1250. ประณามสำนักอมตะ 1
คำพูดของมู่ปิงเหมยบางเบาราวกับกำลังครุ่นคิดถึงอดีต ความเศร้าและอารมณ์ลึกลับค่อยๆเข้าสู่หูทุกคนในสำนักอมตะ
แม่นางหวังซานซานกะพริบตาปริบๆและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “น้องสาวอยากจะรู้จักคนที่ทำให้พี่หญิงมู่ยกย่องได้ขนาดนั้นจริงๆ”
มู่ปิงเหมยส่ายศีรษะและเอ่ยเสียงเบา “ข้ากลัวว่าจะไม่มีโอกาส หลังจากเขาไปข้าก็ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ไหน หลังเราแยกกันทุกอย่างก็เปลี่ยนไป โอกาสที่เขาจะมาทะเลเมฆาไม่ได้มีมากนัก”
ชายวัยกลางคนจากสำนักอมตะเห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่มีสถานะสูงส่ง ไม่เช่นนั้นคงไม่นั่งอยู่พร้อมกับจ้าวสำนัก พอได้ยินเช่นนี้เขาจึงเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “หลังได้ยินจากสหายเซียนมู่ ข้าก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกัน เขามีพรสวรรค์เหมือนที่สหายเซียนมู่กล่าวไว้จริงใช่ไหม? ข้าสงสัยว่าชื่อเสียงเรียงนามเขาจะชื่ออะไร หวังว่าสหายเซียนมู่จะบอกข้าได้ หากข้าพบเขาสักวันนึงจะไม่ทำหยาบคายใส่”
เหตุผลนี้ไม่สุภาพเล็กน้อย มู่ปิงเหมยขมวดคิ้วพลางมองชายวัยกลางคนอย่างเย็นชาและเอ่ยขึ้น “ไม่จำเป็นต้องบอกชื่อเขาให้ท่านรู้หรอก การที่ท่านจะเจอเขาอาจจะไม่ได้โชคดีขนาดนั้น!”
ชายวัยกลางคนหัวเราะ เขาไม่คิดมากและส่ายศีรษะ “แค่เซียนขั้นชำระสวรรค์ ข้าอยากจะรู้จักเขาจริงๆ เพราะถ้าได้เจอเขา ข้าอาจจะมอบโอกาสอันดีงามให้ แต่ในเมื่อสหายเซียนมู่ไม่อยากพูดก็ช่างมันเถอะ!”
จ้าวสำนักอมตะและชายวัยกลางคนดูสงบนิ่งแต่ในใจไม่ได้ยินดี เขามองชายวัยกลางคนแต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้พูดสิ่งใด
หวังซานซานเป็นคนฉลาด นางยิ้มและเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ท่านจ้าวสำนัก ข้าได้ยินว่าพี่หญิงหลี่ก็มาด้วย นางอยู่ไหนเสียเล่า”
หวังซานซานอธิบายให้มู่ปิงเหมยฟัง “พี่หญิงหลี่เป็นหนึ่งในอัจฉริยะของทะเลเมฆาเรา บ่มเพาะเพียงพันปีนางก็บรรลุขั้นทลายสวรรค์ได้แล้ว”
แม้กระทั่งท่าทางของมู่ปิงเหมยยังเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยิน นางพยักหน้าขึ้นลง
“สหายเซียนหลี่มีความสัมพันธ์บางอย่างกับสำนักต้นกำเนิดซึ่งเป็นสาขาของสำนักอมตะ ดังนั้นนางจึงไม่ได้อยู่นี่และอยู่กับพวกเขาแทน” ชายชราอธิบาย เขาก็งุนงงกับเรื่องนี้เช่นกัน
“สำนักต้นกำเนิด? เป็นสำนักสาขาระดับอะไร?” หวังซานซานตกตะลึง นางไม่เคยได้ยินสำนักนี้มาก่อน
“ผู้อาวุโสเฟิ่ง ท่านเห็นกับตาด้วยตัวเอง เช่นนั้นอธิบายให้ทุกคนเถิด” ผู้อาวุโสชุดขาวมองไปที่เฟิ่งไฮ่
เฟิ่งไฮ่ท่าทางประหลาดใจเล็กน้อยพลางลุกขึ้นคำนับฝ่ามือให้กับหวังซานซานและมู่ปิงเหมย เขามองไปรอบๆและพบเซียนเฒ่าหลายคนมองมาที่เขา ดูเหมือนจะมีหลายคนไม่รู้รายละเอียดและได้ยินมาเท่านั้น
ความจริงแล้วพวกเขาจะงุนงงก็ไม่แปลกอะไร หลี่เฉียนเหมยเป็นคนมีชื่อเสียงและนางก็มาสำนักระดับห้าโดยไม่คาดคิด ไม่ใช่แค่เพียงคนรู้จักเท่านั้น นางกลับลงมือฆ่าเซียนระดับเจ็ดแทนพวกเขาอีก
หลังจากกระแอมแห้งๆ เฟิ่งไฮ่ยิ้มบิดเบี้ยว “ท่านจ้าวสำนัก ข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดเชิงลึกนัก ตอนที่สหายเซียนหลี่มาถึง นางถามเรื่องสำนักต้นกำเนิดระดับห้า ตอนนั้นหลิวหยิงเจี๋ยแห่งสำนักเพลงสวรรค์และจ้าวหลงได้พูดคุยส่วนตัวกับสำนักต้นกำเนิด จากนั้นสหายเซียนหลี่ก็โจมตี ทำลายร่างของสหายเซียนจ้าวและเกือบจะฆ่าหลิวหยิงเจี๋ยไป”
“ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับคนชื่อ ‘หลิว’ ในสำนักต้นกำเนิด!”
