Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 344


บทที่ 344 ขี้โม้บ้างได้ไหม? (ต้น)

คนในท้องพระโรงหุบปากเงียบ ราวอากาศหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว ปลงพระชนม์! ฮ่องเต้ถูกปลงพระชนม์ง่ายๆ อย่างนี้เอง! เสนาบดีขุนนางที่แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรพากันเข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น หลายคนเริ่มส่งเสียงร่ำไห้ ขณะที่บางคนพยายามเก็บกดความรู้สึกไว้ภายใต้ท่าทางเยือกเย็น

ชายชราทางเบื้องหลังเยี่ยฉวน สีหน้าโศกเศร้าแววตาหม่นหมองยิ่ง! ในบรรดาคนในท้องพระโรงแห่งนี้ เขาเป็นคนเดียวเท่านั้นที่มีขั้นพลังพอที่จะสังหารเยี่ยฉวน หากเขามิกล้าลงมือ!

เหตุผลประการแรก คือถ้าลงมือก็เหมือนเดินเข้าหาความตายนับตั้งแต่แรก ตัวอย่างของหลี่มู่มีให้เห็น คนผู้นั้นเป็นถึงสุดยอดควบยุทธ์สะท้านภพ ประการที่สอง ถ้าลงมือ ยิ่งเท่ากับโหมเพลิงโทสะของชายหนุ่มให้ลุกโชติช่วง ที่สุดเขาจะไประบายลงกับประชาชนแคว้นชู เมื่อถึงตอนนั้น แคว้นชูจะต้องผจญกับความทุกข์ยากแสนสาหัส

เขาจึงทำเช่นนั้นไม่ได้! ขณะสมองครุ่นคิดหนัก ชายชราค่อยปิดเปลือกตาลง เสียงทอดถอนใจดุจระบายความอัดอั้นที่มีเต็มอก แคว้นชูตกเป็นเบี้ยล่างของแคว้นเจียงเสียแล้ว แคว้นเจียงจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ!

เยี่ยฉวนเบนหน้าไปทางกลุ่มขุนนางแคว้นชูที่ยืนออกันอยู่กลางท้องพระโรง “ใครจะเป็นตัวแทนออกมาเจรจา เจ้างั้นหรือ?” เงียบกริบไม่มีใครกล้าเดินออกมา! ชายหนุ่มพ่นลมอย่างขัดใจ “ถ้างั้นข้าจะสังหารพวกเจ้าทุกคนแทนก็แล้วกัน!” ทันทีที่ได้ยินคนว่า ขุนนางทั้งหลายต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แววตาหวาดกลัวเต็มที่ ขณะนั้น ชายชราหลังงองุ้มคนหนึ่งก้าวออกมายืนเบื้องหน้า

เขาค่อยเดินตรงมาหยุดยืนเผชิญหน้ากับเยี่ยฉวน สายตามองคนเขม็ง แววตาไร้ร่องรอยไหวหวั่นขลาดกลัว “ข้าลี่ซื่อ เป็นราชครูขององค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นชู” เยี่ยฉวนพยักหน้า “ข้ามีเงื่อนไขเพียงไม่กี่ข้อ จงตั้งใจฟังให้ดี พอข้าพูดจบถ้าเจ้าไม่ยอมรับเงื่อนไข ข้าจะเลือกคนอื่นมาเจรจากับข้าใหม่”

จากนั้นชายหนุ่มหยิบกระบี่หลิงซิ่วออกมาวางบนโต๊ะเบื้องหน้า ก่อนพูดขึ้นว่า “ข้อที่หนึ่ง ข้าจะนำสมบัติในท้องพระคลังกลับไปให้หมด ข้อสอง ทุกปีแคว้นชูจะต้องจัดเงินทองเป็นบรรณาการส่งให้แคว้นเจียงจำนวนห้าร้อยล้านเหรียญทอง ข้อสาม ข้าเคยได้ยินว่า มีเมืองในอาณาเขตแคว้นชูที่ชื่อเมืองเป่ย ว่าเมืองนี้มีอาณาเขตติดต่อกับแคว้นเจียง ต่อไปจะต้องให้เป็นเมืองที่อยู่ในอาณาเขตของแคว้นเจียง มีอะไรข้องใจอีกไหม?”

