รวมทั้งสิ้นหกซูล… ในช่วงสัปดาห์ผ่านมา เราแวะเข้าไปให้อาหารและเล่นกับโบรดี้ทั้งหมดสามครั้ง… โดยตกลงกันไว้ว่าจะตอบแทนครั้งละสองซูล…
ไม่ขาดไม่เกิน…
เมื่อทราบเหตุผล ไคลน์เปิดประตูบ้านและเปิดตะเกียงแก๊สมอบแสงสว่าง
หลังจากคลี่กระดาษอ่าน มันพบว่าเนื้อหาด้านในมีไม่มาก และเป็นการเขียนด้วยลายมือตัวบรรจงตามประสาเยอร์เก้น
“ถึงนักสืบโมเรียตี้ ขอบคุณสำหรับการดูแลโบรดี้ในช่วงสัปดาห์ผ่านมา ธนบัตรสองใบนี้คือค่าตอบแทนของคุณ ผมลองดึงกริ่งบ้านคุณสองครั้งและพบว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ จึงจำเป็นต้องสอดค่าจ้างไว้ในซองและเสียบไว้ในกล่องจดหมาย ผมมีธุระด่วนและจะได้กลับมาอีกทีในวันพรุ่งนี้ช่วงเช้า แต่ในเมื่อคุณย่าของผมสัญญาไว้แล้วว่าจะจ่ายเงินให้คุณก่อนเย็นนี้วันนี้ ผมจึงต้องทำตามสัญญาดังกล่าว ในฐานะนักกฎหมาย ผมจริงจังกับคำสัญญาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ผิดนัดเด็ดขาด สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณอีกครั้ง เยอร์เก้น·คูเปอร์”
มิสเตอร์นักกฎหมาย คำลงท้ายของคุณช่างจืดชืด บางที โบรดี้อาจทำได้ดีกว่าคุณด้วยซ้ำ…
แต่การลงทุนเขียนอธิบายละเอียดยิบเช่นนี้ ก็นับว่าเหมาะกับนิสัยของเยอร์เก้นแล้ว…
ว่าแต่ ทำไมถึงต้องใส่ไว้ในกล่องจดหมาย? หากเป็นเราสมัยโลกเก่า แทบไม่เคยตรวจสอบกล่องจดหมายเลยสักครั้ง…
ไคลน์ยืนยิ้มพลางพับธนบัตรเก็บใส่กระเป๋า จากนั้นก็ลงมือเขียนจดหมายฉบับใหม่ถึงนักสืบสจ๊วต
เมื่อจบท่อนทักทายช่วงต้น ชายหนุ่มเรียบเรียงคำพูดเป็นอย่างดีก่อนเขียนใจความ
“…ผมพบเอ็มลิน·ไวท์ในวิหารฤดูเก็บเกี่ยวใกล้กับถนนทูเตว่า เป็นวิหารขนาดเล็กของโบสถ์พระแม่ธรณี นับว่าพบได้ยากในอาณาจักรโลเอ็น… เอ็มลินอ้างว่าเขาหนีออกจากบ้านด้วยเหตุผลบางอย่าง หลังจากนั้น หลวงพ่อประจำวิหารฤดูเก็บเกี่ยวได้รับไปดูแลเป็นการชั่วคราว และตอนนี้เขากำลังทำงานเป็น…”
ไคลน์เว้นวรรคเพื่อหยุดคิดคำพูดให้เหมาะสมกับบริบท ก่อนจะเขียนลงไปว่า
“อาสาสมัครของโบสถ์”
จากนั้น ชายหนุ่มอธิบายเพิ่ม
“ผมโน้มน้าวจนเขายอมกลับบ้าน 48 ถนนอ่าวแม่น้ำ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ทิ้งงานอาสาสมัครและจะแวะเข้าไปวิหารฤดูเก็บเกี่ยวทุกวัน”
เมื่อเขียนเสร็จ ไคลน์อ่านทบทวนหนึ่งรอบ จากนั้นก็วางปากกาลงและเริ่มพับกระดาษ
ชายหนุ่มรื้อค้นบ้านเพื่อหาซองจดหมาย แต่ไม่คิดติดตราไปรษณียากร เพราะไคลน์มีแผนจะจ้างให้ใครสักคนนำจดหมายไปส่งบ้านสจ๊วตในวันพรุ่งนี้โดยไม่ผ่านระบบไปรษณีย์
สาเหตุมาจาก ถึงแม้มันจะนำจดหมายไปหย่อนลงในกล่องทันที แต่ก็ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้กว่าจะบุรุษไปรษณีย์จะหยิบออกไป และไม่เพียงเท่านั้น จดหมายยังต้องผ่านกระบวนการคัดกรองและแยกภายในศูนย์กระจายพัสดุ ฉะนั้น แม้ว่าจะเป็นการส่งจดหมายภายในเมืองหลวงด้วยกัน สจ๊วตก็ต้องรอจนถึงวันมะรืนกว่าจดหมายจะถึงมือ และสองสามีภรรยาไวท์จะได้ทราบข่าวหลังจากนั้นอีกที หมายความว่า แวมไพร์หนุ่มโสด เอ็มลิน ต้องใช้ชีวิตตามลำพังกับฟิกเกอร์ราวสามวันเต็ม
