บทที่ 468 สตรีสวมชุดสีเรียบ! (ต้น)
……
เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยฉวน ราชันย์และสิงห์ผยองเหลือบมองหน้ากัน ในตอนท้ายทั้งคู่ต่างหันไปทางสตรีผู้เป็นหัวหน้ากองกำลังสะท้านโลกันตร์……
……
นางจ้องมองเยี่ยฉวนซึ่งอยู่ห่างออกไปทางด้านซ้ายมือ หากมิได้เอ่ยปากขณะพยายามมองให้ทะลุทะลวงจนถึงส่วนลึกของคนที่ยืนตรงหน้า……
..
ทันใดนั้นเยี่ยฉวนพลันหายวับไปต่อหน้าต่อตา
คนซึ่งยืนข้างสตรีคลุมหน้า ราชันย์พูดเสียงกร้าว “มันชักจะยังไงเสียแล้ว ค่าหัวนั่นสูงลิบเทียบเท่าค่าหัวของยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงก็ว่าได้ ถึงอย่างนั้นก็เถอะถ้าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนอยากจะสังหารคนผู้นั้นจริง พวกมันจะจัดการเองย่อมได้ ไม่เห็นจะต้องจ่ายตั้งมากมายเช่นนี้! ใครๆ ย่อมรู้คนที่ถูกออกหมายจับมีแต่จะหลบซ่อนไม่กล้าเปิดเผยตัวตน แต่เยี่ยฉวนไม่เคยหลบซ่อน ซ้ำยังอยู่ในเมืองตามปกติ ทว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนไม่ไปจับมันด้วยตนเองกลับทำให้ยุ่งยากโดยไม่จำเป็น……”
คนพูดชำเลืองมองสตรคลุมหน้าที่อยู่ข้าง “เจ้าล่ะว่ายังไง?”
หญิงสาวนิ่งไม่ตอบคำถาม คนชื่อสิงห์ผยองขมวดคิ้วนิ่วหน้าเอ่ยขึ้นมาว่า “น่าแปลก หรือว่าเยี่ยฉวนจะเป็นคนของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน? สำนักนั่นอาจแค่ต้องการสั่งสอนมันเท่านั้น?”
หลังจากนิ่งคิดนิดหนึ่ง ชายหนุ่มราชันย์จึงพูดขรึมๆ “อีกไม่ช้าเราคงจะได้รู้กัน คนผู้นี้มันเป็นปีศาจ คงเป็นไปไม่ได้จริงๆ ที่จะไม่มีคนอยู่เบื้องหลัง สถานศึกษาฉางมู่และดินแดนอันธการส่งคนไปกำจัดมันทั่วทุกที่ ทว่าตอนนี้สิฉางมู่กลายเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา ส่วนดินแดนอันธการก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ตระกูลซือถูยังเคยส่งยอดฝีมือกล้าแกร่งขั้นควบยุทธ์สะท้านภพไปสังหารมัน……
“เหตุการณ์ที่หุบเขาหว่านชิวงั้นหรือ?” สิงห์ผยองถาม
ราชันย์พยักหน้า “เวลานั้นยอดฝีมือนับร้อยคนกับคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพอีกสองหายตัวไป แต่เยี่ยฉวนไม่ได้รับอันตราย ต้องมีคนช่วยอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน บางทีอาจเป็นสำนักผู้ตรวจการเขตแดนเอง หรือไม่ อาจเป็นสุดยอดกลุ่มอำนาจที่ใดสักแห่ง!”
แววตาของคนสิงห์ผยองฉาบประกายกร้าว “ถ้างั้น พวกเราจะกลับไปมือเปล่าอย่างนี้หรือ?”
