บทที่ 411 ใครไปนำม้านั่งให้แม่นางเหยียนของข้าที!
……
ทุกอย่างในบริเวณลานกว้างพลันนิ่งงัน!……
……
คนผนึกยุทธ์ถูกคนผสานเทพสังหาร……
..
ทุกคนต่างอยู่ในอาการตกตะลึง
ขั้นปรมาจารย์ผนึกยุทธ์และคนในขั้นผสานเทพนั้นมีความแตกต่างกันชนิดคนละโลกเลยทีเดียว! หากมีคนขั้นผสานเทพถูกสังหารโดยคนขั้นสันโดษ คงไม่มีใครตกใจมากเท่านี้ เพราะระหว่างสองขั้นพลังนั้นไม่ค่อยแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด!
ทว่าระหว่างขั้นผสานเทพและผนึกยุทธ์ช่องว่างห่างกันอย่างโดดเด่น โดยขีดคั่นด้วยคุณลักษณะซึ่งคล้ายคลึงกัน
ถึงกระนั้น ณ ตอนนี้คนขั้นพลังผสานเทพทำการสังหารคนผนึกยุทธ์ต่อหน้าต่อตาทุกคน!
คนที่ยืนอยู่กลางลาน ชายชราเจียงเหยี่ยแห่งสำนักเหอฮ่วนกำลังจ้องมองมาที่เยี่ยฉวน ความเคร่งเครียดเขม็งแน่นในแววตาของเขา
ในแผ่นดินชิง ยากนักหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนผสานเทพสังหารคนผนึกยุทธ์ ในที่ไกลโพ้นอย่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หากมีเหตุการณ์ช่นนี้อาจถือว่าไม่แปลก
ถ้าพูดตามหลักทฤษฎี อาจเป็นไปได้หากเป็นอันดับหนึ่งในสิบแห่งทำเนียบยอดคน……
ในขณะที่อันดับหนึ่งในห้าย่อมทำได้อย่างแน่นอน!
ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าเยี่ยฉวนมีศักยภาพพอที่จะขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในสิบแห่งทำเนียบแล้ว เป็นอันแน่นอนว่าเขามิใช่คนธรรมดา
แต่คนอย่างเขาไม่ยอมที่จะเลิกล้มในเวลานี้
เพศสตรีคือตัวกระตุ้นชั้นเยี่ยมยอดสำคัญที่สุดสำหรับสำนักของเขา ไหนจะทรัพย์สมบัติล้ำค่ามากมายมหาศาลของแคว้นหนิงนั่นอีก!
เขาเลิกล้มไม่ได้จริงๆ!
ขณะนิ่งคิดแววตาเคร่งเครียดของเจียงเหยี่ยก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น
บรรดาปรมาจารย์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างกำลังจับตามองเยี่ยฉวน ประกายตาของแต่ละคนที่มาล้วนส่อเจตนาชั่วร้ายหมายปลิดชีวิตชายหนุ่มเยี่ยฉวนทั้งสิ้น
พวกเขาจะวางมือจากความมั่งคั่งมหาศาลของแคว้นหนิงได้อย่างไร?
ทว่าลูกชายลูกสาวของตระกูลชนชั้นปกครองแห่งแคว้นหนิงหลายคนเริ่มมีความคิดที่จะถอนตัว
สิ่งสำคัญคือชื่อเสียงและบารมีของเยี่ยฉวนในแผ่นดินชิงนั้นมีมากมายอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างที่ใครในแผ่นดินชิงต่างก็รู้ดีว่าเขาเป็นคนบุกเข้าวังหลวงแคว้นชูสังหารฮ่องเต้แห่งแคว้นชู ซึ่งแคว้นเย่วก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน
ใครจะไม่ขลาดกลัวบ้างเล่า?
แม้แต่สถานศึกษาฉางมู่ยังทำอะไรเขาไม่ได้!
เมื่อได้มาเห็นกับตาบรรดาคนในตระกูลใหญ่อยากถอนตัวไปตามกัน เสียงเจียงเหยี่ยพูดขึ้นว่า “อย่างน้อยแคว้นหนิงก็เป็นแคว้น ย่อมมีทรัพย์สินมากมายมหาศาล ลองคิดดูสิว่า พวกเจ้าจะดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินชิงที่พลังชี่แห่งจิตวิญญาณกำลังเสื่อมสูญเช่นนี้ได้อีกนานเท่าใด หากรีบถอนตัวไปเสียในเวลานี้?”