เราทำไปเพื่อให้ได้รับเงินค่าจ้างเร็วขึ้น…
ไคลน์อมยิ้มพลางจัดโต๊ะกาแฟให้เป็นระเบียบ และเดินกลับขึ้นชั้นสองเพื่ออาบน้ำแปรงฟัน
…
วันพุธเช้า
หลังจากจ่ายเงินสองซูลเพื่อฝากให้คนขับรถม้านำจดหมายไปส่งแทน ไคลน์ออกจากบ้านไปจ่ายตลาดเพื่อซื้อเครื่องปรุงสูตรทำข้าวผัดทะเลเดซี่ แต่เจตนาคือการทำข้าวผัดแบบธรรมดากินเอง
ชายหนุ่มมีอันต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อจินตนาการถึงเม็ดข้าวสีเหลืองทองจากการผัดอย่างพิถีพิถัน
…
จนแล้วจนรอด ไคลน์เสร็จการทำข้าวผัดใส่เบคอน ตามด้วยการก็ชงชาดำกินคู่กันอย่างเอร็ดอร่อย รสชาติอาหารยอดเยี่ยมจนหยดน้ำตาสีใสเปียกซึมรอบดวงตา
คิดถึงบ้านชะมัด…
หลังจากกินข้าวผัดสองจานใหญ่จนหมด ไคลน์นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้และใช้มือลูบท้อง
เนื่องจากสถานการณ์ของเอ็มลิน·ไวท์เกิดพลิกผันหลายตลบ การแสดงกลของไคลน์จึงมีอันต้องยุติลงตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม และหมดสิทธิ์บรรลุวัตถุประสงค์ดั้งเดิมไปโดยปริยาย ฉะนั้น มันไม่มีทางเลือกนอกจากมองหาโอกาสอื่นเพื่อใช้เทคนิค ‘ชิงลงมือก่อน’
อย่างไรก็ตาม ไคลน์ยังพอจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบันอยู่บ้าง ความล้มเหลวถือเป็นยาขมชั้นดี และยังทำให้ไคลน์กระจ่างเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง
แตกต่างจากนักมายากลปรกติ การแสดงกลของเราไม่ได้มีเฉพาะผู้ช่วยเสมอไป แต่ยังมีศัตรูคอยขัดขวางไม่ให้กลประสบความสำเร็จ การกระทำของคนเหล่านั้นจะส่งผลกับประสิทธิภาพมายากลโดยตรง เราต้องวางแผนให้รอบคอบมากกว่านี้ในคราวถัดไป…
ถือเป็นบทเรียนสำคัญ การได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเล็กน้อย ย่อมดีกว่าความล้มเหลวขณะเกิดเหตุการณ์สำคัญ…
ไคลน์ก้มมองจานเปล่าตรงหน้าและพยายามนั่งนึกว่าตนจะเป็นฝ่ายเริ่ม ‘แสดงมายากล’ จากโอกาสไหนได้อีก
หลังจากครุ่นคิดอย่างจริงจังสักพัก มันตระหนักว่าไม่มีโอกาสใดเข้าข่ายให้ลงมือ
แน่นอน ไม่ใช่ว่าไม่มีเสียทีเดียว เพียงแต่บางกรณียังไม่เหมาะสมจะลงมือ
ยกตัวอย่างเช่น ไคลน์นึกอยากจัดการวิญญาณมารของราชวงศ์ทูดอร์ในอาคารโบราณใต้ดินมาตลอด แต่ถึงจะมีชารอน ผู้ครอบครองมงกุฎจันทร์ชาด และมาริค ผู้ได้รับตะกอนพลังวิญญาณอาฆาตของสตีฟ ไคลน์ก็ไม่คิดว่าฝ่ายตนจะเอาชนะวิญญาณมารลำดับสูงตนนั้นได้ อาจพ่ายแพ้ยับเยินถึงขั้น ทุกคนตายโดยไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
กฎการชิงลงมือก่อนไม่ได้หมายถึงการรนหาความตาย ต้องแยกแยะให้ดี สิ่งนี้ไม่ใช่การเอาชีวิตเข้าแลก… ไคลน์เตือนสติตัวเอง
มันยังอยากจะทำอีกหลายสิ่ง แต่ไม่ก็คิดว่าเป็นโอกาสอันเหมาะสม
หนึ่งในนั้นคือการตามหาเด็กประหลาด วิล·อัสติน ผู้นำพาความโชคร้ายมาสู่ศัลยแพทย์อลัน·คริสต์
ไคลน์เกิดความสนใจไพ่ทาโรต์ของเด็กคนนี้มาสักพักแล้ว และต้องการยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวเป็นสมบัติวิเศษหรือไม่
