ตอนที่ 378 : เริ่มการแสดง
ร่างวิญญาณไคลน์กำลังลอยตัวหน้าประตูคฤหาสน์ เหนือศีรษะสวมมงกุฎสีดำ จิตใจกำลังทำความคุ้นเคยกับร่างปัจจุบัน
จากนั้น มันเริ่มลงมือ
กายจิตซึ่งคมชัดจนคล้ายกับร่างเนื้อได้ลอยผ่านประตูคฤหาสน์คาพินเข้าไปอย่างเชื่องช้า
ภาพแรกในการมองเห็นคือ โถงใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยเก้าอี้และราวแขวนผ้าโลหะระยิบระยับ ถัดไปอีกห้องก็ยังเป็นโถงหรูหราฉาบด้วยแสงสีทองอร่าม
ชั้นแรกไม่มีเพดานกั้น ด้านบนเปิดกว้างขึ้นไปจนถึงชั้นสามซึ่งมีหลังคาโดมปิด จุดดังกล่าวมีโคมเทียนระย้าขนาดมหึมาห้อยระยิบระยับ แต่ละ ‘ช่อ’ มีเทียนไขสีขาวมุกกำลังมอบแสงสว่าง
ฝั่งซ้ายมือของทางเข้าคือบานประตูใหญ่ หลังประตูเป็นห้องรับประทานอาหารซึ่งถูกตกแต่งอย่างโอ่โถง กลิ่นหอมของเนื้อย่างช่างเย้ายวนจนกลบกลิ่นแอลกอฮอล์และอาหารประเภทอื่นจนหมด
ไคลน์ไม่รีบร้อนเข้าไปในห้องอาหาร มันลอยตัววกวนด้านในอาคารชั้นหนึ่งจนกระทั่งเข้าใกล้ท่อแก๊สสีเทาขาวบนผนัง มือข้างหนึ่งยื่นออกไปสัมผัสแผ่วเบา ราวกับต้องการพิสูจน์ว่า ร่างปัจจุบันของตนขณะผสานเข้ากับไพ่จักรพรรดิมืด จะมีอำนาจ ‘จับต้อง’ มากเพียงใดบนโลกจริง
สมัยไคลน์ยังเป็นนักทำนายและตัวตลก ร่างวิญญาณจากพิธีกรรมอัญเชิญเดอะฟูลจะมีสัญชาตญาณหยั่งรู้คล้ายกับพลังทำนาย นอกจากนั้นยังมีพลังในการโจมตีดวงวิญญาณเป้าหมายโดยตรง และการแช่แข็งเมื่อนำอวัยวะไปสัมผัส แต่หลังจากกลายเป็นนักมายากล ชายหนุ่มสามารถใช้พลังบางส่วนจากนักมายากลได้ด้วย เช่นการสลับร่างกับกระดาษและกระสุนอัดอากาศ
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังได้รับพลังในการสิงร่างเป้าหมายและควบคุมได้อย่างอิสระ
เมื่อถูกเสริมแกร่งด้วยไพ่จักรพรรดิมืด อำนาจของร่างวิญญาณยิ่งถูกยกระดับ เวทมนตร์เดิมพัฒนาขึ้นหลายเท่า เปลี่ยนจากการโจมตีวิญญาณโดยตรง เป็นการปลดปล่อยเสียงหวีดร้องของวิญญาณอาฆาต แผ่คลื่นพลังล่องหนออกไปรอบทิศ ไม่ส่งผลต่อกายเนื้อ แต่จะก่อความเสียหายต่อดวงวิญญาณสิ่งมีชีวิตในละแวกใกล้เคียงโดยตรง
และในทำนองเดียวกัน พลังแช่แข็งก็ถูกเสริมประสิทธิภาพให้แสดงผลรวดเร็ว