ราชันย์หันไปมองหญิงสวมผ้าคลุมหน้า เช่นกันกับสิงห์ผยองราวกับจะรอคำตอบ
สตรีคลุมหน้านิ่งไปชั่วขณะ จึงกล่าวตอบว่า “คอยดูไปก่อน รอให้สำนักผู้ตรวจการเขตแดนออกมาแสดงความเคลื่อนไหว ถ้ามีการเพิ่มเงินรางวัลค่าหัว ไม่งั้น……”
“เป็นเรื่องใหญ่แน่!” ราชันย์สวนตอบทันควัน
สิงห์ผยองผงกศีรษะ “คอยดูก็ดีเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นพวกเราจะถอนกำลังกลับมันเสียเลย”
ฝ่ายสตรีคลุมหน้าค่อยปิดเปลือกตาลงขณะใช้ความคิด “คอยสืบข่าวต่อไป”
.
เยี่ยฉวนกลับไปสถานศึกษาฉางหลาน ตลอดทางเขามีท่าทีหมกมุ่นครุ่นคิด
ตอนที่ออกไปนอกเขตเมืองเพื่อดูลาดเลาว่าจะจัดการสามกองกำลังนั่นอย่างไรดี อย่างไรก็ตามเมื่อได้ไปเห็นกับตาของตนเองจึงเปลี่ยนใจทันควัน
ด้วยพบว่ากองกำลังทั้งสามแข็งแกร่งเกินกว่าที่คิดไว้มาก
ยอดฝีมือทั้งสามกองกำลังนั้นฝีมือกล้าแกร่งเหนือกว่ากองทัพม้าแห่งฉางหลานทุกคน โดยเฉพาะสตรีวัยกลางคนซึ่งสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งๆ ทว่าความแข็งแกร่งของนางยากยังที่จะคาดเดา
ส่วนอีกเก้าคนที่เหลือ……บางทีขั้นพลังอาจแค่ผนึกยุทธ์!
อีกทั้งคนระดับหัวหน้าสามคนซึ่งรวมสตรีคลุมหน้าแล้ว สองคนนั้นเป็นผนึกยุทธ์ทั้งคู่และดูเหมือนจะเป็นผนึกยุทธ์ขั้นแท้จริงด้วย! ยิ่งไปกว่านั้นพลังของสตรีคลุมหน้ามีความล้ำลึกยากแก่การคาดเดา
หนึ่งต่อสามสิบ ยากที่จะเอาชนะ!
และถ้ามีกองทัพขุนศึกเต๋าฉางหลานผนึกกำลัง แม้ว่าในที่สุดแล้วพวกเขาจะได้รับชัยชนะ มันก็อาจเป็นชัยชนะชนิดหืดขึ้นคอก็เป็นได้
ทว่าอีกด้านหนึ่งก็เสมือนเป็นคำเตือนว่า ใครก็ตามที่กล้าเผชิญหน้ากับเขาในเวลานี้ฝีมือไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ฉะนั้นจงอย่าได้ชะล่าใจแม้แต่น้อย
เยี่ยฉวนดึงสติกลับมาและเร่งรุดกลับสู่หุบเขาฉางหลาน ที่นั่นกองทัพทหารม้าแห่งฉางหลานยืนแถวรอรับอยู่อย่างสงบเสงี่ยม โดยมีเจียงจิ่ว ยืนม้าอยู่ตอนหน้าสุด
เมื่อเห็นชายหนุ่มโผล่เข้ามา ทหารม้าแห่งฉางหลานแสดงคารวะทักทายโดยพร้อมเพียงกันทันที
เยี่ยฉวนผงกศีรษะรับการคารวะจากศิษย์ หลังจากนั้นจึงเดินตรงเข้าไปหาเจียงจิ่ว ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนเบา “ออกไปแล้วเจ้าต้องระวังตัวให้ดี”
เจียงจิ่วพยักหน้า “ทราบแล้ว!”
ว่าแล้วทั้งคนทั้งม้าหันขวับและควบออกไป โดยมีกองทหารม้าติดตามไปอย่างกระชั้นชิด “ไปเลย!”
