บทที่ 477 เซียนกระบี่! (ต้น)
ต้องแข่งกับเวลาเพื่อบรรลุขั้นผนึกยุทธ์!
เยี่ยฉวนสำเร็จขั้นผสานเทพแล้ว และถ้าสำเร็จขั้นผนึกยุทธ์ หากต้องเผชิญหน้ากับคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
และถ้าเขาบรรลุถึงขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง ก็จะสามารถประมือกับคนในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงได้!
กลืนกระบี่!
ดังนั้นเยี่ยฉวนจึงเริ่มปฏิบัติการกลืนกระบี่อย่างเอาเป็นเอาตาย!
หลังจากนั้นชั่วครู่ กระบี่แท้จริงได้ถูกเยี่ยฉวนสูบกลืนจนหมดสิ้น ยกเว้นกระบี่หลิงซิ่ว!
ตอนนี้เขาเหลือกระบี่สามเล่มสุดท้าย!
กระบี่สวรรค์สองเล่มและกระบี่หลิงซิ่ว!
ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นนิ่งเงียบไปพักใหญ่ กระทั่งในที่สุดเมื่อขยับยกมือขวาโบกครั้งหนึ่ง พลันกระบี่หลิงซิ่วทะยานลงบนฝ่ามือ ขณะที่ได้สัมผัสกระบี่บังเกิดความรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก
ด้วยหลังจากสูบกลืนกระบี่สวรรค์ไปแล้วหลายเล่ม กระบี่หลิงซิ่วก็ยังไม่มีท่าว่าจะบรรลุถึงขั้นสวรรค์เสียที!
อย่างไรก็ตาม กระบี่ได้บรรลุถึงขั้นสุดของกระบี่แท้จริงระดับสูงด้วยเช่นกัน!
หากไม่เพราะโชคช่วยการสูบกลืนกระบี่เพียงอย่างเดียวคงไม่ช่วยให้บรรลุขั้นพลังได้! ถ้าเยี่ยฉวนกลืนกระบี่สวรรค์จะทำให้บรรลุขั้นผนึกยุทธ์อย่างแน่นอน ทว่ากระบี่หลิงซิ่วจะถูกทำลายไปด้วยซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้น!
นับตั้งแต่ที่ได้ครอบครองกระบี่จวบจนทุกวันนี้ เยี่ยฉวนไม่เคยคิดที่จะสูบกลืนกระบี่นี้เลย
ทันใดนั้นคล้ายกระบี่หลิงซิ่วจะรับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างและเริ่มมีอาการสั่นเบาๆ มีอาการเร่งเร้าบางอย่างเป็นพิเศษ
เยี่ยฉวนพูดเสียงเบาเป็นกระซิบ “เจ้าหมายความว่าจะให้ข้าใช้กระบี่สวรรค์แทนจุดตันเถียนงั้นหรือ?”
กระบี่หลิงซิ่วสั่นน้อยๆ ประหนึ่งแสดงอาการตอบสนอง!
เยี่ยฉวนนิ่งงันไปชั่วขณะจากนั้นจึงค่อยเอ่ยเสียงแผ่ว “งั้นก็ดีแล้ว……”
เขาทำท่าครุ่นคิดบางอย่าง พลันสีหน้าทุกข์ระทมขมขื่นอย่างเด่นชัด
ความหมายอีกนัยหนึ่ง ถ้าเยี่ยฉวนเปลี่ยนกระบี่ซึ่งใช้แทนจุดตันเถียน ความเจ็บปวดอย่างเดิมจะหวนคืนมาอีก!
แม้กระทั่งบัดนี้ความเจ็บปวดยังฝังแน่นในความทรงจำของเขาอย่างไม่มีวันลบเลือน!
ถึงกระนั้นเขาก็ไม่มีทางเลือก!
เปลี่ยนกระบี่!
