บทที่ 464 ดูถูกคิดว่าข้าสู้ไม่ได้งั้นสิ? (ต้น)
……
ท่ายโส!……
……
ท่าทางยโสนัก!……
..
ทุกคนมองไปที่เยี่ยฉวนเป็นตาเดียว ให้ตายเถอะต่อให้เก่งกาจแค่ไหนพวกมันยังไม่เคยแสดงกิริยาเช่นนี้ออกมา! เจ้าหนุ่มนี่ไม่เพียงเป็นฝ่ายเริ่มจู่โจม ทว่ายังออกปากให้ตามคนมาช่วยอีกนี่สิ?
ใครกันแน่ที่มีปัญหา?
คนที่ยืนประจันอยู่เบื้องหน้าเยี่ยฉวน ชายวัยกลางคนพยายามข่มสติอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเย็นหยดไหลลงที่ข้างใบหน้า
บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ว่าที่ผ่านมาเขาประมาทความแข็งแกร่งของเยี่ยฉวน
เจ้าหนุ่มนั่นแค่ขั้นผนึกยุทธ์!
ทว่าตอนนี้กระบี่จ่อเข้ากึ่งกลางหว่างคิ้วก่อนจะทันตอบโต้เสียด้วยซ้ำ!
เขาเริ่มแจ่มแจ้งแก่ใจ สุดท้ายจึงเข้าใจสาเหตุที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะทุ่มเททรัพย์ล้ำค่ามากมาย เพื่อจับเยี่ยฉวนแทบเป็นแทบตาย แต่เจ้าหนุ่มนั่นก็ยังอยู่รอดปลอดภัยมาจนเดี๋ยวนี้
เขาทำท่าอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง พลันเยี่ยฉวนเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ตามคนมาที่นี่อีก!”
ชายวัยกลางคนหุบปาก สีหน้าลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกไปว่า “นายท่าน ข้ายอมแพ้และขอระงับการบุกเข้าแคว้นเจียงไวแค่นี้ ข้า……”
“ดีแต่ขี้โม้!”
เยี่ยฉวนสบถเสียงดังอย่างมีน้ำโห “พวกเจ้าดั้นด้นมาจนถึงที่นี่ จะเลิกล้มเสียตั้งแต่ยังไม่ทันลงมืออย่างนี้หรือ? ดูถูกคิดว่าข้าสู้ไม่ได้งั้นสิ? ใช่ไหม?”
ทันทีที่พูดขาดคำ คนจึงตวัดกระบี่ฟาดอย่างหนักหน่วง
ฉัวะ!
พลันแขนข้างหนึ่งของชายวัยกลางคนตรงหน้าปลิวหวือไปในอากาศ
โลหิตแดงฉานสาดกระเซ็น!
คนอื่นตาเหลือกค้างด้วยความตื่นตะลึง!
เจ้านั่นท่ามันจะวิกลจริตไปเสียแล้วละมัง?
คนทั้งกลุ่มก็ช่วยอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ถอยกรูดไม่เป็นกระบวนจากไป
……
ชายวัยกลางคนจ้องหน้าเยี่ยฉวนสายตาแน่นิ่ง สีหน้าค่อนข้างซีดเซียว แววตาแฝงความตื่นกลัว ทำไมชายหนุ่มข้างหน้าโน่นดูแปลกประหลาด ไม่เหมือนคนปกติสักเท่าไร?
ขณะนั้นกระบี่ของเยี่ยฉวนตวัดปับไปพาดอยู่ข้างลำคอของชายวัยกลางคน “โอกาสสุดท้าย จัดการเลยเรียกคนของเจ้ามาเยอะๆ มาทั้งสำนักเลยก็ได้” ”
ชายวัยกลางคนชำเลืองมองเยี่ยฉวนแว่บหนึ่ง “จริงหรือ? เจ้าอยากให้เกิดการเข่นฆ่าอย่างอำมหิตนักใช่ไหม?”
อีกฝ่ายไม่ตอบ หากสะบัดข้อมือให้กระบี่ตวัดวาบ
ฉัวะ!
ฉับพลันต่อมาร่างของชายวัยกลางคนถูกตัดขาดครึ่งแยกออกเป็นสองท่อน จากนั้นโลหิตสดไหลออกมาจนนองเต็มพื้นดิน!