หลังจากยืนยันทุกสิ่งจนมั่นใจ ไคลน์หามุมกำแพงเพื่อแอบลอยผ่านเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร
ชายหนุ่มชำเลืองไปทางโต๊ะยาวโดยพยายามเก็บงำอารมณ์ทั้งหมดให้สงบนิ่ง
ฉากตรงหน้าประกอบด้วย เฮรัสผู้สวมผ้าคลุมหัวสีขาว เคธี่ในเสื้อเชิ้ตบาง พาร์คเกอร์วัยชราผู้กำลังจิบไวน์ และสุภาพบุรุษลงพุงเล็กน้อย คาพิน กำลังใช้มีดส้อมหั่นสเต๊ก
ไคลน์รีบเบือนสายตาหนี ไม่กล้าจองนานนักเพราะเกรงว่าผู้วิเศษอาจรับรู้ได้จากสัมผัสวิญญาณอันเฉียบแหลม
อาศัยแสงออร่าจากบรรดาคนรับใช้ชายหญิงรอบห้องอาหารช่วยบดบัง ไคลน์ลอบแฝงตัวอย่างระมัดระวังไปรอบห้อง เพียงไม่นานก็บันทึกโครงสร้างของห้องลงในความทรงจำ
มันพอจะกะเกณฑ์ได้ว่า ห้องอาหารของคฤหาสน์คาพินมีขนาดเท่ากับห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก และห้องห้องอาหารของบ้านบนถนนมินส์รวมกัน
ไม่เพียงเท่านั้น ไคลน์ยังพบรายละเอียดสำคัญอีกหลายข้อ เช่น เตาผิงซึ่งกำลังลุกไหม้ด้วยเชื้อเพลิงถ่านฟืน คอยมอบความอบอุ่นไปทั่วห้องผ่านท่อกระจายอุณหภูมิ หรือ ตะเกียงแก๊สจำนวน 16 ดวงคอยมอบความสว่าง แสงจากทุกดวงซ้อนทับกันจนภายในห้องมีบรรยากาศไม่ต่างจากกลางวัน
ฝั่งตรงข้ามเตาผิงเป็นผนังสำหรับแขวนภาพวาดสีน้ำมันจากจิตรกรดัง
‘เบไลซ์’ เคราดกไม่อยู่… มันคงเป็นเวรเฝ้าห้องใต้ดินพอดีสินะ… ถึงกับให้ผู้วิเศษทำงานจิปาถะเช่นนี้ แปลว่าธุรกิจค้ามนุษย์ของคาพินคงไม่ธรรมดาอีกแล้ว…
ไคลน์ครุ่นคิดหนึ่งอึดใจ ก่อนจะลอยเข้าใกล้ภาพวาดสีน้ำมันรูปดวงอาทิตย์และใช้แผ่นหลังเอนพิง ตามด้วยการล้วงมือเข้าไปในร่างวิญญาณและหมุนเปิดฝาขวดแก้วสีน้ำตาลโปร่งใส
ขวดพิษชีวภาพ!
ไคลน์เลือกลงมือในช่วงเวลาอาหารค่ำเพราะบุคคลสำคัญเกือบทั้งหมดจะมารวมตัวกันในคราวเดียว ไม่มีโอกาสใดเหมาะแก่การใช้ขวดพิษชีวภาพไปมากกว่านี้อีกแล้ว!
ภายใต้เงื่อนไขห้องปิดหน้าต่างมิดชิดในช่วงต้นฤดูหนาว ขวดพิษชีวภาพย่อมสำแดงฤทธิ์เดชได้รวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น
เหนือสิ่งอื่นใด ไคลน์ไม่ได้นำขวดพิษชีวภาพจุ่มน้ำเพื่อสร้าง ‘ยาต้านพิษ’ และดื่มก่อนเริ่มภารกิจ เพราะมันคิดจะลงมือด้วยร่างวิญญาณแต่แรก ต้องไม่ลืมว่า ความพิเศษของร่างวิญญาณคือการไม่กลัวพิษ!