เยี่ยฉวนดึงกระบี่เหลยเซี่ยวออกมาถือไว้ “เจ้ามีความปราชญ์เปรื่องและเลือกหนทางของตนเอง ถ้ายอมมาเป็นจุดตันเถียนให้แก่ข้า จงผงกพับปลายกระบี่ให้เห็น แต่ถ้าไม่จงส่ายปลายกระบี่ให้ข้ารู้เช่นกัน”
กระบี่เหลยเซี่ยวไม่แสดงปฏิกิริยาตอบสนอง
ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกไปว่า “ถ้าเจ้ายอมมาเป็นจุดตันเถียนให้ข้า ต่อไปจะได้กลืนกระบี่อีกนับไม่ถ้วนซึ่งจะส่งผลดีต่อเจ้าเอง ส่วนข้าอีกหน่อยถ้าสามารถหากระบี่เล่มใหม่ได้ ข้าอาจไม่ต้องสูบกลืนเจ้า”
หลังจากนิ่งเงียบกันไปทั้งสองฟากฝั่ง ที่สุดกระบี่เหลยเซี่ยวก็สั่นเบาๆ
พับปลายกระบี่!
ทันทีที่เห็นความเคร่งในสีหน้าของเยี่ยฉวนค่อยคลายลง ถ้ากระบี่ไม่ตกลงเขาคงทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน! เขาไม่กล้าฝีนใช้กระบี่แทนจุดตันเถียนของตนเอง! เวลานี้เขาใช้กระบี่แทนจุดตันเถียนและถ้าวันใดกระบี่ไม่เต็มใจแล้วคืนกลับ เยี่ยฉวนคงมีแต่ตายสถานเดียว!
ดังนั้นด้วยความยินยอมของกระบี่เหลยเซี่ยว ชายหนุ่มรีบจัดการผลักกระบี่เข้าสู่ร่างกาย
ตู้ม!
เยี่ยฉวนสะบัดหน้าแหงนเงย ขณะที่รูปหน้าเริ่มบิดเบี้ยวและที่ข้างลำคอปรากฏเส้นโลหิตบวมนูนจนเห็นได้ชัด จนดูคล้ายลำตัวงูขนาดเล็กบิดไปมา ช่างเป็นภาพที่น่าหวาดกลัวยิ่ง!
ในขณะนั้นเยี่ยฉวนสัมผัสได้ถึงอำนาจแห่งพลังกระบี่สวรรค์ที่แท้จริง!
กระบี่เล่มนี้แข็งแกร่งทรงพลังยิ่งกว่ากระบี่หลิงซิ่วเล่มเดิม!
จนเยี่ยฉวนรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ทันทีที่กระบี่แทรกเข้าสู่ภายใน!
ตู้ม!
ฉับพลันนั้นพลังปณิธานกระบี่ปรากฏออกมาล้อมรอบตัว!
พลังปณิธานกระบี่คุณธรรม!
พลังค่อยแผ่ขยายคลุมร่างทั้งร่าง ทันทีที่พลังปณิธานกระบี่คุณธรรมปรากฏ เยี่ยฉวนรู้สึกใจดีขึ้นมานิดหนึ่ง ทว่าร่างกายยังสั่นสะท้านราวกับเจ้าเข้าอยู่ดี
เมื่อเยี่ยฉวนเร่งพลังกายากระบี่ไร้เทียมทาน พลันสังเกตเห็นได้ชัดว่ากระบี่เหลยเซี่ยวเริ่มมีทีท่าสงบลง……
จากนั้นทุกอย่างสงบนิ่ง เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ……
.
ภายในหอโถงฉางหลาน
มีคนอยู่ในนั้นเพียงสามคนอันได้แก่ ลู่จิ้วเก๋อ เฟิ่งหลานและโม่หยวน
ลู่จิ้วเก๋อยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้นมาจิบช้าๆ จากนั้นจึงมีเสียงถามว่า “เหตุการณ์ในตอนนี้ พวกเจ้ามีความเห็นอย่างไรบ้าง?”
โม่หยวนส่ายหน้า “เหตุการณ์วุ่นวาย!”