คนอื่นพากันหันมองหน้ากันไปมา ท่าทางลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด
เจียงเหยี่ยรีบพูดอีกว่า “เยี่ยฉวนมันแค่ผสานเทพ พวกเจ้าคนมากกว่าจะต้องไปกลัวมันทำไม? ร่วมมือกันกำจัดมันและยึดสมบัติของแคว้นหนิงเอามาแบ่งปันกัน จะไม่ดีกว่าหรือ?”
คำพูดที่กล่าวมานั้นใช้หลอกล่อใครหลายคนอย่างได้ผล
ทรัพย์สมบัติล้ำค่าของแคว้นหนิง!
สาเหตุที่มาที่นี่คืออะไร? ทรัพย์สมบัตินี่ยังไง! ในยุคที่พลังชี่จิตวิญญาณอับเฉา สิ่งสำคัญคือการชีวิตอยู่ ความต้องการศิลาจิตวิญญาณมีมากขึ้น มากมายมหาศาล!
“ไม่ต้องกลัว!”
ในขณะนั้นบุรุษหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า ดวงตาที่จ้องมองเยี่ยฉวนฉายประกายแรงกล้าพลางเอ่ยวาจาดุเดือดร้ายกาจ “เยี่ยฉวนมันก็แค่คนธรรมดาไม่ได้มีสามหัวหกมือสักหน่อย พวกเราที่นี่มาร่วมใจเป็นหนึ่งช่วยกันสังหารมันคนเดียว เราก็จะ……”
เสียงคนพูดสะดุดหยุดลงอย่างกระทันหัน ด้วยบริเวณหว่างคิ้วปรากฏกระบี่หนึ่งปักคาอยู่ที่จุดกึ่งกลาง
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์เบิกตาโพลงเพราะความตื่นตะลึง ด้วยไม่มีใครทันสังเกตว่ากระบี่ปรากฏขึ้นตอนไหน
มีเพียงปรมาจารย์ผนึกยุทธ์อย่างเจียงเหยี่ยเท่านั้นที่รู้เห็น……กระบี่โฉบออกมาจากหีบซึ่งเยี่ยฉวนสะพายหลัง ด้วยความรวดเร็วทำให้มองเห็นเพียงเส้นเงาคลุมเครือ!
ณ ขณะนั้นพวกเขาสำเหนียกชัดแจ้งว่ากระบี่เล่มนั้นเป็นกระบี่แท้จริงขั้นกลาง รวมทั้งหีบกระบี่ก็เป็นของล้ำค่าขั้นแท้จริงด้วยเช่นกัน!
เครื่องมือชั้นยอดเยี่ยม!
ขณะที่สายตาของทุกคนกำลังจับจ้องมองเยี่ยฉวนเป็นตาเดียว เจ้าตัวเดินตรงไปยังบุรุษที่พูดคนก่อนหน้า มุมปากเหยียดยิ้ม “แถวนี้ลมพัดแรงข้าได้ยินไม่ค่อยถนัด ลองพูดใหม่อีกครั้งได้ไหม?”
ชายคนดังกล่าวมองคนตรงหน้า เหงื่อเม็ดเป้งผุดเต็มหน้าผาก
เขารับรู้แล้วว่าชายหนุ่มเยี่ยฉวนนั้นมีพลังกล้าแกร่ง ทว่าไม่คาดคิดว่าจะกล้าแกร่งปานนี้ กระทั่งเขาไม่ทันได้โต้กลับ……
เขาไม่ควรยืนกรานเลย!
ความรู้สึกสลดหดหู่ในใจเหลือที่จะกล่าว
ไม่กล้าคิดอะไรอีก จึงได้แต่ยิ้มแหย “ผะ……ผู้เยี่ยมยุทธ์ยะ……เยี่ย……ข้า……”
ทันใดนั้นกระบี่เสือกพรวดไปข้างหน้า
ฉึก!
กระบี่หลิงซิ่วแทงเข้าที่ตรงกลางหว่างคิ้วของคนพูด พลันเสียงพูดของเขาขาดหายไปทันที
นัยน์ตาเบิกโพลง แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
เยี่ยฉวนพูดค่อยๆ “ขอโทษทีหมู่นี้มือสั่นยังไงไม่รู้ ยกโทษให้ด้วยก็แล้วกัน! เจ้าไม่ยอมวางมืองั้นหรือ? ถ้างั้นก็มาตีข้าเลย!”