หลังเขากล่าวจบ ทุกคนในสำนักอมะต่างก็อยากรู้อยากเห็น หวังซานซานยิ้มขึ้น “พี่หญิงหลี่เป็นคนเงียบๆ ยากนักที่จะไปทำให้โกรธ หากนางโจมตีจะต้องมีเหตุผล ผู้อาวุโสเฟิ่ง คนชื่อหลิวนี้เป็นใคร?”
เฟิ่งไฮ่พยักหน้า “คนชื่อหลิวนี้ข้อมูลลึกลับจริงๆ ข้าได้ตรวจสอบอย่างลับๆและพบว่าเขาเป็นผู้อาวุโสในสำนักต้นกำเนิดและเกี่ยวข้องกับหลิวหยานเฟย จากนั้นข้าก็ตรวจสอบบันทึกและพบว่าในสำนักต้นกำเนิดมีคนชื่อหลิวจื่อฮ่าว!”
“เขาฝึกฝนการปรุงยาอย่างบ้าคลั่งและจากไปเมื่อหลายปีก่อนเพื่อหาสมุนไพร ตั้งแต่นั้นก็ไม่เจอเขาอีกเลย ข้าสงสัยว่าเขาไปเจอสหายเซียนหลี่และเข้ากันได้ดีอย่างไร…”
“ลั่วหยุนคงดูเหมือนจะใกล้ชิดกับเขาด้วย เขาก้าวออกมาหาสำนักต้นกำเนิดและยอมต่อสู้กับสำนักเพลงสวรรค์และจ้าวหลง พอฟังจากคำพูดเขาดูเหมือนว่าความเข้าใจเรื่องเต๋าของหลิวจื่อฮ่าวจะสูงมากกว่าเขาอีก ลั่วหยุนคงชื่นชมเขาอย่างมาก กระทั่งบอกเป็นนัยว่าเขาทำให้ลั่วหยุนคงรู้แจ้งก่อนหน้านี้”
“ลั่วหยุนคงบอกว่าถ้าหลิวจื่อฮ่าวมาที่การประลอง เมื่อนั้นลืมเรื่องการเป็นอันดับแรกในหมู่สำนักระดับห้าไปได้เลย เขาสามารถขึ้นเป็นที่หนึ่งท่ามกลางสำนักระดับหกได้ด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ เขาอ้างว่าหลิวจื่อฮ่าวสามารถฆ่าหลิวหยิงเจี๋ยได้เหมือนบี้มด!”
