Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 415


บทที่ 415 เซียนกระบี่? นางหายไปราวกับฝุ่นควัน! (ต้น)

……

ณ แผ่นดินชิง……

……

พลังชี่จิตวิญญาณในแผ่นดินชิงกำลังลดน้อยถอยลงทุกวันๆ และพลังชี่ในหลายสถานที่ล้วนอับเฉาไปหมดแล้วทั้งสิ้น ผืนแผ่นดินตกอยู่ในสภาพแห้งแล้งไปโดยปริยาย……

..

บรรดาเมืองน้อยใหญ่และเมืองรอบๆ แผ่นดินชิงกลายเป็นรกร้างว่างเปล่าไปด้วย

คนอพยพหนี!

หนีเพื่อความอยู่รอดหนีไปในที่ยังมีพลังชี่ ขณะที่หลายเมืองร้างผู้คนทว่าหลายเมืองกลับหนาแน่นมากขึ้น นอกจากนั้นคนต่างถิ่นที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์พากันหลั่งไหลเข้ามาเพื่อปล้นสะดม ทำให้แผ่นดินชิงมีสภาพชุลมุนวุ่นวาย

อาณาจักรต้าอวิ๋น

ในเมืองหลวงต้าอวิ๋นที่บนกำแพงเมือง เหลียนว่านลี่ยืนนิ่งเงียบด้านหลังมีสตรีสวมเกราะเงินที่เอวเหน็บกระบี่เล่มยาว

วันนี้สตรีสวมชุดยาวสีแดงเพลิงบนผืนผ้าแต่งแต้มด้วยลวดลายขนาดเล็กประปรายทั่วไป

ลวดลายนกเฟิ่งหวงขนาดเล็ก!

ลวดลายเล็กๆ นั้นดูคล้ายนกมีชีวิตที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา!

หญิงสาวผู้สวมใส่กำลังมอดสายตามองไปในที่ไกล เบื้องหน้าทิวทัศน์เทือกเขาสลับซับซ้อนมีผู้คนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าตรงมาทางเมืองหลวงแห่งนี้

เพราะเมืองหลวงแห่งอาณาจักรต้าอวิ๋นยังอุดมด้วยพลังชี่จิตวิญญาณ!

ประตูเมืองหลวงไม่ได้ปิด จึงเปิดรับผู้มาเยือนสามารถเข้าออกได้โดยอิสระ

หลังจากเงียบไปพักใหญ่ เหลียนว่าลี่จึงละสายตาจากภาพนั้นหันมากล่าวกับคนอีกฝ่าย “อาจั้ว รายงานสถานการณ์ให้ข้าฟังที!”

หญิงสาวผู้ถูกเรียกขานชื่อจั้วก้มศีรษะก่อนเสียงพูดดังขึ้น “เพคะฝ่าบาท ภายในอาณาเขตต้าอวิ๋นมีพื้นที่สามในสิบพลังชี่จิตวิญญาณอับเฉาไปเสียสิ้นแล้ว และที่เหลือราวสามในสิบกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว คาดว่าภายในหนึ่งเดือนพลังชี่จิตวิญญาณจะสูญสลายไปอย่างสิ้นเชิงเพคะ”

คนพูดหยุดนิดหนึ่งก่อนจะพูดอีกว่า “นอกจากนั้นได้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจากน้ำมือมนุษย์ เวลานี้ทั่วทั้งแผ่นดินมีแต่ความสับสนอลหม่าน เกิดการรุกรานจากคนกล้าแกร่งจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์กระทำโหดเหี้ยมเข้าปล้นชิงอย่างอหังการ ทุกแห่งบนแผ่นดินชิงกำลังวุ่นวายอย่างยิ่งเพคะ”

สตรีผู้รับฟังย่นหัวคิ้วเข้าหากัน หลังจากเงียบงันไปนางจึงกล่าวขึ้นว่า “แคว้นเจียงและแคว้นหนิงเป็นอย่างไร?”