ชายคนนั้นได้แต่มองทั้งโกรธสุดขีด ขณะร่างกายสั่นเทิ้ม
เยี่ยฉวนไม่พูดอะไรอีก หลังจากกระชากกระบี่หลิงซิ่วกลับคืนมาและเดินกลับไปหาทัวป้าเหยียนอีกด้านหนึ่ง ละความในใจต่อคนทางด้านหลัง ซึ่งบัดนี้โลหิตพุ่งกระฉูดออกมาจากที่บริเวณหว่างคิ้ว เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาร่างคนทั้งร่างก็ล้มฟาดลงไปบนพื้นดิน
ในบริเวณลาน สีหน้าของคนที่ยืนดูต่างหวาดกลัว
แม้แต่เจียงเหยี่ยก็ยังรู้สึกกลัว
เหตุที่นึกหวาดหวั่นต่อพลังของเยี่ยฉวน เป็นเพราะในส่วนของตนเองมีพลังพอๆ กับชายวัยกลางคนพอกหน้าหนาคนนั้น!
ในเมื่อเยี่ยฉวนมีศักยภาพในการสังหารชายวัยกลางคนได้ ดังนั้นย่อมสังหารตนได้เช่นเดียวกัน
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเขาจึงไม่ออกปะทะ
คอย!
คอยคนมาช่วย!
เยี่ยฉวนย้อนกลับไปหาทัวป้าเหยียน นางมองหน้านิ่งเฉยโดยไม่พูดอะไร
เมื่อเดินไปหยุดที่เบื้องหน้า ชายหนุ่มเอื้อมมือและใช้ปลายนิ้วลูบบริเวณข้างแก้มของอีกฝ่าย พลางกระซิบแผ่วเบา “เจ้าผอมลงกว่าคราวที่พบกันครั้งสุดท้าย”
ทัวป้าเหยียนมองคนที่ยืนเบื้องหน้าและยังคงหุบปากเงียบ ทว่าในแขนเสื้อกว้างมือทั้งสองข้างกำแน่น
ทันใดนั้นเยี่ยฉวนเงยหน้ามองทหารองครักษ์ทางด้านข้าง “ใครไปนำที่นั่งมาให้แม่นางเหยียนของข้าที อย่าปล่อยให้นางต้องยืนเมื่อยอย่างนี้!”
ทหารสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเช่นนั้น พลันชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันหลังวิ่งหายไปอีกด้าน ครู่ต่อมาพวกทหารสองสามคนได้ช่วยกันยกที่นั่งเศียรมังกรออกมาทางด้านหลังของทัวป้าเหยียน จากนั้นเยี่ยฉวนโน้มกายลงให้หญิงสาวใช้พยุงตัวขณะขึ้นนั่งบนที่นั่งที่ทหารนำมาวาง
นางยังไม่ยอมปริปากอยู่นั่นเอง
ทันทีนั้นทั่วปาเซียวเหยาเดินมาหยุดยืนต่อหน้าคนที่นั่งบนบัลลังก์ พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้ารู้สึกเมื่อยเหมือนกัน ให้ข้านั่งด้วยนะ!”
คนพูดพลางหย่อนตัวลงที่ว่างด้านข้างทัวป้าเหยียนโดยไม่ต้องรอฟังคำตอบ
เผอิญที่นั่งเศียรมังกรขนาดกว้างเพียงพอสำหรับคนสองคน
เยี่ยฉวนแหงนเงยขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งที่บนอากาศคนกล้าแกร่งขั้นผนึกยุทธ์สี่คนยังต่อสู้ขับเคี่ยวกัน ทั้งสองฝั่งนับว่าฝีมือสูสีทัดเทียมกัน
ในจังหวะเดียวกันกับที่เยี่ยฉวนจะออกปะทะ พลันอำนาจแห่งเทวจิต ส่งแรงกดดันรุนแรงปะทะกับร่างของเขาอย่างจัง
พลังอำนาจแห่งเทวจิตของชายชราเจียงเหยี่ยนั่นเอง!
เยี่ยฉวนเบนหน้าไปทางเจียงเหยี่ยในที่ไม่ไกลออกไปเท่าใด “จัดการเจ้าก่อนก็แล้วกัน!