ด้วยเทคนิคอำพรางร่างวิญญาณ ไคลน์ลอยตัวเงียบงันตรงมุมห้องและเชยชมความงามของตะเกียงแก๊ส 16 ดวงอย่างใจเย็น ในระหว่างนั้น ท่อโลหะสีเทาอมขาวก็เริ่มแพร่กระจายพิเศษไปทั่วห้องด้วยความเร็วสูง
…
เฮรัส ผู้สวมผ้าคลุมหัวสีขาว ใช้มีดเฉือนเนื้อปลากระดูกมังกรทอดกรอบ จุ่มลงในซอสพริกไทยดำ และนำมายัดใส่ปาก
หลังจากเคี้ยวและกลืน มันยกแก้วแชมเปญสีทองอ่อนขึ้นมาจิบ ผิวของเหลวมีฟองขาวขุ่นลักษณะคลายลูกปัดขนาดเล็กเรียงร้อยต่อกัน สีหน้าแววตาของเฮรัสเป็นไปอย่างผ่อนคลาย
เรื่องเดียวในหัวมันตอนนี้คือ ความบันเทิงในค่ำคืนอันกำลังจะมาถึง-การได้บรรจงกลืนกินเด็กหญิงหัวแข็งอย่างเชื่องช้า
ความใคร่อันน่ารังเกียจได้ทำให้เฮรัสมิอาจเพ่งสมาธิกับสถานการณ์รอบตัว
เคธี่มิได้สั่งให้สาวใช้ช่วยหั่นเนื้อไก่ เธอก้มหน้าละเลงส้อมมีดอย่างชำนาญและชำแหละเนื้อไก่ออกเป็นหลายชิ้นเท่าๆ กัน
ด้านพาร์คเกอร์กำลังดื่มด่ำไวน์แดงพลางชิมสตูขาแกะ ระหว่างนั้นก็หันไปสนทนากับคาพินผู้นั่งหัวโต๊ะเป็นระยะ ทำตัวเป็นแขกมีมารยาทมากกว่าคนอื่น
มื้ออาหารค่ำดำเนินไปตามครรลอง จนกระทั่งเจ้าของบ้าน คาพิน นำเนื้อสเต๊กชิ้นสุดท้ายเข้าปาก
มันฉีกยิ้มและหันไปกล่าวกับผู้วิเศษทั้งสาม
“มิสเตอร์เฮรัส มาดามเคธี่ มิสเตอร์พาร์คเกอร์ อาหารว่างสำหรับคืนนี้มาจากฝีมือพ่อครัวใหญ่แห่งภัตตาคารลาโบล ประกอบด้วยของหวานสามชนิดคือ พุดดิ้งคาราเมลผลไม้ ช็อตเค้กครีมสด และเค้กแคร์รอต”
เฮรัสผู้ทำหน้าเคร่งขรึมตลอดเวลา พยักหน้ารับด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“พวกเราชื่นชอบเมนูอาหารว่างของอาณาจักรนี้มาก”
เมื่อชมเชยเสร็จ เฮรัสเงยหน้าขึ้นและได้เห็นคาพินกำลังเกาแก้มอย่างเสียมารยาท
“ผมรู้สึกคันแปลกๆ” คาพินยิ้มแห้งเชิงขอโทษ
ยังไม่ทันสิ้นเสียง คาพินออกแรงเกาซ้ำอีกครั้งจนเกิดรอยแดงเป็นทางยาว
รอยแผลในจุดดังกล่าวเริ่มบวมเป่ง ผิวหนังกลายเป็นสีใสจนเผยให้เห็นของเหลวสีเหลืองข้นด้านใน
“ทำไมถึงคันแบบนี้นะ…” คาพินยิ้ม
มันยังคงเกาในจุดเดิมซ้ำ แต่คราวนี้ออกแรงมากเป็นพิเศษจนแผลบวมมีอันระเบิดกระจาย ของเหลวน่าขยะแขยงกระเซ็นไปทั่วโต๊ะยาวพร้อมกับโชยกลิ่นอุบาทว์
เฮรัสหรี่ตาลง ก้มมองเท้าตัวเอง ก่อนจะรีบกวาดมองไปรอบตัว
“ฮะฮะ!”
“ฮะฮะ! ฮะฮะฮะ!”
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งพลันดังกังวานทั่วห้องอาหาร
เฮรัสเริ่มตื่นตัว
มันหันไปเห็นคนรับใช้ชายหญิงกำลังกุมท้องหัวเราะโดยไม่สงวนกิริยา พวกมันหัวเราะสะใจเสียจนเหยียดหลังตั้งตรงไม่ได้ น้ำตาไหลซึมจากหางตาทั้งสองข้าง ฉากดังกล่าวทำให้ไม่มีใครบนโต๊ะอาหารกล้ากล่าวสิ่งใดออกมา
ราวกับเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ คนรับใช้อื่นๆ เริ่มพากันอาเจียนเป็นของเหลวสีเขียวขุ่นอย่างไม่หยุดพัก
ไม่มีใครได้รับข้อยกเว้น
โครม!