เมื่อสิ้นเสียงพูดของคนตรงหน้า ใบหน้าของเหล่าขุนนางเสนาบดีบิดเบี้ยวด้วยความร้าวรานใจ จะเอาทรัพย์สมบัติในท้องพระคลังของแคว้นชู? ทำอย่างนี้แคว้นชูก็จะกลายเป็นแคว้นยากจนไปเลยน่ะซี! อีกอย่างแคว้นชูต้องส่งเงินบรรณาการให้แคว้นเจียงปีละห้าร้อยล้านเหรียญทอง ข้อนี้สร้างความอับอายให้แก่แคว้นชูยิ่งนัก!

ส่วนเรื่องที่สำคัญที่สุดคือเมืองเป่ย เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในแคว้นชู มีขนาดเป็นรองก็เพียงเมืองหลวงแคว้นชูเท่านั้น ทั้งยังเป็นเมืองที่มีข้อได้เปรียบทางภูมิประเทศ ป้องกันการรุกรานจากแคว้นเจียงและแคว้นหนิงซึ่งอาจโจมตีเข้ามาทางด้านทิศใต้ถ้ากองทัพจำเป็นต้องถอยร่น ทางทิศเหนือของเมืองจะมีปราการธรรมชาติช่วยป้องกันข้าศึก เพราะเขตแดนทั้งสองด้านของเมืองขนาบข้างด้วยแม่น้ำสายใหญ่สองสายไหลผ่าน!

ถ้าแคว้นเจียงได้ครอบครองเมืองนี้ เท่ากับว่าสามารถตรงเข้าขยุ้มคอหอยของแคว้นชูตอนไหนก็ได้ไปโดยปริยาย! ราชครูลี่ซื่อร่างกายสั่นเทิ้มด้วยแรงบันดาลโทสะ นัยน์ตาจ้องเขม็งเยี่ยฉวนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ทำแบบนี้เท่ากับหวังทำลายแคว้นชูชัดๆ!”

เยี่ยฉวนผุดลุกขึ้นจากที่นั่งก่อนจับศีรษะของฮ่องเต้ที่วางบนโต๊ะโยนไปตรงหน้าราชครูลี่ซื่อ จากนั้นจึงชะโงกหน้าไปแสยะยิ้ม “ทำลายแคว้นชูงั้นหรือ? คิดว่าข้าไม่อยากทำหรือไง? คิดว่าข้าทำไม่ได้งั้นหรือ? ที่ข้าไม่ทำเพราะไม่ต้องการให้ทหารแคว้นเจียงต้องล้มตายอีกแล้วต่างหาก”

ขณะที่พูด คนพลางสาวเท้าตรงเข้าหาชายชราลี่ซื่อ “และจำใส่หัวไว้ด้วยว่าพวกเจ้าต่างหากที่เป็นฝ่ายเริ่มสงคราม ไม่ใช่ข้า!” ลี่ซื่อเม้มปากกำมือเกร็งแน่น “เจ้าไม่คิดว่าทำเช่นนี้จะโหดร้ายเกินไปสักหน่อยหรือ?” เยี่ยฉวนบิดยกมุมปาก น้ำเสียงเยาะหยันตอบโต้ “โหดร้ายอย่างนั้นหรือ? ถ้าแคว้นชูเป็นฝ่ายโจมตีแคว้นเจียงบ้าง เจ้าจะใช้คำว่า ‘โหดร้าย’ กับข้าไหม? ไม่สินะ เจ้าไม่คิดหรอกถ้าแคว้นชูตีเมืองไค่หยางสำเร็จ ต่อให้ผู้คนชาวเมืองจะต้องล้มตายอย่างอเน็จอนาถก็ตามที!”