เสียงฝีเท้าม้าดังอึกทึกเลือนหาย ขณะที่เจียงจิ่วนำลิ่วลงจากหุบเขาตามด้วยกองทัพม้าแห่งฉางหลานนับร้อย
โจรกรรม!
กองทัพม้าฉางหลานมีภาระประจำวันคือออกโจรกรรม เมื่อกลับมาทุกครั้งจะได้ของติดไม้ติดมือกลับมาด้วยกันมากมาย
ในเวลานี้พวกเขาใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นแท้จริง และกองทัพม้าฉางหลานมีศักยภาพเพียงพอในการพึ่งพาความสามารถของตัวเอง เยี่ยฉวนจึงไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือด้านเงินทองอีกแล้ว
นอกจากกองทัพม้าฉางหลาน สถานศึกษาฉางหลานตอนนี้ก็มีรายได้ของตัวเอง
จะว่าไปยามนี้แม้ไม่มีเยี่ยฉวน สถานศึกษาฉางหลานก็สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง
แน่ละไม่ว่าตัวเขาเองหรือฉางหลานต่างมีศัตรูที่ใหญ่ยิ่งร่วมกันคือสำนักผู้ตรวจการเขตแดน
ความจริงเมื่อเริ่มถูกสำนักผู้ตรวจการเขตแดนพุ่งเป้ามาที่ตัวเขาเอง ทำให้เยี่ยฉวนจะรู้สึกสับสนไม่น้อยด้วยไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ทว่าต่อมาชายหนุ่มจึงได้เข้าใจ
สตรีลึกลับกระทำสังหารคนของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนตายไปหลายคน……
และสาเหตุที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนไม่กล้าลงมือฆ่าเขาเองเป็นเพราะสตรีลึกลับนั่นเอง
นอกจากนั้นการถอนตัวออกไปเสียจากแผ่นดินชิงของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนด้วยเจตนาซ่อนเร้น ซึ่งซือถูหมิงรวมทั้งคนอื่นต่างค้นพบความจริงบางอย่าง……จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมพวกเขาจึงใช้เยี่ยฉวนเป็นกันชนปะทะกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน!
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นซือถูหมิงหรือกองกำลังหรือสำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็ไม่แตกต่างกัน ด้วยพลังของเขาตอนนี้คงไม่มีปัญญาจะไปต่อกรได้!
เป้าหมายเร่งด่วนของเยี่ยฉวนคือการพัฒนาความกล้าแกร่งของตัวเอง
ฟื้นฟูหอคอยแห่งเรือนจำและค้นหากฎแห่งเต๋า!
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว เยี่ยฉวนจึงเดินทางออกจากสถานศึกษาฉางหลาน……
ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่ ที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดน
สีหน้าของผู้ทรงเกียรติลู่หมองคล้ำยิ่งนัก ชายชราสวมชุดดำผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า
ครู่หนึ่งถัดมา ผู้ทรงเกียรติลู่เบนสายตามาจับอยู่ที่ใบหน้าของชายชราชุดดำคนที่ยืนตรงหน้า “ไม่มีความคืบหน้าของเหล่าชุมนุมสำนัก ลัทธิ กระบี่ สามชุมนุมสำนักและหกชนกลุ่มน้อยจากแผ่นดินชิงเลยหรือ?”
ชายชราชุดดำส่ายหน้าช้าๆ “ไม่มี มีการคาดการณ์ว่าจอมยุทธ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไปยังแผ่นดินชิง ส่วนใหญ่จะถูกเยี่ยฉวนและเหลียนว่านลี่ฆ่าตายหมดแล้ว สถานการณ์ภายในแผ่นดินชิงเวลานี้ยังคงสงบราบเรียบ ทั้งยังไร้สัญญาณบ่งชี้ของแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานในแผ่นดินชิงอีกด้วย”
นัยน์ตาของผู้ทรงเกียรติลู่หรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด “เยี่ยฉวน……”