พูดจบก็กระแทกฝ่าเท้าข้างขวาลงกับพื้นดินและขณะที่เท้าเหยียบลงบนพื้นนั้น ร่างของเขาแปรเปลี่ยนแทบจะกลายเป็นเงาลางเลือน พร้อมกับเสียงเสียงแทงแฉ่ฉ่าดังสนั่นสะเทือนรุนแรง ในเวลาเดียวกันนั้นรังสีกระบี่ได้พุ่งวาบเข้ามาถึงต่อหน้าเจียงเหยี่ยแล้ว
ชายชรารู้ฝีมือของเยี่ยฉวนและไม่อาจดูถูกชายหนุ่มได้ ในเมื่อเยี่ยฉวนเป็นฝ่ายจู่โจม พลันกระจกสีแดงปรากฏออกมาในอุ้งมือของคนชรารวดเร็ว เขาผลักพลังชี่เข้าสู่กระจกจึงบังเกิดแรงสั่นสะท้าน จากลำแสงสีแดงพุ่งทะยานออกไปฉับพลันประดุจเปลวเพลิงร้อนแรง ลำแสงกระบี่ของเยี่ยฉวนพลันสะท้านสะเทือน
เปรี้ยง!
สองร่างผงะผงายหลังแยกห่างกันออกไปพร้อมกัน ซึ่งก็คือเยี่ยฉวนฝ่ายหนึ่งและเจียงเหยี่ยอีกฝ่าย
พื้นที่ระหว่างคนทั้งสองรังสีกระบี่และเปลวเพลิงปะทะกัน เกิดความสับสนยุ่งเหยิงบนพื้นดินในละแวกบริเวณ คนอื่นๆ ต่างพากันถอยหลังหนีไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
เมื่อเยี่ยฉวนหยุดชะงักกับที่ ต่อมากระบี่หลิงซิ่วทะยานกลับคืนหีบกระบี่ที่เหน็บไว้ข้างหลัง ขณะต่อมาชายหนุ่มก้าวเท้าออกก้าวหนึ่งพร้อมกับชี้นิ้วพุ่งออกไป
ฟิ้ว!
รัศมีลำแสงกระบี่ทะยานวาบตัดข้ามบริเวณลานโล่ง
เมื่อลำแสงกระบี่ปรากฏอีกครา สีหน้าคนชราฝั่งตรงข้ามเยี่ยฉวนแปรเปลี่ยนฉับพลัน พร้อมกางกระจกสีแดงซึ่งถืออยู่ในอุ้งมือขวาออกทันที ส่วนในอุ้งมือข้างซ้ายปรากฏลายฝ่ามือแปลกประหลาด เพียงแวบเดียวเท่านั้นกระจกสีแดงที่คนถืออยู่เกิดเปลวเพลิงลุกไหม้!
ขณะต่อมากระบี่บินของเยี่ยฉวนก็โฉบมาถึง และแทงอย่างแรงที่กระจกซึ่งกำลังลุกไหม้
ตู้ม!
พลันเปลวไฟแดงเข้มพุ่งวาบออกมาจากกระจก ถึงกระนั้นเปลวเพลิงไม่สามารถทำลายลำแสงกระบี่ของเยี่ยฉวน ทว่ากลับเป็นฝ่ายถูกยับยั้งเสียเองทันที
เวลานั้น ทั้งกระบี่และกระจกต่างหยุดชะงักงัน!
ทว่าไม่นานต่อมา กระบี่หลิงซิ่วบินโฉบกลับคืนสู่หีบกระบี่ของเยี่ยฉวน และเป็นอีกครั้งที่กระบี่ทะยานกลับออกมาด้วยความเร็วยิ่งกว่าเดิม!
กระบี่ตีเข้ากับกระจกสีแดงของชายชราซ้ำอีก
ตู้ม!
เมื่อสิ้นเสียงระเบิด กระจกสีแดงรวมทั้งร่างของเจียงเหยี่ยกระเด็นไปจากที่ทันที!
ทั้งคนทั้งกระจกลอยละลิ่วไปไกลนับหลายจั้ง และก่อนที่เจียงเหยี่ยจะหยุดยั้งนั้นเอง กระบี่ทะยานเข้าหาคนอีกคราด้วยความไวประหนึ่งความเร็วแสง!
คนชราสีหน้าเผือดวูบ และกางกระจกในมือพร้อมผลักออกไป!
เปรี้ยง!