คราวนี้คนอื่นพากันกระถดถอยไปไกลอย่างรวดเร็ว
เยี่ยฉวนกระตุกผ้าพันคอผ้าไหมออกมาและเช็ดคราบโลหิตซึ่งเปรอะเปื้อนตามคมกระบี่ “รักจะเป็นคนชั่ว จะมัวเสียเวลาพล่ามอยู่ทำไม? พวกน่าทุเรศ!”
ชายหนุ่มเงยหน้าหันไปทางกลุ่มคนนับร้อยชีวิตเบื้องหน้า พลางหักฟันเค้นเสียงคำราม “พวกเจ้ามานี่เพื่ออะไร? ไม่ใช่จะมาเอาชีวิตข้าหรอกหรือ? เร็วเข้า!”
หลายคนตื่นกลัว ใครกันแน่เป็นคนที่ถูกกลั่นแกล้ง?
หลายคนคิดหาทางหนีทีไล่เสียแล้ว!
ทันใดนั้นเองชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาในบริเวณ
คนพลังควบยุทธ์สะท้านภพ!
ผู้มาใหม่ชำเลืองมองเยี่ยฉวนขณะปากขยับพูด “อย่าหลงกลมัน! ต่อให้เป็นปีศาจแปลงกาย มันก็ไม่มีทางเก่งกาจเหนือมนุษย์ พวกเรามีเป็นร้อยจะต้องกลัวมันทำไม?
เยี่ยฉวนพยักหน้าหงึก “พูดได้ตรงประเด็นดี ข้าเห็นด้วย! แต่จะขอเตือนด้วยความหวังดี ข้าสามารถฆ่าคนผนึกยุทธ์ได้ภายในพริบตา รวมทั้งคนควบยุทธ์สะท้านภพก็เคยสิ้นฤทธิ์เพราะกระบี่เดียวของข้ามาแล้วเหมือนกัน จริงนะไม่ได้โม้ ถ้าพวกเจ้าจะฆ่าข้าละก็……ลำพังคนที่อยู่ที่นี่รับรองไม่มีทางสำเร็จ ข้าจึงขอแนะนำให้พาคนมาอีก มิเช่นนั้นพวกเจ้าอาจไม่มีโอกาสเห็นแสงตะวันในตอนย่ำรุ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเจ้าประมาทฝีมือของข้าเกินไปต่างหาก!”
ยามนี้สีหน้าของชายวัยกลางคนมัวหม่นอย่างยิ่ง “เยี่ยฉวน เจ้าล่อลวงหวังให้พวกข้าหลงเชื่อล่ะสิ? คิดหรือว่าคำพูดคุกคามข่มขู่ของเจ้าจะใช้ได้ผล? เจ้ามัน……”
จังหวะนั้นเยี่ยฉวนยกเท้าขวาขึ้น จากนั้นจึงกระแทกลงไปเต็มแรง
ห่างออกไปราวเก้าจั้ง……
ฉัวะ!
เสียงพูดขาดหาย พร้อมกับศีรษะกระเด็นหลุดจากบ่าในพริบตาเดียว!
โลหิตพุ่งกระฉูด เป็นภาพที่น่าสยดสยองต่อคนที่พบเห็นอย่างยิ่ง!
ทักษะสามพันสังหาร!
ได้เห็นกับตาว่าชายชราตายลงทันทีภายใต้กระบี่เดียว ทุกคนต่างตกตะลึงพลางถอยหนีกันจ้าละหวั่น
เยี่ยฉวนกระชากวงแหวนสัมภาระจากมือของชายชราไร้ศีรษะ พลางส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมกับมีเสียงบ่นพึมพำ “เดี๋ยวนี้โลกกลับตาลปัตรหรือยังไง? เวลาข้าพูดความจริง กลับไม่มีคนเชื่อ……”
พลันเบนหน้าไปยังคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ข้างหน้า “ถ้าพวกเจ้าไม่ตามคนมาช่วยอีก ข้าก็จะกลับ!”
เมื่อพูดจบเขาหันหลังกลับออกไปอย่างรวดเร็ว
พูดแล้วก็ไป!