“เหตุผลที่สหายเซียนหลี่ไม่ได้ทำร้ายหลิวหยิงเจี๋ยก็เพราะอีกฝ่ายไม่เชื่อคำพูดพวกนั้นและต้องการสู้กับหลิวจื่อฮ่าว ดังนั้นสหายเซียนหลี่จึงให้โอกาสเขา”
หลังกล่าวจบ ทุกคนก็เงียบเสียงในทันที คนที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมดต่างมีตำแหน่งสูงส่งในสำนัก พวกเขาจินตนาการถึงลั่วหยุนคงและต้องการดูแลเขาให้ดี แต่พอได้ยินจากเฟิ่งไฮ่ว่าลั่วหยุนคงชื่นชมหลิวจื่อฮ่าวแค่ไหน ความสนใจแต่ละคนจึงหันเหที่หลิวจื่อฮ่าว
พร้อมๆกันนั้นในการประลอง ลั่วหยุนคงเพียงก้าวมาข้างหน้าแค่หกก้าว ทำให้จ้าวสำนักระดับห้าอีกฝ่ายหน้าซีดเผือด ทุกก้าวดูเหมือนจะย่ำไปบนจิตใจของคนผู้นั้นและทำให้ความคิดปั่นป่วน
ฉากเหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนที่กำลังเฝ้าดูต้องเคร่งเครียดและเริ่มพูดคุย เห็นได้ชัดว่าการก้าวเท้าของลั่วหยุนคงผสานกับเขตแดนตนเองและดูเหมือนจะผสานกับโลกด้วย
จ้าวสำนักที่ต่อสู้กับลั่วหยุนคงพลันยิ้มบิดเบี้ยวและคำนับฝ่ามือ “ข้าขอยอมแพ้ ท่านคู่ควรต่อการเป็นยอดเซียนของสำนักอมตะเรา ข้าชื่นชมท่านจากใจจริง” เช่นนั้นเขาก็โค้งตัวใส่อัฒจันทร์และรีบจากไป
การแข่งขันของสำนักระดับห้ากำลังจะจบลงและเพราะตัวตนของหลี่เฉียนเหมย สำนักต้นกำเนิดจึงยังไม่ได้ขึ้นมา ตอนนี้สำนักต้นกำเนิดเป็นเพียงสำนักเดียวที่ยังไม่ได้ขึ้นมาต่อสู้
ผู้อาวุโสที่รับผิดชอบการแข่งขันของสำนักระดับห้าพลันปรากฏตัวในอากาศ เขามองดูตำแหน่งสำนักต้นกำเนิดและเอ่ยขึ้นท่าทีนิ่งๆ “สำนักต้นกำเนิด เข้าสู่ลานประลอง!”
สำนักต้นกำเนิดยังอยู่ในมุมทิศเหนือ กลิ่นอายอดกลั้นเต็มไปทั่วบริเวณ หลี่เฉียนเหมยนั่งอยู่ที่นั่น มองดูท้องฟ้าด้วยความสับสนและรำลึกราวกับนางกำลังคิดอะไรบางอย่าง
หลิวหยานเฟยหน้าซีดพลางกัดริมฝีปาก หลังจากผ่านไปสักพักนางยืนขึ้นมา นางเป็นคนเดียวที่มีระดับบ่มเพาะสูงที่สุดในสำนักต้นกำเนิด ดังนั้นนางต้องเข้าสู่การต่อสู้ครั้งนี้
หลังจากนางยืนขึ้น นางมองผู้คนของสำนักต้นกำเนิด รวมไปถึงศิษย์พี่ทั้งสามและศิษย์ของนางเอง
หลังจากถอนหายใจ นางลอยเข้าหาสนามประลองราวกับผีเสื้อโบยบิน
“อาจารย์…” ซิ่วหยุนมองหลิวหยานเฟยออกไปพร้อมกับนางเต็มไปด้วยคราบน้ำตา นางไม่รู้ว่าต่อจากนี้ชะตาของสำนักต้นกำเนิดจะเป็นเช่นไร บางทีพวกเขาอาจจะโดนยุบเข้าจริงๆ…
วินาทีนี้ผู้คนรอบๆสนามเงียบสนิทและมองไปที่สนามต่อสู้ ทั้งหมดได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังมองดูว่าคนลึกลับจากสำนักต้นกำเนิดจะปรากฏตัวขึ้นหรือไม่
สายตานับพันคู่รวมกันมา หลิวหยานเฟยหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม แต่ดวงตามุ่งมั่น เคลื่อนร่างให้เร็วขึ้นมาถึงเบื้องหน้าลั่วหยุนคง
ลั่วหยุนคงมองหลิวหยานเฟยด้วยสายตาซับซ้อน