เคธี่คว่ำโต๊ะอาหาร ส่งผลให้เครื่องดื่มและอาหารมากมายหล่นกระจัดกระจายจนเจิ่งนองเลอะพื้น
มือข้างหนึ่งถือลูกโม่ อีกข้างถือแส้ดำ
พาร์คเกอร์ลุกยืนเช่นกัน แต่สมองกำลังล่องลอยคิดอะไรเรื่อยเปื่อย มันจ้องมองคาพินเกาผิวหน้าพลางแหกปากขอความช่วยเหลือ และด้วยเหตุผลบางประการ พาร์คเกอร์กลับมองว่าฉากดังกล่าวช่างน่าพึงพอใจ
ในวินาทีนี้ เฮรัสเริ่มรู้สึกลมหายใจติดขัด มันตระหนักว่าห้องรับประทานอาหารอาจกำลังถูกพิษปริศนาเล่นงาน
เฮรัสคำรามต่ำ
“ทุกคนกลั้นลมหายใจไว้! พาร์คเกอร์ไปเปิดประตู! เคธี่ ช่วยฉันล่าตัวผู้บุกรุก!”
เฮรัสเริ่มรู้สึกว่าตนคิดถูกกับการเลือกรับประทานอาหารมื้อค่ำร่วมกับคาพิน เนื่องจากคนรับใช้ในห้องมีจำนวนมากพอสมควร
สามัญชนเหล่านี้มีร่างกายอ่อนแอต่อพิษเมื่อเทียบกับผู้วิเศษ ฉะนั้น พวกมันจึงกลายเป็นอุปกรณ์ตรวจจับพิษชั้นดี ทำให้เฮรัสตระหนักถึงอันตรายก่อนพิษจะแทรกซึมเข้าไปในส่วนลึกของร่างกาย
ลำดับของพาร์คเกอร์ต่ำสุดในหมู่พวกเรา ป่านนี้เขาคงได้รับพิษไปมากแล้ว… เฮรัสเริ่มประเมินสถานการณ์
แกร๊ก!
เมื่อพาร์คเกอร์เปิดประตูและทำให้แน่ใจว่าห้องอาหารไม่อยู่ในสภาพปิดตาย เฮรัสรีบกวาดเนตรวิญญาณมองจนกระทั่งพบร่างวิญญาณของใครบางคนกำลังลอยตัวเงียบงัน
อีกฝ่ายสวมเกราะดำ มงกุฎสีดำล้วน และหน้ากากสีเดียวกันปกปิดใบหน้ามิดชิด ไม่ว่าจะมองมุมใดก็เหมือนกับราชาแห่งโลกวิญญาณตัวจริง
ไม่ใช่ใครนอกจากไคลน์
โดยไม่รีรอ เฮรัสรีบยกฝ่ามือขวาเล็งไปทางร่างของบุรุษเกราะดำซึ่งคนทั่วไปมองไม่เห็น ตามด้วยการตะโกนเป็นภาษาเฮอมิสโบราณ :
“จองจำ!”
ทันใดนั้น มวลอากาศรอบตัววิญญาณเกราะดำพลันหน่วงหนืด ราวกับบริเวณดังกล่าวแปรสภาพเป็นก้อนอำพันเหนียวข้นอย่างกะทันหัน
ชายสวมเกราะดำมีอันต้องชะงักงันอยู่ในตำแหน่งเดิม ในเวลาเดียวกัน เคธี่เล็งปืนรอนานแล้ว เธอสับไกลูกโม่อย่างไร้ความปรานี ถือเป็นการโจมตีผสานแสนรู้ใจจนน่าชื่นชม
เสียงปืนดังก้องสองนัดซ้อน กระสุนสีทองอ่อนสลักลวดลายลึกลับ พุ่งแหวกมวลอากาศหน่วงหนืดด้านนอก ปะทะใส่ร่างชายสวมเกราะดำเข้าอย่างจัง
ทว่า คมกระสุนกลับพุ่งผ่านไปราวกับไม่มีสิ่งใดกีดขวางและฝังลงบนกำแพงอีกฝั่ง
ขณะเดียวกัน ร่างของชายสวมเกราะดำเกิดลุกไหม้เหลือทิ้งไว้เพียงกระดาษรูปคนตัดหยาบหนึ่งแผ่น กระดาษรูปคนถูกอำนาจกระสุนแผดเผาด้วยเพลิงสีทองอ่อนและกลายเป็นเถ้าถ่าน
เป๊าะ!
