บทที่ 454 ความยุติธรรมแห่งป่า! (ต้น)
……
สายตาของทัวป้าเหยียนจับจ้องมองเยี่ยฉวนไม่วางตาโดยไม่พูดอะไร……
……
ขณะที่กลุ่มคนในบริเวณ ศิษย์ของสำนักเหอฮวนและชุมนุมฮวนเสี่ยวหันหลังกลับและวิ่งหนีเตลิดไปอย่างรวดเร็ว……
..
หวาดกลัวสุดชีวิต!
ยามนี้ทุกคนรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน!
เพราะพลังของเยี่ยฉวนแข็งแรงจนน่าหวาดผวา!
หนีลูกเดียว!
ตอนนี้ทุกคนคิดเหมือนกันคือหนีให้เร็วที่สุด
ช่วงนั้นในที่ไกลออกไปนอกประตูเมือง กองทหารม้ากลุ่มหนึ่งกำลังเร่งรีบตรงเข้ามา
กองกำลังขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลาน!
ทหารม้ากองใหญ่ทะลักมาดุจสายน้ำ ทุกที่ที่ผ่านไปแม้ปราการก็มิอาจกีดขวาง!
พลันมีทหารม้านายหนึ่งควบตรงเข้ามาหาเยี่ยฉวน เขาดีดตัวจากหลังม้าขึ้นสู่อากาศแล้วจึงทะยานลงมาคุกเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่งต่อหน้าเขา ก่อนจะกล่าวทักทายด้วยความยินดี “คารวะอาจารย์ใหญ่ขอรับ!”
เมื่อได้ทราบข่าวการตายของเยี่ยฉวน ทำให้ทุกคนที่ฉางหลานตกอกตกใจเป็นอย่างยิ่ง ขณะนั้นพวกเขาคิดอะไรไม่ออกในหัวมีแต่ความว่างเปล่าไปชั่วขณะ!
นานแล้วที่เยี่ยฉวนเป็นเสาหลักและหัวใจสำคัญของสถานศึกษาฉางหลาน
เมื่อไม่มีเยี่ยฉวน ฉางหลานจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร?
ช่วงดังกล่าวเป็นเวลาที่ทุกคนของฉางหลานอยู่ในความสับสนงงงัน
ทันทีที่ได้ยินข่าวว่าเยี่ยฉวนยังมีชีวิตอยู่ ความรู้สึกของศิษย์และขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานนั้นเรียกได้ไม่อาจสรรหาคำพูดใดมาอธิบาย!
ชายหนุ่มส่งสัญญาณให้ทหารม้าลุกขึ้น พลางกล่าวกับคนตรงหน้าว่า “บอกทุกคน อย่าให้ใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
ทหารม้าคารวะพร้อมรับคำสั่งทันที “รับทราบ!”
จากนั้นเจ้าคนนั้นหันหลังกลับและกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าก่อนจะควบออกไปอย่างรวดเร็ว ทันทีนั้นคนพุ่งเข้าหาศิษย์สำนักเหอฮ่วนและชุมนุมฮวนเสี่ยวที่ยังหนีไปไม่ไกล
พวกศิษย์สำนักเหอฮ่วนและชุมนุมฮวนเสี่ยวหาใช่คนอ่อนด้อยแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเมื่อเจอกับกองกำลังขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานนับร้อยม้าเช่นนี้ พวกมันมีแต่จะพ่ายแพ้ไปในทันที
แน่ละเป็นเพราะความกล้าแกร่งของขุนศึกเต๋าฉางหลานด้วยส่วนหนึ่ง อีกอย่างเวลานี้ศิษย์ของสำนักเหอฮวนและชุมนุมฮวนเสี่ยวต่างตกอยู่ในอาการหวาดกลัว จึงไม่มีแก่ใจจะไปสู้รบปรบมือกับใครได้ ส่วนใหญ่จึงไม่ต้านทานคิดแต่จะหนีท่าเดียว!
ผลที่ตามมาเพียงชั่วไม่นานนักศิษย์ราวสองร้อยจึงพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ถ้าพวกมันคิดที่จะสู้จนตัวตาย คงเป็นไปไม่ได้ที่กองกำลังขุนศึกเต๋าฉางหลานจะได้ชัยชนะโดยง่ายดายเช่นนี้
เมื่อได้สังเกตเห็นศักยภาพการต่อสู้ของขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานในวันนี้ ทำให้เยี่ยฉวนเกิดความพอใจเป็นอันมากด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม!
กระจ่างชัดว่าเงินทองที่ทุ่มเทไปให้ประโยชน์เช่นนี้เอง!
จึงเท่ากับเป็นการรับประกันว่าพวกเขาจะได้ชัยชนะกลับมา! หลังเห็นภาพตรงหน้า……เยี่ยฉวนจึงฉวยกระบี่กลับออกนอกนอกวังหลวง
ทว่าทัวป้าเหยียนตามหลังเขามาด้วย
เยี่ยฉวนหยุดเดินก่อนจะหันไปบอกนางว่า “เจ้ากลับไปพักก่อนเถอะ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง!”
ทัวป้าเหยียนมองเยี่ยฉวนแน่วนิ่ง จึงพูดเสียงเบา “ระวังตัวด้วย!”