พลันกระจกสีแดงสั่นสะท้านและปริร้าว ซึ่งในเวลาเดียวกันทั้งเจียงเหยี่ยและกระจกแตกร้าวในมือกระเด็นถอยไปไกลหลายจั้งอีกคำรบ ทันทีที่คนหยุดลงกับที่เป็นจังหวะที่กระบี่หลิงซิ่วพุ่งมาถึงอีกครั้ง
ความหวาดกลัวชนิดจับขั้วหัวใจบังเกิด เจียงเหยี่ยไม่มีทางเลือกอื่นจึงแผ่กางกระจกสีแดงในมือ……
กระบี่ถึงที่หมายแล้ว!
ตู้ม!
แรงปะทะทำให้กระจกแดงสั่นอย่างรุนแรงจากนั้นก็ระเบิดออกทันที คนที่อยู่ข้างหลังกระจกร่างของเจียงเหยี่ยถูกพลังระเบิดผลักกระเด็นไกลกว่ากว่าเก้าจั้ง!
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คนจะหยุดลงกับที่ เยี่ยฉวนเคลื่อนไปด้านบนอย่างรวดเร็วจนอยู่เหนือศีรษะ พร้อมกันนั้นชายหนุ่มตวัดกระบี่หลิงซิ่วตัดจากบนลงล่างอย่างรุนแรง
หนึ่งกระบี่ชี้ชะตา!
พลังปะทะหนักหน่วงรุนแรงมุ่งหมายต่อชีวิต!
เมื่อสังเกตเห็นถึงอำนาจรุนแรงของพลังที่ปะทะเข้าหา เจียงเหยี่ยตาเหลือกและดึงวัตถุออกมา ลักษณะเป็นเครื่องรางของขลังสีทองชูขึ้นเหนือศีรษะ รองรับกับกระบี่ของเยี่ยฉวนที่กำลังฟาดลงไป
เปรี้ยง!
แรงระเบิดเกิดเสียงดังสนั่นกัมปนาท จนร่างของเยี่ยฉวนต้องผงะทะยานถอยหลังไป
ไกลออกไปราวสี่จั้งเศษ เมื่อเยี่ยฉวนร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน แรงกระทบทำให้พื้นที่รองรับเกิดรอยแตกร้าวและมุมปากปรากฏมีรอยโลหิตไหลซึมเป็นทาง
ชายหนุ่มใช้หลังมือปาดคราบโลหิต ก่อนเงยมองเจียงเหยี่ยซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ขณะนั้นวัตถุของขลังสีทองที่เบื้องหน้าถูกไฟเผาผลาญจนมอดไหม้ เลือนหายไปหมดสิ้นแล้ว
ชายชรามองดูภาพที่ปรากฏ ในจิตใจแสนเจ็บปวดด้วยเขาต้องสูญเสียศิลาจิตวิญญาณไปกว่าสิบล้านชิ้น!
ศิลาจิตวิญญาณสิบล้าน!
ก่อนหน้าดูว่าไม่ได้มีค่ามากมาย จวบจนถึงวันที่ต้องสูญเสียจึงตระหนักว่ามีมูลค่ามากนัก
สูญเสียครั้งใหญ่!
เจียงเหยี่ยชำเลืองมองเยี่ยฉวน เค้นเสียงประนามลอดไรฟัน “ไอ้ขี้ข้าสารเลว ข้าจะสับเจ้าให้เป็นชิ้นๆ!”
ทันใดคนพูดหยุดวาจาและหันมองออกไปที่ไกลภายนอกวังหลวง ซึ่งขณะนั้นมีกองทหารม้านับร้อยกำลังควบเข้ามา หนทางที่กองทหารวิ่งผ่านบังเกิดเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้ตามหลัง และผู้นำกองทหารม้านี้เป็นสตรีสวมเกราะสีเงินอร่ามตา
เมื่อเห็นเช่นนั้นเจียงเหยี่ยถึงกับชะงักงัน ก่อนจะพูดปนเสียงหัวเราะราวสะใจอะไรบางอย่าง “เยี่ยฉวน ถึงคนของข้าจะยังมาไม่ถึง แต่มีคนอีกไม่น้อยที่ต้องการเห็นแคว้นหนิงล่มสลาย ทหารม้าพวกนี้มีทั้งพลังและอำนาจ ทั้งประสบการณ์เชิงฝีมือระดับพระกาฬ แคว้นหนิงจะต้องพินาศย่อยยับคอยดูให้ดี!”