เมื่อสิ้นเสียงดีดนิ้วประหลาด เปลวไฟบนตะเกียงแก๊สและในเตาผิง พลันสว่างวาบกว่าเก่าหลายเท่าตัว เกิดเป็นแสงแดงฉานแยงตาเฮรัส เคธี่ และพาร์คเกอร์จนพร่ามัว
เพียงพริบตา เปลวเพลิงทั้งหมดดับสนิท ห้องอาหารโอ่โถงถูกบรรยากาศมืดสลัวปกคลุมกะทันหัน เหลือเพียงแสงไฟจากเสาตะเกียงริมถนนและแสงจากจันทร์แดงเลือนรางบนฟากฟ้า
ห้องอาหารกำลังเงียบสงัด
เฮรัสและผู้วิเศษคนอื่นต่างรีบเปิดเนตรวิญญาณเพื่อค้นหาตัวผู้บุกรุกในคราบภูตผี
ระหว่างนี้ เฮรัสรู้สึกว่าพิษในอากาศไม่ได้รุนแรงอะไรนัก ตนสามารถจัดการผู้บุกรุกได้ก่อนพิษจะกำเริบจนถึงจุดวิกฤติแน่นอน
ดังนั้น มันจึงเพ่งสมาธิอยู่กับทางลงห้องใต้ดินเป็นพิเศษ เฮรัสเลื่อนฝ่ามือขึ้นและหันไปทางบานประตู ก่อนจะตะโกนด้วยภาษาเฮอมิสโบราณ
“กักขัง!”
ราวกับมีบาเรียล่องหนกางไว้รอบทิศ ทุกสรรพสิ่งรอบห้องอาหารพลันหยุดนิ่ง ม่านพลังดังกล่าวสามารถกักกันได้แม้กระทั่งร่างวิญญาณ
ไม่ว่าอย่างไร เฮรัสไม่คิดจะปล่อยให้ผู้บุกรุกหนีไปเป็นอันขาด!
ฉันเจอแกแล้ว…! มือข้างหนึ่งถือลูกโม่ ข้างหนึ่งถือแส้หนัง เคธี่ยกปากกระบอกปืนเล็งไปทางบุรุษสวมเกราะดำกลางอากาศ
แต่ยังไม่ทันจะได้ลั่นไก แสงสว่างเจิดจ้าได้บดบังการมองเห็นหญิงสาวชั่วขณะ หัวสมองของเธอพลันมึนงงและขาวโพลน ราวกับถูกใครบางคนตีท้ายทอยด้วยไม้เบสบอล
ความรู้สึกคล้ายกับเสียงหวีดร้องของวิญญาณอาฆาต เลือดกำเดาหลายหยดไหลซึมจากสองรูจมูกหญิงสาว
ฮารัสได้รับผลกระทบน้อยกว่าใคร เพียงวิงเวียนศีรษะเจือจาง ทว่า อาการหายใจติดขัดกลับเริ่มทวีความเลวร้าย
ทางด้านพาร์คเกอร์ ชายชราผู้อ่อนแอกว่าใครในบรรดาทั้งสาม เริ่มมองเห็นดวงดาวและมีย่างก้าวไม่มั่นคง
ในวินาทีดังกล่าว ใครบางคนตบบ่าพาร์คเกอร์อย่างอ่อนโยนจากด้านหลัง
ความรู้สึกเย็นยะเยือกพลันแล่นไปทั่วร่างชายชรา มันประสบภาวะแข็งทื่อประหนึ่งผิวกายถูกก้อนน้ำแข็งปกคลุมกะทันหัน
ขณะความเย็นจัดกำลังแผ่ซ่านเข้าไปในกระดูกพาร์คเกอร์ เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังชายชรา
“จองจำ!”
มวลอากาศรอบตัวพาร์คเกอร์เริ่มหน่วงหนืด อย่างไรก็ตาม ไคลน์ไหวตัวทันและเลือกพุ่งผ่านชายชราไปโดยไม่เข้าสิ่งร่าง รอดพ้นจากกับดักพันธนาการของเฮรัสได้หวุดหวิด
เฮรัสหรี่ตาลงอย่างผิดหวัง ตามด้วยการสะบัดข้อมือขวา
“ปลดปล่อย!”
………………….