เมื่อเห็นเยี่ยฉวนทำท่าไปจริง คนนับร้อยเริ่มสีหน้าแปรเปลี่ยน ในขณะนั้นใครคนหนึ่งตะโกนดังออกมาจากกลุ่มคน “เฮ้ยฆ่าเยี่ยฉวน แล้วรวยสามต่อ! ฆ่ามันเลย……”
ก่อนที่คนจะพูดจนจบประโยค ศีรษะของคนพูดได้ปลิดปลิวออกไปเสียแล้ว
จากนั้นท่ามกลางความสับสนภายในกลุ่มคน กระบี่บินทะยานพร้อมตวัดวาบครั้งแล้วครั้งเล่า หลายศีรษะกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ……
ยามนี้เยี่ยฉวนเปรียบได้ดั่งพญามัจจุราช คนส่วนใหญ่ละทิ้งจิตวิญญาณนักสู้แล้วอย่างสิ้นเชิง ต่างคนต่างวิ่งหนีกระจัดกระจาย ทว่ากระบี่บินของเยี่ยฉวนนั้นเคลื่อนที่รวดเร็วกว่ามากนัก
ดังนั้นเพียงไม่นาน ภายในบริเวณยังเหลือคนที่มีชีวิตรอดไม่ถึงยี่สิบ ซึ่งคนทั้งยี่สิบไม่มีใครคิดสู้อีกต่อไป พวกมันหาหางหลบหนีหัวซุกหัวซุน……
ชายหนุ่มจึงยุติการไล่ล่าคนเหล่านั้น ด้วยเห็นว่ากองทัพทหารม้าควบตะบึงไล่ตามพวกที่หนีแล้ว
เยี่ยฉวนถือกระบี่ด้วยมือข้างหนึ่ง เบื้องหน้าบนพื้นมีร่างของชายคนหนึ่งซึ่งยังไม่ตายสนิทและบิดกายดิ้นรนไปมา
ชายหนุ่มยืนมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นกระบี่ในมือค่อยเลื่อนออกจากอุ้งมือ พลันแทงพรวดปักเข้าที่กระโหลกของคนที่นอนบนพื้น กระทั่งร่างทั้งร่างชักกระตุกอย่างแรง ลมหายใจอ่อนลงชั่วขณะจึงหมดลม
โหดเหี้ยม?
สำหรับเยี่ยฉวนแล้ว ถ้าไม่เป็นคนใจเหี้ยมในช่วงที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย คงมีชีวิตรอดได้อีกไม่นาน โดยเฉพาะการกระทำต่อศัตรู การทำดีกับศัตรูเท่ากับทำร้ายตัวเองและยังทำร้ายคนรอบข้างอย่างโหดเหี้ยม
หลังจากเก็บกระบี่และเก็บวงแหวนสัมภาระจากร่างไร้วิญญาณที่เกลื่อนกลาดอยู่ภายในลานกว้าง เยี่ยฉวนใช้ทักษะอำนาจเทวจิตตรวจสอบดูแล้วจึงพบว่า มีมากกว่าแปดสิบวงแหวนสัมภาระและมีสุดยอดศิลาจิตวิญญาณทั้งหมดราว 190 ล้านชิ้น……
นอกจากนั้นภายในวงแหวนบรรจุสมบัติสิ่งละอันพันละน้อยอีกจำนวนหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นศาสตรวุธจิตวิญญาณแท้จริงสิบชิ้น ศาสตราวุธจิตวิญญาณสวรรค์กว่าสามสิบชิ้น……หากเป็นยามปกติของล้ำค่าที่ได้มานับว่าไม่เลวเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสตราวุธจิตวิญญาณแท้จริง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของฉางหลานได้มากทีเดียว เหตุเพราะสามารถนำไปใช้เป็นอาวุธคู่กายสำหรับขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานรวมทั้งศิษย์ฉางหลานด้วย!
ส่วนที่เหลือเยี่ยฉวนจะนำไปประมูลขาย มูลค่าขายน่าจะสักสุดยอดศิลาจิตวิญญาณสิบล้านชิ้น!
กล่าวอีกนัย รายได้ที่คาดว่าจะได้ในช่วงนี้เกือบๆ เท่าสุดยอดศิลาจิตวิญญาณสองร้อยล้านชิ้น!!