จากนั้นคนพูดรีบหันหลังกลับไปอย่างรวดร็ว
เมื่อออกจากวังหลวง เยี่ยฉวนเดินไปเพียงลำพังตามถนนที่ทอดยาว
ตลอดทางมีแต่ซากศพคนตายไปทุกหนแหน่ง
ช่วงที่ยากลำบาก ชีวิตไร้ค่าเท่าเม็ดกรวดเม็ดทราย
ชายหนุ่มเดินตามทางไปช้าๆ ตั้งแต่เด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะภายหลังจากที่มารดาทิ้งพวกเขาไป ทำให้เขารู้ซึ้งในความเป็นจริงของชีวิต!
ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน!
ในตอนนั้นเยี่ยฉวนต้องสู้ทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนเองและน้องสาว
ก่อนที่เซียนกระบี่จะหายไป นางพูดกับเขาคำหนึ่งซึ่งยังจดจำไว้ไม่รู้ลืม คนยิ่งมีอำนาจมากเท่าไรจะยิ่งเหี้ยมโหดไร้ความปราณีมากขึ้นเท่านั้น เป็นเพราะพวกเขามีชีวิตอยู่มานานเกินไปจึงไม่กลัวอะไรอีกแล้วในชีวิต ในสายตาของคนจำพวกนี้มองเห็นคนเพียงสองประเภทคือคนที่แข็งแรงและคนที่อ่อนแอ
คนเหล่านี้เชื่อในความยุติธรรมแห่งป่า!
เหมือนกันเมื่อบริโภคสัตว์เป็นอาหาร คงไม่มัวคิดถึงความรู้สึกของสัตว์ที่ต้องเป็นอาหาร!
มนุษย์ไม่เคยคำนึงถึงฉันใด คนที่แข็งแรงไม่เคยปราณีคนที่อ่อนแอฉันนั้น
สตรีสวมชุดยาวเรียบเคยกล่าวว่า ผู้ฝึกฝนพลังปราณยิ่งนานวัน ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์จะค่อยหายไปทีละน้อย
ด้วยดวงตากระบี่เยี่ยฉวนมองกวาดไปทุกหนทุกแห่ง ทุกที่มีแต่ศพนอนตายเกลื่อนพื้นไปหมด ถ้าไม่ได้มีพลังแข็งแกร่งเช่นนี้ เขาอาจกลายเป็นหนึ่งในศพเหล่านั้นก็เป็นได้
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาแต่ไกล เยี่ยฉวนชะงักฝีเท้าหันไปทางที่มาของเสียง ที่หัวมุมถนนมีชายชุดดำกำลังแยกร่างของคนอีกคนหนึ่งซึ่งขณะนั้นยังไม่ตายสนิท ท่าทางชำนาญก่อนที่มันจะควักหัวใจชุ่มโลหิตแดงฉานออกมาถือไว้
ขณะจ้องมองหัวใจที่ยังเต้นตุบ ที่มุมปากแสยะยิ้ม “หัวใจอันที่ 171……”
ทันใดนั้นคนหันขวับมองไปทางเยี่ยฉวน เมื่อเห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่พลันทำท่าเบิกตาพองโต เสียงพึมพำออกมาอย่างตื่นเต้น “โน่นไงหัวใจก้อนที่ 172……”
พลันศีรษะของคนพูดขาดกระเด็น
ขณะเดียวกันเยี่ยฉวนปรากฏกายขึ้นทางด้านหลัง ในมือถือกระบี่หลิงซิ่วซึ่งเปื้อนคราบโลหิตไหลลงปลายอย่างช้าๆ เมื่อโลหิตหยดจากปลายกระบี่ลงสู่พื้น ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ศีรษะตกถึงพื้นดินพอดี
ชายหนุ่มยกมือข้างขวาขึ้นโบกครั้งหนึ่ง พลันวงแหวนสัมภาระจากนิ้วของคนไร้ศีรษะตรงหน้าพุ่งลงไปตกบนฝ่ามือที่รอรับ เขาเดินตรงไปยังร่างของชายอีกคนบนพื้นดิน ปรากฏว่าเขาขาดใจตายเสียแล้ว
เยี่ยฉวนนิ่งงันไปเล็กน้อย จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป
ต่อจากนั้นเพียงไม่นาน ศิษย์ของสำนักมารโลหิตทะยอยตายลงทีละคน
โดยทุกคนตายในลักษณะเดียวกันคือศีรษะถูกตัดขาด
ที่หน้าประตูเมืองของแคว้นหนิง เจ้าสำนักมารโลหิตสีหน้าหม่นมัว ยืนนิ่งกับที่ความรู้สึกชาวาบตลอดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ขณะนั้นมีชายชุดดำปรากฏขึ้นทางเบื้องหน้าเสวียเยว่ ก่อนจะรายงานเสียงแหบแห้ง “ท่านเจ้าสำนัก ข้าได้ข่าวแล้วขอรับ! เยี่ยฉวนยังไม่ตายและกลับมาถึงแคว้นหนิงแล้ว ตอนนี้เจ้าสำนักเหอฮวนและหัวหน้าชุมนุมฮวนเสี่ยวล้วนถูกมันฆ่าตายจนหมด!”
เสวียเยว่เขม้นสายตาจ้องมองคนชุดดำก่อนถามเสียงเร็ว “เขาสังหารคนด้วยตัวเองคนเดียวงั้นหรือ?”
อีกฝ่ายพยักหน้า ก่อนจะพูดเสียงสั่นว่า “คนเดียวขอรับ ชายคนนี้สำเร็จเป็นราชันย์กระบี่และใช้กระบี่สวรรค์ แม้แต่ยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพก็ทำอะไรมันไม่ได้!”