กล่าวจบเขาหันหลังเดินกลับไปที่บัลลังก์เศียรมังกร “ข้าไม่ใช่คนใจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกแคว้นชูอย่างเจ้า และไม่ชอบพูดเยิ่นเย้อไร้สาระ ตอบมาว่าจะยอมรับหรือไม่” เมื่อคนพูดจบ กระบี่หลิงซิ่วซึ่งวางสงบนิ่งเบื้องหน้าเริ่มสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบงันเข้าครอบคลุมในบริเวณอีกครั้ง

ข่มขู่! เขาตั้งใจข่มขู่ชัดเจน! ลี่ซื่อโมโหพลุ่งพล่านกระทั่งสั่นไปทั้งตัว จะให้ยอมรับงั้นหรือ? ถ้าเขายอมรับเงื่อนไข แคว้นชูจะกลายเป็นแคว้นยากจนและอ่อนแอลงอย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่ยอม พญามัจจุราชคงจะเด็ดหัวคนที่อยู่ในโถงพระโรงนี้ทั้งหมดเป็นแน่ ชายหนุ่มคนนั้นกล้าสังหารพวกเขาทั้งหมดด้วยความกล้าแกร่งที่มีอยู่ในตัวอย่างไม่ต้องสงสัย!

“แคว้นชู ยอมรับ!” ทันใดนั้นเสียงของใครคนหนึ่งดังมาจากภายนอกห้องโถง คนทั้งหมดในท้องพระโรงหันไปทางที่มาของเสียง ซึ่งปรากฏสตรีผู้หนึ่งกลางหอโถง หญิงสาวในวัยยี่สิบเศษอยู่ในเครื่องแต่งกายของสตรีในราชสำนักเขียนลวดลายดอกไม้งดงาม เมื่อเห็นถนัดชัดเจนถึงคนที่เข้ามาใหม่ บรรดาขุนนางข้าราชการต่างพากันค้อมตัวลงแสดงคารวะเป็นทิวแถว

องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นชู องค์หญิงฉู่เชาฮั่น!

ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น หญิงสาวเดินช้าๆ สายตามองตรงแน่วไปที่เยี่ยฉวน “แคว้นชูตกลงปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งสามข้อ” อีกฝ่ายพยักหน้าและพูดทันที “ถ้างั้น จงพาข้าไปที่คลังสมบัติของเจ้า!” หญิงสาวหันหลังขวับและเดินนำออกจากท้องพระโรงไปทันที

ฉู่เชาฮั่นนำเยี่ยฉวนมาหยุดที่หน้าห้องพระคลังสมบัติ ซึ่งเขาไม่เสียเวลาแม้แต่ชำเลืองดู รีบจัดการเก็บของล้ำค่าทุกชิ้นอันเข้าไว้ในหอคอยแห่งเรือนจำอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่มาถึงกระทั่งเสร็จสิ้นฉู่เชาฮั่นมิได้เอ่ยวาจาแม้สักคำเดียว.และเมื่อชายหนุ่มเดินกลับออกมา ทางด้านหน้าท้องพระคลัง บัดนี้พลันว่างเปล่าลงสิ้น โดยมีฉู่เชาฮั่นเดินตามออกมาอย่างเงียบๆ

เยี่ยฉวนเบนหน้าลงไปมองที่บริเวณลานด้านล่าง เขาจึงพบว่าในที่นั้นเต็มไปด้วยทหารแคว้นชูกว่าหนึ่งหมื่น ซึ่งสังเกตเห็นแววตาของทหารบ้างลังเล หวาดกลัว ฉุนเฉียว อีกทั้งคับข้องใจ ระคนปนเปไปหมด ชายหนุ่มสะบัดหน้า พลางพูดยิ้ม “ข้าไม่กลัวว่าพวกเจ้าจะตามมาแก้แค้น ไม่เคยกลัว” จากนั้นจึงเดินตรงเข้าไป……อย่างใจเย็น

ทีแรกพวกทหารไม่ยอมให้ทาง ทว่าเพียงไม่นานต่อมาปรากฏศีรษะของทหารหลายศีรษะปลิวว่อน วินาทีแรกที่เห็นทหารหลายคนพุ่งตรงเข้าหาหมายจู่โจมเยี่ยฉวน พลันฉู่เชาฮั่นซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลส่งเสียงตวาดดังลั่น “ถอย!” ทหารหลายนายหันมามองเจ้าของเสียงตวาด ขณะนั้นฉู่เชาฮั่นมองตรงมาที่ทหารเหล่านั้น นัยน์ตาเป็นประกายวับ “ถอยไปให้หมด ใครขัดขืนมีโทษประหารทั้งตระกูล!” ทหารเมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกเขาจึงต่างพากันถอยห่างหลีกทางให้อย่างไม่เต็มใจ

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version