น่าเสียดาย คดีดังกล่าวคงถูกจัดการโดยเหยี่ยวราตรีเรียบร้อยแล้ว และไคลน์ไม่ต้องการนำพาตัวเองไปพัวพันกับอดีตเพื่อนร่วมงาน
คงต้องรอให้ถึงวันพักของดอกเตอร์อลัน จึงค่อยแวะเข้าไปในสโมสรครักซ์และสอบถามเกี่ยวกับความคืบหน้า จากนั้น ค่อยประเมินสถานการณ์และตัดสินใจอีกที…
ไคลน์เริ่มวางแผนอนาคต
จากข้อมูลปัจจุบัน ดอกเตอร์อลันจะว่างวันศุกร์บ่าย และวันอาทิตย์ซึ่งเป็นเวลานัดหมายตีเทนนิสประจำสัปดาห์
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มยังยืนยันได้อีกหนึ่งเรื่องจากเนื้อหาภายในหนังสือพิมพ์เบ็คลันด์ฉบับเช้า วันพรุ่งนี้สองทุ่มตรงจะมีชุมนุมลับของเนตรแห่งปัญญา
เราคงยังนำตะกอนพลังมนุษย์หมาป่าหรือขวดพิษชีวภาพมาขายไม่ได้สักพัก และเรายังไม่พบช่างฝีมือสำหรับเปลี่ยนตะกอนพลังให้กลายเป็นสมบัติวิเศษ…
ปัจจุบัน ผู้วิเศษลำดับสูงของโรงเรียนกุหลาบคงกำลังป้วนเปี้ยนในเบ็คลันด์ จิตใจเต็มไปด้วยความเคียดแค้น กล้าพนันได้เลยว่าพวกมันอยากเจอชารอน มาริค และผู้ช่วยเหลือปริศนาใจแทบขาด เพื่อจะฉีกกระชากร่างให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย… เราคงต้องทำตัวให้ไม่เป็นจุดสนใจไปอีกสักระยะ…
ไคลน์หยิบผ้าเช็ดปาก ซับริมฝีปาก และเริ่มทำความสะอาดโต๊ะกินข้าว
ด้วยความสัตย์จริง มันอยากพักผ่อนทั้งวันโดยการแวะไปฆ่าเวลาในสโมสรครักซ์ มันอยากลืมเทคนิค ‘ชิงลงมือก่อน’ ไปก่อนสักพัก
แต่เมื่อหวนนึกถึงร่างแยกของอามนุด์ซึ่งพยายามจะทะลวงห้วงมิติเหนือสายหมอก และหวนนึกถึงความสำคัญของหนังสือแห่งความลับซึ่งช่วยให้เดอะซันรอดพ้นจากวิกฤติอย่างฉิวเฉียด
ไคลน์จุดเตาผิงในห้องนั่งเล่นและนำหนังสือแห่งความลับกลับมายังโลกจริง มันเพ่งสมาธิอ่านจับใจความ ศึกษารายละเอียด และหมั่นจดบันทึกเป็นระยะ
แน่นอน กระดาษโน้ตเหล่านี้จะถูกเผาทิ้งบนห้วงมิติเหนือสายหมอก
เวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงตรง ก่อนไคลน์จะได้สติจากเสียงกริ่งบ้าน
หลังจากนำหนังสือแห่งความลับไปซ่อน ชายหนุ่มเดินผ่านห้องนั่งเล่นตรงไปยังประตูหน้าบ้านทันที
ผู้มาเยือนมีรูปร่างผมบาง หนวดเครารุงรัง
นักสืบสจ๊วต
มันจ้องไคลน์ด้วยสีหน้าตื่นเต้น และอดใจรอจะกล่าวคำสรรเสริญไม่ไหว
“คุณช่างเป็นยอดนักสืบผู้มีเครือข่ายข้อมูลกว้างขวาง! คุณปิดคดีอันซับซ้อนโดยไม่มีเบาะแสได้ยังไง!”
…หืม ทำไมเราถึงสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณถูกยกระดับ? ความรู้สึกคล้ายกับโอสถย่อยเพิ่มจากเดิมเล็กน้อย… หรือว่า ถึงแม้เทคนิค ‘ชิงลงมือก่อน’ จะยังไม่ถูกนำมาทดลองใช้ แต่การแสดงกลของเรายังก็มอบความสุขให้แก่คนดูได้…
แต่เนื่องจากผู้ชมมีเพียงสจ๊วต เขาจึงถูกเรากุเรื่องโกหกจนเชื่อสนิทใจ และมองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายเพียงอย่างเดียว…
ไม่น่าเชื่อ เสียงปรบมือจากคนดูได้ผล…
ไคลน์ทำสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มอบอุ่นให้สจ๊วต
………………….