เฟิ่งหลานผงกศีรษะ “เหตุการณ์วุ่นวายจริงๆ ความคิดที่จะจับตัวเยี่ยฉวนของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน นึกดูแล้วมีความผิดปกติมากทีเดียว เพราะพวกนั้นจะสังหารเขาเสียก็ได้แต่ไม่ทำ……มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง ข้อแรก สำนักผู้ตรวจการเขตแดนไม่กล้าลงมือสังหารเอง จึงต้องขอยืมมือคนอื่นช่วยจัดการแทน ข้อสอง ต้องการใช้เยี่ยฉวนเป็นเหยื่อล่อให้เหล่าจอมยุทธ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์บุกมายังแผ่นดินชิง……”
คนพูดถึงตอนนี้ทั้งสามเหลือบมองหน้าซึ่งกันและกัน ความรู้สึกตระหนกต่อสิ่งที่ได้ยินแสดงออกทางสีหน้าทุกคน
ครู่หนึ่งลู่จิ้วเก๋อจึงเอ่ยปากทำนองเยาะหยัน “ดูท่าพวกมันอยากจะได้แหล่งวัตถุดิบพื้นฐานในแผ่นดินชิงนี้มาก แต่ข้าก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไม”
เสียงแหบแห้งของเฟิ่งหลานไขความกระจ่างให้ว่า “ถึงยังไงก็คงไม่ใช่เจตนาที่ดีแน่ สำนักผู้ตรวจการเขตแดนอะไรนั่นทำทีว่าต้องการพิทักษ์โลกชิงฉาง แต่เจตนาที่แท้จริงกลับตรงกันข้าม ถึงยังไงการสังเวยด้วยชีวิตคนนับไม่ถ้วนถือว่าเหี้ยมโหดเกินไปอยู่ดี!”
“เหี้ยมโหดงั้นหรือ?”
ลู่จิ้วเก๋อพูดเสียงกลั้วหัวเราะ “พี่โม่หยวน ทุกสิ่งบนโลกในสายตาของจอมยุทธ์จองหองพวกนั้น ล้วนมีแต่พวกกระจอกไร้ค่าทั้งนั้น!”
เฟิ่งหลานถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงห้าวต่ำ “ปัญหาวิ่งมาชนแล้ว! สำนักผู้ตรวจการเขตแดนต้องการทำลายแผ่นดินชิง ขณะที่เยี่ยฉวนแสดงความมุ่งมั่นออกมาอย่างชัดเจนในอันที่จะปกป้องแผ่นดินนี้ ถ้าจะพูดให้ถูกเขากำลังจะเผชิญหน้ากับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน……”
ลู่จิ้วเก๋อพรำพึงเสียงเบา “เขาก็ทำอยู่แล้วนี่ไง”
พูดแล้วนางจึงเบนหน้าไปทางเฟิ่งหลานและโม่หยวนอีกครั้ง “พวกเจ้าจะว่ายังไง?”
โม่หยวนยิ้มเฝื่อนพลางตอบว่า “พวกเราจะคิดเป็นอื่นได้หรือ? ทุกคนต่างฝากความหวังไว้ที่เขาและเชื่อมั่นได้ว่าจะคอยติดตามเขาไปให้ถึงที่สุด”
สตรีพยักหน้าช้าๆ “ถ้างั้นเห็นทีจะต้องเปิดเผยไพ่ใบสำคัญเสียแล้ว”
โม่หยวนผงกศีรษะทำนองเห็นคล้อยตาม “พวกเราพร้อมเสมอ ถึงอย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเขาเอง ถ้าผู้ที่หนุนหลังต้านทานสำนักผู้ตรวจการเขตแดนไม่ไหว ถึงเราจะยอมเผยไพ่สำคัญก็ไม่เกิดประโยน์อันใด”
ลู่จิ้วเก๋อหัวเราะออกมา “คอยดูให้ดีก็แล้วกัน!”
ขณะที่พูดเช่นนั้นพลันเบนหน้าหันไปทางด้านนอกหอโถง “ขุนศึกเต๋าและลัทธิขงจื๊อของเราจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตอนนี้แหละ”
โม่หยวนยิ้มกว้างขวาง “มาลองดูสักตั้ง”
สตรียิ้มตอบ “ถูก ลองดูสักตั้ง”