“สำนักต้นกำเนิดไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับคนอื่น แค่ข้าก็พอแล้ว” หลิวหยานเฟยยืนอยู่บนสนามพร้อมกับสายตาหลายพันคู่รวมกันที่นาง ร่างกายของนางอ่อนแอ แต่ตอนนี้มีพลังลึกลับช่วยเหลือนางเอาไว้ซึ่งทำให้นางสงบนิ่งลงได้
‘เขาสัญญากับข้าว่าจะมา…ข้ามั่นใจว่าเขาจะมา!’ หลิวหยานเฟยกัดริมฝีปากและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า นางร่างหนึ่งที่กำลังส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ
รอบด้านเงียบสงัด การแข่งขันของสำนักต้นกำเนิดเดิมทีคงไม่ต้องให้ความสนใจอันใด แต่ด้วยคนลึกลับผู้นั้นจึงทำให้เซียนทุกคนอยากรู้อยากเห็น
แม้กระทั่งสำนักระดับหกและระดับเจ็ดยังรวมสายตามาที่การต่อสู้นี้
“สหายเซียน โปรดชี้แนะ” หลิวหยานเฟยโค้งคำนับต่อลั่วหยุนคงเล็กน้อยด้วยสายตามุ่งมั่น
ลั่วหยุนคงขบคิดชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมาหาจ้าวสำนักอมตะและผู้อาวุโสคนอื่น เขาคำนับฝ่ามือและเอ่ยด้วยน้ำเสียงฟังชัด แต่เผยระดับขั้นชำระสวรรค์ไปด้วย
“เหล่าผู้อาวุโสของสำนักหลัก ศิษย์ไม่อยากต่อสู้กับสำนักต้นกำเนิด เรื่องนี้ไม่ยุติธรรม!”
บนแท่นที่มู่ปิงเหมยนั่งอยู่ ชายชราชุดขาวขมวดคิ้ว เฟิ่งไฮ่ซึ่งรับผิดชอบการต่อสู้กลับมีสีหน้าหนักใจพลางร้องตะโกน “ไม่ยุติธรรมอะไร?! ลั่วหยุนคง เจ้าหมายความว่าอะไร?”
น้ำเสียงเขาทรงอำนาจและกลบคำพูดของลั่วหยุนคงไว้หมด
ลั่วหยุนคงหน้าซีดเล็กน้อย ด้วยระดับของเขาจึงดูไร้ความหมายเบื้องหน้าเซียนเฒ่าเช่นเฟิ่งไฮ่ อย่างไรก็ตามเขาสูดหายใจลึกและคำนับฝ่ามือ “ศิษย์รู้จักคนผู้หนึ่งจากสำนักต้นกำเนิด เขามีระดับบ่มเพาะสูงส่งและรู้แจ้งเต๋าอย่างลึกซึ้ง หากเขามา ศิษย์คงด้อยกว่า! หากศิษย์เอาชนะสำนักต้นกำเนิดก่อนที่เขาจะมาที่นี่ มันคงไม่ยุติธรรมต่อสำนักต้นกำเนิด! ศิษย์ลั่วหยุนคงมาที่นี่เพื่อต่อสู้กับเขา ข้าต้องการพิสูจน์ความพยายามของเต๋าข้า ข้าต้องการชัยชนะที่แท้จริง หรือแพ้โดยไม่ต้องเสียใจ!”
หลังเขาเอ่ยขึ้นมา เซียนรอบด้านทั้งหมดเกิดความโกลาหล คนลึกลับนั้นได้ทำให้ทุกคนสนใจอยู่แล้ว แต่ด้วยคำพูดของลั่วหยุนคง ชื่อเสียงของคนลึกลับนั่นยิ่งเพิ่มพูนทบทวีจนถึงระดับสูงสุด
ตอนนี้ทุกคนต่างก็คาดเดาไปต่างๆนานาว่าคนลึกลับนี้เป็นใคร มีความสามารถแบบไหนถึงทำให้ลั่วหยุนคงเป็นแบบนี้ รวมถึงหลี่เฉียนเหมยด้วย?
“ลั่วหยุนคงผู้นี้คู่ควรที่อาจารย์จะยกย่องจริงๆ เขาเป็นลูกผู้ชายมาก” หวังซานซานมองไปที่ร่างอันสมสง่าและซื่อตรงของลั่วหยุนคงด้วยแววตาสนใจ
“ลั่วหยุนคงและหลิวหยานเฟย เจ้าทั้งสองคนออกมาข้างหน้า!” คนที่พูดไม่ใช่เฟิ่งไฮ่หรือผู้อาวุโสของสำนักอมตะ แต่เป็นชายชุดขาวซึ่งเป็นจ้าวสำนักอมตะ!
ตอนนี้เขาสนใจหลิวจื่อฮ่าวมากแล้วจริงๆ!
………………………..