แม่นางจั้วตอบทันที “ทั้งสองแคว้นสถานการณ์ถือว่าดีกว่าที่อื่น! การประลองที่แคว้นหนิงเยี่ยฉวนเป็นฝ่ายชนะ ในปัจจุบันนี้คนกล้าแกร่งจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์จึงไม่กล้าเสนอหน้าไปประลองกับเขาอีก แน่นอนยกเว้นสำนักเหอฮ่วนและชุมนุมฮวนเสี่ยว! สองสำนักต่างมั่นใจว่าจะสามารถครอบครองฮ่องเต้สตรีทัวป้าเหยียนได้สำเร็จ!”

“นางผู้มีเรือนร่างเย้ายวนสินะ?” เหลียนว่านลี่ถามอย่างสนใจ

อีกฝ่ายสั่นศีรษะน้อยๆ “ไม่ใช่เรื่องนั้นอย่างเดียว สตรีผู้นั้นมิได้มีเพียงรูปร่างยวนใจ ทว่านางยังสืบสายเลือดที่ไม่ธรรมดาด้วยเพคะ”

สายเลือด!

ครานี้เหลียนว่านลี่หันขวับมองคนพูดเขม็ง “สายเลือดอะไร?”

แม่นางจั้วส่ายหน้า “ขณะนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดเพคะ”

ก่อนที่การสนทนาจะดำเนินต่อเกิดเสียงต่อสู้ดังมาจากในเมือง เหลียนว่านลี่จึงเบนสายตามองลงไปข้างล่างที่ริมกำแพง ที่นั่นคนกลุ่มหนึ่งกำลังต่อสู้กันอย่างชุลมุนวุ่นวาย สตรีมองดูเฉยอยู่ครู่หนึ่งก่อนออกคำสั่ง “ส่งทหารกองทัพเพลิงโลกันตร์ร้อยนายออกลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน หากพบใครก่อปัญหาให้บั่นหัวมันผู้นั้นทันที และนำไปเสียบประจานไว้ที่กำแพงเมือง นอกจากนั้นให้ส่งองครักษ์ราชินีจำนวนสิบนายออกไปสำรวจทั่วเขตแดนต้าอวิ๋น ถ้าใครมีปัญหาอนุญาตให้สังหารได้ทันที”

เมื่อได้ฟังคำสั่งของเหลียนว่านลี่ สตรีชื่ออาจั้วถึงกับตกตะลึง

องครักษ์ราชินี……หน่วยทหารที่ทั้งลึกลับเป็นปริศนาที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรต้าอวิ๋น!

ในฐานะที่นางเป็นคนหนึ่งในหน่วยองครักษ์ราชินี ไม่เคยรู้ความเป็นไปของคนอื่นในหน่วยมาก่อนและคนอื่นก็ไม่รู้ความเป็นไปของนางด้วยเช่นเดียวกัน อีกทั้งอาจั้วไม่เคยรู้ว่าแท้จริงแล้วกองทหารนี้มีอยู่กี่คน!

ทั้งอาณาจักรต้าอวิ๋น มีเพียงเหลียนว่านลี่เท่านั้นที่รู้ความเป็นไปของหน่วยทหารลึกลับหน่วยนี้ และทหารในหน่วยนี้จะฟังคำสั่งของนางแต่เพียงผู้เดียว

พลันมีเสียงพูดจากเหลียนว่านลี่มาว่า “สั่งให้คนเตรียมเรือเหาะให้ข้าด้วย!”

แม่นางจั้วหยุดชะงัก “จะไปที่ใดเพคะ?”

สตรีอีกฝ่ายเหยียดมุมปากขณะตอบ “ข้ารับปากสำนักเหอฮ่วนแล้วว่าจะช่วยสังหารเยี่ยฉวน เผอิญข้าไม่ใช่คนที่จะยอมถอนคำพูดง่ายๆ เสียด้วย!”

คนพูดดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่างเมื่อถึงตอนนี้ รอยยิ้มฉลาดแกมโกงจึงปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบางเฉียบ

อาจั้วได้แต่ค้อมตัวรับคำสั่ง นางรับรู้ได้จากท่าทีว่าฝ่าบาทของนางกำลังจะทำในสิ่งร้ายกาจบางอย่าง

ณ แคว้นหนิง

สถานที่แห่งหนึ่งภายนอกเมืองหลวงแคว้นหนิง เจียงเหยี่ยอยู่กับคนผนึกยุทธ์สองคนซึ่งแสดงท่าทางพินอบพิเทาต่อใครบางคน เบื้องหน้ามีชายชราสวมผ้าคลุมสีชมพูมีกลิ่นฉุนแปลกประหลาดโชยออกมา

คนผู้นี้คือรักษาการเจ้าสำนักเหอฮ่วน ไม่มีใครรู้จักชื่อแซ่ที่แท้จริงแต่ต่างเรียกขานกันในนามผู้เฒ่าเหอฮ่วน

ชายชราผู้เฒ่าเหอฮ่วนจ้องมองข้ามหัวไหล่เจียงเหยี่ยไปด้านหลัง “เยี่ยฉวนสำเร็จขั้นผสานเทพเท่านั้นจริงหรือ?”

เจียงเหยี่ยผงกศีรษะ “มันเพิ่งสำเร็จผสานเทพจริงๆ แต่ทักษะการต่อสู้สามารถรั้งอันดับหนึ่งในสิบทำเนียบยอดคนได้เลยทีเดียว”

อันดับหนึ่งในสิบแห่งทำเนียบยอดคน!

ผู้เฒ่าเหอฮ่วนหรี่ตามองคนตรงหน้า แววตาเผยร่องรอยเคร่งเครียดชัดเจน “มันมีใครอยู่เบื้องหลัง?”

คนตอบๆ มาว่า “ว่ากันว่าเป็นเซียนกระบี่!”

เซียนกระบี่!

ชายชราหันหน้ามามองเจียงเหยี่ยทันควัน “เป็นความจริงงั้นหรือ?”

เจียงเหยี่ยสีหน้าลังเล ก่อนตัดสินใจตอบว่า “เรื่องนี้น่าจะจริง ไม่เช่นนั้นคนพลังเพียงขั้นนี้ ไม่น่าสามารถถล่มสถานศึกษาฉางมู่เสียพินาศย่อยยับ อย่างไรก็ตามข้าไปพบอาจารย์ใหญ่ฉางมู่มาแล้ว เขาให้ข้อมูลว่าเซียนกระบี่ได้รับบาดเจ็บหนักจากการต่อสู้และหลบหนีไป เวลานี้ฉางมู่กำลังส่งคนออกติดตาม!”

เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้เฒ่าเหอฮ่วนค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก “ถ้าได้อย่างนั้น ก็ดีมาก!”

พลันเขาทำท่าฉุกคิดถึงบางสิ่ง จึงเอ่นถามขึ้นว่า “เหตุใดสถานศึกษาฉางมู่จึงไม่สังหารเยี่ยฉวนเสีย?”

อีกฝ่ายนิ่งไปด้วยใช้ความคิดก่อนโพล่งออกมาว่า “ถ้าจะให้เดา ขณะนี้สถานการณ์ในแผ่นดินชิงเกิดการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งพลังชี่จิตวิญญาณก็อ่อนกำลังลง สถานศึกษาฉางมู่ไม่เสียเวลามาใส่ใจเรื่องของแผ่นดินชิงอีกแล้ว พวกเขามุ่งที่จะรักษาสถานะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้หวนคืนความมั่นคงดุจเดิม จึงไม่มีเวลามาจัดการกับเยี่ยฉวน!”

ชายชราผู้เฒ่าเหอฮ่วนพยักหน้า “จริงอย่างที่พูด”

คนพูดเบนสายตามองไปยังเมืองหลวงแคว้นหนิงซึ่งไม่ไกลออกไปมากนัก ความกระหายเต้นระริกอยู่ในแววตา “สตรีผู้นั้นมิใช่มีเพียงเรือนร่างเย้ายวน ทว่าสายโลหิตแห่งจิตวิญญาณหยินนั้นได้ถูกสำนักเหอฮ่วนตรึงไว้แล้ว……”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version